เซียวปิงและคนอื่นๆ ถูกนำไปยังห้องขังห้องใหม่ ซึ่งเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่และเหล้าขาวต่างก็อยู่พร้อมบนโต๊ะ เซียวปิงและเอ้อร์ฮั่วนั่งลงคนละด้านรอบโต๊ะ ก่อนจะกินเนื้อไก่คำใหญ่ และกรอกเหล้าเต็มปาก ส่วนชายล่ำสี่คนทั้งนวดไหล่ นวดเอว นวดขา เกาหลังให้เซียวปิน...หลังจากเซียวปินช่วยต่อแขนพวกมันจนเข้าที่ ทั้งสี่ก็ทั้งเคารพทั้งบูชา เหมือนเขาเป็พ่อแท้ๆ ของพวกมันอย่างนั้นแหละ
เซียวปิงกรอกเหล้าเข้าปาก แล้วหัวเราะก้อง กล่าวว่า “ดูสิ ฉันบอกแล้วไง ว่าพวกนายมาเพื่อนวดไหล่ นวดเอว นวดขา เกาหลังให้ฉัน...ตอนนั้นพวกนายยังไม่ยอมรับอีก”
“ใช่ครับ ถูกของพี่” ชายถึกหนึ่งในนั้นพูดด้วยอย่างระมัดระวัง “แค่พวกผมได้ปรนนิบัติรับใช้พี่ปิง ก็ถือเป็เกียรติของพวกผมแล้วครับ”
เซียวปิงหัวเราะร่วน “พวกนายอยากกินอยากดื่มด้วยกัน?”
ชายทั้งสี่กวาดตามองไปยังอาหารในชาม ไก่อบ ปลาต้ม เป็ดย่าง...พวกมันมองพลางกลืนน้ำลายลงคอหลายอึก กล่าวว่า “พวกผมไม่กล้าหรอกครับ”
“อย่าพูดมาก เลิกนวดได้แล้ว...นั่งเหอะ อยากกินอะไรก็กิน อยากดื่มก็ดื่ม...ไม่ต้องเกรงใจนะเว้ย ใครกล้าเกรงใจ ข้าจะบีบไข่คนนั้นให้เละทะลักเลย!”
ทั้งสี่หยุดภารกิจที่ทำอยู่ลง ก่อนเซียวปินจะยกเท้าถีบหนึ่งในนั้น แล้วด่า “มัวแต่ยืนบื้ออยู่ทำไม? กินสิ!”
“อ้อๆ...ขอบคุณครับพี่ปิง ขอบคุณ...” ทั้งสี่กล่าวอย่างตื่นเต้น พวกมันโดนขังไว้ในนี้มาสองเดือนกว่าๆ แล้ว อย่าว่าแต่เหล้าเลย แค่เศษของคาวยังได้เห็นแค่ไม่กี่ครั้งเอง ยิ่งเป็อาหารตรงหน้ายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ดังนั้น เมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว พวกมันจึงเริ่มลงมือกินช้าๆ อย่างระมัดระวัง จนเมื่อเห็นว่าเซียวปินไม่ได้โกรธแต่อย่างใด คราวนี้จึงจะกล้ากินอย่างเต็มที่ พวกมันกินคำใหญ่ราวตายอดตายอยากมาจากไหน เซียวปิงเองก็ไม่ใช่คนใจร้าย เมื่อเห็นพวกมันกินดังนั้น จึงแบ่งเหล้าให้ด้วยสองขวด
ชายร่างโตหนึ่งในนั้นะโก้อง “พี่ปิง เวรเอ๊ย...ถ้ารู้ว่าพี่เป็คนเก่งแถมใจดีแบบนี้ั้แ่แรก พวกเราคงไม่ฟังคำยุของพวกมันหรอก เวร...โดนไอ้ราชการใจหมานั่นหลอกใช้เลย”
เซียวปิงหัวเราะ กล่าวว่า “คงไม่ใช่เพราะฉันดีหรอกมั้ง น่าจะเป็เพราะพวกนายสู้ฉันไม่ไหวมากกว่า”
ชายทั้งสี่รู้สึกอายขึ้นมา จึงหัวเราะเขินๆ โพล่งกล่าว “อันนั้นมันแน่อยู่แล้ว...พี่ปิงต่อยตีเก่งจริงๆ ถ้าพวกเราตามไปทำงานกับพี่ แค่ไม่กี่วัน ลูกพี่ใหญ่ในเจียงเฉิงคงจะต้องปรับเปลี่ยนกันแล้ว”
เซียวปิงหัวเราะร่วน พลันจู่ๆ น้ำเสียงก็ดุดันจริงจังขึ้นมา “ทำงานเป็นักเลง? ต่อไป สักวันหนึ่งยังไงพวกนายก็ต้องได้ออกจากที่นี่ ถ้าพวกนายยังออกไปทำอะไรชั่วๆ อีกล่ะก็...อย่าโทษถ้าฉันจะถอดแขนถอดขาพวกนายออกแล้วกัน”
ทั้งสี่ชะงักค้าง มองกันอ้ำอึ้ง รีบกล่าว “ไม่หรอกครับ ไม่ทำแน่ๆ”
เซียวปิงสีหน้าจริงจัง “ถึงข้าจะถูกขังอยู่ในนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าข้าเป็ปลวกที่แทะทำลายบ้านเมือง และความสงบของชาติหรอกนะ!”
เซียวปิงกรอกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็ขุ่นหมองน่ากลัว “ข้าน่ะ ไม่เหมือนพวกตำรวจนั่น ถ้าให้ข้ารู้ว่าใครทำเื่ชั่วๆ หรือทำลายชาติบ้านเมืองขึ้นมาล่ะก็...ข้าจะฆ่ามันอย่างไม่ลังเลเลย...” เซียวปิงพูดชัดถ้อยชัดคำ
ราวอุณหภูมิในห้องขังลดลงจนติดลบ นอกจากเอ้อร์ฮั่วแล้ว ชายทั้งสี่ที่เหลือต่างก็รู้สึกราวกำลังจะโดนแช่แข็งด้วยสายตานั้นของเซียวปิน ได้แต่ยกเหล้าขึ้นดื่มเพื่อเพิ่มความอบอุ่นในร่างกายตามๆ กัน
เซียวปิงกล่าวระคนหัวเราะ “เอาล่ะ อย่าพูดเื่ที่ทำให้เสียอารมณ์เลย เอ้อร์ฮั่ว ทำไมนายถึงโดนขังไว้ในนี้? ฉันรู้สึกว่านายก็ดูไม่เหมือนพวกที่ทำเื่ไม่ดีนี่”
เอ้อร์ฮั่ววางเป็ดไก่ในมือลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นท่าทางโมโห “เราก็บอกพวกมันั้แ่แรกแล้วว่าจับผิดคน...เราออกจากบ้านกำลังจะไปเดินเที่ยวในเมือง ตอนนั่งอยู่ในรถเมล์ เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังโดนผู้ชายคนหนึ่งจับตามตัวอยู่ พอมาคิดดู นี่มันลวนลามกันนี่ เราก็เลยเดินเข้าไปห้ามเขา แต่ต่อมาผู้หญิงคนนั้นก็ะโมากอดเรา แล้วเอาแต่ะโว่าเราลวนลามเธอ”
เซียวปิงทำหน้าไม่ถูก “ฟังๆ ดูแล้ว นายถูกเข้าใจผิดไปมากเลยนะ”
“เราก็คิดว่าเขาเข้าใจเราผิด เราก็เลยบอกกับตำรวจว่าพวกเขาเข้าในเราผิด เราโตมาจนป่านนี้ ขนาดมือของผู้หญิงในหมู่บ้านยังไม่เคยจะจับเลย เราจะกล้าไปลวนลามผู้หญิงสวยๆ แบบนั้นได้ยังไง...อีกอย่าง ผู้ใหญ่บ้านก็เคยบอกกับเรา ในเมื่อเราออกมาแล้ว ก็ห้ามทำอะไรให้หมู่บ้านขายหน้าเด็ดขาด แม้เราจะเอ๋อ แต่เราก็ไม่ได้โง่...เื่น่าอายแบบนั้น เราไม่มีวันทำหรอก!”
