ในตอนที่จวินเชียนจี้เตรียมจะลุกเดินจากไป จู่ๆ ชายเสื้อก็ถูกกระตุกเบาๆ เขาก้มลงไปมอง พบว่าเฟิ่งสือจิ่นยื่นมือข้างหนึ่งออกมาดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้อย่างดื้อรั้น คล้ายไม่อยากให้เขาจากไปเช่นนั้น จวินเชียนจี้ยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะย่อตัวลงนั่งอีกครั้ง
เฟิ่งสือจิ่นค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ และนอนหนุนตักจวินเชียนจี้อย่างถวิลหา จวินเชียนจี้จนปัญญา จึงยกมือขึ้นไปลูบเส้นผมของนางอย่างแ่เบา
เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยเสียงที่แหบพร่าและแฝงไปด้วยความน้อยใจ “ในเมื่อท่านคิดว่าการรับข้าเป็ศิษย์ เป็เื่ที่ทำให้ท่านลำบากใจตลอดเวลา เช่นนั้น ทำไมถึงรับข้าเป็ศิษย์ั้แ่แรก? เพราะเห็นว่าข้าน่าสงสารใช่ไหม เพราะรู้ว่าข้าไม่มีที่ไปใช่หรือเปล่า เพราะข้าตามตื๊ออย่างหน้าไม่อายจนท่านปฏิเสธไม่ได้หรือ?”
เป็เวลานานกว่าจวินเชียนจี้จะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
เฟิ่งสือจิ่นบอก “อาจารย์ ข้าคล้ายจะจำเื่ในอดีตได้นิดหน่อยแล้ว ตอนนั้น ข้าเป็คนเดินตามท่านอย่างหน้าไม่อายเอง แต่ก็ช่วยไม่ได้ ก็ทุกคนล้วนอยากให้ข้าตาย แต่ข้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ข้าจะปล่อยให้ท่านแม่ตายโดยเสียเปล่าไม่ได้... และเป้าหมายเดียวที่ข้ายังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ก็เพื่อให้คนพวกนั้นได้ประจักษ์ในตัวตนที่แท้จริงของข้าเท่านั้น ทว่าสิ่งที่ข้าอยากถนอมรักษา และสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับข้า ล้วนถูกทำลายจนไม่มีเหลือมาตั้งนานแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นนอนอยู่ในอ้อมแขนของจวินเชียนจี้พลางหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบงัน
จวินเชียนจี้ใช้นิ้วเรียวเช็ดหยดน้ำตาอุ่นๆ ของเฟิ่งสือจิ่น พลางพูดด้วยเสียงราบเรียบ “ถูกทำลายจนไม่มีเหลือแล้วงั้นหรือ สือจิ่น เ้ายังเด็ก เส้นทางของเ้ายังอีกยาวไกลนัก แล้วสักวันเ้าจะเข้าใจเอง”
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว” เฟิ่งสือจิ่นบอกเช่นนั้น แต่ท่านอาจารย์พูดถูก เส้นทางของนางยังอีกยาวไกล ทว่าเส้นทางนั้นก็เงียบเหงา หนาวเหน็บ และโดดเดี่ยวจนทำให้นางอดนึกถึงสิ่งล้ำค่าที่นางเคยมีและควรถนอมรักษาเอาไว้มากที่สุด แต่กลับไม่ได้ทำขึ้นมาไม่ได้
