เมื่อฉินซีได้ยินเสียงของกงเซ่า เขาก็ตอบสนองกลับมาทันทีว่าตัวเองแสดงท่าทางเกินระดับพวกมือใหม่มากไปแล้ว เขาเผยรอยยิ้ม ทั้งยังแสดงท่าทีถ่อมตนในแบบของพวกคนหน้าใหม่เอาไว้ “ผู้กำกับกง ผมเคยถ่ายฟิตติ้งที่กองกระบี่เย้ยยุทธจักรมาก่อนน่ะครับ”
กงเซ่าเม้มริมฝีปาก ด้วยรู้สึกว่าฉินซีหลอกเขาอยู่
มีดาราคนไหนมีพร์มากมายขนาดนี้? แค่เคยถ่ายฟิตติ้งครั้งเดียวก็สามารถแสดงออกได้อย่างเป็ธรรมชาติเหมือนพวกคนเชี่ยวชาญแบบนั้นแล้ว? ในใจของกงเซ่ามืดมนขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกลับไป
ฉินซีถูกทีมงานที่กำลังตื่นเต้นกลุ่มหนึ่งพาไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ครั้งนี้ยังคงเป็ชุดหวาฝูเช่นเดิม ทว่าเปลี่ยนรูปแบบไป มันไม่ได้ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามอย่างก่อนหน้านี้ รูปแบบของชุดนี้ดูแล้วสามารถสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้มากกว่า แต่ก็ยังไม่ขาดความสูงส่งในแบบขององค์รัชทายาทแห่งฟ้าของฉินฮ่องเต้ เขาคือองค์ชายผู้สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า แม้บนหัวจะไม่ได้สวมใส่เหมี่ยนหลิว แต่ก็ไม่มีใครกล้ามองข้ามความสง่าของเขา
จากนั้นก็ถ่ายภาพไปอีกรอบ เมื่อฉินซีเปลี่ยนเสื้อผ้าติดต่อกันไป 3 ชุด การถ่ายทำก็จบลง
หลังจากวุ่นวายกันไปเรียบร้อยแล้ว ฉินซีก็รู้สึกหิวขึ้นมาตอนออกจากโรงแรมเมื่อเช้า เพราะรีบร้อนมากเกินไปก็เลยไม่ได้ทานอะไรมามากนัก กระทั่งหลังจากแต่งหน้าเสร็จแล้ว แม้แต่ดื่มน้ำก็ยังลำบาก รอจนเขาลบเครื่องสำอางเดินออกมา ท้องทั้งสั่นทั้งร้องราวกับกำลังประท้วงเขาอยู่ ขณะนั้นก็เห็นเฉินเจวี๋ยรออยู่หน้าประตูราวกับเป็พยาธิในท้องของฉินซีเสียเองแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเห็นเขาออกมาก็ลุกเดินออกไปด้านนอกก่อน “จะพาไปหาอะไรทาน”
ฉินซีพยักหน้า ก่อนจะเดินตามเฉินเจวี๋ยออกไปด้านนอก เขาอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่า ครั้งนี้เฉินเจวี๋ยมาเพื่อทำอะไรกันแน่? มาส่งเขาเข้ากองถ่าย? ดูเขาถ่ายฟิตติ้ง? พาเขาไปทานข้าว? ฉินซีรู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย
หลังจากขึ้นรถมาแล้ว ผู้ช่วยของเฉินเจวี๋ยก็ส่งโทรศัพท์มา “เ้านาย ทางอเมริกาใต้...”
เฉินเจวี๋ยรับโทรศัพท์มา
ฉินซีอึดอัดไม่รู้จะทำอย่างไร การพูดคุยเื่ธุรกิจของเฉินเจวี๋ยจะต้องมีความลับยิ่งใหญ่แน่ แล้วที่เขามานั่งอยู่ข้างๆ นี่มันถูกต้องแล้วเหรอ?
