คนสวมชุดแดงในจอโทรทัศน์จมลงสู่ก้นสระน้ำไปตลอดกาล สีแดงค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทั่วผืนน้ำ
ในตอนนี้ ตงฟางปู๋ป้ายที่รับบทโดยฉินซีได้ตายจากไปแล้ว
ฉินซีพิงร่างอยู่กับหัวเตียง ข้างกายมีเฉินเจวี๋ยนั่งอยู่ ที่น่าแปลกก็คือ เฉินเจวี๋ยดูละครเื่กระบี่เย้ยยุทธจักรเป็เพื่อนเขาจริงๆ รอจนภาพ้าบ่งบอกว่าจบตอนนี้ลง เฉินเจวี๋ยก็ปิดโทรทัศน์โดยไม่ได้สนใจการแสดงบ้าบอของพระนางหลังจากนั้นแม้แต่น้อย ฉินซีไอกระแอมไอเสียงเบา “ผม… ผมแสดงเป็ยังไงบ้างครับ?”
เฉินเจวี๋ยพูดชมอย่างไม่ตระหนี่ “ทักษะการแสดงของนายดีมาก เกิดมาเพื่อเป็นักแสดงจริงๆ”
ใบหน้าของฉินซีกลายเป็แดงก่ำ เพราะยังไม่คุ้นชินกับคำชมคนอื่นด้วยความจริงจังจากปากของเฉินเจวี๋ยผู้นิ่งเฉยนัก
ฉินซีไม่ได้รีบลุกขึ้นจากเตียง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือมาจากหัวเตียง แล้วเปิดเวยป๋อขึ้นมา ก่อนจะพบว่าวันนี้หัวข้อการสนทนาได้เปลี่ยนไปเป็ ‘ตอนจบของกระบี่เย้ยยุทธจักร’ แล้ว ตอนที่ฉินซีเห็นเข้าก็อึ้งไปเล็กน้อย กระบี่เย้ยยุทธจักรยังไม่จบสักหน่อย ทำไมทุกคนต่างพูดถึงตอนจบล่ะ? ฉินซีกดเข้าไปในหัวข้อนั้น แม้เฉินเจวี๋ยจะโอบตัวเขาจากด้านหลัง เขาก็ไม่รู้สึกตัว
หลังจากอ่านเวยป๋อไปหลายโพสต์ ฉินซีก็เข้าใจขึ้นมา
ที่แท้ั้แ่ตอนที่กระบี่เย้ยยุทธจักรออกอากาศ บทบาทตงฟางปู๋ป้ายที่ฉินซีแสดงก็ได้รับความสำคัญยิ่งกว่านางเอก ผู้ชมจำนวนมากต่างเรียกกันว่า ‘นางเอกตัวจริงแห่งกระบี่เย้ยยุทธจักร’ พอเริ่นอิ๋งอิ๋งที่น่าสงสารถูกเถาเซียงแสดงออกมาแบบนั้น ก็กลายเป็นางรองไป เถาเซียงในละครเื่นี้ถูกด่าไปไม่น้อย แต่กลับไม่ได้รับความนิยมเสียเท่าไร ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม่หลังเวลาเถาเซียงเจอฉินซีถึงชักสีหน้าตลอด
และในตอนล่าสุดที่ออกอากาศ ตงฟางปู๋ป้ายก็ได้ตายจากไปแล้ว! แม้จะตายจากไปอย่างงดงาม แต่ก็ตายอยู่ดีนี่! ตอนนี้จึงได้รับหยาดน้ำตาของผู้ชมไปไม่น้อย อีกทั้งแฟนคลับที่ชื่นชอบตงฟางปู๋ป้ายจำนวนไม่น้อย ก็ยังร่ำร้องว่านางเอกที่แท้จริงของกระบี่เย้ยยุทธจักรตายจากไปแล้ว จะยังเล่นต่อไปได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อกระบี่เย้ยยุทธจักรไม่มีตงฟางปู๋ป้ายแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรจากตอนจบ
ตอนที่ฉินซีเห็น แม้จะไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อดกลั้นความสุขในใจเอาไว้ไม่ได้
ไม่ว่าอย่างไร แฟนคลับเหล่านี้ก็กำลังชื่นชอบการแสดงของเขา ชื่นชอบตัวละครที่เขาเล่น สำหรับนักแสดงคนหนึ่งแล้ว มันถือเป็คำชมที่ดีมาก
เฉินเจวี๋ยยื่นหัวออกมาจากด้านหลังของเขา ก่อนจะมองหน้าจอโทรศัพท์เล็กน้อย หลังจากนั้นก็ยื่นมือมาจับคางอีกฝ่ายเอาไว้ “หืม? นางเอกตัวจริง...”