กำลังจะย่างเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิจึงค่อยๆ สูงขึ้น เมื่อมีสายฝนตกลงมาเช่นนี้ อากาศก็เย็นสบายขึ้นไม่น้อย เฟิ่งสือจิ่นมักจะนั่งอยู่ที่ขอบหน้าต่าง โดยห้อยเท้าเปลือยเปล่าออกไปข้างนอกเสมอ เ้าสามมัดนั่งอยู่บนตักของนาง ทั้งสองกำลังฟังเสียงเสนาะหูจากสายฝนที่ตกกระทบอยู่นอกหน้าต่างนั่นเอง
ฝนไม่ได้ตกหนัก แต่ก็ไม่ได้แ่เบาอะไร สายฝนกวาดให้ใบกลมๆ ของต้นไหวตกลงมาเต็มพื้น ใบเขียวกองแฉะอยู่บนถนน สายฝนสีใสไหลมารวมกันที่หลังคากระเบื้อง ก่อนจะร่วงลงมาเป็สายราวกับธารน้ำตก
ดอกไม้ในพระราชวังร่วงตกอยู่เต็มพื้น สายฝนในต้นฤดูร้อนทำให้ทัศนวิสัยเลือนรางลง กำแพงสีแดงกับหลังคาสีขาวพร่ามัวเพราะหยดฝน แลดูสวยงามไปอีกแบบ เหล่าคนรับใช้เดินขวักไขว่อยู่ในที่โล่งแจ้ง พวกเขาเดินผ่านสวนดอกไม้และเฉลียงทางเดินไปอย่างรีบร้อน ขันทีบางคนยกแขนเสื้อที่ทำมาจากผ้าแพรสีน้ำเงินขึ้นมาปิดหัว สาวใช้บางคนใช้แขนเสื้อพลิ้วอ่อนที่มีเนื้อผ้าบางเบาบดบังร่างกายจากสายฝน หากเป็ผู้ที่มีตำแหน่งขึ้นมาหน่อย ก็จะเดินสัญจรกลางสายฝนโดยมีร่มกำบังร่างกาย คนเหล่านี้แต่งแต้มให้ทิวทัศน์ของวังหลวงงดงามขึ้นไม่น้อย
เฟิ่งสือจาวเข้าวังท่ามกลางสายฝน คนรับใช้สองคนถือร่มเดินประกบหน้าหลังเพื่อกันฝนให้นาง แม้นางจะยกชายกระโปรงขึ้นแล้ว แต่สายฝนก็ยังชโลมให้กระโปรงบางส่วนเปียกชื้นอยู่ดี ขณะเดินผ่านสวนดอกไม้ พื้นหินที่ถูกสายฝนชะล้างจนสะอาดเอี่ยมแถมยังเปียกชุ่มและสะท้อนแสงจนแลดูมันวาว มีกลีบดอกไม้นานาชนิดร่วงปูตลอดทาง ชายกระโปรงลูบผ่านต้นไม้ใบหญ้าริมทางไปเป็ระยะ ทำให้ลำต้นอ่อนสีเขียวสั่นไหวขึ้นเบาๆ
เฟิ่งสือจาวสนิทสนมกับซูเหลียนหรูมาั้แ่เด็ก ที่นางสามารถเข้าวังในเวลาเช่นนี้ได้ ก็เพราะได้รับการอนุญาตเป็พิเศษจากพระสนมเต๋อนั่นเอง ซูเหลียนหรูถูกกักบริเวณมานาน แต่ก็ไม่ยอมก้มหัวและรับผิดต่อไทเฮาเสียที ความสัมพันธ์ของไทเฮากับซูเหลียนหรูจึงแย่ลงเรื่อยๆ เช่นนี้ พระสนมเต๋อเรียกเฟิ่งสือจาวมา ก็เพราะอยากให้นางช่วยเกลี้ยกล่อมซูเหลียนหรูเสียหน่อย หากทำให้ซูเหลียนหรูคิดได้จนยอมปล่อยวางเื่นี้ก็ยิ่งดีไปใหญ่
เดิมที ซูเหลียนหรูขังตัวเองเอาไว้ในห้อง ไม่ยอมเจอหน้าใครทั้งนั้น แต่เมื่อได้ยินว่าเฟิ่งสือจาวมา นางก็ดีใจเป็อย่างมาก รีบสั่งให้คนออกไปต้อนรับทันที
เฟิ่งสือจาวก้าวเข้าไปในเฉลียงทางเดิน หลังสั่งให้คนรับใช้เก็บร่ม สาวใช้ทั้งสองก็โค้งตัวลงอย่างนอบน้อม ก่อนจะคุกเข่าลงที่ข้างเท้าของเฟิ่งสือจาว แล้วบิดน้ำออกจากชายกระโปรงของนางอย่างระมัดระวัง
