ผู้ที่มาขอพบก็คือซวงเอ๋อร์นั่นเอง เขาสวมชุดกระโปรงยาว ซึ่งเป็เครื่องแบบของหญิงรับใช้ในวัง คาดว่าคงรีบจนลืมเปลี่ยนชุดนั่นเอง
ซวงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น และก้าวเข้ามาหาเฟิ่งสือจิ่นอย่างรีบร้อน ใบหน้าของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความร้อนรน “ในที่สุดท่านสือจิ่นก็ออกมาเสียที จู่ๆ ซวงเอ๋อร์ก็มาขอพบอย่างเสียมารยาท หวังว่าท่านสือจิ่นจะไม่ถือสา”
เฟิ่งสือจิ่นถาม “เ้ามาหาข้ามีเื่อะไรหรือ?”
อี๋ซวงก้าวเข้ามาข้างหน้าสองก้าว “วันนี้ในวังมีงานเลี้ยง ผู้คนพลุกพล่าน ข้าจึงมีโอกาสลักลอบออกจากวังหลวง ข้าอยากออกมาหาเ้าั้แ่สองวันก่อนแล้วแต่ก็ไม่มีโอกาสเสียอีก พระสนมสั่งให้ข้ามาเตือนเ้า” อี๋ซวงชะงักลงเล็กน้อย นางลดระดับเสียงลง จนมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน “พระสนมเตือนให้เ้าระวังองค์หญิงเจ็ดกับคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเฟิ่งให้ดี พวกนางสองคนกำลังวางแผนทำร้ายเ้ากับท่านชายหลิว หากเ้ากับท่านชายหลิวสนิทกัน ก็ไปเตือนเขาเสียหน่อยเถิด”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักลง
อี๋ซวงถอยกลับออกไปสองก้าวด้วยท่าทางนอบน้อมและเป็ระเบียบ ก่อนจะโค้งเคารพเฟิ่งสือจิ่น “ในเมื่อเสร็จธุระแล้ว บ่าวคงต้องขอตัวลาก่อน”
เฟิ่งสือจิ่นมองตามแผ่นหลังของอี๋ซวงที่หายเข้าไปในตรอกเล็กอย่างรวดเร็ว
ทางซ้ายและขวาของประตูจวน เด็กรับใช้กำลังจุดไฟแก่ตะเกียงสองดวงที่แขวนอยู่หน้าจวนราชครู เฟิ่งสือจิ่นยืนอยู่หน้าประตูเป็เวลานานกว่าจะได้สติกลับมาอีกครั้ง นางยังไม่ทันได้เอาคืนซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวสำหรับเื่ในครั้งก่อนเลย พวกนั้นก็เริ่มวางแผนชั่วอีกแล้วหรือ
แต่ไม่ว่าพวกนางจะใช้แผนการใด เฟิ่งสือจิ่นก็ไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
ทว่าในวันนี้ ไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากที่ซวงเอ๋อร์นำข่าวมาเตือน จู่ๆ นางก็รู้สึกจิตใจไม่สงบขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เฟิ่งสือจิ่นกลับเข้าไปในสวนหน้าห้องของตนเอง นางรออยู่นาน แต่หลิวอวิ๋นชูก็ไม่มาเสียที นอกกำแพงก็มีเพียงความว่างเปล่า ไม่มีเสียงอะไรดังให้ได้ยินเลยด้วยซ้ำ บนพื้นหน้าห้องของนางก็ไม่มีก้อนหินเพิ่มขึ้นแม้แต่ก้อนเดียว
ราตรีนี้เงียบสงบจนน่าประหลาด
จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท ห้องของเฟิ่งสือจิ่นก็ยังมืดมน ไม่มีตะเกียงส่องสว่างแม้แต่ดวงเดียว นางแหงนหน้ามองท้องฟ้า นภามีหมู่ดาวประกายแสงส่อง ในย่านชุมชนไม่ไกลจากจวนราชครูก็มีตะเกียงส่องประกายสว่างไสว คล้ายเป็ดวงดาวบนท้องฟ้าอีกดวงเช่นนั้น
เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นยืน นางปีนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะะโขึ้นไปยืนบนกำแพง และกระโจนออกนอกจวนไปอย่างไม่ลังเล
นางไม่มั่นใจว่าเกิดเื่กับหลิวอวิ๋นชูจริงๆ หรือไม่ จึงวิ่งไปที่จวนของท่านโหวอันกั๋วทันที อีกด้าน คนรับใช้สองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู กำลังทำหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน จู่ๆ เฟิ่งสือจิ่นก็ปรี่เข้ามา พวกเขาย่อมต้องรั้งนางเอาไว้เป็ธรรมดา เฟิ่งสือจิ่นพูดขึ้น “ข้าเป็เพื่อนร่วมชั้นของท่านชายหลิว ไม่ทราบว่าท่านชายอยู่ในจวนหรือไม่?”