ใบหน้าของฉินซีแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เขารีบผลักตัวเฉินเจวี๋ยออก ก่อนจะพลิกตัวลงจากเตียงเข้าไปในห้องน้ำ
เฉินเจวี๋ยมองแผ่นหลังของฉินซีที่กำลังเข้าไปในห้องน้ำ ก่อนจะต้องลูบไล้ฝ่ามืออย่างอดไม่ได้ แน่นอนว่าฉินซีไม่ได้รู้เลยว่า เฉินเจวี๋ยเกิดความรู้สึกกับเขาขึ้นมาในตอนที่ได้เห็นเขาแสดงบทบาทตงฟางปู๋ป้าย เฉินเจวี๋ยไม่ได้ต่างอะไรจากผู้ชมเ่าั้ ในสายตาของเขา ตงฟางปู๋ป้ายที่แสดงโดยฉินซีงดงามที่สุดในเื่ และไม่มีใครเทียบได้
เมื่อฉินซีเข้ามาในห้องน้ำแล้ว เขาก็โพสต์เวยป๋อปลอบประโลมเหล่าแฟนคลับที่เสียใจกับการจากไปของตงฟางปู๋ป้าย
พอเขาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็พบว่ามีแฟนคลับจำนวนไม่น้อยถามเขาว่าทำไมไม่เห็นเขาตอบโต้อะไรกับลิ่งหูชงเลยด้านล่างโพสต์เวยป๋อนั้น
ฉินซีคิดๆ ไป เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเหล่าแฟนคลับหมายถึงเจี่ยงถิงเฟิง แต่เขากับเจี่ยงถิงเฟิงไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้ว เจี่ยงถิงเฟิงจงใจหลบเลี่ยงเขา เขาเองก็ไม่มีทางเป็ฝ่ายเข้าหาก่อน ที่เป็แบบนี้ก็ดีมากอยู่แล้ว เขามองข้ามคอมเมนต์เ่าั้ไป ก่อนจะปิดหน้าเวยป๋อลง
ฉินซีไม่รู้เลยว่า อีกฝั่งหนึ่งของเมืองนี้ ้าคอนโดหรูมีชายวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น ข้างมือมีขวดเบียร์วางอยู่หลายขวด สายตาของเขามองไปยังภาพการจากไปของตงฟางปู๋ป้ายบนจอโทรทัศน์อย่างล่องลอยครั้งแล้วครั้งเล่า...
“ฉินซี… แม้นายจะมีชีวิตอยู่ นายก็ไม่ใช่ของฉัน...” เขาเค้นเสียงหัวเราะ จากนั้นก็ยกขวดเบียร์กระดกเข้าปาก โทรศัพท์มือถือของเขาสั่นอยู่บนพื้น ้าปรากฏชื่อหนึ่งขึ้น หากมีคนอื่นอยู่ที่นี่ด้วยก็คงต้องใเมื่อพบว่า มันคือเสี่ยวฮวาตันของบริษัทละครโทรทัศน์และภาพยนตร์หมางกั่ว
…...