ในขณะเดียวกัน กระถางกำยานในตำหนักส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ชาร้อนกลิ่นละมุนถูกเตรียมเอาไว้บนโต๊ะรับแขกเรียบร้อยแล้ว ซูเหลียนหรูมีสภาพอิดโรย นางผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีท่าทีเศร้าซึม ไร้ชีวิตชีวาเป็อย่างมาก เมื่อได้เห็นเฟิ่งสือจาว นางก็รีบกวักมือเรียกอีกฝ่ายทันที สีหน้าก็เริ่มแจ่มใสขึ้นมาเล็กน้อย “สือจาว รีบเข้ามานั่งเร็ว”
เฟิ่งสือจาวก้าวเข้าไปในตำหนักด้วยรอยยิ้ม นางย่อตัวเพื่อทำความเคารพอีกฝ่าย แต่ซูเหลียนหรูกลับโบกมือเบาๆ “ต่อหน้าข้า อย่าสนเื่มารยาทพวกนี้เลย นั่งสิ”
เฟิ่งสือจาวไม่เกรงใจอีกต่อไป นางนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามพลางถามด้วยเสียงอ่อนโยน “ไม่เจอกันหลายวัน เหตุใดองค์หญิงถึงมีสีหน้าอิดโรยเช่นนี้?” พูดจบก็แสดงท่าทีกังวลออกมา นางกุมมือทั้งสองข้างของซูเหลียนหรูเอาไว้ “องค์หญิงซูบผอมลงไปมาก”
ซูเหลียนหรูพูดด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม “อย่าพูดเื่นี้เลย เสด็จพ่อสั่งให้ข้าสำนึกผิดอยู่ในตำหนักของตนเอง และห้ามออกไปไหนเด็ดขาด อยู่แต่ในตำหนักทุกวัน ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว!”
เฟิ่งสือจาวพูด “ได้ข่าวว่าองค์หญิงมีเื่เข้าใจผิดกับไทเฮา ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงไม่น้อย หากองค์หญิงยอมไปขอขมาไทเฮาด้วยตนเอง ฝ่าาต้องถอนรับสั่งเื่การกักบริเวณขององค์หญิงแน่ ไทเฮารักใคร่และโปรดปรานองค์หญิงมากที่สุดมาแต่ไหนแต่ไรแล้วไม่ใช่หรือ คนเป็ย่าหลานหรือจะโกรธแค้นกันจริงๆ”
ซูเหลียนหรูปรายตามองนางแวบหนึ่ง “เสด็จแม่ให้เ้ามาเกลี้ยกล่อมข้าใช่หรือไม่? ก่อนหน้านี้ ไทเฮาโปรดปรานข้ามากก็จริง แต่ครั้งนี้พระองค์ทำเกินไปแล้ว ถึงสั่งให้โบยคนรับใช้สองคนของข้าจนตายโดยพลการเช่นนี้ พระองค์ไม่ตรวจสอบความจริงของเื่นี้เลยด้วยซ้ำ แล้วเช่นนี้จะไม่ให้ข้าโกรธได้อย่างไร คิดจะให้ข้าเป็ฝ่ายไปขอโทษก่อนงั้นหรือ ไม่มีทาง เ้าเองก็เลิกกล่อมข้าเสียที ไม่เช่นนั้น ตำหนักของข้าคงไม่อาจต้อนรับเ้าดังเดิมอีกต่อไป”
เฟิ่งสือจาวหัวเราะเบาๆ “ทราบแล้วๆ ข้าพูดมากเกินไป” นางยกชาตรงหน้าขึ้นมาจิบเบาๆ ก่อนจะถามด้วยความเป็ห่วงเป็ใย “่หลายวันมานี้ องค์หญิงยังฝันร้ายอีกหรือไม่? ก่อนหน้านี้ ทุกคนต่างก็เป็ห่วงและใกับเื่นี้ เด็กรับใช้ทั้งสองคนขององค์หญิงคงอยากจับดวงิญญาที่ว่าจนเผลอเข้าไปในตำหนักของไทเฮาโดยไม่ระวัง จึงล่วงเกินไทเฮาเช่นนี้ใช่หรือไม่?”
