เ้าลูกคนนี้ทำอย่างกับไม่เคยเห็นเงิน!
ได้ 1 หยวนห้าใบภูมิใจอะไรเล่าหลิวฟางหันศีรษะไปดู กลับพบว่าในมือเหลียงอวี่ถือธนบัตรสิบหยวนห้าใบ
หลิวฟางแกะอั่งเปาของเหลียงฮวนออก เป็ 50 หยวนเช่นกัน
บ้านเหลียงมีเงินก็จริง แต่ปกติหลิวฟางให้เงินแต๊ะเอียมากที่สุดจำนวน 20 หยวน คนที่ได้แต๊ะเอีย 50 หยวนต้องเป็บุตรหลานครอบครัวหัวหน้าของเหลียงปิ่งอันแน่นอนหลี่เฟิ่งเหมยใจกว้างให้เงินขนาดนี้ หรือว่าร่ำรวยแล้วจริงๆ?
หลิวฟางฉวยอั่งเปามาจากมือเหลียงอวี่ และส่งให้เหลียงฮวน
“ลุงลูกไม่ได้ให้อั่งเป่าตั้งหลายปี เพิ่มให้มากหน่อยก็สมควรแล้ว”
“แม่ นั่นเป็ส่วนที่ป้าสะใภ้ให้ผมนะ! ทำไมแม่เอาให้พี่ล่ะ?”
“เด็กน้อยอย่างลูกได้เงินมากขนาดนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่กี่วันก่อนพี่สาวลูกถูกใจเสื้อนอกตัวหนึ่งอั่งเปาสองซองรวมกันเพียงพอพอดี”
หลิวฟางกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เหลียงฮวนจึงรู้สึกดีใจอย่างยิ่ง
เหลียงปิ่งอันเห็นแม่ลูกทั้งสองเบิกบาน ก็ไม่มีความคิดจะสั่งสอนลูกสาวต่อเหลียงฮวนโดนหลิวฟางตามใจจนเสียคน ตอนเหลียงปิ่งอันตระหนักได้ว่านิสัยของลูกสาวแก้ไขอย่างไรก็ไม่หายแล้วเหลียงปิ่งอันไม่อาจยกลูกสาวให้บ้านนั้นได้ เพราะรู้นิสัยของเหลียงฮวนดีถ้าตัวเหลียงฮวนเองไม่ยินยอม ไปอาศัยอยู่บ้านคนอื่นต้องแผลงฤทธิ์แน่นอน นี่จะเป็การดองกันหรือสร้างศัตรูกันแน่?
เซี่ยเสี่ยวหลานเหมาะสมทีเดียว สะสวยกว่าเหลียงฮวนท่าทางฉลาดเฉลียวกว่าเหลียงฮวนด้วย
ภาวะอารมณ์ก็ดีกว่าเหลียงฮวน และอดทนได้มากกว่าเหลียงฮวน เด็กขี้โม้โอ้อวดในความทรงจำคนนั้นเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงหลังผ่านไปหลายปีเหลียงปิ่งอันยิ่งมองยิ่งพึงพอใจ
คนฉลาดนี่นะ ต้องใส่ใจกับการเกลี้ยมกล่อมให้มากหน่อย
เหลียงปิ่งอันไม่สนใจเื่ที่เซี่ยเสี่ยวหลานมีคนรักอยู่แล้วคบหาดูใจมิใช่แต่งงาน ใครบอกว่าเลิกรากันไม่ได้?
