ตงฟางซวี่เห็นสภาพน่าอนาถของซีเยว่ที่อยู่บนพื้นจึงได้สติกลับมา ถึงแม้ว่าในใจจะไม่ยินยอมเป็อย่างมาก แต่เมื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ยื่นมือออกไปประคองนางขึ้น และไม่ได้พูดอะไรอีก ซีเยว่ทำท่าทางอ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมอกของเขา “ฝ่าาเพคะ ดูเหมือนว่าขาของเฉินเชี่ยจะาเ็ ฝ่าาไปส่งเฉินเชี่ยกลับได้หรือไม่เพคะ?”
ความรังเกียจในดวงตาของตงฟางซวี่ยิ่งลึกล้ำมากขึ้น ซีเยว่ในตอนนี้ทำให้เขานึกถึงสตรีมารยาร้อยเล่มเกวียนเ่าั้ “เด็กๆ! ส่งองค์หญิงซีเยว่กลับตำหนัก แล้วรีบเชิญหมอหลวงไปรักษาให้องค์หญิงด้วย”
คำกล่าวเพิ่งจะหลุดออกมา นางสนองพระโอษฐ์หลายคนที่ถูกซีเยว่ไล่ให้ถอยออกไปก็รีบเข้ามาอย่างร้อนรน เข้าไปประคองซีเยว่จนมั่นคง ตงฟางซวี่ปล่อยมือออกโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ไม่รอให้อีกฝ่ายได้สติกลับมาก็สะบัดแขนเสื้อเดินไปจากสวนบุปผาหลวง
เพียงพริบตาเดียว รอบด้านก็ตกอยู่ในความกระอักกระอ่วน ซีเยว่รู้สึกว่าบนใบหน้าไร้ประกาย นางเก็บมือของตนกลับมาอย่างเ็า มองไปยังเงาร่างที่เดินจากไปด้วยสายตาคลุมเครือ
ดูท่าแล้วรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินจะรับมือได้ยากยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้ หรือว่าตนเองจะไม่มีเสน่ห์? ต่อให้ตนเองจะไม่ได้งามล่มบ้านล่มเมือง แต่จะอย่างไรบุรุษก็ไม่ควรจะทำท่าทางปฏิเสธสตรีที่ดีงามเช่นตนเองมิใช่หรือ?
“องค์หญิงเพคะ...” นางสนองพระโอษฐ์ที่อยู่ด้านข้างเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด “ให้บ่าวไปเรียกเกี้ยวมาหลังหนึ่งดีหรือไม่เพคะ?”
ซีเยว่ค่อยๆ หลับตาลง กักเก็บอารมณ์บนใบหน้าเอาไว้ “ช่างเถิด ไม่เป็ไร กลับตำหนัก! องค์หญิงอย่างข้า้าจะเดินไปเสียหน่อย!”
นางสนองพระโอษฐ์ค้อมกายลง เดินตามหลังซีเยว่ไปอย่างเคารพนอบน้อม
คิดไม่ถึงว่าเดินไปเพียงไม่ไกล กลับได้ยินข้าราชบริพารที่ผ่านทางมากำลังส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่างอยู่ ซีเยว่ได้ยินคำว่ารัชทายาทออกมาจากการสนทนาของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้จึงหันกายไปกล่าวกับนางสนองพระโอษฐ์ด้านข้างสองสามประโยค
“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ”
ซีเยว่พยักหน้าเบาๆ จากนั้นจึงเดินกลับไปตำหนักเพียงผู้เดียว
เพียงไม่นาน เหล่านางสนองพระโอษฐ์ก็ได้ข่าวกลับมาดังคาด
“ทูลองค์หญิง เมื่อครู่บ่าวไปสังเกตการณ์มา ข้าราชบริพารเ่าั้กล่าวถึงเื่ที่รัชทายาทและหย่งจี๋เสี้ยนจู่พบกันในสวนบุปผาหลวงเมื่อวันคัดเลือกพระชายา อีกทั้งยังได้ยินมาว่าความสัมพันธ์ระหว่างหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้กับรัชทายาทไม่เลวเลยเพคะ”
ซีเยว่ในตอนนี้ได้เปลี่ยนเป็ชุดสีม่วงเทาเรียบร้อยแล้ว นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกมือขึ้นมาจัดผมของตน “ผู้ใดคือหย่งจี๋เสี้ยนจู่?”
