เฟิ่งสือจิ่นไม่มีเวลามาคิดเื่อื่นแล้ว นางก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า มุ่งหน้าไปที่ห้องโถงและเดินสำรวจไปทั่วอาคารอย่างรีบร้อน แต่ก็ไม่พบใครสักคน นางเดินออกมาจากอาคารแล้วมองสำรวจไปรอบๆ อยู่พักหนึ่ง “หลิวอวิ๋นชู! เ้าอยู่ในนั้นหรือเปล่า? หลิวอวิ๋นชู!” นางะโถาม
แต่สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงเสียงร้องแว่วๆ ของอีกาเท่านั้น
เพราะวิ่งมาตลอดทาง เฟิ่งสือจิ่นจึงมีเหงื่อโชกร่าง นางหมุนตัว เตรียมจะวิ่งออกไปตามหาที่อื่นต่อ แต่ในตอนนั้นเอง จู่ๆ เสียงฝีเท้าที่ทั้งเร่งรีบและร้อนรนของใครบางคนก็ดังขึ้น เฟิ่งสือจิ่นหยุดไม่ทัน จึงชนเข้ากับคนที่วิ่งเข้ามาเต็มแรง อีกฝ่ายเองก็มีเหงื่อโชกร่าง และมีใบหน้าร้อนรนไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นคนตรงหน้าชัดๆ เฟิ่งสือจิ่นก็ชะงักลงทันที คนตรงหน้าคือหลิวอวิ๋นชูงั้นหรือ? เช่นนั้นทำไมในจดหมายถึงบอกว่าเขาถูกจับมัดเอาไว้ หากอยากช่วยเขาก็จงมาที่อาคารร้างแห่งนี้ล่ะ?
เมื่อเห็นเฟิ่งสือจิ่น หลิวอวิ๋นชูก็รีบจับแขนของนางเอาไว้ เขาไม่มีกะจิตกะใจมาซับเหงื่อบนใบหน้าเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่าเหงื่อเ่าั้เกิดขึ้นเพราะร้อน หรือเพราะกังวลเกินไปกันแน่ หลิวอวิ๋นชูพูดด้วยท่าทางร้อนรน “เฟิ่งสือจิ่น เ้าไม่เป็ไรใช่ไหม? ดีจริงๆ เ้าไม่เป็ไรก็ดีแล้ว...” เขามองสำรวจเฟิ่งสือจิ่นอย่างละเอียดั้แ่หัวจรดเท้า เมื่อพบว่านางไม่เป็อะไรจึงวางใจได้ในที่สุด “ข้าควรส่งเ้ากลับบ้านั้แ่แรก หากพวกนั้นจับเ้าไปจริงๆ เ้าต้องเป็อันตรายมากแน่”
เฟิ่งสือจิ่นถามด้วยความสงสัย “ข้าจะเป็อะไรไปได้ ใครบอกว่าข้าถูกจับตัวไป? แล้วใครเป็คนจับตัวข้าหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “ในจดหมายบอกว่าเ้าถูกจับมาที่อาคารร้างนี้ไม่ใช่หรือไง พอเห็น ข้าก็ใแทบแย่ เลยรีบวิ่งมาที่นี่ทันที...” เมื่อฟังจนจบ เฟิ่งสือจิ่นก็มีสีหน้าหนักอึ้งขึ้นมาทันที ทว่าหลิวอวิ๋นชูกลับยังพูดต่อไปโดยไม่รู้ตัว “เื่เช่นนี้ นอกจากซูเหลียนหรูแล้วยังมีใครกล้าทำอีก ครั้งก่อน ข้าเห็นว่าเ้ากับนางอยู่ในอาคารนี้...” พูดมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล จึงรีบเงยหน้ามองเฟิ่งสือจิ่น
วินาทีต่อมา เฟิ่งสือจิ่นก็ลากหลิวอวิ๋นชูวิ่งออกไปด้านนอกด้วยท่าทางรีบร้อน นางพูดด้วยท่าทางจริงจัง “รีบออกไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”
ทว่าเพิ่งวิ่งออกจากประตูของอาคารร้างได้ไม่ทันไร ทั้งสองก็ชนเข้ากับคนกลุ่มหนึ่งอย่างจัง เป็อย่างที่คิด ผู้นำของคนกลุ่มนี้ก็คือซูเหลียนหรูนั่นเอง ที่ข้างกายนางมีกงเยี่ยนชิวกับเจี่ยนซืออินเดินประกบมาด้วย นอกจากนี้ยังมีสาวใช้ร่างกายกำยำติดตามมาอีกหลายคน
ซูเหลียนหรูขยับเข้ามาใกล้ “เพิ่งจะรู้ตัวว่าต้องหนีหรือ? จะไปไหนล่ะ?”
