หลังจากเสร็จพิธีกราบไหว้ฟ้าดินแล้วขั้นตอนหลังจากนั้นไม่ได้ต่างจากพิธีสมรสของผู้คนทั่วไปนักคือการพาเ้าสาวเข้าไปรอที่ห้องหอส่วนทางด้านเ้าบ่าวต้องคอยพบปะกับผู้คนอยู่ด้านนอก
เจียนอวี่ทำหน้าที่ประคองกู้โยวหนิงโดยมีเฉิงกุ้ยนำทางอยู่ด้านหน้าด้านหลังยังมีเด็กรับใช้จำนวนหนึ่งเดินตามมาจวนอ๋องมีพื้นที่กว้างขวางกว่าจวนอัครเสนาบดี ใช้เวลาเดินอยู่ครู่หนึ่งจึงมาถึงตำหนักปี้สุ่ย แทนที่จะเป็ตำหนักชิงซงที่พระชายาควรจะอยู่
เจียนอวี่มองเฉิงกุ้ยด้วยท่าทีสงสัยเฉิงกุ้ยรีบอธิบายพร้อมทั้งรอยยิ้มทันที “เดิมทีพระชายาจะต้องอยู่ในตำหนักชิงซงทว่าท่านอ๋องกำชับมาว่าให้พระชายาย้ายมาอยู่ที่ตำหนักปี้สุ่ยกับท่านอ๋องขอรับ”
ทันทีที่เจียนอวี่ได้ยินเช่นนั้นพลันปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าโดยทั่วไปในจวนอ๋องเช่นนี้ ต่อให้เป็ชายาเอกก็ใช่ว่าจะได้อยู่ร่วมห้องกับสามีทุกคนล้วนแต่มีตำหนักแยกเป็ของตนเอง ทว่าทันทีที่กู้โยวหนิงเข้ามากลับได้รับการโปรดปรานจนยอมให้อยู่ในตำหนักหลักแม้แต่เฉิงกุ้ยผู้เป็ขันทีรับใช้ข้างกายฉู่อวี้ั้แ่เยาว์วัยยังอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้จึงต้องคอยปรนนิบัติพระชายาคนใหม่อย่างระมัดระวัง
กู้โยวหนิงดึงผ้าคลุมออกทันทีที่ประตูปิดลง แม้เจียนอวี่จะรีบห้ามอย่างไรก็ยังไม่ทันการได้แต่หยิบผ้าคลุมผืนนั้นกลับมาคลุมบนศีรษะกู้โยวหนิงอีกครั้ง“ต้องรอให้ท่านอ๋องเข้ามาก่อน ท่านถึงจะเอาผ้าคลุมออกได้นะขอรับ”
“ทำไมต้องเื่มากขนาดนั้นด้วย” กู้โยวหนิงกลอกตายังคงไม่ยอมหยุดความคิดที่จะดึงผ้าคลุมบนศีรษะออก เขามองไปรอบกายที่นี่คือที่อยู่ของฉู่อวี้ แน่นอนว่าไม่มีทางด้อยกว่าที่อื่น จากนั้นก็เอ่ยออกมาอย่างเจื้อยแจ้วว่า“จวนอ๋องนี่ดีกว่าจวนอัครเสนาบดีตั้งเยอะ เมื่อได้มาเห็นที่นี่แล้วกลับไปมองจวนอัครเสนาบดีข้าบอกได้คำเดียวว่าจวนอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายดูจนมากๆ”
เจียนอวี่หลุดขำทันใด“พระชายา ท่านช่างรู้จักเอ่ยหยอกเย้า อย่างไรก็คือจวนอัครเสนาบดีแม้จะสู้ที่นี่ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสักเท่าไรนะขอรับ ยังมีอีกอย่างเมื่อครู่พระชายาได้ยินหรือไม่ขอรับ ที่นี่คือตำหนักของท่านอ๋องท่านอ๋องให้ท่านเข้ามาอยู่ด้วยเลยนะขอรับ!”
“…”กู้โยวหนิงจ้องเจียนอวี่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เอ่ยถาม“เมื่อครู่เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
เจียนอวี่เอียงศีรษะ“พระชายาขอรับ เช่นนี้แล้ว มิใช่ว่าต้องเรียกพระชายาหรือขอรับ?”