“ทูลองค์หญิง หย่งจี๋เสี้ยนจู่คือบุตรีคนที่หกที่เกิดจากอนุภรรยาของจวนชางหรงโหวเพคะ”
“บุตรีอนุภรรยา? บุตรีอนุภรรยาที่ไร้ความสำคัญคนหนึ่ง เหตุใดจึงได้รับชื่อหย่งจี๋เสี้ยนจู่ได้?” ในใจของซีเยว่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
“องค์หญิงคงมิทราบ ก่อนหน้านี้หย่งจี๋เสี้ยนจู่และท่านอัครมหาเสนาบดีได้ไปแก้ไขปัญหาโรคระบาด ฝ่าาจึงได้ประทานชื่อให้นางเพคะ” นางสนองพระโอษฐ์ชะงักไปชั่วครู่ แล้วจึงค่อยเปลี่ยนน้ำเสียง “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน ไม่ทราบว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ใช้วิธีใดจึงทำให้ฮองเฮาทรงโปรดปราน วันนี้จึงได้กลายเป็คนโปรดของฮองเฮาเพคะ”
“หือ?” ซีเยว่เลิกคิ้วขึ้น จากนั้นจึงยกยิ้มที่มุมปากบางๆ “เยว่เหอ ไปนำผลแปดเซียนที่องค์หญิงอย่างข้านำมาจากแคว้นอี้มาเสีย”
“องค์หญิง...”
ซีเยว่เปิดกล่องผ้าไหมในมือของนางสนองพระโอษฐ์ออก มองไปยังผลไม้ด้านในที่มีความโดดเด่นเป็เอกลักษณ์ด้วยความพึงพอใจ “องค์หญิงอย่างข้าก็มาได้หลายวันแล้ว ในเมื่อในอนาคตจะได้เป็พระชายาของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน ย่อมต้องไปคารวะไทเฮาเสียหน่อย”
...
ภายในตำหนักของไทเฮา
ซีเยว่ถวายผลไม้ที่นำมาจากแคว้นอี้อย่างเคารพนอบน้อม “ไทเฮาเหนียงเหนียง นี่เป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ซีเยว่นำมาจากแคว้นอี้เพื่อไทเฮาเพคะ”
ไทเฮาทรงทอดพระเนตรไปยังซีเยว่เบื้องพระพักตร์ที่มีท่าทางสุภาพมากด้วยมารยาท บนพระพักตร์ก็ปรากฏรอยพระสรวลด้วยความพึงพอใจ “หืม? เช่นนั้นอายเจียต้องดูให้ดีๆ เสียหน่อยแล้ว!”
ซีเยว่ค่อยเปิดหีบผ้าไหมออก ผลไม้สีสันงดงามหลายผลพลันปรากฏอยู่เบื้องหน้า รูปลักษณ์เล็กๆ ดูน่ารักเช่นนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกชมชอบ “ผลไม้นี้เรียกว่าผลแปดเซียนเพคะ เป็ผลของต้นไม้ที่อยู่ในพระราชวังของแคว้นอี้ ลือกันว่าเป็ผลไม้ที่เทพเซียนหลงเหลือเอาไว้เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน!”
พระพักตร์ของไทยเฮาอดไม่ได้ที่จะปรากฏความประหลาดใจขึ้น “ผลไม้น่ารักเหล่านี้เรียกว่าผลแปดเซียนหรือ?”
“เพคะไทเฮา ผลไม้นี้ในยามปกติมีเพียงฝ่าาของพวกเราที่จะได้ลิ้มรส” ซีเยว่ไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวเกินจริง “ผลไม้ชนิดนี้หาได้ยากยิ่งนัก สามสี่ปีจึงจะให้ผลเพียงหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น ดังนั้นซีเยว่จึงได้นำมาเป็พิเศษเพื่อแสดงความกตัญญูต่อไทเฮาเพคะ!”
ไทเฮาได้ยินดังนั้น ก็พยักพระพักตร์ในทันที “เช่นนั้นก็เหมาะสมกับชื่อของมันจริงๆ ผลแปดเซียน!”
บนใบหน้าของซีเยว่ปรากฏรอยยิ้มบางๆ อย่างไรก็ตามในยามที่ไทเฮานำผลแปดเซียนนั้นส่งไปให้แม่นมที่อยู่ด้านหลัง นางทำราวกับว่าคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ไทเฮาเพคะ ที่ซีเยว่มาในครั้งนี้ ความจริงแล้วมีบางเื่้าคำแนะนำเพคะ”
ไทเฮากลับไม่รู้สึกประหลาดพระทัย รอยสรวลบนพระพักตร์ยังคงอยู่ “ลองกล่าวมาเถิด!”
