ริมถนนข้างบริษัทเจาซีมีรถเก๋งคันหนึ่งจอดอยู่ ชายหญิงคู่หนึ่งมองเย่ฝานและคนอื่นๆ ที่กำลังเดินออกจากบริษัท
“พวกมันออกมาแล้ว เราจะลงมือเลยไหม?” หวงเยว่ถามขึ้น
ฟ่านเฉิงพูดด้วยความลำบากใจว่า “รอดูไปก่อน”
หวงเยว่ขมวดคิ้วพลางพูด “นี่ก็ผ่านไปห้าวันแล้ว ยังจัดการไช่ไซว้ไม่ได้สักที ตอนนี้มันส่งผลกระทบกับชื่อเสียงตำหนักยมทูตของเรามาก!”
“เมื่อวานจอห์นก็โดนฆ่าตายไปแล้ว ถ้าพวกเราตามเข้าไปสมทบก็คงมีจุดจบไม่ดีเหมือนเขา” ฟ่านเฉิงพูด
จอห์นคือนักรบพันธุกรรมพิเศษที่ถูกเย่ฝานฆ่าตาย จอห์นไม่ใช่คนของตำหนักยมทูต แต่เป็นักรบพันธุกรรมพิเศษที่ได้รับการบ่มเพาะและฝึกฝนจากต่างประเทศ องค์กรความสามารถพิเศษของต่างประเทศยอมเสียเงินมหาศาลเพื่อขอให้คนของตำหนักยมทูตช่วยจับเป็ไช่ไซว้ให้พวกเขา หากจับเป็ไม่ได้ก็ให้ฆ่าทิ้ง ความสามารถของจอห์นนั้นไม่ได้แตกต่างจากคนของตำหนักยมทูตมากนัก
หวงเยว่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “แต่ว่าพวกเราไม่ลงมือทำอะไรเลยก็ไม่ได้นะ! อย่างน้อยก่อนที่องค์กรจะส่งยอดฝีมือมา เราก็ควรได้ข้อมูลอะไรกลับไปบ้าง”
ฟ่านเฉิงพยักหน้าแล้วพูดว่า “ตามต่อไป แต่อย่าใกล้เกินไปเชียวล่ะ”
คราวก่อนพวกเขาก็เคยลงมือกับรถของไช่ไซว้ และเคยส่งคนติดตามรถของไช่ไซว้ไป แต่ปรากฏว่ารถที่ตามไช่ไซว้กลับะเิเสียหาย ทำให้ร่างของนักฆ่าระดับป้ายสีเงินสี่คนบนรถถูกแรงะเิจนเละไม่มีชิ้นดี
“ไช่ไซว้เชิญยอดฝีมือที่เก่งกาจขนาดนี้มาจากไหนกันนะ!” หวงเยว่พูดอย่างอดไม่ได้
เดิมทีพวกเขาคิดว่านี่เป็เพียงภารกิจระดับบี แต่ปรากฏว่าจอห์นซึ่งออกโรงไปเมื่อวานนี้ถูกกำจัดไปแล้ว มันบ่งบอกชัดเจนว่าความยากของภารกิจนี้มากมายเพียงใด
“เหมือนเขาจะเป็คนที่ไช่เจิ้นจวิ้นเชิญมา ถ้ารู้อย่างนี้ั้แ่แรก พวกเราไม่ควรปล่อยให้ไช่ไซว้มันมีโอกาสได้พักหายใจเลย น่าจะจัดการไปั้แ่แรก”
“ไม่นึกมาก่อนเลย ว่าเ้าคุณชายรองไช่เจิ้นจวิ้นคนนั้นจะรู้จักกับคนที่เก่งกาจขนาดนี้” ก่อนหน้านี้หวงเยว่เคยดูข้อมูลของไช่เจิ้นจวิ้น จากข้อมูลนั้นแสดงให้เห็นว่าไช่เจิ้นจวิ้นเป็ทายาทรุ่นที่สองของเศรษฐีใหญ่ซึ่งไม่ยอมเรียนรู้อะไรเลย ปกติก็ชอบทำตัวเป็เสือผู้หญิงไปวันๆ ไม่คิดเลยว่าเ้าหมอนั่นจะกลายเป็ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภารกิจครั้งนี้ไม่ราบรื่นไปได้
ไป๋อวิ๋นซีหันกลับไปมองรถที่ตามมาด้านหลัง จากนั้นก็พูดว่า “มีโฟล์คสวาเกนสีขาวสองคันตามเรามา เราขับผ่านถนนมาห้าสายพวกมันก็ตามเรามาตลอด”
“ไหน? อยู่ที่ไหน?” เย่ฝานหันไปมองด้านหลัง เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “อวิ๋นซีนายเก่งมาก ถ้านายไม่บอกฉันก็ยังไม่รู้สึกตัว”
