ความจริงจี่อวี้เซวียนนั้นได้รับความนิยมยิ่งกว่าเฉินเจวี๋ยเสียอีก เขาสวมชุดสูทสีเทา รูปลักษณ์หล่อเหลาดูดี ทั้งยังเป็คนที่มีอิทธิพลมากในเมืองหนิงชื่อ ดังนั้นแน่นอนว่าต้องได้รับสายตายกย่องมากมาย อย่าได้พูดถึงผู้หญิงเลย แม้แต่ผู้ชายก็ยังมี
ใบหน้าของเขาประดับรอยยิ้มอ่อนโยนตลอดทางที่เดินมา เพียงแต่ขณะที่เขาเห็นฉินซียืนอยู่ข้างเฉินเจวี๋ย รอยยิ้มบนใบหน้าของจี่อวี้เซวียนก็เกลายเป็ไม่สู้ดีนัก
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าจะสามารถเอาตัวฉินซีมาไว้ในกำมือได้ง่ายๆ แต่คิดไม่ถึงว่า ฉินซีจะตบหน้าเขาอย่างจัง แถมยังไปอยู่กับเฉินเจวี๋ยอีก สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ก่อนจะเดินมายังด้านหน้าท่านทัง รอยยิ้มของเขาแฝงความเสียดสีอยู่ “นี่ไม่ใช่ฉินซีหรอกเหรอ?”
ท่านทังไม่ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขามองไปทางซ้ายทีขวาที กลายเป็คนกลางท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้ในที่สุด “ทำไมพออวี้เซวียนมาถึง ก็ทำอย่างกับไม่เห็นคนแก่เ้าของวันเกิดอย่างฉันเลยล่ะ?”
จี่อวี้เซวียนเก็บอารมณ์ที่พลุ่งพล่านกลับไปในวินาทีนั้น เขายิ้มพร้อมกับทักทายท่านทัง “ใครจะกล้าล่ะครับ สุขสันต์วันเกิดนะครับ ท่านทัง วันนี้จะต้องทำให้ผมอารมณ์ดีมากๆ หน่อยนะครับ”
ฉินซีกระทำราวกับมองไม่เห็นจี่อวี้เซวียน เขาเอียงหัวเล็กน้อย จากนั้นก็พูดจาข้างหูของเฉินเจวี๋ยด้วยท่าทีสนิทสนม ความจริงเขาเพียงพูดว่า “เมื่อเช้าไปหาเื่มา ตอนนี้เริ่มหิวแล้วครับ” เฉินเจวี๋ยอยากจะหัวเราะออกมา แต่ก็อดกลั้นเอาไว้ “อยากทานอะไรล่ะ?”
“ที่นี่มีอะไรให้ทานบ้างครับ?” ฉินซีรู้สึกหิวขึ้นมานิดหน่อยแล้วจริงๆ เมื่อเช้าตอนที่ตื่นขึ้นมา เขาไม่อยากอาหารเท่าไร หลังจากไปบริษัท ก็ดื่มกาแฟไปเพียงหนึ่งแก้ว จากนั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า และแต่งตัวกับเฉินเจวี๋ย ยุ่งวุ่นวายมาจนถึงตอนนี้
เฉินเจวี๋ยวางมือลงบนบ่าของเขาอย่างเป็ธรรมชาติ จากนั้นก็พาเขาไปอีกทาง “ฉันพาไปดู” เฉินเจวี๋ยพูดพร้อมกับหันหน้ากลับไปพูดกับท่านทัง “ผมพาเขาไปเดินดูรอบๆ ก่อนนะครับ”
“อืม ไปเถอะ” ท่านทังเองก็ต้องไปต้อนรับแขกคนอื่นพอดี เขาคงปล่อยให้เฉินเจวี๋ยพาฉินซีออกมา มีเพียงจี่อวี้เซวียนเท่านั้นที่ยังคงเผยรอยยิ้มแฝงความมืดครึ้มเอาไว้บนใบหน้า
