หลิวอวิ๋นชูประสานมือคารวะองค์ชายสองพลางพูดอย่างตรงไปตรงมา “หากเป็วันหยุด องค์ชายสองก็ไม่อยู่ที่นี่น่ะสิ ถวายบังคมองค์ชายสอง”
เฟิ่งสือจิ่นเห็นดังนั้นก็ประสานมือคารวะองค์ชายสองเช่นกัน แม้สีหน้าจะดูไม่ค่อยเต็มใจก็ตาม“ถวายบังคมองค์ชายสอง” ลึกๆ ในใจนางยังปล่อยวางเื่ที่องค์ชายสองกับซูเหลียนหรูเป็พี่น้องท้องเดียวกันไม่ได้จึงไม่สามารถทำตัวเป็มิตรกับซูจื่อฉินได้เช่นกัน
ซูจื่อฉินหัวเราะพลางโบกมือเบาๆ “อย่ามากพิธีเลย” พูดจบก็ก้าวเข้าไปในโถงด้านในโดยไม่ถามสักคำว่าทั้งสองมาที่นี่เพื่ออะไร เขาพูดขึ้น “เข้ามาก่อนเถอะป่านนี้แล้ว พวกเ้าคงยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงมาสินะ มาได้เวลาพอดีเลยข้าเตรียมจะกินมื้อเที่ยงพอดี มากินด้วยกันไหม?”
หลิวอวิ๋นชูเพิ่งเดินขึ้นบันไดนับร้อยขั้นมา เสียเหงื่อไปไม่น้อยจึงทั้งหิวและกระหายน้ำมาตั้งนานแล้ว ได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าดีอกดีใจออกมา“องค์ชายสองเกรงใจกันเกินไปแล้ว การเคารพเทียบไม่ได้กับการทำตามคำสั่ง เช่นนั้นพวกเราคงต้องรบกวนแล้ว”
เหตุนี้ ซูจื่อฉินจึงพาทั้งสองไปที่โถงด้านข้าง ซึ่งมีอากาศเย็นสบายไม่แพ้กันบนโต๊ะมีอาหารหน้าตาน่ากินวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมดควันสีขาวกำลังลอยออกมาจากอาหารอย่างต่อเนื่องหลิวอวิ๋นชูเห็นดังนั้นก็กลืนน้ำลายหลายอึก รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาทันทีเฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ต่างกัน นางแค่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งเหมือนหลิวอวิ๋นชูเท่านั้นนางสามารถควบคุมตนเองได้เป็อย่างดีเลย
หลังซูจื่อฉินนั่งลง เขาก็ส่งสัญญาณให้คนทั้งสองนั่งลงด้วยหลิวอวิ๋นชูหยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วเตรียมจะคีบอาหารก่อนอย่างเสียมารยาทเฟิ่งสือจิ่นจึงใช้ตะเกียบของตนตีไปที่หลังมือของเขาหนึ่งครั้ง พลางพูดห้ามปราม“เ้าช่างไร้มารยาทเสียจริง องค์ชายสองยังไม่เริ่มกินเลยเ้าก็คิดจะคีบอาหารเสียแล้ว” พูดจบก็เชิดคางไปทางซูจื่อฉิน“รอให้องค์ชายสองกินก่อน”
หลิวอวิ๋นชูรู้สึกว่านางพูดมีเหตุผล จึงนั่งรออย่างเป็ระเบียบ“องค์ชายสอง เชิญก่อนเถิด”
ใบหน้าขององค์ชายสองยังคงประดับประดาด้วยรอยยิ้มบางๆ ดังเดิมเขาหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างเชื่องช้า แล้วคีบผักที่อยู่ใกล้มือขึ้นมากินอย่างส่งๆกินเสร็จก็มองไปยังเฟิ่งสือจิ่น “เ้าคงกลัวว่าข้าจะวางยาในอาหารสินะ? ไม่เป็ไร หากคุณหนูเฟิ่งยังไม่วางใจ ข้าจะกินอาหารให้ดูก่อนทีละอย่างเลย”
พูดจบก็กินอาหารทุกอย่างอย่างละคำจริงๆ
หลิวอวิ๋นชูเปิดปากพูดในภายหลัง “องค์ชายสอง อย่าถือสาเลยเฟิ่งสือจิ่นไม่ได้คิดเช่นนั้น”
แต่เฟิ่งสือจิ่นกลับยอมรับอย่างไม่คิดปิดบัง “ข้าคิดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละเมื่อออกมาข้างนอก หากไม่อยากให้เกิดเื่แบบเมื่อหลายวันก่อนขึ้นอีกพวกเราก็ควรระวังตัวให้มากๆ”
หลิวอวิ๋นชูหันไปมองนางอย่างจนปัญญา เขาไม่อยากค้านนาง จึงพูดเสียงแ่“องค์ชายสองไม่ใช่คนแบบนั้น...”