“…”กู้โยวหนิงถึงกับนิ่งเงียบ ครู่หนึ่งถึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเอ่ยสวนกลับเจียนอวี่“พระชายาบ้าบออะไรกัน ข้าเป็บุรุษที่สง่าผ่าเผยเช่นนี้คิดไม่ถึงต้องมาเป็พระชายาคนอื่น ข้าไม่สนุกด้วยสักนิดหรอกนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียนอวี่ถึงกับหุบยิ้มลงทันทีพลางมองไปยังกู้โยวหนิงด้วยความสงสาร “คุณชายห้า~ ต่อไปนี้ข้าจะยังเรียกท่านว่าคุณชายห้าท่านอย่าได้เศร้าใจไปเลยขอรับ!”
กู้โยวหนิงมองเจียนอวี่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ช่างเถอะๆ จะเรียกอะไรก็เรียกไปอย่างไรตอนนี้ข้าวดิบแปรเปลี่ยนเป็ข้าวสุกและตำแหน่งพระชายาเหวินอ๋องก็คือบรรดาศักดิ์สูงสุดในชีวิตนี้ข้าแล้ว!”
ความรู้สึกมากมายประเดประดังเข้ามาภายในใจของกู้โยวหนิงเมื่อเห็นเตียงที่เต็มไปด้วยพุทราแดง ถั่วลิสง และลำไยน่าจะมีความหมายว่ารีบให้กำเนิดบุตร เขาเบะปากทันใด คนจัดเตียงนี่ไม่มีตาหรือไงเขากับเหวินอ๋องเป็ผู้ชายด้วยกันทั้งคู่ จะไปมีลูกได้อย่างไรกันเล่าเมื่อคิดเช่นนั้นจึงกอบเอาถั่วลิสงจำนวนหนึ่งขึ้นมาแกะกิน
เจียนอวี่รีบห้ามเขาไว้ทันที“คุณชาย กินไม่ได้นะขอรับ สิ่งนี้มีความหมายว่ารีบให้กำเนิดบุตรจะกินไม่ได้นะขอรับ!”
กู้โยวหนิงแกะเปลือกถั่วลิสงอีกเม็ดหนึ่ง จากนั้นโยนเข้าปากตัวเองและยัดใส่ปากเจียนอวี่คนละเม็ด กล่าวราวกับเ็ปหัวใจอย่างสุดซึ้ง“ข้าบอกเ้าแล้วว่าเ้าโง่ แต่เ้ากลับไม่เคยเชื่อข้าสักที ระดับความฉลาดอย่างเ้าถ้าวันหน้าไม่ได้อยู่กับข้าเ้าจะทำอย่างไร รีบให้กำเนิดบุตร? จะให้ไปมีกับใครเล่าข้าสามารถหรือท่านอ๋องสามารถกัน!”
เจียนอวี่กะพริบตาปริบๆ“ถูกของท่าน~ ทั้งคุณชายห้าและท่านอ๋องต่างก็เป็บุรุษย่อมไม่อาจมีบุตรด้วยกันได้ ผู้ใดกันที่ทำเช่นนี้ จงใจเย้ยหยันใช่หรือไม่?”
กู้โยวหนิวหัวเราะอย่างไม่ถือสาอะไร เอ่ยถามเจียนอวี่ที่กำลังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟว่า“ข้าได้ยินมาว่าท่านอ๋องมีหนึ่งชายารอง และอีกสามอนุชายาสินะ?”
เจียนอวี่พยักหน้า“ใช่แล้วขอรับ ทว่าคุณชายห้าไม่ต้องกังวลไปจากที่ดูแล้วท่านอ๋องโปรดท่านมากที่สุดขอรับ!”
