หลี่เฟิ่งเหมยไม่รู้พฤติกรรมของสะใภ้ใหญ่ประจำบ้านมารดาที่ไหน
จะบอกว่าเป็สะใภ้ร้ายกาจก็ไม่ถึงขั้นนั้น อย่างน้อยแม่สามีของเธอยังดูแลลูกเด็กเล็กแดงให้เธอได้หญิงชรามีลูกหลายคน ในเมื่อครอบครัวลูกชายคนโตคอยดูแล ทุกปีลูกคนอื่นย่อมต้องส่งข้าวสารและน้ำมันจำนวนหนึ่งมาเพื่อเลี้ยงดูมารดาเฒ่าเดิมทีความรู้สึกของมนุษย์คือสิ่งที่ซับซ้อน แม้พวกเขาจะคิดว่าหลี่เฟิ่งเหมยหย่าร้างช่างน่าอับอายดูถูกดูแคลนหลิวหย่งผู้ซึ่งหลี่เฟิ่งเหมยเลือกในการสมรสครั้งที่สองทว่าพวกเขากตัญญูต่อมารดามากทีเดียว
เมื่อไรที่พวกเขามั่งคั่งก็จะให้เบี้ยเลี้ยงแก่หญิงชราบ่อยครั้งเงินส่วนตัวในมือของแม่เฒ่าล้วนสะสมด้วยวิธีนี้
แม่เฒ่ามีความยุติธรรมต่อลูกทุกคนเสมอ ชีวิตของหลี่เฟิ่งเหมยลำบากที่สุดแม่เฒ่าจึงมักอุดหนุนเงินส่วนตัวแก่หลี่เฟิ่งเหมย ใจจริงของหลี่เฟิ่งเหมยไม่้ารับแต่บางครั้งบางคราวในบ้านไม่มีเงินจริงๆ ผู้ใหญ่ยังหิวโหยได้จะปล่อยให้เทาเทาไม่มีกินได้เชียวหรือ?
ดึงดันให้เงินเธอสามหนย่อมต้องรับไว้สักหนอยู่ดี พอนึกแบบนี้ ก็ไม่สงสัยเลยที่พี่สะใภ้ใหญ่จะจับจ้องเธอราวกับกันขโมย
ถ้ายายของเทาเทาไม่สงเคราะห์เงินแก่หลี่เฟิ่งเหมย ก็ต้องใช้จ่ายเงินทั้งหมดกับครอบครัวลูกชายคนโตแน่นอนหลี่เฟิ่งเหมยเป็ลูกสาวคนเล็ก ตอนสมรสครั้งแรกเสียเวลาไปหลายปีตอนแต่งงานกับหลิวหย่งอีกครั้งอายุเกือบ 30 ขณะนี้พี่ชายคนโตของเธออายุใกล้ 50 ปีแล้ว เมื่อปีกลายหญิงชราเพิ่งได้เหลนชายนมผงและนมมอลต์ที่หลี่เฟิ่งเหมยนำมาในครั้งนี้ครึ่งหนึ่งก็ซื้อให้หลานชายของพี่ใหญ่นั่นเอง
ไม่ว่านมผงหรือนมมอลต์ต่างซื้ออย่างละสองกระป๋อง หญิงชราต้องได้รับครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว
หลี่เฟิ่งเหมยจัดแจงไว้เช่นนี้ แต่คนชรารักใคร่เอ็นดูหลานที่เลี้ยงมากับมือมารดาเธอคงสละของให้เหลนชายรับประทานแทน... หลี่เฟิ่งเหมยก็ไม่อยากยุ่งเธอหยิบเสื้อขนเป็ดที่เตรียมมามอบให้มารดาออกมา
“แม่ แม่ลองเสื้อตัวนี้สิ พี่สาวเทาเทาซื้อมาจากหยางเฉิงน้ำหนักเบาแถมอบอุ่น ฉันตั้งใจเอามาให้แม่หนึ่งตัว”
คนชราล้วนไม่ถูกกับอากาศหนาวคุณยายของเทาเทาเชื่อฟังลูกสาวและลองใส่เสื้อจริงๆเนื่องจากสวมเสื้อไหมพรมด้านในไว้หนา อยู่ในห้องครู่เดียว กลับร้อนเสียจนแผ่นหลังอุณหภูมิขึ้นสูง
“เสื้อตัวนี้ดี”
ใส่แล้วรู้สึกไม่มีน้ำหนักเท่าไร คิดไม่ถึงว่าจะอบอุ่นขนาดนี้
ยายเทาเทาค่อนข้างชื่นชอบ ทว่ายังเตรียมถอดเสื้อออกอยู่ดี “ซื้อกลับมาจากในเมือง ต้องใช้เงินมากแน่ๆ เสื้อนี้ลูกเก็บกลับไปใส่เถอะให้ยายแก่ใส่เสียดายของดีหมด”
หญิงชรากล่าวและนำผ้าเช็ดหน้าซึ่งห่อเป็ก้อนกลมออกมาจากใต้หมอน
“อารองของเทาเทาหย่าร้างไม่ใช่เื่ง่ายแม่เห็นพวกเขาสองแม่ลูกยังอาศัยที่บ้านลูก ทุกคนล้วนเป็เครือญาติกันเป็ครอบครัวเดียวกัน ลูกอย่าใจแคบเกินไป ถ้าเงินในมือขัดสน ที่แม่ยังมี...”
