ชายผมทองที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเครายกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม หลังจากนั้นก็ผลักหญิงสาวชาวรัสเซียข้างกายไปอีกทาง และพูดขึ้นด้วยภาษาจีนกลางที่ไม่ได้มาตรฐานนัก “คุณเฉิน ผู้หญิงคนนี้… ให้คุณ...”
“ก่อนหน้านี้ที่พวกเราคุยกัน… ก็ทำต่อไป… คุณว่ายังไง...”
ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราคงดื่มไวน์จนเริ่มจะเมา ถึงได้พูดจาไม่รู้เื่แบบนั้น
เมื่อหญิงสาวชาวรัสเซียถูกผลักออกมา ก็เซเข้ามาทางเฉินเจวี๋ย แต่ใครจะรู้ว่าเฉินเจวี๋ยยังไม่ทันได้ขยับตัว บอดี้การ์ดหน้าดำข้างกายก็ยกมือขึ้นมากันตัวหญิงสาวชาวรัสเซียเอาไว้ก่อน หญิงสาวล้มลงที่พื้น หน้าอกใหญ่ทั้งสองข้างของเธอสั่นไหวไปตามแรงโน้มถ่วง
ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราขมวดคิ้วมองเฉินเจวี๋ย “คนสวยขนาดนี้ คุณเฉินก็ยังไม่รับไว้เหรอ?”
ผู้ช่วยที่อยู่ด้านหลังของเฉินเจวี๋ยหัวเราะเย้ยหยันออกมา “คุณเฟริส แค่พูดจาก็ยังไม่รู้เื่ แล้วจะมาเจรจาธุรกิจกับเ้านายของผมได้ยังไงครับ?”
ใบหน้าของเฟริสแดงก่ำขึ้นมา “ฉัน… แก...” เดิมทีเขาควบคุมถิ่นอยู่ที่อเมริกาใต้ มีอำนาจมาหลายปี และนับว่าได้ใช้เวลาอย่างมีความสุขมาไม่น้อย ทว่า่นี้เขากระทำผิดต่อเฉินเจวี๋ย ดังนั้นจึงจัดโต๊ะสุราให้เฉินเจวี๋ย ทั้งยังตั้งใจไปเรียนรู้วัฒนธรรมจีนมาเป็พิเศษ หวังจะได้รับความพึงพอใจจากอีกฝ่าย แต่เฟริสคุ้นชินกับการวางอำนาจ หลังจากได้พบเฉินเจวี๋ย ก็ไม่ยอมก้มหัวให้ แม้แต่ประโยชน์สักนิดก็ยังไม่ยอมแบ่งให้เฉินเจวี๋ย ทั้งยังพยายามใช้หน้าอกขาวๆ ของสาวชาวรัสเซียมาทำให้เฉินเจวี๋ยหวั่นไหวอีก
เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็ไม่คิดจะไว้หน้าเขาอยู่แล้ว ที่เขามาที่นี่ก็เพียงเพื่อกำจัดพวกเกลือเป็หนอนเท่านั้น ส่วนเื่ของเฟริสก็เป็เพียงความบังเอิญ ดังนั้นตอนที่ผู้ช่วยของตัวเองพูดออกมา ใบหน้าของเขาจึงไม่ได้ปรากฏความไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย
อยู่ดีๆ เฟริสก็ลุกพรวดขึ้นจากโต๊ะทานอาหาร ผู้ช่วยด้านหลังของเฉินเจวี๋ยจับปืนที่เอวอย่างเงียบงัน
แต่ใครจะรู้ว่าในเวลานั้นโทรศัพท์มือถือของเฉินเจวี๋ยกลับดังขึ้น มันเป็เสียงเรียกเข้าคลาสสิคของไอโฟน ดูเหมือนว่านี่จะเป็โทรศัพท์เครื่องสำรองที่พกติดตัวไว้ แต่ในเมื่อมันดังขัดจังหวะคับขันแบบนี้ นี่ทำให้มันดูน่าขันอยู่ไม่น้อย
เฉินเจวี๋ยรับสายอย่างไม่รีบไม่ร้อน อีกฝั่งปรากฏเสียงของหลินซงส่งผ่านเข้ามา “คุณเฉิน ผมมีเื่...”
เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วเข้าหากัน เดิมทีเขาคิดว่าหลินซงเป็คนฉลาดคนหนึ่ง แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้อีกฝ่ายจะกล้าโทรมาร้องขอกับเขาโดยตรง ในน้ำเสียงเย็นเฉียบของเขาแฝงไปด้วยความรำคาญใจ “ตอนนี้ฉันยุ่งอยู่...”
“…ฉินซี เขา” หลินซงเพิ่งพูดได้เพียงเท่านี้ เขาก็ชะงักงันไป ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมา “ถ้าแบบนั้น… เดี๋ยวอีกสักพักผมจะโทรกลับไปนะครับ”
เฉินเจวี๋ยส่งเสียงรั้งอีกฝ่ายไว้ “พูดต่อสิ”
หลินซงถอนหายใจ ได้แต่คิดขึ้นว่า ที่แท้ฉินซีก็ต่างออกไปจริงๆ เขาจัดการความคิดของตัวเอง ก่อนจะอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นในกองถ่าย ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองคิ้วที่ค่อยๆ ขมวดเข้าหากันจนเกิดริ้วรอยเล็กๆ บนหน้าผากของเฉินเจวี๋ย
ในขณะที่ผู้ช่วยกำลังไตร่ตรองว่าเกิดอะไรขึ้นอยู่นั้น
เฉินเจวี๋ยก็วางสายไป
ความกล้าที่เฟริสรวบรวมมาอย่างยากลำบาก ถูกโทรศัพท์สายนั้นทำเอากระจัดกระจายไป เขากุมหัวเอาไว้ด้วยความทุกข์ทรมาน “โอ้ พระเ้า คุณเฉิน คุณบอกมาตรงๆ เถอะ คุณ้าอะไรกันแน่?”
เฉินเจวี๋ยี้เีจะพูดต่อ ั้แ่ที่เขาตัดสินใจจะไปทำกิจการภายในแผ่นดินใหญ่ เขาก็วางแผนจะค่อยๆ ชำระอิทธิพลของตระกูลให้ใสสะอาดแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจข้อเสนอของเฟริสเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เรียกว่าอาวุธนั้นฟังดูเป็เื่ละเอียดอ่อนเกินไป เขาจะทำงานร่วมกับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่คนที่มีนิสัยชอบข่มขู่อย่างเฟริส เฉินเจวี๋ยลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอก โทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง และยังเป็เสียงเรียกเข้าที่น่าขบขันเช่นเดิม ทว่าตอนนี้ไม่มีใครขำออก ไม่เพียงเท่านั้น เฟริสยังเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว
เฟริสไม่กล้าขวางเฉินเจวี๋ย ครั้งนี้เฉินเจวี๋ยพาคนมาด้วยไม่น้อย ถ้าเฟริสลงมือทำอะไรเฉินเจวี๋ยจริง เขาก็จะต้องทนรับโทสะจากตระกูลเก่าแก่กว่าร้อยปีของจีน เขาเป็เพียงนักธุรกิจค้าอาวุธที่เพิ่งขยับขยาย โดยอาศัยเงินตราและโชคเท่านั้น แล้วเขาจะกล้ารั้งให้เฉินเจวี๋ยอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เฉินเจวี๋ยรับโทรศัพท์อีกครั้ง และครั้งนี้ไม่ใช่หลินซงที่โทรเข้ามา เฉินเจวี๋ยพิจารณาอยู่สักพัก ดูเหมือนจะเป็ประธานของบริษัทภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่ชื่อว่าหมางกั่วอะไรสักอย่าง?