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะถามเฉินเจวี๋ยขึ้น “คุณไม่ต้องไปพบคนอื่นสักหน่อยเหรอครับ?” ในสถานที่แบบนี้ สำหรับพวกคนสังคมระดับสูงแล้ว ถือเป็โอกาสในการขยับขยายเส้นสาย ใครจะสิ้นเปลืองเวลาแบบนี้ไปกับการหาอะไรเติมท้องเป็เพื่อนคนรักบ้าง หากพูดออกไปจะต้องทำให้ผู้คนหัวเราะแน่
แต่เฉินเจวี๋ยกลับไม่เหมือนกัน เขาหัวเราะออกมาเบาๆ คงนึกขบขันคนตัวเล็กอยู่ ฉินซีคิดว่าตัวเองไม่น่าจะฟังผิดไป
“นายคิดว่าจะมีใครยิ่งใหญ่ขนาดทำให้ฉันเข้าไปพูดคุยก่อนบ้างล่ะ?” คำพูดนี้ของเฉินเจวี๋ยถือได้ว่าเป็การอวดดี เพียงแต่น้ำเสียงของเขานิ่งเฉยราวกับพูดเื่ที่ไม่สำคัญอะไร และนั่นก็ทำให้ผู้คนไม่อาจคิดว่าเขาพูดจาเพ้อเจ้อได้ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังทำให้ผู้คนรู้สึกว่า เขาควรเกิดมาสูงส่งไม่อาจเอื้อมแบบนี้อยู่แล้ว
เนื่องจากตอนนี้ยังไม่เที่ยง โต๊ะยาวภายในโถงงานเลี้ยงจึงถูกวางเอาไว้เพียงไวน์ ขนมหวาน และผลไม้ ไว้ให้ทุกคนใช้เติมเต็มท้องชั่วคราวเท่านั้น
ฉินซีสุ่มหยิบขนมหวานขึ้นมา 2 ชิ้น ในขณะที่กำลังจะนำเข้าปาก ก็พบว่าเฉินเจวี๋ยกำลังจ้องมองมาที่ตัวเองอยู่ สายตานั้นเปล่งประกายวับวาว ทำเอาฉินซีถึงกับกลืนขนมหวานลงคอไปด้วยความยากลำบาก “...หืม? คุณ… เอาสักหน่อยไหมครับ?”
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า
ฉินซีทำได้เพียงพยายามเลือกชิ้นที่ไม่ค่อยหวานนักส่งไปให้เฉินเจวี๋ย แต่ตอนที่ส่งไปให้ก็รู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเฉินเจวี๋ยจะมีอาการของโรคกลัวความสกปรกอยู่นิดหน่อยใช่ไหม? เขาไม่ชอบให้มือเลอะหรือเปล่า? ฉินซีคิดยังไม่ทันกระจ่าง อยู่ดีๆ เฉินเจวี๋ยก็ก้มหน้าลงมาคาบขนมหวานชิ้นนั้นจากมือของฉินซี หลังจากเคี้ยวอยู่สักครู่ก็กลืนลงไป และขมวดคิ้วเข้าหากัน “ไม่อร่อย”
ฉินซีมึนงงไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ เฉินเจวี๋ยถึงแสดงความใกล้ชิดขนาดนี้ออกมาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน
ต้องบอกว่า การโอบเอวหรือคล้องคอต่างก็ยังไม่นับว่าสนิทชิดเชื้อนัก แต่กิริยาแบบนี้… ดูไม่เหมือนสิ่งที่คนอย่างเฉินเจวี๋ยจะทำออกมาได้
อย่าได้พูดถึงแค่ฉินซีเลย แม้แต่คนอื่นในโถงที่เผลอเหลือบมาเห็นฉากนี้ต่างก็พากันตะลึงงัน พวกเขาอดพิจารณาตำแหน่งของเด็กชายคนนี้ในดวงใจเฉินเจวี๋ยอีกครั้งไม่ได้
เฉินเจวี๋ยเห็นว่าใบหน้าของฉินซีเผยความประหลาดใจขึ้นมา ก็รับแก้วไวน์มาจากบริกรและยกขึ้นจิบ ก่อนจะเอ่ยถาม “เป็อะไรไป? มีอะไรแปลกเหรอ? ชิ้นที่นายทานก็ไม่อร่อยหรือยังไง?”
