ฉู่อวี้ส่งยิ้มให้กับกู้โยวหนิงพร้อมทั้งเอ่ย “ลืมที่ข้าเพิ่งจะบอกเ้าเมื่อครู่แล้วหรือไร ต่อจากนี้ห้ามเ้าเรียกข้าว่าท่านอ๋อง”
กู้โยวหนิงใบหน้าแดงก่ำเมื่อได้เห็นรอยยิ้มเช่นนั้นของท่านอ๋อง เอาแต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความกังวล จากนั้นก็กระแอมออกมา “เกรงว่าจะไม่ดีนะขอรับ”
“จะไม่ดีได้อย่างไร ไหนเ้าลองเรียกดูสักครั้งสิ” ฉู่อวี้กอดอกพิงรถม้า ใบหน้าเปื้อนยิ้ม สายตาจับจ้องไปยังกู้โยวหนิงที่กำลังตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก
กู้โยวหนิงทบทวนเื่ทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ท่านอ๋องพูดถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าเขายังไม่ยอมเปลี่ยนสรรพนามตามที่ท่านอ๋องบอก คงจะดูเป็คนที่ไม่รู้จักหาวิธีเอาตัวรอดให้ตัวเองเท่าไร แต่ถึงอย่างไรเขายังก็รู้ดีว่าการแบ่งชนชั้นในยุคนี้เคร่งครัดมากขนาดไหน...ทว่าเมื่อเขามองฉู่อวี้ที่กำลังส่งยิ้มหวานมาให้ก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอาวะ ในเมื่อเป็พันธมิตรกันแล้ว อย่างไรในวันข้างหน้าก็ยังต้องพึ่งท่านอ๋องอยู่ดี จะให้เรียกอะไรก็เรียกๆ ไปเถอะ
กู้โยวหนิงกระแอมไอกลบเกลื่อนอีกครั้ง เงยหน้ามองฉู่อวี้แล้วเอ่ยอย่างอึกอัก “พะๆๆ...พะๆๆ...”
ฉู่อวี้ผู้เก็บซ่อนความคิดชั่วร้ายเดินเข้าไปประชิดกู้โยวหนิง จากนั้นก้มลงกระซิบข้างใบหูเล็ก “พี่อะไร เ้ารีบเอ่ยออกมาสิ”
ทันทีที่ลมหายใจร้อนของฉู่อวี้กระทบลงบนใบหู ความรู้สึกจั๊กจี้ทำให้ต้องเบี่ยงตัวหลบอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อหันหน้ากลับไปพลันพบว่าใบหน้าอันหล่อเหลาของฉู่อวี้อยู่ไม่ไกลจากตนสักนิด ชั่วพริบตาเดียวใบหน้าหวานแดงก่ำเสียยิ่งกว่าเดิม เปล่งเสียงเรียกพี่หกอย่างแ่เบาแล้วหันหลังวิ่งเข้าจวนไปอย่างรวดเร็ว
ฉู่อวี้หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างอดไม่ได้ ความงามของมวลดอกไม้ในเดือนสามเหล่านี้ ช่างเทียบไม่ติดแม้แต่เศษเสี้ยวความงามของดวงตากู้โยวหนิง
เจียนอวี่ยืนนิ่ง ตกตะลึงจนถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อได้สติกลับมาถึงได้รีบวิ่งตามหลังกู้โยวหนิงไป
เหลือไว้เพียงเหวินอ๋องที่ยังยืนอยู่ที่เดิม แววตาแสดงออกถึงความหลงใหล จับจ้องไปยังเื้ัของหนุ่มน้อยผู้สวมอาภรณ์สีขาวที่กำลังพลิ้วไหวตามแรงลมตรงหน้า
กู้โยวหนิงทั้งวิ่งทั้งเอามือกุมใบหน้าเห่อร้อนของตน ภายในใจหวนนึกถึงแต่ััจากลมหายใจร้อนของท่านอ๋องเมื่อครู่ คนคนนี้นี่มัน...