ทว่าไม่นานเขาถึงได้รู้ว่าตัวเองคิดมากเกินไป เพราะว่าั้แ่ต้นจนถึงตอนที่วางสาย เฉินเจวี๋ยก็ทำเพียงพูด “อืม” เรียบๆ กับอีกฝ่ายเท่านั้น ทั้งเ็าและสงบนิ่ง มันทำให้เกิดความรู้สึกกดดันคนขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉินซีเดาว่าคนที่อยู่ปลายสาย คงถูกเฉินเจวี๋ยทำให้ใจนฉี่ราดไปแล้ว
เฉินเจวี๋ยส่งโทรศัพท์ให้ผู้ช่วยนำไปเก็บ เขาพาฉินซีลงมาจากรถ ในตอนนั้นพวกเขามาถึงสถานที่ที่ห่างออกมาจากจุดถ่ายทำกว่า 3 กิโลเมตรแล้ว ฉินซีเงยหน้ามอง ก่อนจะพบว่าตรงหน้าคือโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ทั้งยิ่งใหญ่และหรูหรา
“ที่โรงแรมมีบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล รสชาติดีเลย อยากลองไหม?” เฉินเจวี๋ยถาม
ฉินซีพยักหน้าอย่างมึนงง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเฉินเจวี๋ยถึงเปลืองเวลาพาเขามาสถานที่ที่ไกลขนาดนี้
เมื่อเข้าไปแล้ว พนักงานก็พาพวกเขาตรงมายังภัตตาคารลอยฟ้าที่ชั้นบนสุด ฉินซีและเฉินเจวี๋ยนั่งลงที่โต๊ะอาหาร พนักงานก็ค้อมตัวลงถาม “ไม่ทราบว่าทั้งสองท่าน้าไวน์ไหมครับ?”
ไม่รอให้เฉินเจวี๋ยเอ่ยปาก ฉินซีก็โบกมือปฏิเสธขึ้นมาก่อน “ไม่ครับ ขอบคุณครับ”
เมื่อเห็นเฉินเจวี๋ยมองมาที่ตัวเอง ฉินซีก็รีบอธิบาย “ก่อนถ่ายละครผมไม่ชอบดื่มแอลกอฮอล์น่ะครับ” ก่อนหน้านี้พวกเจี่ยงถิงเฟิงก็ถือเป็บทเรียนที่ดีแล้ว และเดิมทีตัวฉินซีก็ไม่ชอบพวกบุหรี่หรือสุราอยู่แล้ว
เฉินเจวี๋ยพยักหน้าเล็กน้อย “เอาของหวานไหม?”
ฉินซีไตร่ตรองสักพัก ตัวตะกละในใจลึกๆ ขยับสั่นไหวขึ้นมา เขาจึงถามด้วยความเกรงใจ “มีไอศกรีมไหมครับ?”
“มีครับ”
เดิมทีฉินซีตั้งใจจะถามว่ามีเมนูไหม แต่เมื่อดูจากท่าทางของพนักงานแล้ว เขาก็พอจะเดาได้ว่า สถานที่แบบนี้น่าจะไม่มีเมนู ทั้งหมดต่างก็ให้แขกเป็คนสั่งเอาเองทั้งนั้น
ดังนั้นเขาจึงมอบหน้าที่สั่งอาหารให้เฉินเจวี๋ย เฉินเจวี๋ยเองก็ช่างสังเกตคนมาก เขาเพียงเคยทานอาหารร่วมกับฉินซีมาไม่กี่ครั้ง ก็พอจะเข้าใจรสชาติที่ฉินซีชอบได้แล้ว ดังนั้นอาหารที่เขาสั่งมาจึงถูกปากฉินซีมาก
หลังจากสั่งอาหารแล้ว ฉินซีก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย เขาหมุนตัวมองไปด้านนอก สายตาของเขาทะลุผ่านกระจกลงไปยังด้านล่างราวกับสามารถมองลงไปทั่วเมืองได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนยิ่งมีระดับสูงก็ยิ่งชอบจัดห้องทำงานไว้ที่ชั้นสูงๆ บนตึก และพวกคนใหญ่คนโตก็ชอบมาทานอาหารที่ภัตตาคารลอยฟ้าแบบนี้
“ฉินซี ฉันจะนั่งเครื่องกลับคืนนี้” จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็พูดเสียงเข้ม
ได้ยินประโยคดังกล่าวกะทันหันแบบนี้ ฉินซีจึงใไปเล็กน้อย เขาหันหน้าไปหาเฉินเจวี๋ย สมองก็คิดไปต่างๆ นานาอยู่สักพัก “...อ้อ” เขาไม่รู้จะพูดอะไรกับเฉินเจวี๋ยแล้ว เขารู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้มันน่าประหลาด อยู่ดีๆ บรรยากาศระหว่างทั้งสองก็กลายเป็ยิ่งอึดอัด
ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรจะพูดกับเฉินเจวี๋ยแล้ว?