มันใช่เื่ว่า ‘อร่อยหรือไม่อร่อย’ ที่ไหนกันเล่า! ฉินซีจิบไวน์เข้าไปเช่นกัน แต่เนื่องจากรีบร้อนดื่มมากเกินไป ก็เลยสำลักออกมาเล็กน้อย ในขณะที่เฉินเจวี๋ยกำลังจะยื่นมือไปลูบหลังให้ ฉินซีก็ยกมือขึ้นหยุดการกระทำของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน “อืม เมื่อสักครู่… ทำไม ทำไมอยู่ๆ ถึง...” ตอนที่ฉินซีพูดประโยคนี้ เขาก็รู้สึกอับอายอยู่บ้าง ความจริงแล้ว ไม่ว่าเฉินเจวี๋ยจะทำอะไรกับเขา มันก็เป็เื่ที่ควรจะเป็อยู่แล้ว อย่างไรตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขาเพียงไม่คุ้นเคยกับเฉินเจวี๋ยที่มีท่าทีสนิทสนมขนาดนี้ มันดูเหมือนคู่รักที่กำลังแสดงความรักต่อหน้าสาธารณชนอะไรแบบนั้น
เฉินเจวี๋ยเลิกคิ้วเล็กน้อย และถามฉินซีกลับไป “ฉันทำไม่ถูกเหรอ? หรือว่าพวกคนรักไม่ได้ทำแบบนี้กันเหรอ?”
ฉินซีพูดอะไรไม่ออก นี่ไม่ใช่ว่าเฉินเจวี๋ยกำลังเรียนรู้วิธีการเป็คนรักอยู่หรอกใช่ไหม...
เมื่อสบตากับเฉินเจวี๋ย สีหน้าของฉินซีก็ยิ่งแปลกประหลาด
เฉินเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ใส่ใจนักว่าฉินซีจะมองเขาอย่างไร เขาส่งแก้วไวน์ให้บริกร จากนั้นก็เอ่ยถามฉินซี “อยากทานอะไรอีกมั้ย?”
ฉินซีที่สำลักไวน์แดงไป ทำให้เขารู้สึกไม่สบายท้องนัก ตอนนี้ก็เลยไม่อยากทานอะไรแล้ว ฉินซีโบกมือปฏิเสธอย่างอ่อนแรง “ไม่เอาแล้วครับ อ่า... จริงสิ วันนี้เป็วันเกิดของท่านทังนี่ครับ ผม… ผมไม่ได้เตรียมของขวัญมานี่นา!” ฉินซีพลันคิดเื่นี้ขึ้นมาได้
เฉินเจวี๋ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ “ทำไมนายต้องเตรียมของขวัญด้วยล่ะ? ฉันเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ขะ... ขอบคุณครับ” นอกจากลอบถอนใจในความใส่ใจของเฉินเจวี๋ยแล้ว ฉินซีก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ตอนนี้ท่าทีของเฉินเจวี๋ยกำลังสั่นคลอนภาพลักษณ์ของบุคคลระดับสูงที่ไม่อาจเอื้อมในใจของเขาเป็อย่างมาก
ความจริงเมื่อเทียบกับจี่อวี้เซวียนแล้ว เฉินเจวี๋ยจะต้องมีความรู้มากกว่าอีกฝ่ายแน่ เปรียบกันแล้ว เฉินเจวี๋ยที่ได้ท่องไปทั่วโลกั้แ่เยาว์วัยน่าจะมีประสบการณ์และความรู้มากกว่าจี่อวี้เซวียน เพียงแต่เฉินเจวี๋ยไม่ชอบอวดภูมิให้คนอื่นเห็นสักเท่าไร เดิมทีเขาก็ไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้น มีเพียงคนที่เขาคิดว่าควรค่าเท่านั้น ถึงจะให้เกียรติไปพูดคุยด้วย เฉินเจวี๋ยมีดีทั้งมารยาทและการวางตัว เขาจึงไม่มีปัญหาอะไรอีก
เพียงแต่หลังจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนไป ฉินซีก็ได้ยินหัวข้อการสนทนามากมายจากปากของเฉินเจวี๋ย
เฉินเจวี๋ยพูดถึงประวัติและชื่อเสียงของท่านทังสมัยหนุ่มๆ เล่าเื่น่าสนใจของผู้ช่วยถงเซ่าิ เล่าเื่มารยาทที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ… ในตอนนั้นฉินซีเพิ่งจะได้รู้ว่า ที่แท้เฉินเจวี๋ยไม่ใช่คนเ็าขนาดนั้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสามารถทำให้เฉินเจวี๋ยเปิดปากพูดได้เท่านั้นเอง
พวกเขาพูดคุยกันไม่ได้นานเท่าไร ก็มีคนเดินเข้ามาขัดในที่สุด
เห็นได้ชัดว่าเข้ามาหาเฉินเจวี๋ย
“คุณเฉิน! ผมอยากพบคุณมาตั้งนานแล้วครับ” คนคนนี้ย้ายพุงพลุ้ยของตัวเองเดินยิ้มเข้ามาด้านหน้า
ไม่รู้ว่าถงเซ่าิปรากฏตัวจากที่ไหน อยู่ๆ เขาก็เข้ามาขวางตรงหน้าฉินซีและเฉินเจวี๋ย ก่อนจะถามชายคนนั้นด้วยรอยยิ้มสุภาพ “สวัสดีครับ ผมเป็ผู้ช่วยของคุณเฉิน ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ? ให้นามบัตรสักใบได้ไหม?”