“คนเรา รู้หน้าไม่รู้ใจ”
แต่นอกจากซูจื่อฉินจะไม่โกรธแล้ว กลับยังหัวเราะขึ้นมาเบาๆ“ดูเหมือนคุณหนูเฟิ่งจะมีอคติกับข้าไม่น้อย ไม่เป็ไร หากเ้าไม่วางใจข้าจะกินอาหารทุกอย่างให้ดูก่อนก็ได้”
เมื่อเขากินอาหารจนครบแล้ว เฟิ่งสือจิ่นจึงส่งสัญญาณให้หลิวอวิ๋นชูเริ่มกินได้จนเมื่อพวกเขากินอาหารเสร็จ ซูจื่อฉินถึงถามขึ้นอย่างใจเย็น“ท่านชายหลิวกับคุณหนูเฟิ่งมาที่นี่ มีเื่อะไรหรือ?”
หลิวอวิ๋นชูเช็ดปากจนสะอาดแล้วจึงพูดขึ้น “จริงสิ เื่เป็เช่นนี้คืนนั้น เฟิ่งสือจิ่นก็เคยต่อสู้กับโจรพวกนั้นเช่นกัน แต่ในวันไต่สวนข้าไม่ได้เรียกนางมาด้วย องค์ชายสองให้เฟิ่งสือจิ่นเข้าไปดูโจรพวกนั้นตอนนี้แทนได้หรือไม่? องค์ชายโปรดวางใจ นางแค่อยากไปดูอยู่ห่างๆ ที่นอกห้องขังเท่านั้นไม่สร้างเื่เดือดร้อนแน่นอน”
ซูจื่อฉินแสดงท่าทีใออกมาเล็กน้อย “โอ๊ย จริงสิพอท่านชายหลิวพูดเช่นนี้แล้วข้าก็เพิ่งจำได้ว่าตอนที่ไต่สวนคดีนี้ข้าลืมเชิญคุณหนูเฟิ่งมาจริงๆ ด้วย อย่างไรเสียนางก็ถือเป็หนึ่งในพยานที่อยู่ในเหตุการณ์เชียวนะ”
หลิวอวิ๋นชูพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “นั่นน่ะสิให้นางไปดูพวกเขาตอนนี้ก็ไม่ถือว่าสายเกินไป ไม่ทราบว่าองค์ชายสองจะอนุญาตหรือไม่”
ทว่าจู่ๆ ซูจื่อฉินก็มีใบหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างกะทันหันเขาพูดด้วยเสียงจริงจัง “ไม่ได้”
หลิวอวิ๋นชูหน้าเจื่อน “ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ?”
ซูจื่อฉินพูดด้วยรอยยิ้ม “เพราะนี่เป็เื่ผิดกฎ หากพวกเ้ามาที่นี่เพื่อคุยเล่นกับข้าข้าจะต้อนรับเป็อย่างมาก แต่ถ้ามาที่นี่เพราะอยากให้ข้าช่วยอำนวยความสะดวกเื่ของคดีละก็ข้าคงต้องจัดการตามกฎอย่างไม่เกรงใจแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าทำไมคุณหนูเฟิ่งถึงอยากเจอคนพวกนั้นนักแต่ศาลต้าหลี่มีกฎระเบียบของเราเอง ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าพบนักโทษของศาลต้าหลี่ได้โดยพลการหวังว่าคุณหนูเฟิ่งจะเข้าใจ”
หลิวอวิ๋นชูไม่ประหลาดใจเลยสักนิดที่ถูกซูจื่อฉินปฏิเสธกลับมาทันทีเช่นนี้อย่างไรเสียทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าศาลต้าหลี่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดแค่ไหนแต่มาตั้งไกล เมื่อถูกปฏิเสธ หลิวอวิ๋นชูย่อมรู้สึกไม่ค่อยพอใจเป็ธรรมดาเขาคิดไปเองว่าเฟิ่งสือจิ่นต้องผิดหวังมากแน่ๆ เหตุนี้ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจิ่นจะได้พูดอะไร เขาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน“ก็แค่ไปดูครู่เดียว ไม่ได้ไปฆ่าใครตายเสียหน่อย แม้จะมีกฎระเบียบอยู่ก็จริงแต่หากองค์ชายสองปล่อยพวกเราเข้าไปแบบลับๆ แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้แล้ว...”