เฉินเจวี๋ยนำกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดมืออย่างมีระเบียบ ดวงตาของเขาหลุบลง จากนั้นก็พูดอย่างไม่ใส่ใจนัก “ฉินซี ความจริงนายสามารถคิดเื่ข้อเสนอที่ฉันเคยให้ไปก่อนหน้านี้ได้นะ”
“ข้อเสนออะไรเหรอครับ?” ฉินซีสับสนไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ตอนนี้ผมเซ็นสัญญาเข้ากวงิฟิล์มไปแล้ว จะให้ผมย้ายไปยังสังกัดของคุณเฉินได้ยังไงล่ะครับ?” เมื่อพูดขึ้นมาแล้ว ครั้งนี้เฉินเจวี๋ยพาตัวเขามากะทันหัน เขายังไม่ทันได้ไปพบผู้จัดการของตัวเองเลย เขาคงต้องหาเวลากลับไปที่เมืองหนิงชื่อสักรอบเพื่อไปขอโทษอีกฝ่าย ตอนนี้เขาเป็คนหน้าใหม่ นี่คือมารยาทขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง
“ฉันไม่ได้หมายถึงเื่นี้”
เฉินเจวี๋ยนิ่งไป พนักงานเข้ามาเสิร์ฟอาหารในตอนนั้นพอดี
แต่เขากลับไม่ได้มีท่าทีจะเริ่มทาน จู่ๆ เขาก็เอนตัวไปยังพนักพิงด้านหลัง ท่าทางของเขาดูเอื่อยเฉื่อย แต่กลับบอกให้คนอื่นรู้ชัดว่า แม้จะมีท่าทีแบบนี้ แต่เขาก็ยังสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ดี
“ฉินซี นายจะไม่พิจารณาเื่มาอยู่กับฉันสักนิดเลยเหรอ?”
ฉินซีเกือบจะเด้งตัวลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเสียมารยาทแล้ว ทว่าตอนที่เขาถอยหลังไปกะทันหันก็ไปชนเข้ากับโต๊ะโดยไม่ตั้งใจ จนทำให้แก้วน้ำกระทบโต๊ะส่งเสียงตึงตังขึ้นมา
“คุณเฉิน...” สีหน้าของฉินซีย่ำแย่ขึ้นมาเล็กน้อย เขาขบริมฝีปากด้วยความรู้สึกยากจะพูดจา ใน่เวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน เขาต้องยอมรับว่า ตนค่อยๆ ลดความระแวงที่มีต่อเฉินเจวี๋ยที่เป็พวกคนระดับสูง และลดความรู้สึกห่างไกลไม่อาจเอื้อมอย่างในชาติก่อนไป หากเฉินเจวี๋ย้าทำให้คนรู้สึกสบายใจ เขาก็สามารถทำให้คนเกิดความรู้สึกดีๆ กับเขาได้ง่าย ความจริงฉินซีรู้ดีว่าตัวเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขามีความรู้สึกดีๆ ต่อเฉินเจวี๋ยจริง
แต่มันก็น่าจะเป็ความรู้สึกระหว่างเพื่อนเท่านั้น...
คนที่เพียบพร้อมอย่างเฉินเจวี๋ย จะมีใครไม่อยากเป็เพื่อนกับเขาบ้าง?
ความรู้สึกตอนที่อยู่ด้วยได้อย่างสบายใจระหว่างเขากับเฉินเจวี๋ยนั้นสบายเกินไปแล้ว
แต่… แต่ว่าทำไมเฉินเจวี๋ยถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมาอีก? ฉินซีพยายามคิดอย่างหนัก แต่ก็คิดไม่ออกว่า เมื่อชาติก่อนมีข่าวว่าเฉินเจวี๋ยชอบเพศเดียวกันออกมา ั้แ่ชาติก่อนจนถึงชาตินี้ เขาก็น่าจะไม่เคยเข้าใกล้ผู้ชายเลยแม้แต่น้อย แต่ดูเหมือนข้างกายก็ไม่ได้มีผู้หญิงเลยเช่นกัน… ฉินซีคิด หรือว่าเฉินเจวี๋ยจะเป็ไบเซ็กชวล? และเขาก็บังเอิญชอบตัวเองพอดี...ไม่ๆๆ! ฉินซีรีบขจัดความคิดหลงตัวเองออกไป เฉินเจวี๋ยไม่มีทางชอบเขาได้หรอก เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน บางทีอาจแค่เพราะไม่ได้อยู่ร่วมกับเฉินเจวี๋ยก็เลยไม่เข้าใจชีวิตส่วนตัวของอีกฝ่ายเท่านั้น
ฉินซีขมวดคิ้ว “คุณเฉินน่าจะรู้นิสัยของผมดีนะครับ”
เฉินเจวี๋ยไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจจากการถูกปฏิเสธแม้แต่น้อย เขาเพียงถามฉินซีกลับเรียบๆ “นายจะต่อยฉันเหมือนที่ทำกับเฟ่ยเฉิงเจ๋อเมื่อครั้งก่อนไหม?”
