หลิวอวิ๋นชูทั้งถูกลากและดึงไปตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงจวนท่านโหวอันกั๋วจนได้ เขาแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาเลยทีเดียว ยังไม่ได้บอกลาเฟิ่งสือจิ่นดีๆ เลยด้วยซ้ำ ทั้งที่พวกเขานัดกันไปดูการแข่งเรือ แต่กลับต้องมาเจอเื่การลักพาตัวที่เป็เหมือนฝันร้ายนี้แทน แล้วไหนจะคำพูดไม่ให้เกียรติที่ท่านพ่อกับท่านแม่พูดกับเฟิ่งสือจิ่นอีก พวกเขาต้องรู้สึกไม่ดีกับเฟิ่งสือจิ่นแน่ๆ ทำไมเขาถึงได้ซวยแบบนี้นะ!
หลิวอวิ๋นชูสลัดแขนออกมา “เลิกดึงแขนข้าเสียที ข้าเดินเองได้!”
ท่านโหวอันกั๋วสบถเสียงเย็นะเืแล้วเดินนำเข้าไปก่อน “อีกนิดเดียวก็เกือบจะไม่ได้กลับมาแล้วแท้ๆ ยังกล้าพูดจาเย่อหยิ่งเอาแต่ใจแบบนี้อีก! ต่อไป เลิกคบค้าสมาคมกับเฟิ่งสือจิ่นเสียที ลองดูนางสิ ไม่มีภาพลักษณ์ของกุลสตรี ดูไม่เหมือนผู้หญิงเลยสักนิด ไม่รักนวลสงวนตัว ไม่มีมารยาท! ก็ไม่แปลกที่องค์หญิงเจ็ดจะคอยหาเื่นางเช่นนั้น ก่อนหน้านี้เ้าก็ไม่ถูกกับนางเหมือนกันไม่ใช่หรือ แล้วตอนนี้ล่ะ ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ สมองเสื่อมไปแล้วหรือไง?”
หลิวอวิ๋นชูเถียงกลับ “ถ้าข้าสมองเสื่อมจริง ก็เพราะท่านนั่นแหละที่เป็คนทำ!”
“หน็อยแน่ ลองพูดอีกทีซิ?”
หลิวอวิ๋นชูรีบะโหนี “เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้แย่เหมือนที่ท่านพูดเสียหน่อย และนางก็ไม่ใช่คนแบบนั้นด้วย นางแค่เป็กันเอง ไม่สนใจเื่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ต่อให้ท่านจะเป็พ่อของข้า ก็ไม่มีสิทธิ์ต่อว่านางเช่นนี้!”
“เ้าอยากลองดีใช่ไหม!”
ฮูหยินรีบเข้าไปดึงหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ แล้วพูดด้วยเสียงหนักใจ “อวิ๋นชู เฟิ่งสือจิ่นที่พวกเราเห็นในคืนนี้ไม่ได้ดีอย่างที่เ้าบอกจริงๆ พวกเราไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับฐานะและตำแหน่งอะไรมากมาย แต่นอกจากตำแหน่งศิษย์เอกของท่านราชครูแล้ว ในอดีต นางยังเคยมีข่าวเสียๆ หายๆ ที่ผู้คนลือกันไปทั่วเมืองอีกด้วย เ้าจะไปคบค้ากับคนเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“คนแบบไหนหรือ?” คำพูดของฮูหยินทำให้หลิวอวิ๋นชูโกรธเป็ฟืนเป็ไฟขึ้นมา “พวกท่านไม่ชอบนาง แต่นางก็ไม่ชอบลูกชายของพวกท่านเหมือนกัน!”
ท่านโหวอันกั๋วกับภรรยาพูด “งั้นก็ดีแล้ว งั้นก็ดี”
หลิวอวิ๋นชูสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินล่วงหน้าพวกเขาไป “พวกท่านเห็นว่านางไม่เป็กุลสตรี เห็นว่านางสกปรกมอมแมมไม่เรียบร้อยใช่หรือไม่ แต่คืนนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะนางมาช่วยข้าอย่างไม่คิดชีวิต ข้าอาจไม่ได้กลับมาแล้วก็ได้!”
