“เลิกพูดได้แล้ว นั่นเป็คนที่เถ้าแก่หมายตาเอาไว้เชียวนะ”
เฟิ่งสือจิ่นกลั้นหายใจไม่ไหว จึงโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ นางพยายามทำให้เบาที่สุด และไม่กล้าหอบหายใจเสียงดังด้วยซ้ำ จึงยังกลั้นลมเอาไว้ในปาก และค่อยๆ สูดเอาอากาศเข้าไปทีละน้อย ด้วยเกรงว่าจะถูกพบเข้านั่นเอง
นางซ่อนตัวและมองสำรวจอยู่นาน พบว่ามีคนงานเดินเข้าๆ ออกๆ อย่างต่อเนื่อง นางจึงไม่มีโอกาสย่องเข้าไปบนเรือบรรทุกผ่านบันไดไม้ที่ใช้ขึ้นลงเลย นางต้องคิดหาทางอื่นแล้ว
เฟิ่งสือจิ่นแหงนหน้ามองท้องเรือขนาดใหญ่เบื้องหน้า นางกัดฟันกรอดและตัดสินใจว่าจะปีนขึ้นไปจากจุดนี้แทน นางสามารถปีนขึ้นไปบนต้นไม้ได้ง่ายๆ แต่กลับไม่ช่ำชองเื่การปีนเรือแต่อย่างใด ตัวเรืออยู่ห่างจากผิวน้ำประมาณสามเมตร แถมท้องเรือยังตั้งฉากกับผิวน้ำอีกด้วย ผนังรอบท้องเรือมักจะแช่อยู่ในน้ำตลอดทั้งวันทั้งคืน จึงมีตะไคร่ขึ้นอยู่เต็มไปหมด ท้องเรือทั้งเปียกทั้งลื่นเช่นนี้ นางไม่มีทางปีนขึ้นไปได้แน่
ต่อมา เฟิ่งสือจิ่นก็พุ่งเป้าไปที่โซ่ขนาดใหญ่ของเรือ ซึ่งคล้องอยู่บนเสาไม้ริมฝั่งแทน นางแอบว่ายไปที่เสาไม้ จากนั้นก็ปลดโซ่ออกมาอย่างเงียบงัน โชคยังดีที่มีเสาไม้ต้นหนึ่งตั้งอยู่ข้างราวกั้นบนดาดฟ้าเรือ เฟิ่งสือจิ่นจึงโยนโซ่เหล็กเข้าไปคล้องกับเสาไม้ได้อย่างแม่นยำ แล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
โซ่เหล็กกระทบกับตัวเรือจนเกิดเสียงดังและแสบแก้วหู หนึ่งในคนงานที่กำลังยกของอยู่บนเรือได้ยินเสียงนั้น จึงเดินเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าสายตาของเขาเพิ่งส่องมาทางโซ่เหล็ก ชายเสื้อของเฟิ่งสือจิ่นก็ผลุบหายเข้าไปในราวกั้นที่ขอบเรือพอดี นางะโขึ้นไปบนดาดฟ้าเรืออย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นยังปลดโซ่เหล็กออกจากเสาไม้ และโยนมันกลับลงไปในแม่น้ำอีกครั้ง
เมื่อคนงานเดินไปที่ขอบเรือและมองลงไปเบื้องล่าง โซ่เหล็กก็ร่วงลงไปกระทบกับผิวน้ำพอดี สร้างคลื่นน้ำขนาดเล็กขึ้นหลายระลอก แต่ไม่มีสิ่งผิดปกติหรือน่าสงสัยอะไร แรงงานคนนั้นพูดพึมพำขึ้น “ที่แท้โซ่คล้องเรือก็หลุดนี่เอง โชคยังดีที่เห็นเร็ว” เขาลงไปในน้ำ แล้วดึงโซ่เหล็กกลับขึ้นมาคล้องกับเสาไม้บนท่าเรืออีกครั้ง
เฟิ่งสือจิ่นซ่อนตัวอยู่หลังราวกั้นบนดาดฟ้าเรือ รอให้คนงานเดินออกไปไกลจึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เรือบรรทุกแบ่งออกเป็สองชั้น ชั้นล่างมีไว้สำหรับเก็บสินค้าต่างๆ ซึ่งบัดนี้ก็มีสินค้าเรียงอยู่เกือบครึ่งลำแล้ว ส่วนชั้นบนของเรือมีไฟส่องสว่างอยู่ น่าจะเป็ห้องนอนของสมาชิกบนเรือนั่นเอง
นางแอบย่องขึ้นไปบนชั้นสองของเรือ บนนั้นมีห้องนอนขนาดเล็กเรียงต่อกันเป็แถวยาว บางห้องมืดสนิท แต่บางห้องก็มีไฟส่องสว่าง เฟิ่งสือจิ่นหลบอยู่ที่มุมผนัง นางเห็นคนเดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ไม่นานก็มีเสียงร้องไห้ดังแว่วออกมาจากในนั้น พร้อมกันนั้น ยังมีเสียงตวาดดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด “ข้าจะบอกอะไรให้ หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปก็อยู่นิ่งๆ อย่าตุกติกเด็ดขาด! ไม่เช่นนั้น ข้าจะทำให้พวกเ้าทรมานเหมือนตายทั้งเป็เลยคอยดู!”