กู้โยวหนิงก้มหน้าก้มตาวิ่งลูกเดียว เมื่อฮูหยินแซ่หลี่ได้ยินว่ากู้โยวหนิงออกไปเที่ยวเล่นมาทั้งวัน แต่เมื่อครู่กลับมีรถม้าของเชื้อพระวงศ์มาส่งถึงหน้าจวน ด้วยความเร่งรีบออกมาเพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้คนทั้งสองที่ต่างไม่ทันระวังชนกันเข้าพอดี
เด็กรับใช้ข้างกายฮูหยินสกุลหลี่ร้องะโเสียงดังทันใด ประเดี๋ยวะโเรียกฮูหยิน ประเดี๋ยวะโเรียกท่านหมอจนเกิดเป็ความวุ่นวาย
มีเพียงเจียนอวี่ที่รีบร้อนเข้ามาประคองกู้โยวหนิงลุกขึ้น กู้โยวหนิงโดนชนจนถึงกับมึนหัว พอตั้งสติได้ถึงรู้ว่าวิ่งชนฮูหยินของจวนเข้าอย่างจังเสียแล้ว หากเป็เมื่อก่อนเขาคงจะรีบคุกเข่ารับผิดในทันที และไม่มีทางได้รับการให้อภัยอย่างมีเมตตาแน่นอน มิหนำซ้ำยังจะถูกทำโทษเสียด้วยซ้ำ ทว่าในวันนี้กู้โยวหนิงคือว่าที่พระชายา ทั้งยังเป็ที่พอใจของเหวินอ๋อง ดังนั้นคนทั้งจวนจึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ในยามนี้ดี
กู้โยวหนิงปัดฝุ่นออกจากอาภรณ์ เงยหน้ามองฮูหยินแซ่หลี่ที่กำลังถูกประคองลุกขึ้น ใบหน้ากู้โยวหนิงแสดงออกถึงความรังเกียจอย่างชัดเจน เขาไม่เคยมีความทรงจำอันดีกับฮูหยินแซ่หลี่เเม้แต่นิด อย่างแรกนางไม่ใช่มารดาแท้ๆ ของเขา อย่างที่สองนางเป็สตรีที่น่ารังเกียจยิ่งนัก คอยแต่จะหาเื่เขาไม่เว้นวัน เพราะเหตุนี้เขาถึงเกลียดนางมาแต่ไหนแต่ไร ทว่าบริเวณนี้มีผู้คนอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม เขายังจำเป็รักษาหน้านางเอาไว้ หากเกิดมีเื่ที่เขาไม่เคารพฮูหยินแพร่งพรายออกไป จะเป็ที่ครหาของผู้คนได้ในภายหลัง
กู้โยวหนิงเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้านาง จากนั้นก็โค้งกายคำนับ “ท่านแม่ไม่เป็อะไรใช่ไหมขอรับ เป็โยวหนิงที่ไม่ทันระวังเอง”
“เฮอะ!” ฮูหยินแซ่หลี่กำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น นางได้แต่ขมวดคิ้วและขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หากเป็แต่ก่อน นางจะลงโทษกู้โยวหนิงอย่างสาสมแน่นอน แต่ในยามนี้ต่างออกไป ฮูหยินผู้นี้ที่ถือดีว่าตนเกิดมาดีเลิศกว่าผู้อื่นนัก ต่อให้ไม่สามารถใช้กฎบ้านลงโทษกู้โยวหนิงได้ นางก็ยังใช้คำพูดถากถางกู้โยวหนิงได้อยู่ดี “การคำนับนี้ของเ้า ข้าคงจะรับไว้ไม่ได้ ยามนี้ทั้งฉางอันต่างรู้กันให้ทั่วว่าตระกูลกู้ของเรามีผู้มีความสามารถถือกำเนิดขึ้น คุณชายห้าเป็ถึงพระชายาที่เหวินอ๋องโปรดปรานอันดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็เถอะ หากเปลี่ยนจากตระกูลกู้แสนสูงส่งของเราเป็ตระกูลทั่วไป ไม่แน่ว่าหลังจากแต่งเข้าจวนไป คงจะเป็ได้เพียงบุรุษที่ไม่มีค่าพอจะได้รับการโปรดปรานเท่านั้น!”
คำพูดเหล่านี้ของฮูหยินหลี่แท้จริงแล้ว้าเย้ยหยันเขา เป็ถึงบุรุษกลับต้องแต่งไปเป็ภรรยาของบุรุษอีกผู้หนึ่ง ช่างเป็เื่เสื่อมเสียเกียรติยศ แม้ขนบธรรมเนียมประเพณีของรัฐจาวจะเป็เช่นนี้ แต่ก็ยังทำให้เขารู้สึกอดสูจนถึงกับพูดไม่ออกอยู่ดี
กู้โยวหนิงแค่นหัวเราะเสียงเย็นครู่หนึ่ง ค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้ฮูหยินแซ่หลี่ ทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความดุดันแต่ยังคงความสง่างาม กู้โยวหนิงในยามนี้เปรียบได้กับกระบี่เล่มงามล้ำค่าที่เย็นะเืใต้แสงจันทร์ ช่างงดงามและดุดันจนไม่มีผู้ใดกล้าสบสายตา
“ในเมื่อท่านแม่ทราบดีว่าข้าคือพระชายาที่เหวินอ๋องโปรดปรานเป็อย่างมาก ไยท่านถึงยังเดินไม่ระวัง ท่านชนข้าเช่นนี้ก็เท่ากับชนเหวินอ๋อง เช่นนี้แล้วจะเป็ท่านแม่ หรือว่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่จะรับผิดชอบโทษทัณฑ์นี้ขอรับ?”
