ตอนที่ 151 สวมผ้าไหมกลับบ้านเกิด [1]
ใช่ แน่นอนว่าต้องฝากเงิน
ไม่ใช่แค่กำไรหนึ่งหมื่นสองพันหยวนเงินหมุนเวียนของร้านจำนวนสองหมื่นกว่าหยวนนั่นก็ต้องฝากเช่นกันพวกเธอไม่อาจทิ้งเงินไว้ที่บ้านย่าอวี๋ ทั้งไม่สามารถแบกกลับชนบทได้ไม่นำไปฝากจะทำอย่างไรล่ะ?
เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บเงินสามพันซึ่งได้จากไป๋เจินจูไว้กับตัว เงินส่วนอื่นต้องนำไปฝากธนาคารพวกเธอถึงจะกลับชนบทฉลองตรุษจีนได้อย่างสบายใจ
ขณะไปฝากเงินก็น่าขันทีเดียวเ้าหน้าที่ธนาคารมองเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินซ้ำแล้วซ้ำเล่าถามว่านี่คือเงินฝากประเภทอะไร
“คนทั่วไปฝากเงินไม่ได้หรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานตรงไปตรงมา เ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคนธรรมดาจะมีเงินมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรและขอบัญชีหน่วยงานจากพวกเธอ
เซี่ยเสี่ยวหลานเกือบโพล่งด่าว่าสภาพจิตมีปัญหา เธอต้องใช้โทรโข่งะโเสียงดังว่าหาเงินมาอย่างไรให้คนรับรู้โดยทั่วกันด้วยหรือ?
สุดท้ายก็ได้ฝากเงิน เพียงแต่สายตาของพนักงานธนาคารที่มองเซี่ยเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยความเสียดายอุตส่าห์เปลืองน้ำลายเป็กระบุง กลับมีคนไม่ฝากประจำ ยืนยันที่จะฝากกระแสรายวัน?
“ดอกเบี้ยประจำต่อปีคือร้อยละ 8.28 นะ!”
“คุณคะ พวกเราจะฝากกระแสรายวัน”
ดอกเบี้ยเงินฝากกระแสรายวันคือร้อยละ 4.32 เซี่ยเสี่ยวหลานและมารดานำเงิน 4 หมื่นถ้วนมาฝากหากฝากประจำหนึ่งปี ดอกเบี้ยต่อปีมากถึง 3312 หยวนเท่ากับเงินเดือนสามปีกว่าของพนักงานคนนี้ อันที่จริงเธอก็หวังดีถึงย้ำกับเซี่ยเสี่ยวหลานว่าจะฝากประจำหรือไม่
แต่สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลาน เก็บเงินสี่หมื่นหยวนไว้ในมือหนึ่งปีอาจเพิ่มพูนได้หลายเท่าตัว การฝากกินดอกเบี้ยกับธนาคารต่างหากคือการสิ้นเปลืองบางคนได้เงินก้อนใหญ่ในยุค 80-90 คิดว่าจะสามารถอาศัยดอกเบี้ยนี้ใช้ในบั้นปลายชีวิตได้ทว่ามีคนไหนบ้างที่ไม่พินาศจนอยากบีบคอตัวเองคนเก่าให้ตาย?
ฝากเงินหนึ่งล้านหยวนกับธนาคารในต้นยุค 90 ดอกเบี้ยทุกเดือนสูงถึงหลายพันหยวนอีกครึ่งชีวิตจึงสามารถดำเนินไปได้อย่างสุขกายสบายใจ
ผลลัพธ์ล่ะ ไร้เดียงสาสินะ ธนาคารลดดอกเบี้ย! และถึงแม้ไม่ลดดอกเบี้ยเงินหลายพันหยวนต่อเดือนพวกนั้นก็ไร้ประโยชน์อยู่ดีราคาสินค้าเฟ้อขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ถ้าคนฝากเงินสามารถมีชีวิตอยู่ถึงปี 2017 เงินเก็บหนึ่งล้านหยวนก็คงพอซื้อหลุมศพที่ดีหน่อยได้สักสองแปลง!