มารดาพูดจนหลี่เฟิ่งเหมยแทบร้องไห้
เธออายุเกือบ 40 ปีมารดาบังเกิดเกล้ายังคงปฏิบัติต่อเธอเหมือนเด็กน้อย
“แม่ ฉันมีเงิน ตอนนี้หลิวหย่งก้าวหน้าแล้ว รู้จักหาเงินอย่างจริงจังเสื้อนี่น่ะแม่ใส่อย่างสบายใจเถอะ แม่ดูบนตัวฉันสิ แค่แบบกับสีต่างกันเท่านั้นเป็เสื้อขนเป็ดเหมือนกัน”
สุดท้ายก็เกลี้ยกล่อมหญิงชราจนสำเร็จ หลี่เฟิ่งเหมยหยิบเงิน 500 หยวนที่เตรียมไว้ั้แ่เนิ่นๆ ให้แก่มารดาของเธอ
หญิงชราในึกว่าหลี่เฟิ่งเหมยเอาเงินของครอบครัวมาบ้านแม่โดยที่หลิวหย่งไม่ทราบ ทำให้หญิงชราร้อนรนแทบแย่ไม่ว่าหลี่เฟิ่งเหมยจะอธิบายอย่างไร หญิงชราก็ไม่ยอมรับเงินส่วนนี้ สุดท้ายจึงต้องเรียกหลิวหย่งมาเพื่อเป็พยาน
ที่แท้หลิวหย่งไม่ใช่แค่รู้เื่เงิน 500 หยวนนี้ ทว่าเขาเป็คนเสนอจำนวนเงินนี้ด้วยซ้ำเขาซาบซึ้งในน้ำใจของแม่ภรรยา บิดามารดาแท้ๆ ของเขาจากไปเร็วกว่าชายโสดอายุสามสิบกว่าจะได้แต่งงานนั้นช่างยากเย็นนักผ่านไปหนึ่งปีก็ให้กำเนิดเ้าตัวอ้วน หลิวหย่งดีต่อหลี่เฟิ่งเหมยเสมอมามารดาของหลี่เฟิ่งเหมยกลัวว่าลูกสาวอาศัยอยู่ที่บ้านหลิวจะได้รับความลำบาก จึงแอบสงเคราะห์เงินให้เรื่อยๆหลิวหย่งจะไม่รู้แม้แต่น้อยเลยได้อย่างไร?