ฮูหยินแซ่หลี่ตกตะลึง นางไม่เคยคิดมาก่อนว่ากู้โยวหนิงที่เดิมทีไม่มีปากเสียง ยามนี้จะกล้าหยิบยกอำนาจของเหวินอ๋องข่มขู่ตน นางคือฮูหยินของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย เคยแต่กดขี่ผู้อื่น ครั้นได้ฟังกู้โยวหนิงเอ่ยเช่นนั้นพลันเกิดโทสะจนสั่นไปทั้งร่าง ชี้นิ้วไปทางกู้โยวหนิงแล้วร้องโวยวายเสียงดัง “ช่างบังอาจนัก ยังไม่ทันได้เข้าพิธีอภิเษก เ้าก็กล้าวางอำนาจบาตรใหญ่เช่นนี้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หากแต่งเข้าจวนอ๋องไปแล้วคงยากที่จะจัดการได้ พวกเ้ามาจับเ้าคนอกตัญญูผู้นี้ไว้ให้ข้าเดี๋ยวนี้ หากไม่สั่งสอนให้หลาบจำเสียหน่อย เกรงว่าวันข้างหน้าหลังเ้าแต่งเข้าจวนอ๋องไป คงต้องทำให้ตระกูลกู้ของพวกเราอับอายอย่างแน่นอน”
......
กู้ถิงเพิ่งจะลงจากเกี้ยวตรงหน้าจวน ครั้นเดินมาถึงประตูจวนก็พบกับผู้ดูแลจวนที่รีบร้อนเข้ามารายงาน
“นายท่านขอรับ เกิดเื่ขึ้นแล้วขอรับ คุณชายห้าชนฮูหยินเพราะไม่ทันระวัง ยามนี้ฮูหยินกำลังจะจับคุณชายไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน แต่คุณชายห้าไม่ยอมจนวิวาทกันแล้วขอรับ”
พ่อบ้านทั้งพูดทั้งเดินอย่างรีบร้อนอยู่ข้างกายกู้ถิง กู้ถิงเมื่อได้ยินดังนั้นจึงเร่งฝีเท้าทันที หลายวันมานี้เขารู้สึกเหนื่อยใจกับข่าวลือไม่น้อย ในท้องพระโรงยังมีอัครเสนาบดีฝ่ายขวาคอยแสดงสีหน้าเยาะเย้ยใส่ตลอดเวลา เดิมทีไม่สบายใจอยู่แล้ว เมื่อมาได้ยินว่าในจวนเกิดเื่เช่นนี้อีก เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองแก่ชรากว่าเดิมอยู่หลายเท่าตัว
ครั้นเข้ามาถึงภายในจวน หลังจากได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้เขาเหลืออด เด็กรับใช้เกือบสิบคนพยายามล้อมกู้โยวหนิงและพยายามจะจับตัวเอาไว้ แต่กู้โยวหนิงไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ราวกับคนเสียสติ ฮูหยินสกุลหลี่เมื่อเห็นกู้ถิงกลับมาจึงล้มลงนั่งร้องห่มร้องไห้อยู่บนพื้น
“หยุดเดี๋ยวนี้ สร้างเื่วุ่นวายอะไรกัน ยามนี้ยังอับอายไม่พอหรืออย่างไร!”