เขาหมุนตัวกลับไปมองบิดากับมารดาด้วยแววตาจริงจังและดื้อรั้น ท่านโหวอันกั๋วกับภรรยาชะงักอึ้ง “ตอนที่ข้าถูกจับขึ้นไปบนเรือบรรทุก เป็นางที่เข้ามายุ่งเื่นี้ นางถึงได้มีสภาพสะบักสะบอม ทั้งเปียกทั้งมอมแมมแบบนั้น และเป็นางที่ฝ่าเข้ามาช่วยข้าโดยไม่คิดชีวิต นางเป็ผู้หญิงแท้ๆ แต่กลับใช้มีดสู้กับผู้ชายสามคนบนเรือ พวกท่านคิดภาพนั้นออกหรือไม่? นางเกือบจะเอาชีวิตตัวเองไปทิ้งเพียงเพราะอยากช่วยข้าเท่านั้น! ชาตินี้ ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ข้า หลิวอวิ๋นชูยกย่องก็มีแค่นาง เฟิ่งสือจิ่นคนเดียวเท่านั้น ต่อให้พวกท่านไม่ยอมรับ หรือปฏิเสธนางก็ไม่เป็ไร แต่อย่าพูดว่านางไม่ดีต่อหน้าข้าเด็ดขาด” พูดจบหลิวอวิ๋นชูก็เดินเข้าไปในจวนทันที “น่าเสียดายที่นางเป็คนหยิ่งในศักดิ์ศรี ต่อให้ข้าจะเป็ถึงท่านชาย นางก็ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาอยู่ดี”
ท่านโหวอันกั๋วกับภรรยายืนอยู่หน้าประตู ทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าตกตะลึง คุณหนูคนเล็กของตระกูลหลิว หลิวอินะโโลดเต้นเข้าไปในจวนพลางพึมพำขึ้นเบาๆ “เห็นพี่ชายอารมณ์เสียขนาดนี้ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อย”
ฮูหยินพูดขึ้นในภายหลัง “ท่านโหว เมื่อครู่ ข้าเสียมารยาทกับเฟิ่งสือจิ่นเกินไปหรือไม่?”
ท่านโหวอันกั๋วสะบัดแขนเสื้อแรงๆ แล้วเดินเข้าไปในจวน “หึ... เ้าลูกทรพี”
เมื่อกลับไปที่จวนราชครู เฟิ่งสือจิ่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงกับจวินเชียนจี้ “เื่ที่หลิวอวิ๋นชูถูกลักพาตัวในวันนี้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์หญิงเจ็ดและเฟิ่งสือจาวก็ได้ พวกนางอยากทำร้ายหลิวอวิ๋นชูเพื่อเอาคืนข้า ตอนค่ำของวันนี้ อี๋ซวง สาวใช้ในตำหนักจาวหยวนเพิ่งมาแจ้งข่าวเื่นี้กับข้า”
จวินเชียนจี้พูดด้วยท่าทีนิ่งเรียบ “เื่นั้น อาจารย์พอจะเดาได้แล้วละ” ไม่เช่นนั้น พระสนมเต๋อคงไม่รั้งเขาเอาไว้ในวังจนถึงป่านนี้ เกรงว่าเื่นี้ก็เป็ฝีมือขององค์หญิงเจ็ดด้วยสินะ เฟิ่งสือจิ่นเดินเข้าไปในห้อง โดยที่จวินเชียนจี้หยุดยืนอยู่ในสวนดังเดิม แสงจันทร์สาดส่อง ลมพัดใบไม้ร่วง พัดให้ชายเสื้อและเส้นผมของเขาปลิวไสวขึ้นอย่างสวยงาม เสียงของเขาเป็เหมือนเสียงของธารน้ำที่ไหลลงมาจากขุนเขา ช่างไพเราะเสนาะหูเหลือเกิน “สือจิ่น ครั้งนี้ ให้ข้าช่วยเ้าเถอะ”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักอยู่หน้าประตู มือที่เตรียมจะเปิดประตูชะงักค้างกลางอากาศ สักพักนางจึงตอบกลับไป “ได้สิ” นางคิดอย่างเห็นแก่ตัวว่า แม้จะไม่อยากดึงเขาเข้ามาพัวพันกับเื่นี้ แต่พึ่งพิงเขาบ้างเป็ครั้งคราว ก็คงไม่เป็ไรหรอกกระมัง?