“ฮี่ๆๆๆ~” กู้โยวหนิงถูฝ่ามือตัวเองไปมาจากนั้นเผยรอยยิ้มไม่ต่างกับสุนัขจิ้งจอกน้อย “สามารถเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องอย่างนี้แสดงว่าต้องสวยมากแน่ๆ~”
เจียนอวี่ไร้คำจะเอื้อนเอ่ยกลอกตาอย่างเอือมระอา “ต่อให้งามเพียงใดก็ล้วนแต่คืออนุชายาของท่านอ๋องหรือแม้จะไม่ใช่อนุชายาของท่านอ๋อง คุณชายก็อย่าวาดฝันไปอีกเลยท่านจงเอาผ้าขึ้นคลุมศีรษะได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานท่านอ๋องคงจะมาแล้วขอรับ”
“เชอะ...ไม่ได้ก็ไม่ได้จะช้าจะเร็วก็ต้องมีสักวัน...” กู้โยวหนิงเอนตัวลงนอนบนเตียงอย่างเงียบเชียบจากนั้นนำผ้าคลุมศีรษะคลุมไว้บนหน้าตนเอง
เจียนอวี่อยากจะร้องไห้ออกมา“คุณชายห้า นี่ท่านกำลังจะทำอะไรขอรับ?”
“คลุมหัวก็เพื่อปิดบังใบหน้าไม่ใช่หรือไงแล้วที่ข้าทำตอนนี้มันต่างกันตรงไหน” กู้โยวหนิงเอ่ยอย่างรำคาญ “ข้าง่วงแล้วนอนก่อนก็แล้วกัน”
เจียนอวี่รีบเอ่ย“ทว่าอีกครู่...”
“เ้าอย่ามัวพูดจาไร้สาระ ถ้าขืนยังพูดอีกข้าจะหาผ้าขาวมาคลุมหน้าเ้าบ้าง”กู้โยวหนิงกล่าวเสียงเย็น
เจียนอวี่เงียบเสียงโดยพลันยืนอยู่ด้านข้างอย่างเชื่อฟัง และค่อยๆ ห่มผ้าให้กู้โยวหนิงอย่างระมัดระวัง
กู้โยวหนิงค่อยๆ ลอบยิ้มมุมปากอยู่ใต้ผ้าคลุมหน้า หลับตาลงด้วยความพออกพอใจเตรียมจะงีบสักพักหนึ่ง
......
ยามนี้ฉู่อวี้เอาแต่โหยหากู้โยวหนิงหลังจากดื่มอย่างเรื่อยเปื่อยไม่กี่จอก เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังเรือนหอทว่าหลังจากเขาเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากประตู กลับต้องพบถังซู่อวิ๋นและอนุชายานามหลานเซียงยืนอยู่ในมือยังถือกล่องใส่อาหารด้วย
ถังซู่อวิ๋นสวมชุดกระโปรงสีชมพูมิหนำซ้ำยังตั้งอกตั้งใจแต่งหน้าแต่งตามาอย่างประณีตครั้นต้องแสงจากโคมไฟสีแดงภายในจวนอ๋องในยามนี้ ทำให้นางดูงดงามมากกว่าปกติเมื่อนางเห็นเหวินอ๋องกำลังเดินออกมาจึงรีบก้าวเข้าไปหาและถอนสายบัวคำนับ“หม่อมฉันเห็นท่านอ๋องดื่มไปมาก จึงตั้งใจทำซุปสร่างเมามาให้ท่านท่านอ๋องโปรดดื่มก่อนแล้วค่อยไปนะเพคะ”
ฉู่อวี้มองนางด้วยสายตาเ็าคำกล่าวอ่อนโยนเช่นนี้ไม่ทำให้ฉู่อวี้ซาบซึ้งใจแม้แต่น้อยเพราะเขาหวนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อชาติที่แล้ว ถังซู่อวิ๋นเคยนำซุปสร่างเมามารอเขาที่นี่เช่นยามนี้เป็เพราะเขาไม่พอใจในการอภิเษกพระชายาบุรุษถึงดื่มจนเมามายด้วยอารมณ์ชั่ววูบจึงค้างแรมกับถังซู่อวิ๋นผู้เป็ชายารองและทิ้งให้กู้โยวหนิงต้องอยู่ในห้องหอแต่เพียงลำพัง