กู้ถิงมีตำแหน่งเป็อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายและเป็ขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้ ย่อมต้องมีอำนาจและความน่าเกรงขามไม่น้อย เมื่อะโออกไปเช่นนั้น ผู้คนในจวนต่างพากันหยุดชะงักทันที กู้โยวหนิงผลักผู้คนเ่าั้ออกห่างจากตน แววตาเต็มเปี่ยมด้วยความรังเกียจและเหยียดหยาม จดจ้องไปยังฮูหยินแซ่หลี่ที่นั่งอยู่บนพื้นด้วยความโกรธเคือง
กู้ถิงรับรู้ถึงสิ่งที่สื่อออกทางสายตาของกู้โยวหนิงอย่างชัดเจน และแน่นอนว่ากู้โยวหนิงเองก็ไม่ได้คิดจะปกปิดมันเอาไว้แต่ต้น นับั้แ่ตอนที่กู้ถิงตัดสินใจทอดทิ้งและผลักเขาลงขุมนรก ความรู้สึกที่มีต่อบิดาผู้นี้จึงไม่เหลือชิ้นดีอีกต่อไป ในยามนี้ขุมนรกแปรเปลี่ยนเป็สรวง์ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาไม่กี่วันมานี้ไม่ว่าจะเป็การกระทำ หรือแม้แต่ความรู้สึกนึกคิดภายในใจของกู้ถิงและคนในจวน กู้โยวหนิงต่างรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเป็เช่นไร จากที่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่เเล้ว เพราะอย่างนั้น ตอนนี้เขาก็ไม่จำเป็ต้องรักษาหน้าใครอีกต่อไป
“ท่านพี่ ท่านพี่ต้องให้ความเป็ธรรมน้องนะเ้าคะ กู้โยวหนิงไม่ทันระวังถึงวิ่งชนน้อง น้องกล่าวตักเตือนไปไม่กี่คำ เพราะเกรงว่าหลังอภิเษกเข้าจวนอ๋องไปแล้วจะยังทำตัวสะเพร่าอีก แต่ว่าเด็กคนนี้กลับกล้าต่อว่าน้อง ไม่เห็นน้องอยู่ในสายตาแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังกล่าวอีกว่าหลังอภิเษกเป็พระชายาเหวินอ๋อง ไม่ว่าผู้ใดในจวนแห่งนี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้” ฮูหยินแซ่หลี่นั่งคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้ากู้ถิง
กู้โยวหนิงถ่มน้ำลายอยู่ในใจ ผู้หญิงคนนี้ร้ายกายมาก คนอื่นถ้าจะฟ้องก็ใส่สีตีไข่แค่ไม่กี่ประโยค แต่นี่นางกลับพูดจาโกหกออกมาหน้าตาเฉย มารดานางเถอะ ั้แ่เขาเข้าประตูจวนมาจนถึงตอนนี้เพิ่งจะได้พูดแค่สองประโยคเอง!
กู้ถิงจ้องไปทางกู้โยวหนิง “เ้ายังไม่รีบคุกเข่าลงอีก!”
กู้โยวหนิงแค่นหัวเราะเสียงเย็น เอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก “ลูกไม่มีความผิด เหตุใดลูกจึงต้องคุกเข่า?”
“เ้า...” กู้ถิงโมโหอยู่ไม่น้อย “ยามนี้เ้ายังไม่ใช่พระชายาของเหวินอ๋อง ถึงแม้ภายหน้าเ้าจะได้เป็พระชายาเหวินอ๋อง แต่ข้าก็ยังเป็บิดาของเ้า พวกเ้าจับเ้าคนอกตัญญูนี่ไปขังไว้ในห้องเก็บฟืนให้ข้าเดี๋ยวนี้ หากไม่ยอมรับผิด ก็ให้ขังไว้ในนั้นจนกว่าจะถึงวันอภิเษก!”
ไม่มีหนทางอื่นอีก แม้กู้ถิงจะกรุ่นโกรธเพียงใดก็ไม่อาจใช้กฎบ้านลงโทษกู้โยวหนิงได้ หากทุบตีจนมีส่วนไหนาเ็หรือทิ้งร่องรอยเอาไว้ หากวันหน้าถูกท่านอ๋องพบเข้าย่อมไม่ใช่เื่เล็ก และตอนนี้ผู้คนเริ่มพากันกล่าวลับหลังว่าจวนอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายรังแกบุตรชายที่เกิดจากอนุภรรยา
ทันทีที่อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกล่าวจบ เด็กรับใช้จำนวนหนึ่งรีบกรูเข้าไปจับกุมกู้โยวหนิงทันที อาจจะเพราะเมื่อครู่ก่อนกู้ถิงจะกลับมา กู้โยวหนิงใช้กำลังขัดขืนอย่างรุนแรงระดับหนึ่ง ทำให้รอบนี้เด็กรับใช้หนักมืออยู่พอสมควร ผลคือกู้โยวหนิงยังไม่ทันขยับก็ถูกคนเ่าั้ฉุดกระชากลากถูออกไป ขณะถูกลากผ่านหน้าฮูหยินแซ่หลี่ กู้โยวหนิงก็ได้พบกับใบหน้าที่กำลังยกยิ้มพออกพอใจ