เขาขับรถพลางพูดกับหลิวฟาง
“วันที่สองเธอค่อยกลับบ้านแม่อีกรอบ ไปเยี่ยมหลุมศพตายายของฮวนฮวนเสีย”
แม้ขับไสไล่ส่งหลิวฟางกับครอบครัวกลับไปแล้ว แต่หลิวหย่งก็ยังคงโกรธอยู่ดี
ตัวเขาคนเดียวใช้เวลาด่าทอพักใหญ่สุราที่ดื่มตอนกลางวันเริ่มเคลื่อนขึ้นใบหน้า ลำคอแดงก่ำ
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะคิกคัก “ลุงโกรธอะไรกันน่ะแม้น้าฉันเป็คนกระทำสิ่งใดๆ เพื่อผลประโยชน์แต่คราวนี้คงอยากช่วยเหลือฉันกับแม่จริง พวกเขาทำใจให้หลิวฮวนแต่งงานไม่ได้และเสียดายคุณสมบัติของอีกฝ่ายด้วย เลยคิดเอาฉันไปแทนที่... ไม่ต้องสนใจพวกเขาก็พอแล้ว”
หากมิใช่เพราะพบโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานคร้านจะหาคู่หมายด้วยซ้ำ อายุ 18 ก็จะออกเรือน เธอน่าจะไม่พ้นฟั่นเฟือนนี้แล้ว
หลี่เฟิ่งเหมยปลอบอีกแรง “วันที่สี่พวกเราก็ไปซางตูแล้วเสี่ยวฟาง้ามาเป็แม่สื่อย่อมหาใครไม่เจอ คุณจะคิดเล็กคิดน้อยกับเธอทำไมเธอก็มีพฤติกรรมแบบนั้นแหละ”
หลิวหย่งเมามายเล็กน้อย “ฉันรู้ว่าน้องดูถูกฉันคนนี้ที่เป็พี่ชายฉันมันไร้ความสามารถ สมควรโดนคนดูถูกแต่เธอดูสิว่าเขาแต่งงานไปก็ถือว่าตัวเองไม่ได้แซ่หลิว ทะเลาะกับฉันไม่สนใจใยดีอาเฟิน ั้แ่เล็กจนโตเธอเนรคุณที่สุด!”
หลิวเฟินอายุมากกว่าหลิวฟางหนึ่งปีกว่า ทว่าหลิวเฟินรักใคร่น้องสาวั้แ่วัยเยาว์ในบ้านมีอะไรดีล้วนยอมให้หลิวฟางรับประทานหมด
พอหลิวหย่งแนะนำบ้านสามีแก่ทั้งสอง หลิวเฟินที่มีร่างกายผ่ายผอมจนเหมือนถั่วงอกแห้งเหี่ยวแต่หลิวฟางกลับเติบโตมาสดใสมีชีวิตชีวามากกว่ามิเช่นนั้นไม่มีทางลงเอยกับเหลียงปิ่งอันได้ ทั้งที่จริงเป็พี่น้องร่วมสายเืบิดามารดาคนเดียวกันรูปลักษณ์จะแตกต่างกันราวฟ้ากับดินได้อย่างไร เครื่องหน้าเหมือนกันแทบทุกส่วนหลิวเฟินดันสมองทึบประหยัดอาหารไว้ให้น้องสาวรับประทานหมด ในวันเวลาเช่นนั้นคนเห็นแก่ตัวถึงจะสามารถอิ่มท้องได้จริงๆ !
หลิวเฟินไม่รู้จะกล่าวอะไรดี ยืนเก้กังทำตัวไม่ถูกอยู่ที่เดิม
เธอยอมคนจนเป็นิสัย อยู่ในบ้านยอมน้องสาว อยู่ตระกูลเซี่ยยอมเหล่าสะใภ้ความปรารถนาดั้งเดิมของเธอคือไม่ต้องระหองระแหงกับผู้ใด ครอบครัวปรองดองทว่าคนพวกนี้ล้วนได้คืบจะเอาศอก ถือว่าจิตใจดีงามของหลิวเฟินคือสิ่งที่ต้องเป็ต่อไป
“แม่ ต่อให้น้าอยากจับคู่ให้ฉัน มันก็ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไรฉันบอกแล้วว่ามีคนรัก คราวหน้าน้าก็คงยากที่จะเอ่ยปากอีก”
ก้นบึ้งจิตใจของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้คิดเช่นนี้แน่แต่เธอต้องปลอบโยนมารดาเสียก่อน
หลิวเฟินพยักหน้า “อย่างไรเสียเธอก็เป็น้าของลูก”
น้าบ้าบอน่ะสิ หลี่เฟิ่งเหมยเสียดายเงิน 100 หยวนของตนเองจริงๆ โยนซาลาเปาไส้เนื้อใส่สุนัข คาบไปแล้วไม่กลับคืนมา [1]
เธอถูกหลิวฟางหยามศักดิ์ศรีตอนทะเลาะกันเมื่อหลายปีก่อนเมื่อร่ำรวยแล้วจึงอยากแสดงให้หลิวฟางเห็นเสียหน่อย ใครจะมีชะตากรรมเป็คนจนไปทั้งชาติกัน? พอบุ่มบ่ามให้เงินไป ครุ่นคิดหลังเกิดเื่ถึงได้รู้สึกเสียดายยิ่งนัก
หลิวฟางกลับบ้านแม่มือเปล่า ไม่หิ้วมาแม้กระทั่งน้ำตาลสักถุง
ยังกล้าพูดว่ามาเพื่อสานความสงบกับหลิวหย่งอีก ตอนนี้หลี่เฟิ่งเหมยนึกขึ้นมาได้ว่าหากเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินไม่อยู่บ้านหลิวหลิวฟางคงไม่มีทางก้าวเข้าบ้านแม่แม้แต่ก้าวเดียวเป้าหมายของหลิวฟางก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน กังวลว่าการหย่าของหลิวเฟินจะเป็แค่ข้ออ้างหลี่เฟิ่งเหมยประคองหลิวหย่งกลับห้องไปพักผ่อน และไม่ลืมที่จะกำชับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“หลานอย่าโดนน้าเกลี้ยกล่อมไปเชียวนะ ป้าว่าเ้าหนุ่มโจวเฉิงนั่นดีทีเดียวตรงไหนมีผลประโยชน์น้าของหลานก็เข้าตรงนั้น ขอเพียงราคาที่คนอื่นจ่ายมากพอจับหลานสาวใส่ห่อขายออกไปจะเป็อะไร!”