อีกฝั่งส่งเสียงรีบร้อนออกมา “คุณเฉิน รบกวนคุณแล้ว ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ ลูกชายโง่เง่าแสนดื้อด้านนั่นไปสร้างเื่ที่กองถ่ายจนได้ ผมจะรีบไปที่กองถ่ายเพื่อจัดการเื่นี้ทันทีเลยครับ” ความจริงผู้ลงทุนหลักของละครเื่นี้ คือบริษัทภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หมางกั่ว เพียงแต่อีกฝ่าย้าสานสัมพันธ์กับเฉินเจวี๋ยก็เลยระมัดระวังต่อท่าทีของเฉินเจวี๋ยเป็อย่างมาก
เฉินเจวี๋ยเชื่อมโยงเื่ที่หลินซงบอกทางโทรศัพท์ และคำพูดของประธานบริษัทหมางกั่วเข้าด้วยกัน สุดท้ายเขาก็หันไปสั่งผู้ช่วย “จองตั๋วเครื่องบินกลับประเทศ แล้วต่อเครื่องไปที่เมืองบี”
เมืองบีคือเมืองที่ฉินซีไปถ่ายทำละคร
ผู้ช่วยตอบรับทันที
เวลาส่วนมากของเฉินเจวี๋ยต่างถูกใช้ไปบนเครื่องบิน บนเครื่องบินส่วนตัวมีเชฟใหญ่ระดับสูงที่เชิญมาจากหลายๆ ประเทศ แม้กระทั่งนักแสดงมีชื่อเสียงจากหลีหยวนที่จ้างมาจากเมืองหนิงชื่อก็ยังมี ต่อให้เขาอยากจะดูงิ้วเปลี่ยนหน้า ก็สามารถทำได้ อย่างไรชีวิตบนเครื่องบินของเขาก็ไม่ได้จืดชืดไร้รสชาติ อาหารการกินเองก็ละเอียดอ่อน แต่สิ่งเหล่านี้กลับไม่สามารถทำให้เฉินเจวี๋ยมีความสุขได้ เขาคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้จนกลายเป็เพียงเื่ธรรมดาไม่วิเศษวิโส หรือต่อให้เป็งานหนักแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้เขารำคาญใจได้
ถ้าว่ากันตามที่ผู้ดูแลประจำตระกูลเฉินพูดแล้ว เขาก็เคยพูดเอาไว้ว่า ท่านชายตัวน้อยของเขาเกือบจะกลายเป็มนุษย์หินไปแล้ว ไม่มีความรู้สึกใดๆ เลย
แต่ตอนนี้เมื่อเฉินเจวี๋ยนั่งอยู่บนเครื่องบิน ก็รู้สึกว่าอาหารที่ตักเข้าปากไปไร้รสชาติ เขาหมุนมีดและส้อมในมือ เดิมทีก็ไม่ได้สนใจว่ามีดหั่นอาหารที่คมเป็ประกายนั่นจะบาดเข้าที่นิ้วของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
ในตอนนั้นผู้ช่วยถามขึ้นด้วยความใส่ใจ “คุณเฉิน อยากดูละครไหมครับ?”
เฉินเจวี๋ยจะไปมีอารมณ์สุนทรีย์ดูละครได้อย่างไร? ในตอนที่เขากำลังจะอ้าปากพูด ผู้ช่วยก็พูดขึ้นมาก่อน “ตอนเช้าวันนี้ในประเทศเริ่มออกอากาศ [กระบี่เย้ยยุทธจักร] ตอนแรกแล้วนะครับ”
กระบี่เย้ยยุทธจักร? ในใจของเฉินเจวี๋ยสั่นไหวขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าจะเร็วขนาดนี้ เขาพยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเข้าไปในอีกเคบินหนึ่ง ที่นี่มีห้องแยกออกมา ภายในติดตั้งอุปกรณ์โฮมเทียเตอร์ดูหรูหรา ผู้ช่วยเปิดละครกำลังภายในประโลมโลกอย่างกระบี่เย้ยยุทธจักรตอนที่ 1 ที่เตรียมเอาไว้ด้วยความใส่ใจ...