ชายกำยำที่อยู่ข้างๆ เมื่อได้ฟังก็หัวเราะร่วน กล่าวว่า “พี่ปิง ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วล่ะ ผู้หญิงคนนั้นไปจับนู่นจับนี่กับผู้ชายในรถเมล์ งั้นเธอก็ต้องเป็ขโมยแน่นอน ตอนนี้ก็มีแก๊งแบบนี้อยู่นะ ผู้หญิงไปให้ท่าในรถ พอมีคนสนใจ คนอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็ใช้จังหวะนี้ขโมยทรัพย์สินของคนคนนั้นไป เอ้อ...พี่คนนี้เขาตั้งใจดี แต่สุดท้ายกลายเป็ไปขัดลาภเขาซะงั้น พอเขาโกรธไม่พอใจก็เลยใส่ร้ายเอาแบบนี้แหละ”
เซียวปิงพยักหน้า ขมวดคิ้วพลางกล่าว “สังคมแวดล้อมเราโดนคนแบบนี้ทำลายไปหมด”
เอ้อร์ฮั่วกล่าวอย่างมีน้ำโห “แต่พวกตำรวจก็ไม่ยอมเชื่อเรา ยังบอกว่าจะลงโทษเราข้อหาบังคับอะไรสักอย่างใจ...”
“บังคับขืนใจ?” เซียวปิง
“ใช่ๆ พูดแบบนั้นแหละ วันนี้จู่ๆ พวกมันก็มาหาเรา มันบอกเราว่านายก็ข่มขืนคนมา...นายเป็นักโทษฆ่าข่มขืนผู้หญิง ถ้าเราหักขานายได้ข้างหนึ่ง พวกเขาก็จะปล่อยเราออกไป แต่มาตอนนี้เราไม่เชื่อแล้ว เราดูออก นายเป็คนดี!”
ชายร่างบึกคนหนึ่งกล่าว “ตำรวจต้องรับเอาผลประโยชน์จากแก๊งโจรแก๊งนี้มาแล้วแน่ๆ คนที่กล้าขัดขวางพวกแก๊งนั้น ก็ต้องมาจบลงในคุกนี่แหละ”
เซียวปิงตบโต๊ะดังปัง แววตาประกายความเหี้ยมโหดออกมา “ไอ้พวกเวรตะไลนี่ เป็ผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้รักษากฎหมาย แต่กลับไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง แค่ฟังความข้างเดียวจากผู้หญิงคนนั้นก็อยากจะลงโทษนาย คบค้ากับโจร สมาคมนักธุรกิจ...พวกมันสูบเืประชาชนแบบนี้ ไม่ต่างอะไรกับปลิงดูดเืเลย!”
ชายถึกอีกคนพูดขึ้น “ที่จริงก็ยังมีคนดีอยู่นะ ได้ยินว่ารอง ผอ. ของที่นี่เป็คนเที่ยงธรรมมาก เขาไม่ถูกกับ ผอ. เวลาปกติก็ไม่ชอบส่งพวกของบรรณาการไปให้ เขาประจบประแจงไม่เป็ ก็เลยยังทำอะไรไม่ได้สักที...”
เซียวปิงดวงตาเป็ประกายแวววาว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
พวกเขาทั้งดื่ม กิน พูด หัวเราะ เมื่อเหล้าร้อนๆ ไหลลงคอไปหลายขวด เหล่าชายถึกแต่ละคนก็เริ่มกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ หลังพูดคุยหัวเราะไปกับเซียวปิน พวกมันก็ทิ้งตัวลงนอนไปตามๆ กัน
เช้าวันต่อมา ฉางไหวอันนั่งลงประจำที่ของตน เขาเรียกพบผู้รับผิดชอบห้องขัง ผู้คุมคนนี้ชื่อว่า เจี่ยงเหวินฮุย อายุได้สามสิบกว่าๆ แล้ว เขาเป็คนที่ฉางไหวอันดันจนได้เป็หัวหน้าผู้คุมอย่างทุกวันนี้ เมื่อเจี่ยงเหวินฮุยมาถึง ฉางไหวอันก็ผายมือไปทางเก้าอี้ กล่าวว่า “นั่งลงก่อนสิ”
เจี่ยงเหวินฮุยท่าทางกระสับกระส่าย แต่ก็ยังนั่งลงอย่างว่าง่าย
ฉางไหวอันเอ่ยถาม “เื่ที่สั่งไปเป็ยังไงบ้าง? ไม่มีใครตายใช่ไหม?”