แม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่นางพูดเป็ความจริงหรือไม่ แต่คนรับใช้ก็ยังตอบกลับมา “ตอนนี้ท่านชายไม่อยู่ในจวน เขาออกไปข้างนอกั้แ่่พลบค่ำแล้ว ไว้เ้าค่อยกลับมาวันหลังเถอะ!” พูดจบก็ดันเฟิ่งสือจิ่นออกห่างจากจวน แต่พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินเฟิ่งสือจิ่นจนเกินไป จึงไม่ได้ออกแรงมากนัก
หัวใจของเฟิ่งสือจิ่นเริ่มหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ “เขาออกไปั้แ่ตอนพลบค่ำแล้วจริงๆ หรือ? พวกเ้ารู้หรือไม่ว่าเขาไปไหน?”
“พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านชายไปที่ไหน แต่ท่านชายออกไปแล้ว ไม่ได้อยู่ในจวนจริงๆ”
เฟิ่งสือจิ่นเดินออกมาจากจวนท่านโหวอันกั๋ว นางเดินอยู่กลางถนนเพียงลำพัง บรรยากาศคืนนี้ทั้งครึกครื้นและสนุกรื่นเริง ฝูงคนเดินขวักไขว่ไปมาไม่หยุด เพราะไม่ระวัง เฟิ่งสือจิ่นจึงถูกกลุ่มคนที่เดินสวนเข้ามาชนจนเซไปหลายก้าว นางหลุดออกจากภวังค์ หลิวอวิ๋นชูออกจากจวนท่านโหวั้แ่่พลบค่ำ หรือเขาจะไปหานางที่จวนราชครู? แต่นางรออยู่นานแล้ว เขาไม่ได้มาจริงๆ นี่นา
หากเป็ยามปกติ ต่อให้หลิวอวิ๋นชูเบี้ยวนัดโดยไม่บอกกล่าวกันก่อน นางก็ไม่กังวลเลยสักนิด ทว่าอี๋ซวงเพิ่งนำข่าวมาบอก... หรือซูเหลียนหรูกับเฟิ่งสือจาวเริ่มลงมือกันแล้ว เกิดเื่อะไรกับหลิวอวิ๋นชูระหว่างทางหรือไม่?
เฟิ่งสือจิ่นเงยหน้ามองฝูงคนที่เดินขวักไขว่อยู่บนถนน ท่ามกลางบรรยากาศที่ครึกครื้นเช่นนี้ นางกลับรู้สึกกลัดกลุ้มและสับสน ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
หากหลิวอวิ๋นชูถูกซูเหลียนหรูจับตัวไปจริงๆ ตอนนี้เขาอยู่ที่ใด? ที่นี่มีผู้คนมากมาย นางจะไปหาเขาได้จากที่ไหน?
จริงสิ วิทยาลัยหลวง... ไม่แน่ หลิวอวิ๋นชูอาจถูกจับมัดเอาไว้ในวิทยาลัยหลวงเหมือนครั้งก่อน และกำลังรอให้นางไปช่วยอยู่ก็ได้ ต่อให้เป็กับดัก นางก็ต้องไปที่นั่น
คิดได้ดังนั้น เฟิ่งสือจิ่นก็ออกวิ่งไปที่วิทยาลัยหลวงทันที ประตูรั้วถูกล็อกเอาไว้เสียแล้ว แต่การปีนกำแพงไม่ใช่เื่ยากเย็นอะไรสำหรับนาง เฟิ่งสือจิ่นปีนกำแพงเข้าไปด้านใน ทว่าแม้จะตามหาจนทั่วทุกซอกทุกมุมของวิทยาลัยหลวงแล้ว นางก็ยังไม่เจอหลิวอวิ๋นชูอยู่ดี
เฟิ่งสือจิ่นวิ่งออกมาจากวิทยาลัยหลวงในสภาพเหงื่อโชกร่าง ที่ริมแม่น้ำฉินฉู่มีประชาชนรวมตัวกันอยู่เป็จำนวนมาก เสียงะโให้กำลังใจและเสียงปรบมือดังเกรียวกราวกึกก้องไปทั่วราตรี ในแม่น้ำกว้างใหญ่ เรือัจำนวนมากซึ่งมีผ้าสีแดงผูกอยู่ที่หัวเรือ จอดเรียงอยู่บนผิวน้ำอย่างเป็ระเบียบ ลูกเรือที่นั่งอยู่บนเรือัล้วนเปลือยร่างกายท่อนบน กำลังรอให้การแข่งขันเริ่มขึ้นอย่างใจจดใจจ่อ หากสัญญาณแข่งขันดังขึ้นเมื่อใด พวกเขาก็จะออกแรงพายอย่างสุดชีวิต เพื่อให้เรือของตนนำหน้าเรือลำอื่นๆ
หลิวอวิ๋นชูสะดุ้งตื่นเพราะเสียงะโให้กำลังใจที่ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าของฝูงคนภายนอก เขาลืมตาขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ รู้สึกชาบริเวณท้ายทอย และปวดหัวคล้ายสมองกำลังจะะเิเช่นนั้น เมื่อพบว่าตนนอนอยู่บนพื้นโดยถูกมัดทั้งแขนและขาเอาไว้ เขาก็ตื่นตระหนกใจนทำอะไรไม่ถูก พลันสัญชาตญาณในร่างกายก็สั่งให้เขาดิ้นขัดขืนอย่างสุดกำลังทันที ที่นี่คือที่ไหน? เขาจำได้ว่าตนกำลังเดินทางไปที่จวนราชครู แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หลังหัว คล้ายถูกทุบแรงๆ ด้วยของแข็งบางอย่าง จากนั้นภาพตรงหน้าก็ดับวูบลง