เสียงร้องไห้ดังขาดห้วง ก่อนจะเงียบลงอย่างกะทันหัน เหมือนเ้าของเสียงจะหวาดกลัวจนหยุดร้องไห้ในที่สุด
คนผู้นั้นเดินออกมาจากห้อง แล้วเดินไปที่อื่นในตอนท้าย
เมื่อชายคนนั้นเดินออกไป เฟิ่งสือจิ่นก็ออกจากที่ซ่อน แล้วเดินไปที่ห้องดังกล่าวทันที เพียงดันเบาๆ ประตูตรงหน้าก็เปิดออกแล้ว ประตูไม่ได้ล็อก นางรีบเดินเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงอีกครั้ง
เมื่อเห็นภาพด้านใน เฟิ่งสือจิ่นก็ชะงักอึ้งทันที เทียนเพียงเล่มเดียววางตั้งอยู่บนโต๊ะเก่าๆ ตัวหนึ่ง ผิวโต๊ะมีน้ำตาเทียนสีขาวแข็งติดอยู่ ห้องนี้ค่อนข้างแคบ นอกจากโต๊ะตัวนั้นแล้ว ก็เหลือเพียงเด็กหนุ่มจำนวนมากที่นั่งเป็กลุ่มอยู่ตามมุมห้องเท่านั้น เด็กหนุ่มส่วนใหญ่ยังมีอายุน้อยมาก ผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดน่าจะมีอายุเพียงแปดหรือเก้าปีเท่านั้น ส่วนคนที่มีอายุมากที่สุดน่าจะมีอายุประมาณสิบแปดหรือสิบเก้าปีเห็นจะได้ พวกเขาถูกมัดแขนและขาเอาไว้ ที่ปากมีผ้าอุดอยู่จึงไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือได้ พวกเขาร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว น้ำตาเปียกปอนไปทั่วสองแก้ม ทิ้งรอยน้ำตาเอาไว้เต็มหน้า ดูมอมแมมแถมยังสะบักสะบอมไม่น้อย
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะมีใบหน้ามอมแมมอย่างไร เฟิ่งสือจิ่นก็ยังดูออกว่าคนเหล่านี้มีหน้าตาหล่อเหลา ถือเป็ชายรูปงามทั้งสิ้น
สภาพของเฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกเขาสักเท่าไร นางเปียกโชกไปทั้งตัว ที่กระโปรงมีดินโคลนจากใต้น้ำเลอะเปื้อนอยู่เต็มไปหมด เส้นผมเปียกๆ สีดำแนบติดอยู่กับใบหน้าและลำคอ สภาพของนางก็มอมแมมและสะบักสะบอมไม่ต่างกัน บัดนี้ สิ่งที่ยังงดงามและโดดเด่นไม่ต่างไปจากเดิมก็คงจะมีแค่ดวงตาสีดำขลับที่ถูกสายน้ำชะล้างจนเงาวับ ทว่าก็ยังอัดแน่นไปด้วยความหยิ่งทะนงและดื้อรั้นคู่นั้น
เมื่อเห็นว่าจู่ๆ ก็มีคนเดินเข้ามาในห้อง บุรุษทั้งหลายก็พากันเบิกตากว้างขึ้น พวกเขาไม่รู้ว่านางเป็มิตรหรือศัตรูกันแน่ เป็ไปได้สูงว่านางเองก็ถูกคนชั่วช้าข้างนอกจับมาเหมือนกับพวกเขา ทว่าเพียงไม่นานพวกเขาก็พบว่านางไม่ได้ถูกมัดแขนและขาเอาไว้แต่อย่างใด
เฟิ่งสือจิ่นฉุกคิดขึ้นมาได้ ในงานเทศกาล องค์ชายสองบอกว่าเขากำลังสืบคดีหนึ่งอยู่ ในคดีนั้น มีชายคนหนึ่งหายตัวไปอย่างปริศนา และถูกนำมาขายต่อในภายหลัง ไม่ต้องสงสัยเลย ตอนนี้ นางหลงเข้ามาในเรือโจรโดยบังเอิญ และหลิวอวิ๋นชูก็เป็หนึ่งในเป้าหมายของโจรกลุ่มนี้ด้วย เฟิ่งสือจิ่นเดินเข้าไปในห้อง และเริ่มมองหน้าของชายหนุ่มทั้งหลายอย่างละเอียด แต่เมื่อหาจนทั่วห้องแล้วก็ยังไม่เจอตัวหลิวอวิ๋นชูอยู่ดี
ดูท่าหลิวอวิ๋นชูจะไม่ได้อยู่ในห้องนี้ แต่นางมั่นใจว่าหลิวอวิ๋นชูต้องอยู่ในเรือลำนี้อย่างแน่นอน เฟิ่งสือจิ่นต้องหาตัวเขาให้เจอก่อนที่เรือลำนี้จะเดินทางออกจากท่าเรือ
แต่ในตอนที่นางหมุนตัว เตรียมจะเดินจากไป จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งยื่นเข้ามาดึงชายเสื้อของเฟิ่งสือจิ่นเอาไว้ นางหันกลับไปมองเ้าของมือ ชายคนนั้นส่งเสียงอู้อี้ออกมาไม่หยุด เมื่อเฟิ่งสือจิ่นดึงผ้าที่ยัดอยู่ในปากของเขาออกมา ชายคนนั้นก็รีบโพล่งขึ้น “ได้โปรด ช่วยพวกเราด้วยเถอะ...”