เจี่ยงเหวินฮุยหน้าถอดสี ฉางไหวอันเห็นดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เขาถาม “มันคงไม่ได้ถูกตีตายไปแล้วหรอกนะ?”
“เปล่า...เื่นั้นไม่ใช่ แต่...เช้านี้ผมเพิ่งไปดูมา ไอ้หนุ่มนั่นไม่ได้เป็อะไรเลย ได้ยินมาว่า...ได้ยินว่าคนที่ผมจัดไปเมื่อคืน โดนมันจัดการซะเรียบเลย”
“ว่าไงนะ?” ฉางไหวอันโกรธสุดขีด “ใครกันเป็คนทุบอกรับประกันเื่นี้กับฉัน ฉันอุตส่าห์วางมันลงบนเขียงของนายให้แล้ว กะอีแค่หมูที่รอเชือดตัวเดียวยังจัดการไม่ได้หรือไง? ไม่อยากทำมันแล้วใช่ไหม ไอ้ตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมเนี่ย”
เจี่ยงเหวินฮุยปาดเหงื่อบนใบหน้า กล่าวอับอาย “ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็แบบนี้ ผอ.ครับ วันก่อนผมเห็นในเรือนจำมียอดฝีมือคนหนึ่งอยู่ ยอดฝีมือคนนั้นเพิ่งมาก็จัดการพวกนักเลงโตไปได้หลายคนเลย ผมเห็นว่าเขาฝีมือดี ก็เลยส่งเขาเข้าไป...คิดไม่ถึงว่าไอ้เซียวปินจะเก่งขนาดนั้น เมื่อเช้าตอนผมเข้าไปดู ห้องขังเราเกือบโดนมันรื้อไปแล้วนะครับ”
ฉางไหวอันขมวดคิ้วน้อยๆ ขณะที่เจี่ยงเหวินฮุยยังคงพูดต่อ “ไอ้เซียวปินพูด...มันยังพูด...”
“มันพูดอะไร?” ฉางไหวอันถาม
“มันยังพูดว่า ให้คุณไปพบเขา...ไม่งั้น...ไม่งั้นคุณจะหลุดจากตำแหน่งผอ.แน่!”
ปัง
ฉางไหวอันทุบโต๊ะอย่างแรง กล่าวด้วยความโมโหสุดขีด “บังอาจนัก มันคิดว่ามันเป็ใคร? เจี่ยงเหวินฮุย ฉันไม่สนว่านายจะใช้วิธีไหน ไม่ว่ายังไงก็ต้องหักขามันให้ได้ ไม่งั้นก็เตรียมหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าผู้คุมของนายได้เลย...เอาล่ะ นายกลับไปเถอะ”
เจี่ยงเหวินฮุยรีบลุกยืนด้วยใบหน้ากลัดกลุ้ม ก่อนจะถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
ฉางไหวอันนั่งในที่ประจำด้วยความหงุดหงิด จนเมื่อเขาสงบสติอารมณ์ได้ นึกถึงคำพูดที่เซียวปินให้เจี่ยงเหวินฮุยมาบอกตัวเองเมื่อครู่ ในใจก็เริ่มรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา ยิ่งเขาเคยเจอกับเซียวปินมาก่อน เขาััได้ว่าเซียวปินไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ ถ้าเซียวปินมีอะไรจริงๆ ล่ะก็...
เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ ฉางไหวอันก็เริ่มนั่งไม่ติดที่ เขาคว้าโทรศัพท์ประจำตำแหน่งของตนขึ้น ก่อนจะต่อสายออกไปทันที เมื่อปลายสายกดรับ ฉางไหวอันจึงกรอกเสียงต่ำลงไป “ฮัลโหล เหวินฮุยเหรอ จัดเวลาให้ฉันที อืม...คืนนี้ฉันจะพบเขา”
“ครับ ผมรู้แล้ว จะจัดการเดี๋ยวนี้”
ฉางไหวอันวางหูโทรศัพท์ สีหน้าเขาทั้งซีดทั้งหม่นสลับกัน...เซียวปิน แกกล้าขู่ฉันเหรอ แกมีสิทธิ์อะไร?