ชายคนนั้นใขึ้นมาเล็กน้อย เขารีบหยิบนามบัตรออกจากอกเสื้อส่งให้ถงเซ่าิ ถงเซ่าิดูเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “โอเคครับ ผมขอรับเอาไว้แทนเ้านายนะครับ ตอนนี้กำลังอยู่ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านทัง หากคุณมีเื่อะไรรบกวนเอาไว้คุยหลังจากนี้นะครับ” ถงเซ่าิทำหน้าที่ผู้ช่วยมากความสามารถได้เป็อย่างดี เขาคิดว่า มันช่างไม่ง่ายดายเลยสักนิด แม้แต่ตอนที่เ้านายมีความรัก เขาก็ยังต้องมาคอยทำหน้าที่ป้องกันให้ด้วย
ถงเซ่าิไล่อีกฝ่ายไปโดยไม่พูดให้มากความ
ฉินซีอดพูดขึ้นจากด้านหลังไม่ได้ “ผู้ช่วยถงสุดยอดไปเลยครับ”
“คุณชายฉินชมเกินไปแล้วครับ” ถงเซ่าิพูดพลางฉีกนามบัตรใบนั้น ก่อนจะขยำเป็ก้อนโยนทิ้งลงถังขยะข้างๆ อย่างไม่ไยดี
ท่าทางดังกล่าวทำให้ฉินซีถึงกับตะลึงไป “ไม่เก็บเอาไว้เหรอครับ?”
เฉินเจวี๋ยออกปากอธิบายด้วยตัวเอง “แม้ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านทังจะมีคนหลากหลาย แต่พวกคนที่พยายามหาการ์ดเชิญสุดชีวิตเพื่อแทรกตัวเข้ามาในสังคมระดับสูงก็มีมาก คนเมื่อกี้นี้ มองเพียงเล็กน้อยก็รู้แล้วว่าเป็พวกคนแบบนั้น”
ดังนั้นนามบัตรจึงไม่ได้มีความหมายอะไร เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็ไม่มีทางเหลียวมอง ขนาดถงเซ่าิยังไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ
หลังจากกีดกันคนเรียบร้อยแล้ว ถงเซ่าิก็ปลีกตัวออกมา
แขกที่มาร่วมงานก็มากันเกือบครบแล้ว คนใช้ในคฤหาสน์จึงนำพวกเขาไปยังด้านหลังของโถงงานเลี้ยง หลังจากผ่านไปสักพัก ฉินซีก็พบว่าด้านหลังมีบ้านขนาดกลางอยู่หลังหนึ่ง ภายในนั้นมีโต๊ะจัดไว้หลายตัว บนโต๊ะเองก็มีไวน์ชั้นดี และอาหารน่าอร่อยเตรียมไว้รอแขกเข้าไปนั่ง
เฉินเจวี๋ยพาฉินซีนั่งลงข้างกายโดยไม่เกรงใจ คงเป็เพราะท่ามกลางแขกที่โต๊ะนี้ล้วนเป็ผู้ทรงอิทธิพล ดังนั้นพอฉินซีนั่งลงท่ามกลางคนเหล่านี้แล้ว แน่นอนว่าบรรยากาศบนโต๊ะจึงแปลกประหลาดขึ้นมาเล็กน้อย
ตอนที่จี่อวี้เซวียนมา ข้างกายเขามีคู่ควงสาวมาด้วย แต่สาวคนนั้นก็ถูกเขาไล่ไปอีกฝั่ง
เดิมทีฉินซียังรู้สึกอึดอัดอยู่ แต่หลังจากท่านทังเข้ามาเห็นฉินซีและไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะนั่งลงด้วยรอยยิ้ม แถมเฉินเจวี๋ยยังยื่นมือมาจับมือของฉินซีไว้ ฉินซีจึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาไม่น้อย
เมื่อจี่อวี้เซวียนเห็นภาพนี้ ก็ไม่ชอบใจนัก หลังจากเริ่มงานเลี้ยงแล้ว เขาก็กล่าวกับเฉินเจวี๋ยด้วยรอยยิ้ม “คิดไม่ถึงว่าคุณเฉินจะมีคนรักลับๆ จริง”
ตะเกียบของฉินซีปักลงไปในขนมหวาน ท่าทางของเขาทั้งตรงไปตรงมาและดุดันมาก “ผมเองก็คิดไม่ถึงว่า คุณจี่จะทำเื่แบบนั้นด้วย”
เื่แบบนั้น?!