เซี่ยเสี่ยวหลานยังยึดถือแถลงการณ์เดิม ติดต่อกันไม่บ่อย ไม่มีความเสน่หาอีกฝ่ายวางแผนดีแค่ไหนก็ไม่ได้ผล
เื่หลิวฟางกลับบ้านแม่ย่อมกลายเป็หัวข้อสนทนาของคนในหมู่บ้านอีกแล้ว
ถ้าจะพูดถึงบุตรสาวใครในหมู่บ้านเลือกคู่ครองได้ดีหลิวฟางคือต้นแบบของเหล่าหญิงสาวทั่วหมู่บ้านโดยสมบูรณ์ บ้านหลิวสิ้นไร้ไม้ตอก แต่หลิวฟางไม่เพียงได้แต่งงานกับคนเมืองทั้งยังเป็ข้าราชการอย่างเหลียงปิ่งอันด้วยอาศัยเหลียงปิ่งอันจนเป็คนเมืองเช่นกัน หลังออกเรือนก็ไม่ต้องทำงานให้กำเนิดลูกชายคนลูกสาวคนแก่เหลียงปิ่งอัน สถานะในบ้านแม่สามีไม่ด้อยเลย
“ทำไมบ้านเหลียงรวยขนาดนั้นนะ? ถึงกับใช้เงินไม่หมด!”
“สามีหลิวฟางขับรถกลับมาเชียว รถเก๋งด้วย ก็ที่จอดปากทางหมู่บ้านนั่นแหละ”
“เอ่ยปากบอกว่าจะสนับสนุนหลิวเฟินสองพันหยวนเพื่อปลูกบ้านทำไมฉันไม่มีน้องเขยประเภทนี้นะ”
“เฮอะ แม้น้องสาวเธอจะหน้าตาแบบนั้น ก็ต้องแต่งงานกับคนเมืองถึงจะได้...”