ั้แ่เล็กเขาก็มีความอ่อนไหวกับเื่อันตราย ความสามารถในการสังเกตจึงเหนือกว่าคนทั่วไป
“กล้าสะกดรอยตามคุณชายอย่างฉันเหรอ ไม่เสียดายชีวิตแล้วใช่ไหม” เย่ฝานกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ไป” เย่ฝานปล่อยยันต์ออกไปจำนวนหนึ่ง
หลังจากเย่ฝานโยนยันต์ออกไป เขาก็กลับมานั่งอย่างสงบ
“คราวนี้เป็ยางแตก หรือรถะเิล่ะ?” ไช่ไซว้ถามด้วยความอยากรู้
เย่ฝานกวาดตามองไช่ไซว้ แล้วตอบอย่างดูแคลน “ฉันเป็คนมีความคิดสร้างสรรค์ คงไม่ใช้วิธีการเดิมหรอก”
“แล้ววันนี้นายจะใช้วิธีไหนล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีถามอย่างสนอกสนใจ
“วันนี้ตรงกับเทศกาลจงหยวน! ประตูผีเปิด ยันต์ที่ฉันปล่อยออกไปเมื่อกี้คือยันต์เรียกผี มันจะเรียกผีมาปรากฏตัวให้ฝ่ายตรงข้ามเห็น” เย่ฝานอธิบายด้วยน้ำเสียงร่าเริง
ฟ่านเฉิงขับรถตามอยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นที่กระจกรถก็ปรากฏใบหน้าของผีที่มีเืนองหน้า
ฟ่านเฉิงใสุดขีด หวงเยว่ก็กรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ฟ่านเฉิงเห็นผีเพียงตนเดียว ทว่าหวงเยว่กลับเห็นพวกมันเต็มไปหมด ฟ่านเฉิงไม่สามารถควบคุมรถได้ จึงทำให้รถชนเข้ากับราวกั้นข้างถนน
............................................
เย่ฝานพาไช่ไซว้และไป๋อวิ๋นซีเข้ามาในคฤหาสน์
“คุณชายเย่ คฤหาสน์ของนายตกแต่งได้ไม่เลวเลยนี่!” ไช่ไซว้กล่าวชื่นชมเป็อย่างมาก
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมพูดโอ้อวด “มันแน่นอนอยู่แล้ว อวิ๋นซีเป็คนเชิญช่างเข้ามาออกแบบและตกแต่งให้”
ไช่ไซว้มอไป๋อวิ๋นซีแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยความประหลาดใจ “เป็อย่างนี้นี่เอง”
เขาเองก็คิดอยู่แล้ว รูปแบบการตกแต่งคฤหาสน์หลังนี้ไม่เข้ากับรสนิยมของเย่ฝานเลยสักนิด! คุณชายไป๋มีเื่มากมายให้สะสางในแต่ละวัน แต่ยังมีเวลาติดต่อช่างมาปรับปรุงตกแต่งคฤหาสน์ให้เย่ฝาน ความสัมพันธ์ของสองคนนี้หรือจะเป็จริงอย่างที่ว่า… แต่ดูไปแล้ว สองคนนี้ไม่คู่ควรกันสักนิด!
“อวิ๋นซี นายอยากกินอะไร?” เย่ฝานเปิดตู้เก็บของ ไป๋อวิ๋นซีเห็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยัดอยู่เต็มตู้
“เดี๋ยวฉันจะสั่งอาหารจากข้างนอกเข้ามากิน” ไป๋อวิ๋นซีพูดพลางเหลือบสายตามองบน
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมพูดว่า “อ่อ ก็ดี ความจริงรสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ไม่เลวเลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นายกินอาหารขยะมากขนาดนี้ทุกวัน ระวังจะกลายเป็ขยะเข้าสักวัน!”