เซียวปิงนอนเล่นในห้องขัง คนที่มาหาเขาคนแรกไม่ใช่ฉางไหวอัน แต่เป็ซูเสียวเสี่ยว
เซียวปิงและซูเสียวเสี่ยวได้พบกันในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง ตามกฎแล้ว เวลาการเข้าเยี่ยมต้องไม่เกินครึ่งชั่วโมง และในห้องนั้นต้องมีผู้คุมเฝ้าอยู่ด้วยสองคน
เมื่อทั้งสองพบกัน ต่างก็นั่งลงที่โต๊ะตรงข้ามกัน ก่อนซูเสียวเสี่ยวจะถามห่วงใย “ฉันติดต่อหาทนายให้พี่ได้แล้ว พี่อยู่ในนี้เป็ไงบ้าง พวกเขาไม่ได้รังแกอะไรพี่ใช่ไหม?”
เซียวปิงหัวเราะไม่แยแส กล่าวว่า “ที่ผ่านมาเหมือนมีแต่ฉันที่รังแกคนอื่นนะ อ้อ จริงสิ มีคนมาหาฉันที่ร้านบะหมี่บ้างหรือเปล่า?”
เซียวปิงเป็ห่วงเย่จื่อ เขากลัวว่าหากเย่จื่อรู้เื่เข้าจะพลอยกังวลไปด้วย
“ไม่รู้” ซูเสียวเสี่ยวส่ายหัว “วันนี้ฉันไม่ได้เข้าร้าน”
“อ้อ...งั้นคงไม่มี” เซียวปิงหัวเราะ “ฉันอยู่ในนี้สบายดี เมื่อวานยังได้กินทั้งเหล้าทั้งเนื้อครบเลย อยู่ในนี้ยังสบายกว่าอยู่ข้างนอกเสียอีก เธอไม่ต้องเป็ห่วง”
“จนถึงตอนนี้แล้ว ยังจะมาพูดเล่นอีก...แต่อย่าคิดว่าฉันเป็ห่วงพี่นะ เป็เพราะบ้านเราก็มีส่วนทำให้เื่นี้เกิดขึ้น...เพราะแม่ป่วย พี่ก็เลยไปมีเื่มีราวกับเซี่ยหลุนจนมันโกรธขนาดนี้ มันก็เลยใส่ร้ายพี่ ฉันก็แค่รู้สึกติดค้างพี่...ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้แม่ก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล ทางร้านยัง้าคนดูแลอยู่ เพราะฉะนั้นก็เลยยังขาดพี่ไม่ได้...”
ซูเสียวเสี่ยวพูดไป ก็รู้สึกขาดความมั่นใจไปทีละน้อย
เซียวปิงหัวเราะเบาๆ กล่าวว่า “ฉันเข้าใจ ฉันเข้าใจ...เธอคงจะไม่เป็ห่วงฉันเลยสักนิด ที่มาก็เพราะรู้สึกผิดล้วนๆ แบบนั้นใช่ไหม?”
“รู้ก็ดี” ซูเสียวเสี่ยวสีหน้าเป็ห่วง “ถึงแม้ว่าฉันจะติดต่อทนายให้แล้ว แต่เื่นี้ก็ยังยุ่งยากอยู่ พี่มีเบาะแสหรือมีข้อแนะนำอะไรบ้างไหม?”
เซียวปิงหัวเราะ กล่าวว่า “ที่จริงเื่นี้ก็ง่ายนิดเดียว ภายในสองวัน ฉันต้องออกไปได้แน่! อ้อ จริงสิ ฉันลืมบอกไปเื่หนึ่ง เื่ข้อสอบของเธอน่ะ ฉันเตรียมเอาไว้ให้หมดแล้วนะ อยู่ในแฟลชไดรฟ์ในกระเป๋าฉัน พอกลับไปแล้วเธอก็ไปหาดูได้...”
ซูเสียวเสี่ยวชะงักไป แววตานั้นราวกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