เฟิ่งสือจิ่นเชื่อฟังจวินเชียนจี้มาก วันต่อมา หลังเลิกเรียน เฟิ่งสือจิ่นก็เริ่มหาโอกาสที่จะคืนหยกแขวนให้หลิวอวิ๋นชู
อีกด้าน เมื่อเห็นเฟิ่งสือจิ่นหยิบหยกแขวนขึ้นมา หลิวอวิ๋นชูก็มีท่าทีระแวงอย่างเห็นได้ชัด “มีอะไรหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นนั่งอยู่บนบันไดหน้าอาคารเรียน แสงสีทองของดวงตะวันสาดย้อมขั้นบันได และย้อมให้นางสว่างเจิดจ้า ดูโดดเด่นสะดุดตาเช่นกัน เฟิ่งสือจิ่นแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย แสงตะวันทำให้นางหรี่ตาลง ทว่าั์ตากลับยังงดงามและเปล่งประกายไปด้วยแสงแวววาว ดูงดงามและน่าค้นหา นางพูดด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์บอกว่า หยกแขวนนี้มีความหมายที่พิเศษมากสำหรับตระกูลของเ้า ข้าคิดว่านี่คงเป็ของที่มีค่ามาก คงไม่เหมาะหากเ้าจะมอบให้ข้า เ้าเอาไปให้ว่าที่ภรรยาของเ้าเถอะ”
หลิวอวิ๋นชูพูดอย่างร้อนใจ “ทำไมจะไม่เหมาะ ข้าบอกว่าจะมอบให้เ้าก็ต้องมอบให้เ้าให้จงได้ ของที่ให้ไปแล้ว จะเอาคืนมาได้อย่างไร!”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “แต่ตอนนี้ข้าไม่อยากได้แล้ว อะ เอาคืนไปเถอะ”
คำพูดของนางทำให้หลิวอวิ๋นชูบันดาลโทสะขึ้นมา เขามองนางตาเขม็ง “เ้ารังเกียจมันใช่หรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นมองหยกแขวนในมืออย่างละเอียด แม้จะไม่ค่อยรู้เื่พวกนี้นัก แต่นางก็ดูออกว่าหยกชิ้นนี้มีสีสม่ำเสมอ รูปทรงเรียบสวย แถมลวดลายบนนั้นยังประณีตงดงาม แม้แต่พู่สีฟ้าที่ห้อยประดับก็ยังมีเส้นไหมทองคำถักผสมเป็จำนวนมาก คาดว่าหยกแขวนชิ้นนี้ต้องล้ำค่ามากแน่ๆ แต่แม้จะรู้เช่นนั้น นางก็ยังพูดออกไปอย่างปากไม่ตรงกับใจ “นี่เป็หยกสีขาวแท้ๆ แต่ข้างในกลับมีสิ่งเจือปนสีฟ้าผสมอยู่ ยิ่งดูข้าก็ยิ่งรู้สึกว่ามันขี้เหร่สิ้นดี” ทั้งที่ความจริงแล้ว นางยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างสวยงามเหลือเกิน
หลิวอวิ๋นชูโกรธเป็ฟืนเป็ไฟ “เ้าคนบ้านนอกเอ๊ย ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย นี่เป็หยกครามสมุทรชั้นดี เป็หยกเนื้อดีที่หาได้ยากเชียวนะ!”
เฟิ่งสือจิ่นเบะปาก “ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่รู้จักชื่นชมของพวกนี้ ไม่รู้ค่าของมันอยู่ดี เ้าเอาไปให้คนที่รู้คุณค่าของมันเถอะ”
หลิวอวิ๋นชูย่ำเท้าด้วยความโกรธ “ข้าจะบอกอะไรให้ ต่อให้มันจะเป็แค่อึก้อนหนึ่งเ้าก็ต้องเก็บเอาไว้ให้ดี!” พูดจบก็หมุนตัวแล้ววิ่งออกไป โดยไม่รอให้เฟิ่งสือจิ่นได้พูดอะไรอีก และไม่ยอมรับหยกแขวนกลับไปด้วยเช่นกัน ทำราวกับกลัวว่าหากชักช้าอีกเพียงนิดเดียว เฟิ่งสือจิ่นอาจยัดหยกชิ้นนั้นเข้ามาในมือก็ได้
ทำไมในโลกใบนี้ถึงมีผู้หญิงที่ทั้งโง่เง่าแถมยังรสนิยมแย่แบบนี้ ต่อให้ไม่รู้จักชื่นชมของมีค่า แต่อย่างน้อยก็ควรแสร้งทำเป็ชื่นชม แสร้งทำเหมือนรู้คุณค่าของมันสักหน่อยก็ยังดี ทำไมต้องพูดออกมาด้วย อยากให้คนอื่นมองว่าบ้านนอกหรือไง อย่างไรเสีย ของที่เขา ท่านชายหลิวมอบให้ก็ไม่มีทางเป็ของคุณภาพแย่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ!
แต่เพิ่งวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าว เฟิ่งสือจิ่นก็เรียกไล่หลังอย่างใจเย็น “นี่!”
หลิวอวิ๋นชูชะงักฝีเท้าลง “มีอะไร? หากเ้ากล้าพูดเื่นี้อีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน!”
เฟิ่งสือจิ่นถามด้วยท่าทางนิ่งเรียบ “เ้าชอบข้าใช่หรือไม่?”
หลิวอวิ๋นชูพูดไม่ออก เขาพยายามเก็บอาการจนใบหน้าแดงก่ำไปหมด หลิวอวิ๋นชูคิดในใจ... ใช่แล้วจะทำไม! แม้การชอบเ้าจะเป็เหมือนการลดระดับตัวเอง แต่แล้วจะทำไม ก็บิดาไม่ชอบทำอะไรเหมือนคนอื่นนี่นา! แต่เมื่อคำพูดมาจุกอยู่ที่ปลายลิ้น เขากลับพบว่าตนขี้ขลาดเกินกว่าจะพูดมันออกมา “เ้าหน้าตาอัปลักษณ์ขนาดนั้น ใครที่ไหนจะไปชอบเ้า! ต่อให้บิดาจะไปชอบสาวใช้ ก็ไม่มีทางชอบเ้าเด็ดขาด!” พูดจบก็วิ่งกระฟัดกระเฟียดออกไป