เฟิ่งสือจิ่นถาม “เ้าเป็คนล่อให้พวกเรามาที่นี่สินะ เ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
“ทำอะไรงั้นหรือ?” รอยยิ้มบนใบหน้าของซูเหลียนหรูดูวิปริตเล็กน้อย “เ้าคิดว่าข้าล่อพวกเ้าสองคนมาที่นี่เพื่ออะไรล่ะ? เชิญพวกเ้ามาดื่มน้ำชายามเย็นหรือไง?”
นางส่งสายตาแทนคำสั่ง สาวใช้ทั้งหลายเข้ามาดันร่างของหลิวอวิ๋นชูออกไปอีกทาง จากนั้นก็ล็อกตัวของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ แล้วเริ่มตรวจค้นร่างกายของนางทันที ไม่นานพวกนางก็หากริชเล่มหนึ่งจนเจอ แล้วนำไปมอบให้ซูเหลียนหรู ซูเหลียนหรูหยิบกริชขึ้นมาดู แสงสะท้อนคมกริบของกริชในมือฉาบลงบนใบหน้าขององค์หญิงเจ็ด ทำให้นางดูอำมหิตและเืเย็นกว่าเดิมหลายเท่า
ซูเหลียนหรูบอก “เ้าคิดว่าเื่ในวันนั้นจะจบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้หรือ?” นางชูกริชไปเบื้องหน้าเฟิ่งสือจิ่น “ตอนนั้น เ้าคิดจะฆ่าข้าด้วยกริชเล่มนี้เชียวนะ!”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักอึ้ง นางจำไม่ค่อยได้แล้ว แต่เมื่อซูเหลียนหรูพูดขึ้น ความทรงจำในตอนนั้นก็เริ่มปรากฏขึ้นในหัวอย่างเลือนราง
ใบหน้าหล่อเหลาของหลิวอวิ๋นชูเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด คิ้วสวยขมวดมุ่นเข้าหากัน “ซูเหลียนหรู เ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ ข้าจะบอกให้ ที่นี่คือวิทยาลัยหลวง อย่าทำอะไรบ้าๆ เด็ดขาด!”
ซูเหลียนหรูแกว่งกริชในมือไปมาพลางหัวเราะขึ้นเบาๆ “ท่านชายหลิว ดูท่านสิ ใขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าไม่ได้โง่เสียหน่อย ไม่มีทางเล่นงานพวกเ้าด้วยมีดดาบกลางวิทยาลัยหลวงอยู่แล้ว” พูดจบก็โยนกริชเล่มนั้นไปที่โถงด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจ
หลิวอวิ๋นชูถอนหายใจออกมาเบาๆ “เ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เฟิ่งสือจิ่นคิดจะฆ่าเ้าั้แ่เมื่อใดกัน? อย่าใส่ความกันไปหน่อยเลย!”
ซูเหลียนหรูตอบ “โอ้โฮ เพิ่งผ่านมาไม่นานก็ลืมจนหมดแล้วหรือ ในงานประกวดยอดบุปผาไง ท่านชายยังจำได้หรือเปล่า ในวันนั้น เ้าเองก็อยู่กับเฟิ่งสือจิ่นไม่ใช่หรือ?” นางทำปากจู๋ ยื่นปากมาชี้ที่หลิวอวิ๋นชูอย่างเย้ยหยัน “ไม่เช่นนั้น แผลบนใบหน้าของเ้าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ?”
หลิวอวิ๋นชูครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรู้สึกโกรธจนแทบจะะเิ “ข้าจำได้แล้ว ที่ข้าาเ็เช่นนี้ ที่แท้ก็เป็ฝีมือของเ้า!”