“ถึงแม้ว่าซีเยว่จะเพิ่งเข้าวังมาได้ไม่นาน แต่ระยะนี้กลับได้ยินข่าวลือเื่ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ ได้ยินว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่มีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับรัชทายาท ไม่ทราบว่าไทเฮาสามารถบอกซีเยว่ได้หรือไม่เพคะว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้เป็ใคร?”
ไทเฮาทรงพระสรวลอย่างลึกล้ำ ทราบดีว่าองค์หญิงซีเยว่ผู้นี้ไม่ง่ายเช่นนั้น “อ้อ หย่งจี๋เสี้ยนจู่หรือ? ไม่กล่าวก็แล้วไปเถิด อย่างไรก็เป็แค่บุตรีอนุภรรยาที่ไร้ประโยชน์ผู้หนึ่ง องค์หญิงไม่ทราบก็สมควรแล้ว”
ซีเยว่ไม่กล่าวอะไร หรือว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้จะเป็บุคคลที่มิอาจดูเบาได้ ดังนั้นไทเฮาแคว้นเฉินจึงไม่เต็มใจที่จะให้ตนเองรู้ลึกเกินไป? “แต่ว่าซีเยว่ได้ยินมาว่าวิชาแพทย์ของหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นั้นยอดเยี่ยมเป็อย่างมาก ไม่นานมานี้ที่สามารถควบคุมโรคระบาดที่เมืองหยูได้ก็ต้องลำบากนางแล้ว!”
รอยสรวลบนพระพักตร์ของไทเฮายิ่งลึกล้ำมากขึ้น “นี่ไม่ใช่เื่เท็จอันใด อย่างไรก็ตามนิสัยเช่นนั้น อายเจียไม่ชมชอบเลยแม้แต่น้อย อายเจียกลับรู้สึกสมชอบสตรีเช่นองค์หญิงเสียมากกว่า ทั้งฉลาดและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น!”
บนใบหน้าของซีเยว่ปรากฏความเขินอาย “ไทเฮาทรงชมเกินไปแล้วเพคะ ซีเยว่เองก็มีเื่ที่ไม่เข้าใจอยู่มาก หากเป็ไปได้ วันหน้าจะต้องให้หย่งจี๋เสี้ยนจู่คอยสั่งสอนแล้ว”
ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงสรวลออกมาครั้งหนึ่ง รับชาในมือของแม่นมมา แล้วจึงค่อยๆ จิบเข้าไปอย่างละเอียดลออ ปรายตามองเก็บทุกการเคลื่อนไหวของซีเยว่ในยามนี้เอาไว้ในสายพระเนตร
พระองค์รู้สึกว่าจะต้องมีงิ้วสนุกๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
จริงดังคาด หลังจากที่ซีเยว่เดินทางกลับตำหนักแล้ว ก็ค่อยๆ ย้อนคิดถึงคำพูดของพระองค์อย่างละเอียด รู้สึกว่าพระองค์เหมือนจะทรงล้างมลทินให้แก่หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ด้วยเหตุนี้จึงยิ่งเกิดความสงสัยมากขึ้น
ตกลงแล้วไทเฮามีเจตนาอย่างไรกันแน่? หรือว่าจะมีเื่อะไรที่ไม่สามารถบอกผู้อื่นได้อยู่จริงๆ?
...