เมื่อชาติที่แล้วเขาดื่มไม่น้อย ทว่าชาตินี้เขามีสติครบถ้วน เขาพบว่าถังซู่อวิ๋นไม่ได้ตั้งใจเตรียมซุปสร่างเมาด้วยความบริสุทธิ์ใจแต่มีจุดประสงค์เพื่อให้เขาละเลยพระชายาในคืนอภิเษกนั่นเอง
เมื่อนึกถึงยามที่นางกำหลักฐานแสดงความผิดตนพลางคุกเข่าต่อหน้าองค์รัชทายาทฉู่อวี้อดหัวเราะเสียงเย็นไม่ได้ ทว่าเขาพยายามข่มความโกรธของตนเอาไว้วันนี้คือวันมงคลของเขากับโยวหนิง โยวหนิงกำลังรอเขาอยู่
ฉู่อวี้เบนสายตาออกจากถังซู่อวิ๋นเอ่ยอย่างเ็า “ไม่จำเป็”
กล่าวเสร็จก็เดินผ่านนางไปชาติที่แล้วเขาไม่ได้มีความรักใดๆ ต่อนาง เพียงเพราะคิดว่านางฉลาดและอ่อนโยนทั้งยังรู้จักการวางตัว จึงเหมาะจะให้นางอยู่ข้างกายเขาแต่แล้ววันนี้เขากลับมีเพียงความรังเกียจอย่างถึงที่สุด
ถังซู่อวิ๋นผู้รนหาเื่ให้ตนยังยืนอยู่ที่เดิมสายตาจ้องมองไปยังฉู่อวี้ที่ไม่หลงเหลือความรู้สึกใดให้ตนหลานเซียงทั้งเข้ามาประคองและเอ่ยปลอบโยนว่า “ฮูหยินต้องเป็เพราะท่านอ๋องอารมณ์ไม่ดีจึงมีท่าทางเช่นนี้แน่เ้าค่ะ”
ถังซู่อวิ๋นส่ายหน้าพร้อมกับฝืนยิ้มอย่างขมขื่น“ท่านอ๋องจะอารมณ์ไม่ดีได้อย่างไรกันยามนี้ทั้งฉางอันต่างรู้ว่าท่านอ๋องโปรดปรานเพียงพระชายามิหนำซ้ำยังให้อยู่ในตำหนักเดียวกันอีก เกรงว่าภายภาคหน้าคงจะไม่มีที่ให้พวกเรายืนเสียแล้ว”
“ต้องไม่เป็เช่นนั้นอย่างแน่นอน ต่อให้ท่านอ๋องจะโปรดมากถึงเพียงใดแต่เขา...เขา...เขาก็คือบุรุษ” หลานเซียงพยายามเอ่ยโน้มนาวอย่างระแวดระวัง“อย่างไรท่านอ๋องก็ยังเห็นฮูหยินสำคัญที่สุดนะเ้าคะ”
“บุรุษแล้วจะอย่างไรเล่า?”ถังซู่อวิ๋นไม่พอใจจากนั้นเอื้อมมือไปจับผ้าม่านผืนใหญ่ที่ประดับอยู่บนบานประตู “เ้าดูสีแดงสดเช่นนี้งามหรือไม่ สีแดงสดเช่นนี้มีเพียงการอภิเษกพระชายาเอกเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้”
ถังซู่อวิ๋นเม้มปากในใจเต็มไปด้วยความริษยา เป็เพียงบุรุษเหตุใดถึงได้เป็พระชายา แต่นางกลับเป็ได้แค่ชายารองนอกจากนั้นยังต้องคำนับและรินน้ำชาให้เขาเพื่อเป็การต้อนรับทั้งต้องคอยนอบน้อมตามธรรมเนียมปฏิบัติ นางยิ่งคิดก็ยิ่งเกลียดทันใดนั้นมือที่จับอยู่บนผ้าม่านก็เพิ่มแรงดึงมากขึ้นจนกลายเป็การกระชากจนหลุดลงมา ทำเอาแม่นางหลานเซียงถึงกับสะดุ้งในางรีบนำผ้าม่านผืนนั้นกลับไปจัดไว้เช่นเดิม
“ฮูหยินท่านทำเช่นนี้ไม่ได้นะเ้าคะ ยามนี้ในจวนอ๋องล้วนเต็มไปด้วยผู้คนท่านจะให้ผู้อื่นคิดว่าท่าน...ท่านริษยาพระชายาไม่ได้นะเ้าคะพระชายาสามารถริษยาพวกเราได้ ทว่าพวกเราไม่สามารถริษยาพระชายานะเ้าคะ”
ถังซู่อวิ๋นแค่นหัวเราะด้วยความไม่พอใจทั้งหมดนี้เป็เพราะกู้โยวหนิง เพราะเขาคนเดียวทั้งนั้น ไม่เพียงได้เป็พระชายาแต่ยังทำให้ท่านอ๋องไม่ดีกับนางเช่นเดิม
นาง! ไม่! พอ!ใจ!