อันที่จริงเงินที่ใช้แสดงความเคารพต่อแม่ภรรยานี้จะให้มากอีกหน่อยก็ย่อมได้ก่อนตรุษจีนหลี่เฟิ่งเหมยได้กำไรจากร้านเสื้อผ้าถึงแปดพันหยวนเต็มๆบวกกับเซี่ยเสี่ยวหลานคืนเงินที่หลิวหย่งอุดหนุนระหว่างตกแต่งร้าน 2000 หยวนให้เขา หลิวหย่งและหลี่เฟิ่งเหมยจึงเป็ ‘เศรษฐีหมื่นหยวน’ สดใหม่จากเตา แน่นอนว่าระหว่างตรุษจีนก็ใช้จ่ายเงินไปบ้างค่างานเลี้ยงจำนวนสามสี่โต๊ะ อั่งเปาที่ให้เหลียงฮวนและเหลียงอวี่ตลอดจนของขวัญที่หลี่เฟิ่งเหมยนำกลับบ้านมารดา... หลิวหย่งตัดสินใจมอบเงิน 500 หยวน เพื่อขอบคุณความห่วงใยและการดูแลหลายปีมานี้ของแม่ภรรยา สาเหตุที่ไม่ได้ให้มากกว่านั้นเพราะหญิงชราไม่มีเื่จำเป็ต้องใช้เงินก้อนโตอีกอย่างหลิวหย่งกำลังพิจารณาว่าตนเองจะทำอะไรสักหน่อยต้องเก็บเงินทุนสำหรับเริ่มต้นเอาไว้บ้าง
เมื่อหลิวหย่งยืนยันด้วยตนเองในที่สุดหญิงชราก็เชื่อว่าปีนี้ลูกเขยหาเงินได้
เธอเรียกหลานชายเข้าห้อง ให้อั่งเปาซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าแก่เขา
เทาเทาเด็กน้อยซื่อบื้อคนนี้ไร้เดียงสาเหลือเกินเมื่อเห็นว่าคุณยายของเขาน้ำตาคลอ ก็ถามว่าร้องไห้ทำไม
แม่เฒ่าใช้หลังมือเช็ดหัวตาเบาๆ “ยายแค่ดีใจน่ะ!”
พอหลี่เฟิ่งเหมยแต่งงานกับหลิวหย่งเธอก็กังวลมาโดยตลอดอายุอานามไม่ใช่น้อย แต่หลิวหย่งกลับไม่เอาการเอางานเสียเลย
เห็นตอนนี้แล้ว ชีวิตของหลี่เฟิ่งเหมยและเทาเทาก็มีความหวังเล็กน้อยจนได้ทำไมหญิงชราจะไม่ดีใจเล่า?
เงินทองคือความเก่งกล้าของบุรุษ นอกจากวาจาที่หนักแน่นแล้ว เมื่อในกระเป๋ามีธนบัตรคนอื่นก็ไม่กล้าดูแคลนภรรยาและลูกอีกต่อไปของขวัญมูลค่าสูงของหลี่เฟิ่งเหมยในปีนี้ทำให้คนในครอบครัวเธอเริ่มยอมรับหลิวหย่งพี่ชายภรรยารินสุราให้หลิวหย่งด้วยตนเองอย่างเป็ประวัติการณ์
เนื่องจากทางบ้านมารดานี้มีรุ่นหลานมากมายเหลือเกินหลี่เฟิ่งเหมยไม่คิดสิ้นเปลืองเงินซี้ซั้ว ไม่ว่าลูกหลานคนไหนของบ้านพี่ชายในอั่งเปาจะใส่เงินไว้ 10 หยวนทั้งหมด แม้ว่าจะใส่เพียงเท่านี้แต่เมื่อพี่สะใภ้ของหลี่เฟิ่งเหมยแกะอั่งเปาออกก็ยังรู้สึกฉงนงงงวย
“ปีนี้แค่อั่งเปาก็ให้ตั้งสิบกว่าซอง แบบนั้นก็ร้อยกว่าหยวนอาเล็กของเทาเทารวยขนาดนั้นหรือ?”
สมรสกับข้าราชการรัฐก็ไม่สามารถนำเงินก้อนโตกลับมาแจกบ้านแม่ได้นี่นาทุกคนยังไม่รู้ว่าชีวิตของหลิวหย่งและหลี่เฟิ่งเหมยดำเนินไปอย่างไรจะบอกว่าใช้จ่ายเงินของคนอื่นโดยไม่เสียดายก็ไม่ใช่
ลูกสะใภ้ของเธอให้นมลูกพลางพูดล้อเล่นไปตามเื่ตามราว
“อาเขยอาจไปร่ำรวยจากที่ไหนก็ได้ครอบครัวพวกเขาใส่เสื้อผ้าใหม่เอี่ยมกันหมดเสื้อขนเป็ดอะไรนั่นที่คุณอาให้คุณย่าราคาไม่ถูกเอาเสียเลย”
ร่ำรวยแล้ว?