ซูจื่อฉินเคาะนิ้วลงบนโต๊ะสองครั้งก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “ไม่มีคนรู้ไม่ได้แปลว่าไม่เกิดขึ้นนี่ ท่านชายหลิว”
ตอนนั้นเอง ในที่สุดเฟิ่งสือจิ่นก็พูดขึ้น“ข้ามีเื่สำคัญที่ต้องถามพวกเขาให้แน่ใจ แค่ไม่นานเท่านั้นหวังว่าองค์ชายสองจะยอมผ่อนผันให้เสียหน่อย”
ซูจื่อฉินเลิกคิ้วขึ้น เขามองไปยังเฟิ่งสือจิ่นพลางพูดอมยิ้ม“คุณหนูเฟิ่งมาขอให้ข้าช่วยถึงที่นี่ แต่กลับยังสงสัยและระแวงในตัวข้าเช่นนี้เ้าไม่กลัวว่าข้าจะแสร้งตกลง พาเ้าเข้าไปในห้องขัง แล้วกลับคำจับเ้าไปลงโทษข้อหาบุกรุกศาลต้าหลี่หรือ?”
หลิวอวิ๋นชูกระตุกชายเสื้อของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ พลางพูดกระซิบกับนาง“เห็นไหม เ้าไม่น่าบังคับให้องค์ชายสองกินอาหารเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มียาพิษเลยแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าในใจจริงๆ เขาโกรธพวกเราอยู่”เขาไม่ชอบคนประเภทที่มักจะยิ้มอย่างเป็มิตร และบอกว่าไม่เป็ไรทั้งที่ในใจทั้งแค้นทั้งโกรธ และคิดหาทางเอาคืนตลอดเวลาเช่นนี้เลย คนแบบนี้เป็เหมือนจิ้งจอกเ้าเล่ห์ทว่างดงาม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะใจกว้างและให้อภัยผู้อื่นได้เสมอหากองค์ชายสองดึงดันจะทำเช่นนี้ เขาก็จนปัญญาเหมือนกัน“ไม่มีใครกินพิสูจน์ก็ไม่เห็นจะเป็อะไรเลยองค์ชายสองหรือจะวางยาพิษเพื่อทำร้ายพวกเรา ต่อให้ชีวิตของเ้าจะมีราคาอย่างไรก็สู้ชีวิตขององค์ชายสองไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่หรือ...”เขายังเอาแต่บ่นไม่หยุด
เฟิ่งสือจิ่นปรายตามองเขาแวบหนึ่ง นางบอก“ชีวิตขององค์หญิงเจ็ดก็มีราคากว่าเ้าไม่ใช่หรือทำไมนางถึงจ้องจะเล่นงานเ้าตลอดเวลาเช่นนี้ล่ะ?” หลิวอวิ๋นชูอยากพูดค้านนางแต่เฟิ่งสือจิ่นก็พูดขัดขึ้นอย่างรำคาญ “เลิกพูดมากเสียทีได้ไหม”
หลิวอวิ๋นชูขยับปากหลายครั้ง สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะยอมนางต่อไป“ไม่พูดก็ไม่พูด ไม่เห็นจะเป็อะไร ชิ”
ซูจื่อฉินอยู่ไม่ไกล เขาไม่ได้หูหนวก ย่อมได้ยินบทสนทนาของทั้งสองอยู่แล้วเมื่อฟังจนจบ เขาก็พูดขึ้นอย่างสนอกสนใจ “ฟังจากคำพูดของคุณหนูเฟิ่งดูเหมือนเ้ายังสงสัยว่าข้ากับเหลียนหรูเป็พวกเดียวกันอยู่สินะ? ในเมื่อเป็เช่นนี้ เชิญทั้งสองท่านกลับไปดีกว่า ไยต้องมาขอให้ข้าช่วยด้วย?”
เฟิ่งสือจิ่นยังอยู่ที่เดิม นางบอก “องค์ชายสองอาจยังไม่รู้แต่องค์หญิงเจ็ดเกลียดข้าเข้ากระดูกดำ นางอยากบดกระดูกอยากทำลายข้าให้แหลกไปเลยด้วยซ้ำ องค์ชายสองเป็พี่ชายแท้ๆ ขององค์หญิงเจ็ดดังนั้น ต่อให้ข้าสงสัยหรือมีอคติกับท่านเสียหน่อย แล้วมันแปลกตรงไหนหรือ? บางที องค์ชายอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแท้จริงแล้ว น้องสาวแท้ๆของตนเป็คนเช่นไร องค์ชายสองบอกว่าการให้พวกเราเข้าพบนักโทษถือเป็เื่ผิดกฎเช่นนั้น องค์ชายที่เป็ผู้ตัดสินคดีนี้ ย่อมมีสิทธิ์เข้าพบนักโทษในคุกได้อยู่แล้วให้องค์ชายพาพวกเราเข้าไป แค่นี้ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“แต่ทำไมข้าต้องช่วยพาพวกเ้าเข้าไปด้วย?” ซูจื่อฉินคิดว่านางช่างละเมอเพ้อพกเสียจริง