ซูเหลียนหรูตอบ “เ้าลืมไปแล้วหรือว่าพวกเ้าทำอะไรเอาไว้บ้าง ทำไมข้าถึงสั่งให้คนไปรุมซ้อมพวกเ้า? พวกเ้าลืมไปแล้ว แต่ข้ายังจำได้ดีเสมอ”
เมื่อสิ้นเสียง ใครคนหนึ่งก็เดินออกมาจากนอกอาคารอย่างช้าๆ เฟิ่งสือจิ่นเงยหน้าขึ้น เฟิ่งสือจาวลูบชายกระโปรงของตนเบาๆ พลางประกายรอยยิ้มสดใสออกมา ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความแค้นเคือง ราวอยากจะบดกระดูกและถลกหนังของนางออกมาเช่นนั้น
เฟิ่งสือจาวเดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเฟิ่งสือจิ่น “คืนนั้น ข้าเคยบอกไปแล้วว่าเ้าต้องเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปแน่” นางเดินไปหยุดอยู่ข้างกายองค์หญิงเจ็ดอย่างเชื่องช้า ก่อนจะย่อตัวคารวะอีกฝ่าย “ต้องขอบคุณองค์หญิงที่ให้ความช่วยเหลือ หากไม่ใช่เพราะองค์หญิง ข้าคงไม่รู้ว่าควรจะระบายความคับคั่งที่ฝังอยู่ในใจนี้อย่างไร”
ซูเหลียนหรูบอก “ไหนๆ ก็มาแล้ว เ้าอยากจะทำอย่างไรกับนางก็ตามใจเถอะ หากเกิดเื่อะไรขึ้นมา ข้าจะเป็ผู้รับผิดชอบเอง เ้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น”
เฟิ่งสือจาวบอก “ขอบพระทัยองค์หญิง”
เมื่อสิ้นเสียง ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจาวจะเข้ามาชำระแค้นกับเฟิ่งสือจิ่นเลยด้วยซ้ำ เฟิ่งสือจิ่นก็ใช้พละกำลังที่มีสลัดสาวใช้สองคนที่กำลังล็อกร่างของนางออกไป หลิวอวิ๋นชูเห็นดังนั้นก็ไม่ยอมน้อยหน้า เขาพุ่งเข้าไปหาเฟิ่งสือจาวอย่างกะทันหัน เฟิ่งสือจาวไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกชนจนเสียหลักล้มลง
ทั้งสองยืนหลังชนกัน เฟิ่งสือจาวลุกขึ้นยืนแล้วะเิความโกรธเกรี้ยวออกมา “จนถึงขั้นนี้แล้ว พวกเ้ายังดื้อรั้น ไม่ยอมรับชะตากรรมอีกหรือ? หากพวกเ้ายอมจำนนแต่โดยดี ข้าอาจจะปรานีพวกเ้าบ้างก็ได้!”
หลิวอวิ๋นชูไม่กลัวว่าเื่จะบานปลายเลยสักนิด เขาบอก “จะต่อยจะตีก็เข้ามาเลย อย่าพูดให้มากความ! ไม่ขัดขืนงั้นหรือ พวกเราต้องอยู่ให้เ้ารังแกแต่โดยดีหรือไง ข้าหลิวอวิ๋นชูเป็คนเช่นนั้นหรือ? เฟิ่งสือจิ่น ลุยเลย”
นิสัยใจร้อนของเขาถูกใจเฟิ่งสือจิ่นเป็อย่างมาก ทั้งสองเป็คนประเภทเดียวกัน คือต่างก็ถือว่าตนมีคนคอยหนุนหลังและคุ้มครอง จึงไม่เกรงกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น เมื่อพูดจบ ทั้งสองก็เริ่มลงมือทันที น่าเสียดาย ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้แตะต้องตัวผู้บงการเลยด้วยซ้ำ สาวใช้ร่างกายบึกบึนทั้งหลายก็เข้ามาล้อมพวกเขาเอาไว้เสียก่อน ทั้งสองฝ่ายจึงตบตีกันจนชุลมุนไปหมด
ซูเหลียนหรูกับพวกเกรงว่าตนจะโดนลูกหลงไปด้วย จึงหลบไปยืนอยู่อีกมุม
ซูเหลียนหรูเป็ผู้คัดเลือกสาวใช้เหล่านี้ด้วยตนเอง พวกนางเตรียมการมาอย่างดี แถมยังมีจำนวนมากกว่า เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูจึงกลายเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย เห็นได้ชัดว่าทั้งสองด้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง ซูเหลียนหรูออกคำสั่ง “ซ้อมเ้าคนที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงสองคนนี้ให้หนักเลย!”
เจี่ยนซืออินยืนอยู่ข้างๆ นางเห็นสาวใช้ทั้งหลายทั้งเตะทั้งต่อยหลิวอวิ๋นชูไม่ยั้ง การตอบโต้ของเขาไม่มีประโยชน์เลยสักนิด แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังพยายามปกป้องเฟิ่งสือจิ่นอย่างสุดชีวิต เพราะทนดูไม่ไหว เจี่ยนซืออินจึงพูดขึ้น “องค์หญิง ข้าว่า พวกเราปล่อยท่านชายหลิวไปเถิด หยุดตีเขาได้แล้ว”
ซูเหลียนหรูกัดฟันกรอด “หากไม่ใช่เพราะเขาเป็พวกเดียวกับเฟิ่งสือจิ่น ข้าก็ไม่ทำอะไรเขาหรอก แต่เขาไม่รู้ที่ต่ำที่สูง อยากทำตัวเป็ศัตรูกับข้าเอง”
เจี่ยนซืออินเห็นหลิวอวิ๋นชูถูกซ้อมหนัก จึงเริ่มร้อนใจขึ้นมา “พี่อวิ๋นชู เลิกยุ่งกับเื่นี้เสียที อยู่กับเฟิ่งสือจิ่นต่อไป พี่จะมีแต่เสียกับเสีย”
หลิวอวิ๋นชูตอบ “บิดาอยากอยู่กับใครมันก็เื่ของบิดา ไม่ต้องมาเสแสร้งแกล้งทำว่าเป็ห่วงเป็ใยหรอก!”