แบ่งเงินสินค้าของร้านและกำไรส่วนตัวเป็สมุดบัญชีสองเล่มพอออกจากธนาคารเธอก็ส่งใบรับฝากเงินให้หลิวเฟิน
“แม่ แม่เป็คนรับผิดชอบดูแลครอบครัวเรานะ”
หลิวเฟินบีบสมุดบัญชีแน่น อย่างไรเสียเธอก็เป็ทาสลูกสาวถ้าให้เธอดูแลเงินทอง ก็ยินยอมต่อเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานจะใช้จ่าย
เซี่ยเสี่ยวหลานชื่นใจที่ถึงแม้หลิวเฟินจะมีประสบการณ์ไม่มากแต่สนับสนุนการตัดสินใจทั้งหมดของเธอเป็อย่างยิ่งั้แ่เซี่ยเสี่ยวหลานแสดงความสามารถของตัวเองออกมาชีวิตสองแม่ลูกก็ราบรื่นขึ้นเรื่อยๆ เธอต่างหากที่เป็ผู้กุมอำนาจเด็ดขาดในบ้านหลิวเฟินก็แค่วัวแก่ตัวหนึ่งเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้ทำอะไรก็ทำเช่นนั้น
ถือว่าสองแม่ลูกกำลังร่วมแรงร่วมใจมุ่งหน้าสู่ชีวิตชนชั้นกลาง
ทั้งสองคนซื้อของปีใหม่บางส่วน รอครอบครัวหลิวหย่งสามคนเพื่อเดินทางกลับหมู่บ้านชีจิ่งพร้อมกัน
ก่อนจะเดินทาง หลิวเฟินได้ห่อเกี๊ยวให้ย่าอวี๋ นึ่งซาลาเปาหนึ่งเข่งและมอบขนมปีใหม่ให้ด้วย ย่าอวี๋จะได้รับประทานตอนฉลองตรุษจีน
“คุณป้า วันที่สี่พวกเราก็กลับมาแล้ว”
เนื่องจากใกล้ปีใหม่แล้ว ย่าอวี๋จึงตอบอืมหนึ่งคำด้วยความให้เกียรติไม่มีท่าทางพิลึกพิลั่น
เกียรติเป็สิ่งที่ต้องมอบให้ซึ่งกันและกันเซี่ยเสี่ยวหลานเห็นว่าเธอเป็มิตร จึงพูดเสริมบ้าง “ถ้าคุณย่ามีธุระอะไรที่จะทำก็ให้พี่หูหย่งไฉช่วยเหลือนะ ฉันไหว้วานเขาแล้ว”
ย่าอวี๋กลั้นความรำคาญพลางโบกมือ
“ถ้ายังไม่ไปฟ้าก็มืดแล้ว พวกเธออยากจะอยู่ฉลองตรุษจีนที่บ้านฉันหรือย่างไร?”
พอเซี่ยเสี่ยวหลานและหลิวเฟินหอบกระเป๋าสัมภาระน้อยใหญ่จากไปย่าอวี๋ก็รู้สึกว่าในบ้านช่างว่างเปล่าจนเงียบเหงาเหลือเกินเดิมทีอาศัยคนเดียวก็เคยชินแล้ว สองคนนี้เพิ่งย้ายมาไม่นานเท่าไรเองจากไปไม่กี่วันเธอจะไม่ชินหรือ?
ทว่าสิ้นปีนี้มีสิ่งที่ไม่เหมือนกับปีก่อน
มีเกี๊ยวที่ห่อเรียบร้อย มีซาลาเปาที่นึ่งแล้ว และยังมีขนมปีใหม่ชนิดต่างๆด้วย
ปีก่อนเธอคนเดียวไม่มีทางตระเตรียมของสำหรับฉลองข้ามปีหรอก
----------------------------------------
เที่ยงวันนั่งรถรับส่งจากซางตูมาลงเขตอันชิ่งก่อน พอออกจากตัวเมืองก็เจอรถแทรกเตอร์พอดีจึงบรรทุกพวกเขามาเป็่ระยะทางหนึ่ง จนกระทั่งสี่โมงเย็นผ่านไปก็ถึงหมู่บ้านชีจิ่ง
“หย่งจื่อกลับมาแล้วหรือ?”
“นี่หย่งจื่อสร้างตัวในเมืองจนร่ำรวยแล้วสินะ!”
“พี่หย่ง อย่าลืมมาดื่มเหล้าที่บ้านฉันนะ...”