ฉินซีมองใบหน้าของเฉินเจวี๋ย เวลาที่เขาโมโหร้อนรนขึ้นมา ไม่ว่าใครเขาก็กล้าต่อยทั้งนั้น แต่ว่า… เขาไม่อยากต่อยเฉินเจวี๋ยนี่ คิ้วของฉินซีขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม ไม่รู้ว่าทำไม แต่เมื่อเฉินเจวี๋ยพูดแบบนี้ ความจริงมันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอับอายและโมโหขุ่นเคืองอย่างตอนที่เฟ่ยเฉิงเจ๋อเคยเอาสัญญาเลี้ยงดูมาให้เซ็น
“โอเค ฉันรู้แล้ว” ฉินซีไม่ได้พูดอะไรออกมาเป็เวลานาน เฉินเจวี๋ยจึงอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายด้วยตัวเองไปแล้ว
“ทานอาหารเถอะ ไม่ใช่ว่าหิวแล้วเหรอ?” เฉินเจวี๋ยพูดต่อ หัวข้อการสนทนาจึงถูกเปลี่ยนไปทั้งแบบนี้
ตอนที่ฉินซีหยิบส้อมขึ้นมา เขาก็ยังตอบสนองได้ไม่ทันนัก
แค่นี้ก็จบแล้วเหรอ?
ความรู้สึกที่ถูกยกขึ้นอย่างหนักหน่วงและปล่อยลงเบาๆ แบบนั้น มันแปลกเกินไปแล้ว น่าประหลาดจนรู้สึกคันยุบยิบในใจ
หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว เฉินเจวี๋ยก็ขึ้นรถอีกคันออกไปทันที แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ไม่ลืมกำชับให้คนที่ขับรถมาก่อนหน้านี้ พาฉินซีกลับไปส่งที่โรงแรมของทีมกองถ่าย บางทีอาจเป็เพราะทานอิ่มดื่มพอแล้ว ทั้งที่เดิมทีฉินซีคิดว่าตัวเองจะอารมณ์วุ่นวายไม่สงบไปสักพัก แต่ใครจะคิดว่าเมื่อขึ้นรถไป ก็เผลอหลับไปเสียแบบนั้น รอจนตื่นขึ้นมา ก็มาถึงประตูโรงแรมแล้ว เมื่อฉินซีเดินผ่านประตูใหญ่ของโรงแรมไป พนักงานต้อนรับสาวก็เรียกเขาเอาไว้
“สวัสดีครับ มีอะไรหรือเปล่า?”
พนักงานต้อนรับสาวยิ้มหวาน ก่อนจะหยิบคีย์การ์ดสีทองออกมา “สวัสดีค่ะ คุณชายฉิน ห้องของคุณถูกปรับเป็ห้องสูทแล้ว เดี๋ยวรอคุณจัดการสัมภาระเสร็จเรียบร้อยจะมีคนเข้าไปเอาคีย์การ์ดใบเก่านะคะ”
ฉินซีมึนงงไป “...ใครเป็คนจองเอาไว้ครับ?”
“คุณเฉินค่ะ”
ฉินซีกลืนน้ำลายลงไป “จองไว้นานเท่าไรครับ?”
“2 เดือนค่ะ”
ฉินซี “...” คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า เฉินเจวี๋ยจะแอบเปลี่ยนห้องเขาเงียบๆ แบบนี้! ทั้งที่เป็เจตนาดีของอีกฝ่าย แต่มันกลับทำให้เขาอึดอัดราวกับมีไฟสุมอยู่ในอกและไม่สามารถระบายออกมาได้
หลังจากฉินซีเปลี่ยนห้องแล้ว เขาก็ไม่ได้สนใจไปจัดสัมภาระอะไร เขารีบนำโทรศัพท์มือถือออกมาโทรหาหยางจื้อ ตอนที่หยางจื้อรับสาย น้ำเสียงของอีกฝ่ายก็เต็มไปด้วยความหงุดหงิด “มีอะไรรีบว่ามา!”