เย่ฝานโต้กลับอย่างไม่เห็นด้วย “อัจฉริยะอย่างฉันจะกลายเป็ขยะได้ยังไง? ถ้าฉันเป็ขยะ ทั้งโลกนี้ก็คงมีแต่ขยะ”
ไป๋อวิ๋นซีส่ายหน้า คร้านจะพูดกับเย่ฝานต่อ
ไป๋อวิ๋นซีหันไปมองไช่ไซว้แล้วเอ่ย “คุณชายไช่ คนที่คุณล่วงเกินเขาในครั้งนี้ ภูมิหลังไม่ธรรมดาเลยนะครับ!”
สีหน้าของไช่ไซว้เปลี่ยนไป เขาตอบว่า “ใช่ครับ”
“เย่ฝานไม่สามารถคุ้มครองคุณไปได้ตลอด” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เย่ฝานเขยิบตัวเข้ามาใกล้ แล้วพูดว่า “ถูกต้อง ค่าตัวฉันสูงมากนะ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันยังต้องอยู่เป็เพื่อนอวิ๋นซี ไม่มีเวลาดูแลตัวภาระอย่างคุณไปตลอดหรอกนะ”
ไช่ไซว้ “…”
ไช่ไซว้คิดในใจอยู่ครู่หนึ่งจึงยอมเปิดปากเล่า “คุณชายเย่ นายรู้จักนักรบพันธุกรรมพิเศษไหม?”
“ไม่ค่อยรู้รายละเอียดนัก คุณรู้เหรอ?”
ไช่ไซว้พยักหน้าแล้วตอบว่า “ฉันก็พอรู้อยู่บ้าง ตอนที่ฉันพนันหินอยู่ต่างประเทศ ได้พบกับหินที่มีลักษณะพิเศษจำนวนหนึ่ง มันไม่เหมือนหยก เวลาลูบแล้วจะให้ความรู้สึกเย็นสบายมาก ตอนแรกฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่ต่อมากลับถูกตามฆ่า ฉันมารู้ภายหลังโดยบังเอิญว่าการฝึกฝนและบ่มเพาะนักรบพันธุกรรมพิเศษ น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหยกชนิดนี้”
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “เดี๋ยวนะ หินที่ไม่เหมือนหยก แต่เวลาลูบแล้วรู้สึกดี”
หรือว่าหินที่ไช่ไซว้พูดถึงจะเป็ศิลาปราณ ย้อนไปในภพชาติก่อนเขาเป็ถึงทายาทรุ่นที่สองของสำนักผู้ฝึกตน จึงไม่เคยขาดแคลนศิลาปราณที่เอาไว้ใช้ แต่น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าพลังของศิลาปราณจะสูงเพียงใด เขาก็ไม่สามารถดูดพลังปราณจากมันได้แม้แต่นิดเดียว ในชาตินี้เขาสามารถฝึกตนได้แล้ว ทว่ากลับไม่เห็นวี่แววของศิลาปราณเลย
“คนต่างชาติพวกนั้นจับตามองคุณเพราะ้าของสิ่งนั้นใช่ไหม?” ไปอวิ๋นซีถาม
ไช่ไซว้พยักหน้าแล้วตอบว่า “น่าจะเป็อย่างนั้น เท่าที่ฉันรู้คือคนต่างชาติพวกนั้นจะเอาหินชนิดนี้ไปบดเป็ผง แล้วผสมกับยาชนิดพิเศษอีกหลายชนิด เพื่อใช้มันเพาะเลี้ยงนักรบพันธุกรรมพิเศษ”
เย่ฝานตกตะลึงกับคำพูดของไช่ไซว้ นี่ถึงกับกลืนศิลาปราณเข้าไปเลยเหรอ?