เื่แบบไหน?!
ทั้งโต๊ะเต็มไปด้วยผู้ชาย ทุกคนต่างก็หูตั้งขึ้นมา เพราะคิดว่าจะได้ฟังเื่ที่น่าสนใจ นี่มันหาได้ยากมากเลยนะ! ใครเคยได้ยินเื่ซุบซิบของจี่อวี้เซวียนบ้าง? ชื่อเสียงภายนอกของจี่อวี้เซวียนดีจนไม่รู้จะดีอย่างไร ตอนนี้เมื่อมีโอกาสได้ยินเื่เสียๆ หายๆ แน่นอนว่าทุกคนต่างก็ต้องตื่นเต้น
สีหน้าของจี่อวี้เซวียนพลันกลายเป็ย่ำแย่
เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฉินซีจะไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้ จี่อวี้เซวียนอดกลั้นเพลิงโทสะในใจ รวมทั้งเก็บความตื่นเต้นที่้าลากอีกฝ่ายขึ้นเตียงลงไปด้วย ผ่านไปประมาณครึ่งนาที จี่อวี้เซวียนถึงกลับไปมีท่าทางนุ่มนวลสงบนิ่งเช่นเดิม “ฉินซีรู้เื่เกี่ยวกับฉันขนาดนั้นเลยเหรอ?” คำพูดนี้ของจี่อวี้เซวียนฟังดูคลุมเครือ เขาจงใจพูดต่อหน้าเฉินเจวี๋ย เพราะอยากจะตบหน้าเฉินเจวี๋ยเสียหน่อย หลังจากกลับไปจะได้ทำให้ฉินซีต้องมีเื่กับเฉินเจวี๋ยด้วย
แต่ใครจะรู้ว่าสีหน้าของเฉินเจวี๋ยไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย เขาดันถ้วยน้ำชาตรงหน้าออก จากนั้นก็พูดออกมาเรียบๆ “ฉินซี พูดอะไรไร้สาระน่ะ? อย่าพูดเื่ไร้สาระในงานวันเกิดของท่านทัง” แม้เนื้อหาจะเป็การตำหนิ แต่คนที่มีหูต่างก็รับรู้ได้ว่าน้ำเสียงของเฉินเจวี๋ยไม่ได้มีความว่ากล่าวแฝงอยู่แม้แต่น้อย
ผู้คนส่วนมากต่างก็ประหลาดใจในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ทั้งนั้น อีกทั้งคนที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็เป็ผู้มีอิทธิพลในเมืองหนิงชื่อด้วย ปกติมีสิ่งใดที่พวกเขาเอามาไม่ได้บ้าง พอตอนนี้ไม่ได้ฟังเื่เสียๆ หายๆ อย่างที่คาดหวัง พวกเขาก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ
มุมปากของท่านทังเหยียดออก เผยรอยยิ้มออกมา “อวี้เซวียนทำอะไรไว้ล่ะ เล่าให้ทุกคนฟังหน่อย ฉันยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีครั้งหนึ่งที่อวี้เซวียนไปประเทศไทยแล้วถูกกะเทยติดพันเข้า เื่นี้ทำเอาทุกคนขบขันอยู่นานเลย...”
คำพูดของท่านทังแฝงความสนิทสนมไว้ ทั้งยังทำให้ทุกคนเข้าใจไปอีกทาง และคิดว่าจี่อวี้เซวียนคงจะไปทำเื่น่าขันเอาไว้แทน
มีหลายคนเริ่มตบโต๊ะผาง และพูดพร้อมรอยยิ้ม “ใช่ๆ เล่าให้ทุกคนฟังหน่อยสิ...”