เมื่อเห็นตัวละครที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง เฉินเจวี๋ยก็รู้สึกรำคาญใจเป็อย่างมาก แต่เมื่อบนจอใหญ่ปรากฏใบหน้าของคนที่คุ้นเคย ฉินซีภายในนั้นประดับผ้าบางปกปิดใบหน้า สวมใส่ชุดคลุมยาว เรือนผมสีดำสยายอยู่ด้านหลัง รูปลักษณ์งดงามเฉิดฉาย เมื่อมองดูก็เหมือนดั่งสาวงามที่กำลังนั่งบรรเลงฉินอยู่ท่ามกลางหุบเขา น้ำเสียงไพเราะเสนาะหูราวกับภูตพรายจากป่าเขา
ผู้ช่วยดูจากด้านข้าง ก่อนจะอดเชยชมขึ้นมาไม่ได้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเ้านายของเขาถึงถูกใจคนแบบนี้… อย่าได้พูดถึงกลิ่นอายที่แผ่กำจายไปทั้งร่างนั่นเลย เพียงแค่ใบหน้านั้น ก็เพียงพอสำหรับการดึงดูดใจคนแล้ว
เฉินเจวี๋ยหรี่ดวงตาลง ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองอยู่บนเครื่องบินอย่างไม่เป็สุขมากขึ้นไปอีก
คนในโทรทัศน์นั้นเป็ของผู้ชม มีเพียงตัวจริงเท่านั้นที่เขาสามารถััได้ด้วยตัวเอง! เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าในใจของตัวเองปรากฏความโลภกระหายขึ้นมารางๆ มันกำลังกระตุ้นเขา อยากให้คนในโทรทัศน์นั่นเป็ของเขา
เฉินเจวี๋ยอดขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้ ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองชอบใจฉินซีขนาดนี้ั้แ่เมื่อไร
ทว่าไม่นานเฉินเจวี๋ยก็ไม่ได้มีใจไปยึดติดกับเื่นี้แล้ว ยิ่งเขาดูกระบี่เย้ยยุทธจักรไปมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไร้สาระมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นลิ่งหูชงรู้จักกับตงฟางปู๋ป้ายแล้ว แค่ทั้งสองไม่รู้ฐานะของอีกฝ่ายก็เท่านั้น แต่ลิ่งหูชงกลับปกป้องตงฟางปู๋ป้ายราวกับหญิงสาว ในใจของเขาเกิดความริษยาขึ้นมา ผู้ช่วยดูจนสับสน เขาเพียงรู้สึกว่าฉากรักของละครโทรทัศน์ในตอนนี้ยุ่งวุ่นวายไปหมด ระดับ IQ ของเขาก็ไม่ได้ต่ำ แต่เขากลับดูไม่เข้าใจเอาเสียเลย!
เฉินเจวี๋ยถามเสียงเรียบ “นี่ยังไม่จบอีกเหรอ?”
เมื่อผู้ช่วยเห็นสีหน้าของเฉินเจวี๋ยไม่ดีนัก ก็พูดขึ้นเสียงเบา “ก่อนจะออกอากาศ ผู้กำกับของกระบี่เย้ยยุทธจักรส่ง DVD ฉบับเต็มมาให้ที่บริษัทครับ ดังนั้นจะเปิดต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้...
เฉินเจวี๋ยบอกให้ผู้ช่วยไปเอา DVD มา เขาเลือกตอนไปมา ก่อนจะวางลง “ในกระบี่เย้ยยุทธจักร ลิ่งหูชงกับตงฟางปู๋ป้ายมีความรู้สึกต่อกันตอนไหน?”
ผู้ช่วยยิ้มแห้งๆ ในใจคิดขึ้นว่า ผมจะไปรู้ความคิดในสมองของผู้กำกับละครฉาบฉวยได้ยังไงล่ะครับ
สุดท้ายเฉินเจวี๋ยก็เลือกที่จะจัดการงานบนเครื่องบินฆ่าเวลาต่อไป
และในตอนนั้น ภายในกองถ่ายตำนานยุคฉินก็ได้ต้อนรับประธานบริษัทลงทุนอย่างบริษัทภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หมางกั่ว จิ่งฉางเจิง เมื่อจิ่งฉางเจิงมาถึงกองถ่าย เขาก็ถามว่าลูกชายของเขาไปไหน สีหน้าของเขาขุ่นมัวจนทำเอาคนในกองถ่ายใกลัวไม่น้อย พวกเขารีบร้อนตอบกลับไป “คุณชายจิ่งอยู่ที่ด้านหลังค่ะ”
เมื่อถามว่าไปทำอะไรที่ด้านหลัง
พนักงานก็ตอบกลับไปด้วยความหวาดกลัวอีกครั้ง “กำลัง… กำลังแต่งตัวค่ะ...”