เย่ฝานหยิบยาที่ได้จากร่างของนักรบพันธุกรรมพิเศษออกมา เขาตรวจสอบยานั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น “เหมือนจะผสมผงบดของศิลาปราณเข้าไปจริงๆ ด้วย”
ในอาณาจักรผู้ฝึกตนมีคนมากมายที่ไม่สามารถฝึกตนได้ คนธรรมดาที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อชะตาฟ้าลิขิต ก็จะคิดหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อจะได้ฝึกตน รากปราณเป็สิ่งที่ติดตัวมาั้แ่เกิดไม่สามารถฝืนกันได้ ทว่าก็มียังคนธรรมดาที่ลองกลืนเศษชิ้นส่วนของศิลาปราณเข้าไปเพื่อหวังจะเพิ่มพลังปราณ ผลที่ได้คือคนพวกนั้นล้วนตายเพราะร่างะเิเป็จุณไม่มีรอดแม้แต่คนเดียว
เย่ฝานนึกถึงศพที่มีความพิเศษของนักรบคนนั้น ในร่างนั้นมีพลังปราณแฝงอยู่ แต่เส้นชีพจรมีร่องรอยของการฉีกขาด ร่างของเขาสามารถหลอมรวมเข้ากับพลังของศิลาปราณได้ขนาดนี้ ก็นับว่าหาได้ยากมาก
แต่ผู้ฝึกตนทั่วไปจะไม่ใช้วิธีนี้ในการเพิ่มความสามารถของตน เพราะหากเส้นชีพจรได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบกับขั้นสร้างรากฐานปราณ และหากจะเลื่อนระดับพลังปราณก็จะกลายเป็เื่ยากลำบากมาก ซึ่งแน่นอนว่าถ้าอยู่ในโลกที่พลังปราณเบาบางแบบนี้ ก็คงไม่มีอนาคตแน่ๆ
“ถึงแม้ในต่างประเทศจะใช้วิธีนี้ในการบ่มเพาะนักรบพันธุกรรมพิเศษ แต่ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย!” เย่ฝานบ่นพึมพำ
ไช่ไซว้พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “มีความเสี่ยงสูงมากอย่างที่ว่าจริงๆ ฉันเคยได้ยินว่าในต่างประเทศ พวกเขาจะคัดเลือกหน่วยกล้าตายมาทดสอบสมรรถภาพนักรบยอดมนุษย์ อัตราผู้เสียชีวิตจากการทดสอบสมรรถภาพนักรบยอดมนุษย์มีสูงมาก เล่ากันว่าในบรรดาผู้ทดสอบสิบคนจะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ผ่านบททดสอบและเกิดพลังความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ และเมื่อผ่านบททดสอบไปได้ คนผู้นั้นก็จะได้รับพลังเหนืุ์ ดังนั้นแม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีคนมากมายที่เต็มใจจะเสี่ยง”
เย่ฝานทำหน้านิ่วคิ้วขมวด แล้วคิดในใจว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าจะใช้วิธีแบบนี้ ห่วยแตกสิ้นดี!”
“เย่ฝาน นายกำลังคิดอะไรอยู่?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
เย่ฝานหัวเราะแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไร ฉันแค่คิดว่าบนโลกใบนี้มีคนไม่กลัวตายเยอะจัง”
“ถ้าคุณชายเย่สามารถช่วยคลี่คลายเื่นี้ได้ ฉันจะยกของสิ่งนั้นให้นาย” ไช่ไซว้กล่าว
ไป๋อวิ๋นซีมองไช่ไซว้ด้วยสายตาไม่เข้าใจก่อนกล่าว “ทำไมคุณไม่มอบของสิ่งนั้นให้กับคนของทีมัล่ะ?”
ไช่ไซว้ขมวดคิ้วพร้อมตอบกลับไป “ความสัมพันธ์ของคนในทีมัมันซับซ้อนมาก ฉันไม่เชื่อมั่นในตัวพวกเขาเท่าไรนัก” คนจากต่างประเทศพวกนั้นสนใจของในมือเขา ทีมัก็เช่นกัน ไช่ไซว้กังวลว่าถ้าเขามอบของสิ่งนั้นให้คนจากทีมั พวกเขาก็จะเลิกสนใจและจะไม่คุ้มกันเขาอีก
ไป๋อวิ๋นซีหันกลับมามองเย่ฝานแล้วถามว่า “นายคิดยังไง?”
เย่ฝานพยักหน้าและพูดว่า “ฉันจะรับงานนี้”
ความสามารถของเขาอยู่ในระดับสี่ แต่ตอนนี้ติดปัญหาในการฝึกฝนต่อ หากเขาได้ศิลาปราณมา บางทีเขาอาจััได้ถึงการพุ่งทะยานสู่พลังปราณระดับห้า
เย่ฝานโยนยันต์ราวสิบกว่าแผ่นออกมา เพื่ออำพรางคฤหาสน์หลังนี้ไว้ทั้งหลัง
“ฉันตั้งค่ายกลคุ้มภัยไว้ที่นี่แล้ว ในเวลานี้ที่นี่ก็จะปลอดภัยมาก พวกนายอยู่ที่นี่ก่อน ฉันจะออกไปข้างนอกสักหน่อย”
“ระวังหน่อยนะ” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยกำชับ
เย่ฝานพยักหน้าพลางถาม “ได้สิ! อวิ๋นซี นายอยากกินอะไรไหม ฉันจะซื้อเข้ามาให้”
“ซื้ออะไรเข้ามาก็ได้” ไป๋อวิ๋นซีตอบ
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ได้”
...............................................