สีหน้าของฉินซีไม่เปลี่ยนไป แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยคนใหญ่คนโต เขาก็ยังคงสงบนิ่ง เขากะพริบตาปริบๆ พูดออกมา “ก่อนหน้านี้ผมเคยโชคดีได้ทานอาหารร่วมโต๊ะกับคุณจี่น่ะครับ...”
จี่อวี้เซวียนจ้องฉินซีนิ่งๆ แม้แต่คนอย่างเขาก็ยังต้องใจสั่นระรัว ฉินซีคงไม่ได้บ้าไปแล้วใช่ไหม? จะกล้าพูดเื่ที่เขาอยากรับเลี้ยงดูตัวเองออกมาต่อหน้าเฉินเจวี๋ยและคนมากมายขนาดนี้เนี่ยนะ?
ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ฉินซีก็ยกมุมปากโค้งขึ้นมา “เดิมทีบริษัทของเราจะส่งพี่น้องฝาแฝดสาวไปน่ะครับ แต่พอได้ยินว่าคุณจี่อยู่ก็เปลี่ยนเป็ผมทันทีเลย”
เมื่อฉินซีพูดจบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเพียงตักซุปในชามราวกับไม่ได้พูดอะไรออกมา
ทุกคนต่างพากันมองหน้ากันและกัน หลังจากผ่านไปหลายนาทีถึงได้มีคนตบโต๊ะแล้วหัวเราะเสียงดัง จากนั้นก็เริ่มมีคนเข้าใจและพากันหัวเราะไม่หยุด ทั้งยังตบบ่าของจี่อวี้เซวียนอีก “เสียวจี่ นายดูสิ ชื่อเสียงของนายเล่าขานกันไปได้… เด็กสาวพากันใกลัวไปหมดแล้ว” สีหน้าของจี่อวี้เซวียนเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
เฉินเจวี๋ยเหลือบมองจี่อวี้เซวียนเล็กน้อย จากนั้นก็มองฉินซีที่ก้มหน้าลงดื่มซุปด้วยท่าทางว่าง่าย เดิมทีก็ไม่เหมือนคนที่กางเล็บแหลมคมออกมาข่วนคนอื่นอย่างดุร้ายเลยสักนิด มุมปากของเฉินเจวี๋ยถูกยกขึ้น ฉินซีทั้งกล้าหาญและเ้าเล่ห์ เมื่อมีโอกาสก็กล้าคว้าเอาไว้ การที่จี่อวี้เซวียนจะมีสีหน้าย่ำแย่จนยากจะรักษาความดูดีเอาไว้ให้เหมือนในยามปกตินี่หาได้ยากนัก
ในที่สุดจี่อวี้เซวียนก็รับรู้ถึงกรงเล็บแหลมคมของฉินซี เมื่อถูกหยอกล้อแบบนี้ จี่อวี้เซวียนก็ไม่กล้าเย้าแหย่ฉินซีอีก
ทุกคนต่างเปลี่ยนหัวข้อการสนทนาไปอีกทิศทางหนึ่ง พูดคุยถึงเื่ธุรกิจที่ฉินซีไม่เข้าใจแม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่สามารถลากลับไปก่อนได้ ทำได้เพียงรอให้ทุกคนทานอาหารกันเกือบเสร็จเรียบร้อย และท่านทังดูเหมือนจะมีเื่อยากคุยในวันนี้ ไม่นานก็เรียกเฉินเจวี๋ยกับจี่อวี้เซวียนออกไป นี่ทำให้คนอื่นบนโต๊ะอาหารต่างก็สนใจในตัวฉินซี บางคนก็อยากเข้ามาคุยกับเขา ทว่าฉินซีไม่กล้าพูดคุยกับคนพวกนี้นัก จะกลัวก็แต่ถ้าเขาอดกลั้นอารมณ์ไม่ได้แล้วไปต่อยคนเข้า คงเกิดเื่วุ่นวายขึ้นแน่ๆ
“ขอโทษนะครับ ทุกคนทานอาหารกันไปก่อนนะครับ ผมจะไปเดินเล่นสักหน่อย” ฉินซีพูดดักคนเ่าั้ ก่อนจะลุกขึ้นเรียกคนใช้ของที่นี่เข้ามา “สวนดอกไม้ไปทางไหนหรือครับ?”
หากจะต้องรอเฉินเจวี๋ยอยู่ที่นี่โดยไม่มีอะไรทำ สู้เข้าไปหลบอยู่ในสวนดอกไม้เพื่อเลี่ยงปัญหายังจะดีเสียกว่า