ในตอนที่ความนิยมของฉินซีเพิ่มขึ้นไม่มีตก เขาก็จะได้ยินเสียงเตือนดัง ‘ติ้งๆ’ ขึ้นในหัวทั้งเช้าและเย็นของทุกวัน เมื่อเขาเปิดเวยป๋อดูจำนวนแฟนคลับ ก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นว่ายอดแฟนคลับทะลุ 500,000 กว่าแล้ว สำหรับคนหน้าใหม่ นี่ถือเป็จำนวนที่เยอะมาก อย่างไรก็ไม่รู้ว่ามีนักแสดงที่ทักษะการแสดงดี แต่ไม่โด่งดัง ดังนั้นแม้จะทำงานมาหลายปี แต่ยอดแฟนคลับในเวยป๋อกลับมีแค่ไม่กี่แสนอยู่ตั้งมากมายเท่าไร
ฉินซีพึงพอใจแล้ว และเขาก็ใช้อารมณ์เช่นนี้จดจำเนื้อหาของบทเื่ต้นกล้าลงในสมองอย่างมีประสิทธิภาพ
การแสดงละครนั้นไม่ใช่แค่ตัวเองคิดไตร่ตรองก็เพียงพอ ฉินซีรู้ว่าตัวนักแสดงจะต้องมีประสบการณ์ด้วย ถ้าประสบการณ์ไม่เพียงพอ ก็คงไม่สามารถแสดงบทบาทออกมาให้ดีได้ ดังนั้นหลังจากขออนุญาตเฉินเจวี๋ยแล้ว ฉินซีก็ให้คนขับคอยติดตามอยู่ห่างๆ ส่วนตัวเองก็ไปเดินเล่นอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลจากตัวเมืองหนิงชื่อเสียหน่อย
การจะแสดงบทบาทเด็กที่ออกมาจากป่าเขาคนหนึ่ง วิธีการที่จะเข้าใจได้เร็วที่สุดก็คือการไปสำรวจอย่างใกล้ชิด ฉินซีไม่สามารถเข้าไปในเขตป่าได้ในทันที แต่เขากลับสามารถเรียนรู้คร่าวๆ ได้ว่า คนที่ยากจนจะมีความเศร้าใจและทุกข์ยากอย่างไร หรือในสภาพแวดล้อมแบบนั้น คนส่วนมากจะมีความรู้สึกแบบใด หลังจากกลับมาจากหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ฉินซีก็รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินจนขาแทบหัก
เขาพบว่าความจริงการตอบโต้กับแฟนคลับบนเวยป๋อบ่อยๆ เป็วิธีการดึงดูดแฟนคลับอย่างหนึ่ง ฉินซีจึงไม่ได้นานๆ ทีโพสต์เวยป๋อครั้งเช่นเดิม ระหว่างทางกลับ เขาถ่ายรูปโพสต์ลงในเวยป๋อว่า ‘วันนี้ไปเรียนรู้การแสดงมาครับ ได้เรียนรู้อะไรที่คาดไม่ถึงเยอะเลย เพียงแต่ตอนกลับ ผมก็เริ่มมีสภาพเหมือนคนเก็บขยะแล้ว’
เมื่อแฟนคลับเห็นฉินซีโพสต์เวยป๋อถี่แบบนี้ก็ประหลาดใจอยู่บ้าง และพากันมาแสดงความเห็นว่า ฉินซีน่าเอ็นดูมาก แถมยังถามอย่างสนใจว่า เขาไปเรียนการแสดงอะไร? ไปถึงที่ไหนทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ได้
ระหว่างทางกลับ ฉินซีได้รับโทรศัพท์จากแม่ของตัวเองอย่างเมิ่งหลิง
เดิมทีเขากำลังเลื่อนอ่านคอมเมนต์ในเวยป๋ออยู่ พอตอนนั้นมือถือสั่นขึ้นมา เขาก็เกือบกดโดนปุ่มวางสายไป
“ครับ แม่”
“ลูกอยู่ที่เมืองหนิงชื่อหรือเปล่า? ถ้าลูกไม่ยุ่งละก็ ช่วยไปรับพี่สาวที่เป็ญาติของเราหน่อยได้ไหม?” เมิ่งหลิงพูดขึ้นผ่านสายโทรศัพท์
“ญาติเหรอครับ?” ฉินซีนิ่งไป ผ่านไปสักพักถึงนึกขึ้นมาได้ว่า เมิ่งหลิงกำลังพูดถึงลูกสาวของอาอย่างเมิ่งเจียวอยู่
“อืม เธอเพิ่งจะออกมาจากมหาวิทยาลัยน่ะ มหาวิทยาลัยที่เธออยู่ไม่ได้อยู่นอกเมืองเหรอ? หารถนั่งมายากนะ ลูกไปรับเธอหน่อย”
ฉินซีมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ก่อนจะพบว่าตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มหยุดกันแล้ว ปีใหม่จะมาถึงแล้ว! เขาเผลอลืมเื่ใหญ่ขนาดนี้ไปเสียได้ ฉินซีรีบตอบรับไป “ครับ ไม่มีปัญหา ผมจะไปรับพี่เอง”
ฉินซีบอกที่อยู่กับคนขับอีกครั้ง แต่พอเขามองไปที่การแต่งกายของตัวเองแล้วก็รู้สึกอายขึ้นมาเล็กน้อย เขาเพิ่งออกมาจากหมู่บ้านเล็กๆ นั่น เสื้อผ้าบนตัวยังเต็มไปด้วยฝุ่น แถมยังยับย่น ทรงผมก็ค่อนข้างยุ่งเหยิง ฉินซีถอนหายใจออกมา นี่คงจะเป็ครั้งที่สะบักสะบอมที่สุดั้แ่เป็ดารามาเลย