บนชั้นดาดฟ้าของโรงแรมไคหยวน เย่ฝานจุดธูปรวมิญญาไม่นานก็ปรากฏภูตผีจำนวนไม่น้อยที่ถูกกลิ่นธูปดึงดูดมา พวกมันพูดกระซิบกระซาบอยู่รอบตัวเย่ฝาน
ในห้องพักห้องหนึ่งของโรงแรมไคหยวน หญิงชายคู่หนึ่งกำลังพูดคุยกัน
“เมื่อกี้ตอนที่อยู่บนถนน สิ่งที่ฉันเห็นมันคือ...” หวงเยว่ตัวสั่นเป็ระยะ
หวงเยว่เป็นักฆ่าป้ายเงินของตำหนักยมทูต หล่อนเคยปฏิบัติภารกิจมาแล้วหลายสิบครั้ง คนที่ตายด้วยน้ำมือของหล่อนก็มีไม่น้อย หล่อนไม่กลัวคนเป็ๆ แต่วันนี้ได้เห็นหน้าตาดุร้ายของพวกภูตผี นั่นทำให้หล่อนใสุดขีด
“จะต้องเกี่ยวข้องกับเย่ฝานแน่ๆ จากข้อมูลที่สืบค้นมา เ้าเย่ฝานคนนี้เหมือนจะเป็นักพรต และเขายังมีความใกล้ชิดกับคนของเขาหลงหู่อีกด้วย” ฟ่านเฉิงกล่าว
“ของแบบนั้นมีอยู่จริงเหรอ” หวงเยว่หวนคิดถึงลักษณะของผีตนนั้น หล่อนรู้สึกว่าผีที่หล่อนเห็นน่าจะโดนรถชนตาย เพราะลักษณะของพวกมันน่าสยดสยองมาก
“วันนี้ตรงกับเทศกาลจงหยวน! ประตูนรกจะเปิดออก ไม่แน่ว่าอาจมีผีอยู่จริงๆ ก็ได้!”
“เบื้องบนสั่งการมาว่ายังไงบ้าง? ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเราก็รับมือเย่ฝานไม่ได้” หวงเยว่พูดด้วยความกระสับกระส่าย
ฟ่านเฉิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ฉันได้ยินมาว่าเย่ฝานจะคุ้มกันไช่ไซว้ประมาณครึ่งเดือน หลังจากนั้นเขาก็จะเลิกคุ้มกัน”
หวงเยว่ส่ายหน้าแล้วกล่าวเสริม “ถ้าในครึ่งเดือนนี้สถานการณ์ยังอันตรายอยู่ ไช่ไซว้จะต้องเพิ่มเงินเพื่อจ้างเย่ฝานคุ้มกันเขาต่อแน่ๆ”
ฟ่านเฉิงหรี่ตาลงพลางกล่าว “เย่ฝานห่วงความปลอดภัยของไป๋อวิ๋นซีที่สุด บางทีถ้าเราเริ่มลงมือที่ไป๋อวิ๋นซีก่อน หลังจากไป๋อวิ๋นซีเกิดเื่ขึ้น เย่ฝานก็จะไม่สามารถปล่อยเื่ของไป๋อวิ๋นซีได้”
“บ้านตระกูลไป๋มีอิทธิพลมาก ถ้าแตะต้องไป๋อวิ๋นซีละก็ คนตระกูลไป๋ย่อมไม่อยู่เฉยแน่” หวงเยว่ส่ายหน้า
ฟ่านเฉิงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ฉันไม่ได้อยากจะแตะต้องไป๋อวิ๋นซีจริงๆ หรอก แต่ถ้าไป๋อวิ๋นซีาเ็ คราวนี้เย่ฝานก็จะไม่สามารถปลีกตัวมาดูแลไช่ไซว้ได้แล้ว”
เย่ฝานที่อยู่บนยอดตึกถลึงตาขึ้นในทันที ในดวงตาสาดประกายเยือกเย็น พวกมันคิดจะแตะต้องไป๋อวิ๋นซีอย่างนั้นหรือ