ฤดูหนาวไม่มีงานอะไรให้ทำมากมายนักเตรียมงานข้ามปีก็มีแต่พวกผู้หญิงในครอบครัวที่ยุ่ง ส่วนพวกผู้ชายก็สอดมือใส่แขนเสื้อเตร็ดเตร่ทั่วหมู่บ้านมีคนเล่นไพ่ในร้านค้า บวกกับพวกที่คอยผสมโรงข้างๆ มากมายถึงยี่สิบสามสิบคนทีเดียว
เมื่อเห็นบ้านหลิวหย่งหอบสัมภาระน้อยใหญ่กลับมา ต่างพากันทักทาย
หลิวหย่งแกะบุหรี่สองซอง ส่งให้ทีละคน
“ไว้คุยกันคราวหลังนะ ถึงบ้านยังต้องจัดของ ทำความสะอาดเสียหน่อย”
บางคนโห่ร้องว่าผู้ชายจะทำความสะอาดไปทำไม บ้านหลิวหย่งมีผู้หญิงตั้งสามคนเก็บกวาดบ้านเป็งานของผู้หญิง
หลิวหย่งส่ายหน้า “ไม่หรอก อย่างหลานสาวฉันน่ะมือคู่นั้นของเธอเอาไว้จับปากกาเขียนหนังสือ จะให้เธอทำความสะอาดอะไรกันเล่า!”
หลิวหย่งอธิบายยาก แม้ในบ้านจะมีสามสุภาพสตรีอยู่ทว่าทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อยเหลือแสน
คนอื่นๆ นึกขึ้นมาได้ทันที เซี่ยเสี่ยวหลานเป็ว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว
“สุดยอดเลย เฉินชิ่งเล่าว่าเสี่ยวหลานสอบได้ห้าร้อยกว่าคะแนนเป็อันดับสองตอนสอบปลายภาค?”
“มหาวิทยาลัยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว!”
“ปล่อยให้นักศึกษาทำงานไม่ได้จริงๆ ...”
คนในหมู่บ้านต่างส่งเสียงเซ็งแซ่ระงม ทุกคนสนทนากันอย่างครึกครื้นเวลาแบบนี้เซี่ยเสี่ยวหลานแค่ยิ้มแย้มเป็มารยาทก็พอหลิวเฟินโดนทุกคนชื่นชมเสียเบิกบาน การเป็เศรษฐีหมื่นหยวนต้องสุขใจแน่นอนแต่เซี่ยเสี่ยวหลานมีอนาคตกว้างไกล หลิวเฟินรู้สึกภาคภูมิจากในกระดูก! หลังเธอหย่าร้างและอาศัยที่บ้านแม่ ก็หวั่นเกรงว่าผู้อื่นจะดูแคลนเธอดูแคลนบ้านหลิว ดูแคลนเซี่ยเสี่ยวหลาน... แต่ตอนนี้พิสูจน์แล้วว่าการหย่าไม่ใช่ความผิดพลาดเลยหลิวเฟินอยู่ได้อย่างสง่าผ่าเผยเสียด้วยซ้ำ
คนในหมู่บ้านทักทายเธอ เธอสุ้มเสียงเบาบาง แต่โต้ตอบได้อย่างสุขใจไร้อุปสรรค
พวกหลิวหย่งเปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ
อาศัยในเมืองไม่กี่เดือนเท่านั้น จะแตกต่างจากเดิมขนาดนี้เลยหรือ?