สีหน้าของจิ่งฉางเจิงยิ่งขุ่นมัวขึ้นไปอีก ถ้าลูกชายของเขาจะควงผู้หญิงเล่นก็ไม่ได้เป็อะไรนัก แต่ตอนนี้ยังถูกคนล่อลวงให้ไปเล่นละครอีก? บ้าเอ๊ย! ไม่เพียงแต่จะทำลายการใหญ่ของเขาเท่านั้น นี่ยังทำให้เขาขายขี้หน้าอีก! จิ่งฉางเจิงเดินเข้าไปด้านในด้วยความโมโห เขาถูกพนักงานนำทางมาจนถึงนอกห้องแต่งหน้า เมื่อผลักประตูเข้าไปก็เห็นว่าบนตักของลูกชายมีเด็กสาวคนหนึ่งนั่งอยู่ ถ้ามีเพียงเด็กสาวคนนั้นยังสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเผยเรือนร่างวับๆ แวบๆ ก็แล้วไป แต่ในตอนนั้นลูกชายของเขากลับกำลังหยอกล้อกับเด็กชายข้างๆ อยู่ด้วย
เด็กชายคนนั้นสวมเสื้อโค้ตสีเทา ในวินาทีที่อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมา เขาก็ได้เห็นใบหน้างดงามสะกดใจคน เขาถูกความงามทำเอาตื่นตะลึงไปเล็กน้อย แต่ว่า… แม้จะสวยแค่ไหน นั่นก็ไม่ใช่ผู้หญิงอยู่ดี!
จิ่งฉางเจิงตบลูกชายของตัวเองไปด้วยความขุ่นเคือง “ดูสิ ตอนนี้แกเหมือนตัวอะไรไปแล้ว?”
หลังจากด่าลูกชายเสร็จ ก็หันหน้าไปทาง ‘ปีศาจจิ้งจอก’ ที่ยังทำตัวสบายๆ ท่ามกลางเื่วุ่นวายอย่างฉินซี “ไสหัวออกไป!”
ฉินซีเองก็โมโหขึ้นมาแล้ว ลูกชายของตัวเองเป็บ้าชอบมาหยอกล้อชาวบ้าน แล้วตัวเองยังจะทำตัวเหมือนสมองมีปัญหามาไล่ให้ชาวบ้านออกไปอีก? ใครกันแน่ที่ควรออกไป? ฉินซีเหลือบสายตามองอีกฝ่ายอย่างนิ่งเฉย และยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ช่างแต่งหน้าอย่างพี่เสี่ยวเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้างกายฉินซีก็มือสั่นไปเล็กน้อย เธอกระแอมไอเสียงเบา ก่อนจะกล่าวแนะนำ “พวกเรา… ออกไปกันก่อนดีไหม?”
อิ๋งอิ๋งที่นั่งอยู่บนตักของคุณชายจิ่งวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกระต่ายตั้งนานแล้ว
แต่ฉินซีกลับยังนั่งนิ่งราวกับูเาเหมือนไม่ได้ยินอะไร
ฉินซีคิดมาตลอดว่า หากบอกว่าตัวเองนิสัยดี มันก็ดี... จะบอกว่านิสัยแย่ มันก็แย่... ถ้าใครพูดจาดีๆ กับเขา เขาก็จะพูดตอบกลับไปดีๆ เช่นกัน แต่ถ้าใครมาทำตัวไม่เกรงใจ ไม่แยกแยะผิดถูกกับเขา นั่นก็ต้องขอโทษด้วย นิสัยหัวร้อนรุนแรงของเขานี้ ถ้าดึงดันขึ้นมาแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังกลัวเลย...