ลมเย็นๆ พัดเข้ามาปะทะต้นหลิว บังเกิดภาพอันอบอุ่นงดงาม
ภายในจวนชางหรงโหว สิงโตศิลาสองตัวยืนอยู่อย่างอหังการ ประตูทองแดงบางใหญ่เปิดออก องครักษ์ซ้ายหนึ่งขวาหนึ่งยืนคุ้มครองอยู่บริเวณประตูดูน่าเกรงขามอย่างหาที่เปรียบมิได้
รถม้าหรูหราคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ เมื่อเงยหน้ามองไปจะพบเศวตฉัตรที่ทำจากผ้ากำมะหยี่มีพู่ห้อยระย้า โดยเฉพาะหลังคารถม้าที่มีธงสีเหลืองสว่างของราชวงศ์ประดับอยู่ เป็การประกาศให้ทราบถึงฐานะอันสูงส่งของผู้มาเยือน
รถม้าจอดอยู่หน้าบันไดหินบริเวณประตู องครักษ์ที่เดินทางมาด้วยไปนำม้านั่งมาวาง สตรีที่แต่งกายงดงามผู้หนึ่งเดินออกมาจากม่านรถม้า นางเบนสายตาขึ้นมองไปยังป้ายจวนชางหรงโหว มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม
“พวกเราคือคนที่องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นอี้ส่งมา ไม่ทราบว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่อยู่ที่จวนหรือไม่?” สตรีผู้นั้นไม่รอให้องครักษ์ตอบ ก็ได้ยกชายกระโปรงเดินขึ้นไปยังบันไดหินแล้ว
องครักษ์หนึ่งนายส่งสายตาเป็สัญญาณไปให้คู่หู บอกใบ้ให้เขาเข้าไปแจ้งในจวน ส่วนตนเองก็ไปขวางอยู่เบื้องหน้าของนาง “วันนี้เสี้ยนจู่ไม่อยู่ในจวนขอรับ...”
สตรีผู้นั้นได้ยิน ในดวงตาพลันมีประกายเ็า หากว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่ไม่อยู่ เช่นนั้นนางก็จะไปหาสาวใช้ทั้งหลาย ไปเข่นฆ่าความฮึกเหิมของพวกนางแทนองค์หญิง “ไม่เป็ไร ข้าเข้าไปรอสักครู่ก็ไม่ใช่เื่ใหญ่ พาข้าไปที่เรือนของเสี้ยนจู่เสีย องค์หญิงทรงกำชับมาว่าข้าจะต้องพบหย่งจี๋เสี้ยนจู่ให้ได้”
องครักษ์มองดูท่าทางรังแกผู้คนของคนกลุ่มนี้ ในใจก็รู้สึกลังเล ทว่ายังคงไม่เอ่ยปากอันใด อีกฝ่ายเป็ถึงคนที่องค์หญิงแห่งแคว้นอี้ส่งมา จำเป็ต้องระมัดระวัง
หลังจากใคร่ครวญครู่หนึ่งจึงเปิดทางให้ ทันใดนั้นมีข้ารับใช้ผู้หนึ่งออกมาจากข้างใน นำทางสตรีผู้นี้เข้าไปในจวน
บริเวณประตูเรือนไผ่ อวี้เอ๋อร์กำลังเล็มดอกไม้ในกระถางทั้งสองข้าง กิ่งไม้อันเขียวชอุ่มปรากฏกลุ่มดอกไม้สีขาวกำลังเบ่งบาน ลมเย็นพัดเข้ามา เมื่อมองไปยังบริเวณไกลๆ จะพบดอกปุยฝ้ายพัดเข้ามาเป็กลุ่มราวกับก้อนเมฆบนท้องฟ้า
ข้ารับใช้เห็นอวี้เอ๋อร์ที่อยู่บริเวณประตู จึงมีท่าทางลึกล้ำขึ้นหลายส่วน “แม่นางอวี้เอ๋อร์ขอรับ องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นอี้ส่งคนมาขอรับ”
เมื่อกล่าวจบ อวี้เอ๋อร์ก็หันกายไป เห็นบริเวณไม่ไกลมีคนจำนวนหนึ่งเดินมุ่งหน้ามาทางนี้ สตรีที่เดินนำหน้าแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีแดงชั้นดีดั่งนางในวัง บนศีรษะมวยผมขึ้นสูง ในกลุ่มผมปักไว้ด้วยปิ่นที่ล้อมรอบไปด้วยไข่มุก ในระหว่างที่เดินมาแขนเสื้อก็สะบัดไปมาราวโบยบิน กระโปรงยาวลากพื้น กล่าวได้ว่าเป็บุคคลที่งดงามดั่งอัญมณี เดินเข้ามาเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุดอยู่เบื้องหน้าของอวี้เอ๋อร์
อวี้เอ๋อร์ขมวดคิ้ว คาดเดาไม่ออกถึงฐานะของผู้มาเยือน หากกล่าวว่าเป็สาวใช้ขององค์หญิงทว่าแต่งกายงดงามั้แ่หัวจรดเท้าเช่นนี้ช่างห่างไกลกับกฎเกณฑ์ที่ผู้เป็บ่าวสมควรมียิ่งนัก ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็ยังลุกขึ้นคารวะ “ไม่ทราบว่าพี่สาวท่านนี้คือ...”