หลิวอวิ๋นชูไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ห้องคับแคบตรงหน้าถูกย้อมฉาบด้วยแสงไฟสีเหลือง เปลวไฟบนเชิงเทียนไหวสั่น แถมยังกะพริบไม่หยุด เบื้องล่างไม่ใช่พื้นห้องที่แข็งกระด้างและหนาวเย็น แต่มีเสื่อสานสีเขียวอ่อนปูรองอยู่ ข้างๆ มีโต๊ะขนาดเล็กวางอยู่หนึ่งตัว ข้างโต๊ะมีหน้าต่างขนาดเล็กบานหนึ่ง โดยเหนือหน้าต่างยังมีม่านไผ่ปิดอยู่อีกชั้น
ภาพตรงหน้าช่างดูคุ้นเคยเหลือเกิน โชคยังดีที่สมองของหลิวอวิ๋นชูยังหมุนทำงานอยู่ เขานอนกลิ้งอยู่บนพื้นหลายตลบ การเคลื่อนไหวของเขาทำให้ห้องเล็กๆ เบื้องหน้าไหวเอนขึ้นเบาๆ ขณะที่ใต้พื้นห้องก็มีเสียงซัดของคลื่นน้ำดังแว่วให้ได้ยิน
เพียงไม่นานเขาก็ตระหนักได้แล้วว่าตนกำลังอยู่ในเรือสำราญนั่นเอง!
มีแค่แม่น้ำฉินฉู่เท่านั้นจึงจะมีเรือเช่นนี้อยู่ เมื่อบวกกับเสียงเกรียวกราวข้างนอกแล้ว เขามั่นใจว่าที่นี่ต้องเป็สถานที่สำหรับแข่งขันพายเรืออย่างแน่นอน! หลิวอวิ๋นชูหันไปมองหน้าต่างบานเล็กอย่างร้อนใจ ตรงนั้นมีดวงไฟส่องประกายอยู่ แต่แสงของมันกลับเลือนรางและพร่ามัว เหมือนมีสายน้ำกั้นกลางอยู่เช่นนั้น หลิวอวิ๋นชูคิดในใจ... สิ่งที่เขาคิดจะถูกหรือผิด แค่มองออกไปนอกหน้าต่าง ความจริงก็กระจ่างแล้ว
ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น หลิวอวิ๋นชูก็เริ่มขยับร่างกายอย่างยากลำบากด้วยท่าทางราวกับไส้เดือน แต่ไม่ทันไรภาพตรงหน้าก็มืดลงอย่างกะทันหัน หลิวอวิ๋นชูชะงักลงเล็กน้อย เขาแหงนหน้ามอง พบว่าใครคนหนึ่งยืนขวางหน้าตนเอาไว้ั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ คนผู้นั้นยืนย้อนแสง สวมชุดที่ดูเหมือนคนพายเรือธรรมดาทั่วไป แต่ที่ใบหน้ามีรอยแผลเป็ แถมแววตาก็ดุดันอำมหิต ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่
คนผู้นั้นจับไม้พายยาวๆ เอาไว้ เมื่อเขาออกแรงบิดที่ตรงกลางของไม้พายเบาๆ ส่วนปลายของไม้พายก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็นคมดาบประกายแสงเย็นเยียบ ซึ่งซ่อนอยู่ภายในได้อย่างเต็มตา หลิวอวิ๋นชูกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เขาใจนไม่สามารถขยับร่างกายได้อีกต่อไป อีกฝ่ายพูดขึ้น “อย่าเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์เลย ไม่เช่นนั้น ข้าจะหั่นเ้าเป็ชิ้นๆ แล้วโยนร่างเ้าลงไปให้ปลากินเดี๋ยวนี้เลย”
การแข่งพายเรือกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว แต่เฟิ่งสือจิ่นยังหาหลิวอวิ๋นชูไม่เจอ
เมื่อนางวิ่งหอบมาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำฉินฉู่ ฝูงคนรอบด้านก็ส่งเสียงร้องที่ดังจนแสบแก้วหูออกมาพร้อมกัน บรรยากาศทั้งครึกครื้นและน่าตื่นเต้น ระลอกคลื่นซัดมากระทบกับชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง ลูกเรือที่มีร่างกายกำยำแข็งแรงทั้งหลาย กำลังะโคำขวัญประจำเรือขึ้นด้วยเสียงที่กึกก้องและน่าเกรงขาม