ชาวบ้านต่างพากันแทะเม็ดแตงโมพลางซุบซิบนินทา ในที่สุดก็มีคนพอจะจับไต๋หลิวฟางจนได้
“ไม่ไปมาหาสู่กันตั้งหลายปี อยู่ดีๆ โผล่ออกมาพยายามเอาอกเอาใจไม่รู้ว่ามีแผนอะไรนะ”
นี่คือเทพแห่งความจริง ทว่าไม่ถูกคนเชื่อมั่นนักต่างบอกว่าเทพแห่งความจริงริษยา มีแผนการอะไรเล่าเงินสองพันหยวนเป็จำนวนมากที่ต้องควักออกมาให้ เหลียงปิ่งอันคือข้าราชการของรัฐวาจาที่ลั่นแล้วจะไม่รักษาได้หรือ
หลิวหย่งตื่นจากความมึนเมาในวันต่อมา วันส่งท้ายปีเก่าที่สามสิบทุกคนลืมเลือนเื่ขุ่นข้องหมองใจที่หลิวฟางก่อเมื่อวานจนหมด พรุ่งนี้ก็คือวันแรกของปีปีใหม่ทั้งทีต้องมีบรรยากาศที่ชื่นมื่นสุขสันต์
ทว่า ณ บ้านจู เทศกาลตรุษจีนนี้ช่างเลวร้ายยิ่งนัก
จูฟ่างเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรปิดจนถึงวันที่ยี่สิบเก้าเดือนล่าถึงเสร็จสิ้นกลับมาถึงบ้านจึงพึ่งรู้ว่ามารดาของเขาถูกคุมขังแล้ว
“แม่ลูกอาจต้องจำคุก”
วาจาของจูเฉิงชุนขมขื่นเหลือแสน
จูฟ่างไม่เชื่อ แต่จูเฉิงชุนไม่กล้าบอกว่าติงอ้ายเจิน้าคิดบัญชีเซี่ยเสี่ยวหลานทว่ากลับกลายเป็จัดการตัวเองแทน—เื่ราวเริ่มจากเซี่ยเสี่ยวหลานแต่ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็จัดการความยุ่งเหยิงนี้ไม่ได้แล้วข้อกล่าวหาร้ายแรงที่สุดของติงอ้ายเจินไม่ใช่การล่อลวงเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่การบงการผู้อื่นรวมกลุ่มทะเลาะวิวาท แต่เป็การยักยอกทรัพย์สินของประเทศ
ติงอ้ายเจินพูดทั้งวันว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคือปีศาจจิ้งจอกไร้ยางอายยั่วยวนจูฟ่างที่ไหนได้เป็การจงใจชักนำให้หลงทางติงอ้ายเจินต่างหากที่มีความสัมพันธ์กับผู้อำนวยการโรงงานความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยาวนานนับสิบกว่าปี ด้วยเหตุนี้ติงอ้ายเจินไม่สนว่าจะทำคนอื่นเดือดร้อนอย่างไรบ้าง และตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานก็มั่นคงยิ่งนัก
จูเฉิงชุนยกยอตนเองเป็ผู้มีเกียรติ กลับถูกสวมหมวกเขียวโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
น้ำใจในการล้างมลทินให้ติงอ้ายเจินของเขาเบาบางลงนี่คือสิ่งที่กำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของบุรุษคนหนึ่ง
จูเฉิงชุนไม่คิดเล่าเื่ของติงอ้ายเจินและผู้อำนวยการโรงงานให้ลูกชายทราบเซี่ยเสี่ยวหลานซึ่งเป็หนึ่งในเหตุผลก็เล่าไม่ได้เขาไม่คิดไปแก้แค้นเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยซ้ำได้ยินว่าร้านเสื้อผ้าของเซี่ยเสี่ยวหลานเปิดกิจการเลขาโหวของผู้บริหารใหญ่ประจำสำนักงานเมือง หัวหน้าหยางแห่งหน่วยงานรักษาความปลอดภัยประจำเมืองและหยวนหงกังผู้น่าจะได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามล้วนไปร่วมงาน...จูเฉิงชุนทำได้เพียงบอกกับจูฟ่างว่าติงอ้ายเจินยักยอกสินทรัพย์รัฐจึงถูกคุมขังไว้
หัวใจของจูฟ่างเหมือนร่วงหล่นลงในร่องน้ำแข็งเย็นจัด
เขาอยากพูดว่ามารดาของเขาไม่มีทางทำเื่แบบนี้ ทว่าพอครุ่นคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนปกติมารดาเขาใช้เงินอย่างหน้าใหญ่ใจโต ซื้อเสื้อผ้าใหม่หนึ่งครั้งก็หลายตัวเวลาจูฟ่างยื่นมือขอเงิน ติงอ้ายเจินไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง
รองเท้าหนังราคาแพง เสื้อแจ็กเก็ตหนังซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในซางตูที่ซื้อไหวบนร่างกายจูฟ่างมีทั้งหมด
สิ้นปีหนนี้ จูฟ่างเศร้าสลดหดหู่อย่างเห็นได้ชัดไร้ซึ่งบรรยากาศของการฉลองข้ามปีโดยสิ้นเชิง
ส่วนตระกูลเซี่ย ณ หมู่บ้านต้าเหอมีบรรยากาศของการฉลองข้ามปีเต็มเปี่ยมเหลือเกิน
เชิงอรรถ
[1]肉包子打狗有去无回 โยนซาลาเปาไส้เนื้อใส่สุนัข คาบไปแล้วไม่กลับคืนมา หมายถึง การกระทำที่ไม่ได้รับผลตอบแทน