“ฮึ บ่าวเป็เช่นไรนายก็เป็เช่นนั้นจริงๆ” สตรีผู้นั้นกล่าวขัดคำพูดอวี้เอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันดูถูก บนใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส “ข้าคือซินหลาน เป็สาวใช้ข้างกายขององค์หญิง เสี้ยนจู่ไม่อยู่ พวกเ้าเหล่าข้ารับใช้ก็รับรองคนที่องค์หญิงส่งมาเช่นนี้หรือ ยังไม่รีบคุกเข่าลงอีก”
อวี้เอ๋อร์ยังไม่ทันกล่าวอะไรก็ถูกกล่าวหาว่าเป็ผู้ที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์ คุณหนูของตนก็ยังถูกกล่าวว่าเป็ผู้ไม่รู้ความ นางอดไม่ได้ที่จะประท้วงอยู่ในใจ แต่เมื่อคิดดูอีกที คุณหนูออกไปนอกจวน นางจึงไม่สมควรที่จะล่วงเกินผู้มาเยือนเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่ไม่จำเป็ “พี่สาวโปรดรอสักครู่ อวี้เอ๋อร์จะไปเรียกพวกนางออกมา”
ซินหลานเห็นว่าอวี้เอ๋อร์ไม่ได้กล่าวหักล้างคำพูดของตนแต่เข้าไปเรียกคนจากข้างในเชื่อฟัง จึงขยับปิ่นสีทองที่ปักอยู่บริเวณผม สีหน้าปรากฏความลำพองใจ อาภรณ์นี้เป็องค์หญิงกำชับให้นางสวมใส่ เพื่อแสดงท่าทีให้เห็นว่าตัวแทนขององค์หญิงจากแคว้นอี้ที่มาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์มาเยือนจวนชางหรงโหว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซินหลานเห็นว่าอวี้เอ๋อร์พาสาวใช้อีกสองคนเดินมาคารวะเบื้องหน้านาง มุมปากยกยิ้มเบาๆ แต่กลับไม่เอ่ยปากให้พวกนางลุกขึ้นอยู่นาน กลับหมุนกำไลหยกของตนแล้วพูดพึมพำกับตนเอง
“เฮ้อ นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าสวมกำไลหยกมันแพะวงนี้ออกมา ความมันเงาภายใต้แสงอาทิตย์ช่างน่ามองเสียจริง ข้าจำได้ว่ากำไลนี้เป็หยกอันประเมินค่าไม่ได้ที่องค์ชายรองทรงนำกลับมามอบให้องค์หญิง แต่พอข้าเห็นกำไลนี้แล้วพูดว่างดงามเพียงประโยคเดียวก็ทรงประทานเป็รางวัลให้ข้า องค์หญิงช่างดีกับซินหลานยิ่งนัก”
กล่าวจบก็ประคองปิ่นบนศีรษะอีกครั้ง “ปิ่นนี้ก็เป็ช่างทองผู้มีชื่อเสียงแห่งแคว้นอี้ของพวกเราเสียเวลาทำไปนานถึงหนึ่งปี ทั่วทั้งใต้หล้านี้มีเพียงหนึ่งไม่มีสอง ข้ายังจำได้ว่าในตอนที่องค์หญิงประทานเป็รางวัลให้แก่ข้า กล่าวเพียงว่าหวังว่าจะให้ซินหลานเป็เหมือนดอกกล้วยไม้บนปิ่นทองนี้ไปตลอดกาล รักษาความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาตลอดไป”
พวกอวี้เอ๋อร์ทั้งสามคนั้แ่เริ่มต้นก็ก้มหน้าค้อมกายไม่เอ่ยคำใด ฟังคนตรงหน้ากล่าวถึงกำไรเอยปิ่นทองเอยมาครึ่งค่อนวัน ค่อยๆ แลกเปลี่ยนสายตาซึ่งกันและกัน แล้วจึงลอบส่ายศีรษะ เวลาเพียงชั่วครู่มิอาจเดาได้ว่าสาวใช้ขององค์หญิงที่แต่งกายเช่นนี้มาที่เรือนเพื่อจุดประสงค์อันใด ทำได้เพียงลอบเปลี่ยนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย อดกลั้นความรู้สึกเ็ปบริเวณเข่าแล้วฟังต่อไป