ซูเหลียนหรูยกชาขึ้นมาจิบเช่นกัน นางบอก “ตอนนี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว ไม่เจอดวงิญญาอะไรนั่นแล้วด้วย แม้ข้าจะไม่ชอบราชครู แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าเขามีความสามารถจริงๆ เขาเพิ่งมาแค่ครั้งเดียวก็เห็นผลแล้ว อาการของข้าดีขึ้นไม่น้อย”
“องค์หญิงเชื่อเื่ภูตผีปีศาจจริงๆ หรือ?” เฟิ่งสือจาวยิ้มอย่างมีเลศนัย
ซูเหลียนหรูถาม “เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“แม้แต่องค์หญิงก็ยังบอกว่าเื่นี้ ทำให้องค์หญิงยอมรับในความสามารถของราชครูอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย ข้าว่าที่คนมากมายเคารพยกย่องท่านราชครู ก็คงจะเป็เพราะเหตุผลเดียวกัน”
“เ้ากำลังจะพูดอะไรกันแน่?”
“ข้ามีบางสิ่งที่ไม่รู้ว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่”
“ที่นี่มีแค่เราสองคน มีอะไรก็พูดเถิด”
เฟิ่งสือจาวกระแอมขึ้นเบาๆ ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “เพราะทุกคนต่างก็เชื่อเื่ภูตผีิญญา นี่จึงเป็วิธีที่สามารถซื้อใจคนได้อย่างดีเลยไม่ใช่หรือ ข้าคิดว่าท่านราชครูเองก็คงจะคิดเหมือนกัน องค์หญิงไม่เคยสงสัยเลยหรือ ว่าเหตุใดเมื่อองค์หญิงสั่งสอนเฟิ่งสือจิ่นในวิทยาลัยหลวง ในวังก็มีดวงิญญาออกอาละวาดทันที... ทั้งที่ในวังมีผู้คนตั้งมากมาย แต่ทำไมดวงิญญาตนนี้กลับจ้องจะเล่นงานแต่องค์หญิงแค่คนเดียว?”
ซูเหลียนหรูชะงักนิ่งลง “เ้าหมายความว่า...”
เฟิ่งสือจาวพูดต่อ “มันไม่บังเอิญเกินไปหน่อยหรือ ยิ่งไปว่านั้น เมื่อท่านราชครูเข้ามาทำพิธีขับไล่ิญญาในวังหลวง ดวงิญญาก็เงียบหายไปทันที อย่าลืมเชียวว่าราชครูเป็อาจารย์ของเฟิ่งสือจิ่น...”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเฟิ่งสือจาว ซูเหลียนหรูก็ปะติดปะต่อเื่ทั้งหมดเข้าด้วยกันอีกครั้ง พบว่าเป็จริงดังที่เฟิ่งสือจาวบอก “เ้าหมายความว่า ดวงิญญาที่ออกอาละวาดในตำหนักของข้าเป็ฝีมือของเฟิ่งสือจิ่นงั้นหรือ? เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ นางก็ให้อาจารย์มาช่วยเก็บกวาดให้ เช่นนี้แล้ว นอกจากจะฉวยโอกาสซื้อใจคนได้ ยังทำให้แผนการนี้แเียิ่งขึ้นด้วยสินะ?”
เฟิ่งสือจาวนิ่งเงียบลงชั่วครู่ “ข้าเพียงแค่เดาไปตามเนื้อเื่ ไม่ได้มีหลักฐานอะไรทั้งนั้น แต่เฟิ่งสือจิ่นเป็คนเ้าเล่ห์ แถมยังมีแผนการชั่วร้ายมากมาย ต้องระวังนางให้มาก”