เฟิ่งสือจิ่นนึกลังเลอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดก็แก้มัดที่มือให้เขา เมื่อทำเสร็จก็เตรียมจะเดินออกไปจากห้องทันที ดูเหมือนชายคนนี้จะมีอายุมากที่สุดในนี้ เมื่อแก้มัดให้เขาแล้ว เขาคงจะไปช่วยคนอื่นๆ ต่อเอง ส่วนเื่ต่อจากนี้ ไม่ว่าจะหนีหรือจะทำอย่างไรต่อไปก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพวกเขาเองแล้ว เฟิ่งสือจิ่นเป็ห่วงแต่หลิวอวิ๋นชู ไม่มีเวลามาช่วยพวกเขาหรอกนะ
แต่เมื่อเดินไปจนถึงหน้าประตูเฟิ่งสือจิ่นก็ชะงักลงอีกครั้ง นางหันกลับมาถามชายคนนั้น “มีชายหน้าตาดีคนหนึ่งถูกจับขึ้นมาบนเรือนี้ เขามีอายุพอๆ กับเ้า รู้ไหมว่าเขาอยู่ที่ไหน?”
ชายคนนั้นส่ายหน้า “พวกเราถูกขังอยู่ในห้องนี้หลายวันแล้ว มีแค่คนข้างนอกที่จะเข้ามาในนี้ได้ แต่พวกเรามองไม่เห็น และไม่รู้หรอกว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง และไม่รู้ด้วยว่าคุณชายที่เ้าหมายถึงอยู่ที่ใด” เขาลังเลเล็กน้อย “แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?”
ชายคนนั้นพูดต่อ “ดูเหมือนห้องสุดท้ายของทางเดินจะเป็ห้องของหัวหน้าโจร ข้าได้ยินแว่วๆ ตอนที่คนพวกนั้นเดินผ่าน ดูเหมือนหัวหน้าโจรใจโฉดคนนั้นจะจับตัวชายคนหนึ่งขึ้นมาบนเรือเพื่อ...” พูดมาถึงตรงนี้ แววตาของเขาก็ประหลาดไปจากเดิม และเริ่มมีท่าทีอึกอักขึ้นมาอีกครั้ง
เฟิ่งสือจิ่นไม่มีเวลามาแกะความหมายในแววตาของเขา นางรีบเดินออกไปจากห้องและปิดประตูลงอีกครั้ง จากนั้นก็ย่องไปที่ห้องซึ่งอยู่สุดทางเดินตามที่ชายคนนั้นบอกทันที
อาจเพราะทุกคนบนเรือลงไปยกของกันหมดแล้ว ที่หน้าห้องจึงไม่มีคนเฝ้ายามแม้แต่คนเดียว ห้องเบื้องหน้ามีแสงสว่างไสว แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้เฟิ่งสือจิ่นจึงพบว่าเบื้องหน้าไม่มีประตูแต่อย่างใด หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ประตูห้องไม่ได้อยู่ทางนี้นั่นเอง เบื้องหน้านางมีหน้าต่างอยู่เพียงบานเดียว แถมหน้าต่างยังปิดสนิท มีแค่แสงอ่อนๆ เท่านั้นที่เล็ดลอดออกมาจากซอกหน้าต่าง เส้นแสงส่องออกมาเป็แนวตารางตามลวดลายบนหน้าต่าง และทาบฉาบลงบนใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นอย่างเลือนราง สิ่งที่หุ้มหน้าต่างเอาไว้เป็ผ้าม่านหนาทึบที่มีราคาแพง เฟิ่งสือจิ่นที่อยู่ข้างนอกจึงไม่สามารถมองทะลุเข้าไปด้านในได้
เฟิ่งสือจิ่นดันหน้าต่างตรงหน้าหลายครั้ง พบว่ามันถูกเชือดมัดเอาไว้อย่างแ่าจากภายในห้อง หลังครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง นางก็หยิบกริชคู่กายออกมาจากหน้าอก แล้วกรีดลงบนผ้าม่านที่ห่อหุ้มบานหน้าต่างเอาไว้ทันที เมื่อทำเสร็จจึงทอดมองเข้าไปในนั้น...