เนื่องจากเดิมที ฉินซีก็กำลังขับรถจากนอกเมืองเข้าไปสู่ตัวเมืองอยู่แล้ว ดังนั้นเพียงไม่นาน เขาก็มาถึงมหาวิทยาลัยของเมิ่งเจียว
เมิ่งเจียวเป็นักศึกษาปีสามของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ที่นี่ถือเป็มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงชั้นนำของเมืองหนิงชื่อ เพียงแต่ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ ฉินซีก็สอบเข้าที่นี่ไม่ติด คนขับรถพาเขามารออยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย รออยู่ประมาณ 20 นาทีก็เริ่มเห็นนักศึกษาทยอยถือกระเป๋าสัมภาระเดินออกมา หน้าประตูมหาวิทยาลัยมีรถหรูจอดอยู่ไม่น้อย รถของฉินซีเองก็ไม่ถือว่าดึงดูดสายตานัก เขาคิดๆ อยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจลงจากรถเพื่อไปรอเมิ่งเจียว ในตอนที่คนเยอะจะได้ไม่คลาดกันไป
แต่เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้สมองของฉินซีทำงานไม่เต็มที่นัก เขาลืมไปแล้วว่าตอนนี้ตัวเองไม่ใช่ฉินซีที่แค่หน้าตาดีเพียงอย่างเดียวแล้ว ตอนนี้เขาเป็ดาราที่โลดแล่นอยู่ในจอโทรทัศน์ รวมทั้งยังมีแฟนคลับเป็กองทัพอีก
เขาเปิดประตูรถออกก้าวขายาวๆ ลงไป ในตอนแรกยังมีคนหันมาสนใจเขาเพียงไม่กี่คน แต่คนที่หน้าตาโดดเด่นแบบนี้ ทั้งยังลงมาจากรถหรู แน่นอนว่าต้องดึงดูดความสนใจจากเด็กสาวมากมาย มีเด็กสาวหลายคนพากันมองมาทางเขา หลังจากนั้นไม่นานก็มีใครไม่รู้ะโเสียงดัง “พระเ้า! นั่นไม่ใช่ฉินซีเหรอ?”
เสียงนี้ดังเข้าไปในกองทัพนักศึกษา และทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไม่น้อย จากนั้นก็มีเด็กสาวหลายคนกรี๊ดออกมา “ฉินซี” ความจริงในเมืองหนิงชื่อมีดาราค่อนข้างเยอะ แต่ฉินซีเพิ่งจะตายจากไปในจอโทรทัศน์ ดังนั้นเมื่อมีคนเจอเขาในโลกแห่งความจริง มันก็เกิดความตื่นเต้นที่ไม่สามารถอธิบายได้ขึ้นมา
ฉินซีที่ติดแหง็กอยู่บริเวณลานจอดรถก็รู้สึกอับอายขึ้นมาทันที แต่เขาก็รู้สึกขอบคุณรถพวกนี้ เพราะไม่อย่างนั้นเขาคงถูกกลุ่มคนรุมเข้ามาแล้วแน่ มีเด็กสาวที่เคลื่อนไหวค่อนข้างรวดเร็วรีบเบียดเข้ามา จากนั้นก็ควักปากกาเมจิกส่งมาให้เขา “ฉินซี! ฉินซี! ช่วยเซ็นให้หน่อยค่ะ! เซ็นลงบนเสื้อเลยค่ะ!”
ฉินซีรับปากกามาด้วยความอึดอัด “อันนี้ เกรงว่าจะซักยากนะครับ...”
“จะยังซักอะไรอีกล่ะคะ? ลายเซ็นของเทพบุตร ฉันต้องเอาไปกอดบูชาทุกวันสิคะ”
ฉินซีถูกเด็กสาวคนนี้ทำเอาหลุดขำเล็กน้อย เขาหยิบปากกาเซ็นลงไปอย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้ว หลังจากดารามีชื่อเสียงขึ้นมา ผู้จัดการก็จะรับผิดชอบหานักเขียนลายมือมาออกแบบลายเซ็นที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ให้ แต่เดิมทีหยางจื้อก็ไม่ได้สนใจฉินซี และเมื่อชาติก่อนก็เคยมีคนออกแบบให้ฉินซีเอาไว้แล้ว ดังนั้นตอนนี้ลายเซ็นของเขาจึงค่อนข้างมีรูปแบบอยู่
เมิ่งเจียวค่อยๆ เดินออกมาจากมหาวิทยาลัยพร้อมเพื่อนสนิท ยังไม่ทันถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงกรี๊ดดังขึ้น เพื่อนสนิทคนหนึ่งของเธอพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “คงจะมีดาราอะไรมาที่มหา’ลัยของเราอีกแล้วหรือเปล่า?”