“พี่หยางครับ นี่ฉินซีนะ เมื่อสักครู่ได้รู้ว่าถูกจัดไปอยู่ภายใต้ความดูแลของพี่หยางน่ะครับ...”
“ฉันรู้แล้ว นายมาหาฉันที่บริษัทได้เลย”
“พี่หยาง ขอโทษจริงๆ ครับ คือตอนนี้ผมไม่ได้อยู่ที่เมืองหนิงชื่อ”
“นายไปวุ่นวายอยู่ข้างนอกเหรอ?” หยางจื้อขมวดคิ้ว น้ำเสียงปรากฏความไม่พอใจขึ้น “ยังไงก็จัดหาผู้จัดการให้นายแล้ว ทำไมถึงไม่มารายงานตัวที่บริษัท? ตารางทั้งหมดของนายหลังจากนี้ฉันจะเป็คนจัดการนะ! นายรู้หรือเปล่า?”
ฉินซีขมวดคิ้ว เขารู้สึกว่าผู้จัดการคนนี้นิสัยไม่ค่อยดีนัก เขาเรียบเรียงคำพูดอย่างละเอียด ก่อนจะอธิบาย “ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ ตอนที่ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับบริษัท ผมเซ็นสัญญากับกองถ่ายตำนานยุคฉินไปก่อนแล้ว ตอนนี้กองถ่ายเริ่มเปิดกล้อง ผมต้องรีบร้อนมากองถ่าย ก็เลยไม่ทันได้ไปบอกบริษัทน่ะครับ”
“เวลาผ่านมานานขนาดนี้ นายยังไม่ได้บอกบริษัทว่าเซ็นสัญญากับตำนานยุคฉินเหรอ?” น้ำเสียงของหยางจื้อถูกดึงสูง ทั้งยังแฝงไปด้วยการตำหนิ
ฉินซีถึงกับไร้คำพูดไป เขาพอจะเดาความคิดของผู้จัดการคนนี้ได้ ภายในบริษัทมากมาย การอาศัยหยิบยืมเส้นสายถือเป็เื่ปกติ การที่เขาถูกแบ่งมาอยู่ใต้การดูแลของหยางจื้อ ความจริงมันก็แสดงให้เห็นว่าเส้นสายของเขาก็อาจถูกมอบให้นักแสดงคนอื่นภายใต้การดูแลของหยางจื้อด้วย ถ้าเขาบอกบริษัทเร็วกว่านี้ว่าตนเซ็นสัญญากับตำนานยุคฉิน เกรงว่าบริษัทก็จะขอให้เขาแนะนำคนหน้าใหม่อีกคนเข้ากองถ่ายไปด้วย
ฉินซีไม่ได้พูดอะไร
ถ้าจะให้ขอโทษอีก เขาก็ไม่ได้นิสัยดีขนาดนั้น หรือจะให้เขาทะเลาะกับหยางจื้อขึ้นมา เขาก็ไม่้าเช่นกัน อย่างไรก็ถูกจัดผู้จัดการมาให้แล้ว หากแค่เริ่มต้นยังไม่ดี มันก็คงจะแย่มากแน่ๆ
“ช่างเถอะๆ หลังจากนี้อย่าทำอะไรตามใจอีกนะ! ถ้านายไปที่กองถ่ายแล้ว ก็ถ่ายละครอยู่ที่นั่นเถอะ ยังไงตอนนี้ฉันก็ไม่มีเวลามาสนใจนาย เอาไว้นายถ่ายละครเสร็จแล้วค่อยว่ากันนะ!” ผู้จัดการพูดพร้อมกับวางสายไป
ฉินซีอ้าปากค้าง เขายังไม่ทันได้ขอผู้ช่วยจากบริษัทเลยสักคน เขาคิดว่าตอนนี้การที่ตนเซ็นสัญญาเข้าไปหรือไม่ จะมีอะไรต่างกันบ้าง? ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยเหรอ? ยิ่งคิดฉินซีก็ยิ่งรู้สึกแย่มากขึ้นไปอีก