ชาวบ้านหมู่บ้านชีจิ่งล้วนเห็นในสายตา บางคนก็รู้สึกเหมือนถูกดึงดูดใจให้เดินทางออกไปบ้าง
เมื่อถึงบ้าน ทั้งครอบครัวราวกับสู้รบกับการเก็บกวาดด้วยกันถูฝุ่นกวาดพื้น กวาดใบไม้แห้งในสวน ใยแมงมุมใต้ชายคาก็ต้องใช้ไม้ไผ่เขี่ยออกทั้งยังต้องนำเครื่องนอนและผ้าปูซึ่งจัดเก็บไว้ในตู้ก่อนหน้านี้ออกมาปูใหม่อีกรอบเทาเทาผู้ยังไม่เจ็ดขวบดียังต้องช่วยงาน คนอื่นก็ไม่ว่างอยู่เฉยๆ แน่นอน
หลิวหย่งบอกว่าวันรุ่งขึ้นจะเลี้ยงอาหาร การฉลองตรุษจีนในชนบทใส่ใจต่อความคึกคักการเรียกเพื่อนสนิทมิตรสหายมาดื่มสุรารับประทานอาหารไม่ได้เป็เพียงขนบของหมู่บ้านชีจิ่งที่เดียว
ผู้หญิงทั้งบ้านต่างต้องเริ่มทำงาน
หลี่เฟิ่งเหมยบอกว่าพรุ่งนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้นปิดประตูอยู่ในห้องทบทวนบทเรียนเป็พอ
ต้องตระเตรียมวัตุดิบอาหารให้พร้อมก่อนล่วงหน้าหนึ่งวันหลี่เฟิ่งเหมยและหลิวเฟินทอดหมูกรอบในห้องครัวพี่สะใภ้กับน้องสามีพูดคุยกันเป็ครั้งคราวกลิ่นหอมของหมูกรอบลอยไปตามช่องว่างหน้าต่างเข้าห้องนอนต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานคือเทพเซียนก็นั่งไม่ติด
หลิวหย่งกำลังถือของพอดี จะไปบ้านเฉินยามฟ้ามืดเสียหน่อยจึงเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานไปด้วยกัน
ลุงหลานทั้งสองคนถึงบ้านเฉินตอนเวลาเกือบสามทุ่มเฉินวั่งต๋าเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงดื่มสุราที่ชุมชน หลายวันมานี้ทุกที่ต่างพากันเลี้ยงอาหารเฉินวั่งต๋า
“ได้ยินคนบอกว่าพวกเธอกลับมาแล้ว ท่าทางอยู่ดีกินดีนี่”
หลิวหย่งและเซี่ยเสี่ยวหลานสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ แม้ไม่สะดุดตาแต่ก็ไม่ธรรมดาสำหรับชนบทอย่างหมู่บ้านชีจิ่ง หลิวหย่งมิใช่คนประเภทเก็บซ่อนความมั่งคั่งเงินที่หามาได้ควรใช้จ่ายอย่างไรก็ใช้อย่างนั้น เขาไม่อวดรวยแต่ไม่ชอบการแสร้งขัดสนเช่นกัน
ทว่าพอได้ยินเฉินวั่งต๋าหยอกเย้า หลิวหย่งก็อดลูบท้ายทอยไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานยื่นของฝากให้เฉินวั่งต๋า “ปู่เฉินขอบคุณที่ปู่ดูแลพวกเราในปีเก่า ปีใหม่กำลังจะมาเยือนแล้วขอให้ปู่สุขภาพแข็งแรงและสมปรารถนาทุกสิ่ง!”
เฉินวั่งต๋าโอบเอื้ออารีต่อเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งนัก
“ปีนี้หากเธอสอบติดมหาวิทยาลัยดีๆ สักแห่ง ดีเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด! ใช่แล้ว ที่นาของเธอกับแม่แบ่งเรียบร้อยฉันลองถามความคิดเห็นของคนในหมู่บ้านแล้วเห็นด้วยกับการแบ่งที่เปล่าข้างบ้านลุงเธอให้เป็ที่สร้างบ้านของพวกเธอสองแม่ลูก”
ไร่นาในความรับผิดชอบและที่สำหรับปลูกบ้านจัดสรรถึงมือแล้ว?
ก่อนมาบ้านเฉินเมื่อครู่ควรพามารดาเธอมาด้วยจริงๆ หลิวเฟินต้องดีใจมากแน่นอน
หลิวหย่งเองก็ดีใจเหมือนกัน “ขอบคุณลุงต๋ารบกวนลุงแล้ว!”
เชิงอรรถ
[1]衣锦还乡 สวมผ้าไหมกลับบ้านเกิด มีที่มาจากคนสอบติดเป็จอหงวนจะได้รับพระราชทานรางวัลมากมายจากฮ่องเต้ รวมถึงชุดผ้าไหมของจอหงวนแสดงถึงการประสบความสำเร็จสำนวนนี้จึงหมายความว่าคนที่ได้ดีและกลับบ้านเกิดเมืองพร้อมเกียรติยศ