เมิ่งเจียวเองก็ยิ้มตามไปด้วย อยู่ดีๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เมิ่งเจียวรีบหยิบออกมารับสาย “คุณป้า? เอ๋? เอ๋? น้องจะมารับหนูเหรอคะ?” เมิ่งเจียวนิ่งไป หลังจากวางสายแล้ว เธอก็จับบ่าของเพื่อนสนิท “พระเ้า! นั่นมัน น้องชายมารับฉัน!”
เพื่อนสนิทของเธอนิ่งงันไป หลังจากนั้นเหล่าเด็กสาวก็รีบวิ่งออกไปด้านนอก หลังจากเมิ่งเจียววิ่งเข้าไปใกล้ ก็พบว่าเดิมทีตัวเธอไม่มีทางเข้าใกล้กลุ่มคนเ่าั้ได้เลย เพราะถึงอย่างไรด้านนอกก็มีทั้งรถและคนขวางอยู่
คนขับรถถึงกับต้องลงมาช่วยกันแฟนคลับให้
ฉินซีเองก็ไม่สามารถถ่ายรูปคู่หรือแจกลายเซ็นต่อได้แล้ว อย่างไรวันนี้เขาก็ไม่ได้มาแจกลายเซ็น ดังนั้นฉินซีจึงทำได้เพียงพยายามะโขึ้นมา “เพื่อนๆ ด้านหลังอย่าดันกันเข้ามาอีกนะครับ ถ้าเบียดเข้ามามากกว่านี้ ผมก็คงได้กลายเป็ขนมปังแผ่นแน่ครับ”
เหล่าแฟนคลับหัวเราะเฮฮา จากนั้นก็รีบพูดขึ้น “อย่าเบียดเข้ามา อย่าเบียดเข้ามา อาการาเ็ของฉินซีเพิ่งจะหายดีนะ...”
ตอนนี้ฉินซีเองก็ดีใจขึ้นมาเล็กน้อย โชคดีที่อาการาเ็ของเขาเพิ่งจะหายดี เหล่าแฟนคลับจึงค่อนข้างกลัว
ในตอนนั้นทุกคนจึงไม่ได้เบียดเข้ามาแล้ว ฉินซีถอนหายใจก่อนจะรีบพูดทั้งรอยยิ้ม “ทุกคนรีบกลับบ้านเถอะครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ ผมคงจะแจกลายเซ็นให้ต่อไม่ได้แล้ว ยังไงวันนี้ผมก็มารับคนน่ะครับ”
ผลคือทุกคนยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก “คงไม่ได้มารับแฟนสาวใช่ไหม?”
ฉินซีไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ไม่ใช่แฟนสาวครับ...”
ในที่สุดตอนนี้เมิ่งเจียวก็สามารถเบียดตัวเข้ามาจนได้ ในตอนที่เธอกำลังจะพุ่งตัวเข้าไป ก็ถูกกลุ่มคนขวางเอาไว้เสียก่อน พอฉินซีหันไปมอง ก็รีบพูดขึ้น “คนที่ผมมารับ เขามาถึงแล้ว เอาไว้เจอกันนะครับทุกคน”
คนขับรถรีบเอ่ยขอโทษเมิ่งเจียว หลังจากนั้นก็เปิดประตูขึ้นรถ ฉินซีเองก็รีบพาเมิ่งเจียวขึ้นรถตามไป เมิ่งเจียวจับแขนของฉินซีแน่น ใบหน้าของเธอปรากฏความภูมิใจขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ตอนที่เธอเห็นฉินซีบนหน้าข่าวซุบซิบครั้งแรก ก็รู้แล้วว่า ญาติคนนี้ของเธอไปเป็นักแสดง หลังจากนั้นก็ได้ยินคนที่บ้านบ่นว่าน้องชายคนนี้ทำอะไรไม่เป็ชิ้นเป็อันอยู่หลายครั้ง แต่เธอคิดไม่ถึงเลยว่า น้องชายของเธอจะดังขนาดนี้
“ไปเถอะครับ” ฉินซีชักแขนของตัวเองออกมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า จากนั้นก็พูดขึ้นกับคนขับรถ
สมกับที่คนขับรถถูกจ้างมาด้วยเงินเดือนสูง ไม่นานเขาก็หมุนรถออกมาจากกลุ่มคนที่เบียดเสียด