ความโกรธเกลียดของนางกลับไร้ผลใดๆ ต่อฉู่อวี้ เขาผลักประตูให้เปิดออกด้วยความรีบร้อนและไม่อาจรอได้แม้แต่วินาทีเดียว
เจียนอวี่สะดุ้งใกำลังจะเอื้อมมือไปปลุกกู้โยวหนิง แต่ถูกฉู่อวี้ปรามไว้เสียก่อน ฉู่อวี้เปิดผ้าคลุมที่กู้โยวหนิงนำมาปิดหน้าออก
เขาจ้องมองใบหน้าของผู้ที่กำลังหลับพริ้มด้วยความรักและทะนุถนอมหันมาทางเจียนอวี่และเอ่ย “เ้าออกไปก่อน”
“แต่ว่า...”เจียนอวี่มองกู้โยวหนิงที่กำลังหลับอยู่ด้วยท่าทีลำบากใจ“ท่านอ๋อง...ยังไม่ได้ดื่มเหล้าอภิเษกนะขอรับ”
“ไม่เป็ไรเอามาให้ข้า”
เจียนอวี่มองกู้โยวหนิงที่ยังนอนหลับอยู่บนเตียงอย่างกระวนกระวายส่งถาดวางสุราให้ฉู่อวี้ จากนั้นก็เดินถอยหลังสามก้าว ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลังจากเจียนอวี่ออกไปฉู่อวี้ก็เอาแต่นั่งมองผู้ที่นอนอยู่บนเตียงอย่างเหม่อลอย
แสงเทียนสาดส่องลงบนเรือนร่างคนผู้นี้ ช่างสุกสกาวราวกับแสงจันทร์ในวันเพ็ญสว่างพร่างพราวราวกับแสงของดวงดารา
มิน่า ผู้คนถึงได้กล่าวว่าเ้างดงามล่มบ้านล่มเมือง
ฉู่อวี้นั่งมองกู้โยวหนิงอยู่เช่นนั้นไล่มองั้แ่หน้าผากมายังคิ้ว ดวงตา จมูก ท้ายที่สุดมาหยุดอยู่บนริมฝีบางสีอ่อนดวงใจพลันไหวหวั่น ทำให้สายตาของฉู่อวี้ปรากฏร่องรอยของความปรารถนามากขึ้นเรื่อยๆ
เขายกสุราจอกนั้นขึ้นดื่ม จอกสุราว่างเปล่าถูกโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี ฉู่อวี้เคลื่อนกายเข้าใกล้ผู้ที่ยังหลับใหลไม่รู้สึกตัวโน้มกายลงไปประทับจูบบนริมฝีปากสีอ่อน เขาค่อยๆ ป้อนสุราเข้าสู่โพรงปากกู้โยวหนิงทว่าเมื่อป้อนเสร็จกลับไม่อาจตัดใจผละออกจึงกระทำการขโมยจูบผู้ที่หลับใหลอยู่หลายต่อหลายคราโดยไม่รู้ตัว
ภายในฝันกู้โยวหนิงััได้ถึงความเย็นครู่หนึ่งทันใดนั้นแปรเปลี่ยนเป็ความแสบร้อนของสุราที่ไหลเข้าสู่โพรงปากเขาขมวดคิ้วพลางกลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงไป ครู่หนึ่งถึงค่อยๆ รู้สึกตัวและลืมตาตื่นพลันพบกับใบหน้าหล่อเหลาในระยะจมูกชิดจมูก อีกทั้งยังได้ยินเสียงลมหายใจใกล้ชิดของฉู่อวี้
กู้โยวหนิงเบิกดวงตาคู่งามร้องะโเสียงดังลั่นจนดังไปทั่วทั้งจวนเหวินอ๋อง
“อื้อ~ ไอ้คนอันธพาลจิตวิปลาส”