กู้โยวหนิงถูกโยนเข้าไปในห้องเก็บฟืน อย่าว่าแต่ที่นอนหรือผ้าห่มสักผืนเลย แม้แต่เสื้อผ้าหนาๆ สักตัวก็ไม่มีให้เขา ในยามนี้คือเดือนสาม่ต้นฤดูใบไม้ผลิ กลางดึกอากาศหนาวอยู่บ้าง เจียนอวี่นั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่นอกประตู โน้มน้าวให้กู้โยวหนิงไปยอมรับผิดกับกู้ถิง แต่ไม่ว่าจะโน้มน้าวอย่างไรกลับไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากภายในห้องเก็บฟืน ตลอดทั้งคืนนั้นกู้โยวหนิงไม่ยอมปริปากเอ่ยแม้คำเดียว
กู้โยวหนิงยังคิดไม่ตกว่าทำไมเขาต้องย้อนมาในยุคสมัยที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือเป็เพราะว่าเขาเคยมีชีวิตอยู่ในสมัยนี้มาก่อน มันเหมือนกับความฝันที่แปลกประหลาด เขาแทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็ใคร ที่จริงแล้วเขาคือกู้โยวหนิง เด็กมหาลัยที่ดวงซวยเจอแต่เื่โชคร้ายตลอด หรือกู้โยวหนิงที่เป็บุตรที่เกิดจากอนุภรรยาของอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งรัฐจาวกันแน่
แต่ไม่ว่าจะอยู่สมัยไหนหรือช่องว่างระหว่างเวลาใด ท้องฟ้าก็ยังคงเหมือนเดิม กู้โยวหนิงยืนอยู่หน้าหน้าต่างห้องเก็บฟืน ใบหน้าเงยขึ้นมองไปยังช่องหน้าต่างคับแคบที่มีแสงสว่างของดวงดาวเล็ดลอดเข้ามา
เสียงร้องไห้ของเจียนอวี่ค่อยๆ เงียบลง อาจเพราะเผลอหลับอยู่ด้านนอกประตูนั่นไปแล้ว เด็กคนนี้ติดตามอยู่ข้างกายเขามานานหลายปี ไม่รู้ว่าเคยถูกคนอื่นรังแกมามากขนาดไหน แต่เด็กคนนี้ก็ไม่เคยตัดพ้อออกมาสักครั้ง คอยอยู่ข้างเขาด้วยความจริงใจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนที่เขาสามารถเชื่อใจและพึ่งพาได้ มีแค่เด็กคนนี้เท่านั้น
ยังมี...เหวินอ๋อง... อ้อมกอดอบอุ่นของท่านอ๋องคนนั้น ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนคนอื่นๆ ตอนนี้เขา...จะกำลังทำอะไรอยู่นะ...
กู้โยวหนิงหัวเราะเยาะตัวเอง ไม่ว่าท่านอ๋องจะทำอะไรอยู่มันก็ไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด เวลาอย่างนี้จะทำอะไรได้นอกจากกำลังนอนหลับอยู่ในจวนอ๋องที่สุขสบายนั่น
ในเวลาเดียวกัน กู้ถิงและฮูหยินแซ่หลี่เตรียมจะเข้านอน ฮูหยินแซ่หลี่นิ่งเงียบคล้ายกับกำลังคิดบางสิ่งขณะช่วยเปลี่ยนชุดให้สามี ทันใดนั้นเอ่ยขึ้นว่า “ท่านพี่ ขังโยวหนิงไว้เช่นนี้ หากวันหน้าเหวินอ๋องรู้เข้าจะไม่ขุ่นเคืองใจหรือเ้าคะ”
“ไม่เป็ไร ขังไว้เพียงไม่กี่วัน สั่งสอนเสียบ้าง จะได้รู้จักเคารพบิดามารดา”
“แต่ว่า...” ฮูหยินแซ่หลี่วางชุดของกู้ถิงลง กล่าวต่อ “แต่โยวหนิงนิสัยดื้อรั้น จะรับรู้ถึงความทุกข์ใจของท่านพี่ไหมเ้าคะ ถึงเวลานั้นเกิดไปฟ้องเหวินอ๋องเข้าจะทำเช่นไรกันดีเ้าคะ?”
“ในยามนี้องค์รัชทายาทเป็ใหญ่แต่เพียงผู้เดียว โอรสพระองค์อื่นไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ผู้ไม่เป็ที่โปรดปรานเช่นเหวินอ๋องยิ่งแล้วใหญ่ ขอเพียงอย่าทำให้องค์รัชทายาทไม่พอพระทัยก็พอ และข้าสั่งสอนบุตรตนเอง เหวินอ๋องเอาผิดอะไรกับข้าได้!”
นางเป็สตรีย่อมไม่เข้าใจเื่ในราชสำนัก แต่เมื่อฟังกู้ถิงกล่าวนี้ก็รู้สึกวางใจอยู่ไม่น้อย