สะใภ้ใหญ่หลี่ค่อนข้างยินดี
เธอจะได้ประโยชน์จากน้องสามีหรือไม่ช่างมันก่อน อย่างน้อยหลี่เฟิ่งเหมยก็ไม่ต้องกลับบ้านแม่มาเพื่อขอกินขอใช้อีกแล้วเพราะหากหลี่เฟิ่งเหมยได้รับไปมากเท่าไรส่วนที่เหลือให้สะใภ้ใหญ่หลี่ก็น้อยลงเท่านั้น
หลิวหย่งได้รับการปฏิบัติอย่างสุดวิเศษแบบที่ไม่เคยได้รับมาก่อนจากบ้านแม่ภรรยา
ขณะกลับบ้านตอนบ่าย ตัวเขาเจือไปด้วยกลิ่นสุรา
“เมื่อก่อนฉันเหลวไหลจริงๆ ถ้าตระหนักได้เร็วกว่านี้หลายปี เธอกับเทาเทาก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนั้น”
หลี่เฟิ่งเหมยเห็นเขาดื่มมากเสียจนเดินโงนเงน จึงต้องตอบตามน้ำคนที่ดื่มมากไปก่อน
“ตอนนี้กำลังพอดีแล้วล่ะ หลายปีก่อนรัฐไม่อนุญาตให้ทำค้าขายนะ!”
เจ็ดแปดปีก่อนย่อมมีคนแอบทำธุรกิจแน่นอนทว่าเมื่อโดนจับไม่ใช่แค่เื่ปรับเงินเล็กน้อยเท่านั้น
เงินที่หลี่เฟิ่งเหมยได้รับจากการปันผลในปีนี้พึ่งพาเซี่ยเสี่ยวหลาน ‘ชี้นำ’ แต่ถ้าหลิวหย่งไม่คิดได้ด้วยตนเองว่าควรจะก้าวหน้าและสะสมเงินทุนหลายพันหยวนไว้ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานชวนร่วมหุ้น หลิวหย่งกับหลี่เฟิ่งเหมยก็คงหาเงินไม่ได้จะมีหน้าอาศัยผลประโยชน์จากหลานสาวโดยอยู่นิ่งเฉยได้เสียที่ไหน—อย่างมากคือเซี่ยเสี่ยวหลานเปิดร้าน สองสามีภรรยาไปช่วยงานได้รับเงินเดือนสูงกว่าผู้อื่นทุกเดือน ทว่าเป็เพียงลูกจ้างเท่านั้น
ดังนั้นหลี่เฟิ่งเหมยถึงได้คิดว่าหลิวหย่งริเริ่มพยายามเมื่อปีที่แล้วกำลังเหมาะเจาะพอดี
ชีวิตลำเค็ญที่เคยผ่านมาเล่า?
นั่นจะเป็อะไรไป!
หลายปีก่อนครอบครัวใครๆ ก็ไม่มั่งคั่ง หากเอาแต่จับผิดข้อบกพร่องในอดีตที่หลิวหย่งเหลวไหลไม่ยอมปล่อยวางชีวิตในภายภาคหน้าก็ไม่ต้องคิดจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแล้ว
ทั้งครอบครัวเดินกลับบ้าน เป็เวลาเลยห้าโมงเย็นตอนเย็นของฤดูหนาวท้องฟ้ามืดไวหลิวเฟินรู้ว่าพวกเขาจะไม่รับประทานอาหารเย็นที่บ้านหลี่และกลับมาจึงปล่อยเซี่ยเสี่ยวหลานทบทวนบทเรียนอยู่ในห้อง เวลานี้เธอจึงเริ่มตระเตรียมอาหารเย็นแล้ว
ชีวิตช่างสุขกายสบายใจเช่นนี้ได้อย่างไรนะ?
พอได้กลิ่นหอมของอาหารหลี่เฟิ่งเหมยก็รำพึงกับตนเองชีวิตที่มีเงินในกระเป๋าเพิ่งผ่านพ้นไปนานนักหลี่เฟิ่งเหมยไม่อยากอยู่อย่างขัดสนอีกครั้งแม้แต่น้อย พรุ่งนี้กลับไปซางตู จึงต้องถกแขนเสื้อหาเงินสุดชีวิตต่อ!
หลิวเฟินถือตะหลิวออกมา เห็นแวบแรกก็รู้ว่าปลื้มปีติมาก
“โจวเฉิงส่งของมาให้เสี่ยวหลาน ถุงใหญ่เท่าตะกร้าไม้ไผ่ใบโต บอกว่าเป็ของขวัญปีใหม่น่ะ”
