ตอนที่ฉินซีตื่นขึ้นมา ก็นั่งนิ่งอยู่บนเตียงสักพัก เมื่อคืนเขานวดให้เฉินเจวี๋ยไปไม่ถึง 5 นาทีก็หมดแรงแล้ว เฉินเจวี๋ยนั่งจัดการเอกสารอยู่บนโซฟา ฉินซีนอนอิงโซฟากางแขนกางขาท่าทางสบายอารมณ์ ผลก็คือ... เขาเผลอหลับไปั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้
ฉินซีลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทางเฉื่อยชา เพราะขยับตัวนิดหน่อยเสื้อยืดที่สวมอยู่จึงเลิกขึ้นเล็กน้อย เขาดึงชายเสื้อลงก่อนจะเดินไปยังห้องนั่งเล่น
ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเฉินเจวี๋ยนอนเตียงเดียวกับเขาหรือเปล่า แต่ตอนนี้เฉินเจวี๋ยกำลังนั่งอยู่ที่โซฟา บนต้นขาของเขามีโน้ตบุ๊คเครื่องหนึ่งวางเอาไว้ เห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วพูดบางอย่างกับกล้อง ฉินซีเดาว่าเขาน่าจะกำลังประชุมผ่านวิดีโอคอล
ฉินซีหมุนตัวเข้าไปในห้องน้ำ เฉินเจวี๋ยละสายตามามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปยังโต๊ะอาหาร
ฉินซีมองไป ก่อนจะเห็นว่า้าโต๊ะมีอาหารเช้าถูกจัดวางไว้เรียบร้อย ฉินซีประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าเฉินเจวี๋ยจะใส่ใจมากขนาดนี้ แม้แต่อาหารเช้าก็เตรียมไว้ให้ ก่อนหน้านี้เวลาที่ฉินซีอยู่คนเดียว หลังจากงัวเงียตื่นนอนก็ไม่ค่อยอยากทานอาหารเช้าแล้ว บางทีตอนกลางวันก็หาอะไรทานไปตามมีตามเกิด มีเพียงตอนเย็นที่จะได้ทานเต็มที่ เมื่อผ่านไปเป็ระยะเวลานาน กระเพาะของฉินซีก็เริ่มจะก่อฏขึ้นมา
รอจนฉินซีล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินออกจากห้องน้ำ ทางด้านเฉินเจวี๋ยก็ปิดโน้ตบุ๊คลงแล้ว
เขาลุกขึ้นนั่งหน้าโต๊ะอาหาร “ไม่รู้ว่านายชอบทานอะไร ถงเซ่าิก็เลยซื้อกลับมาหลายอย่างเลย”
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะได้สติกลับมา ถงเซ่าิก็คือคุณผู้ช่วยที่ติดตามเฉินเจวี๋ยอยู่บ่อยๆ คนนั้น ฉินซีนึกไปถึงบอดี้การ์ดหน้าดำที่มักติดตามเฉินเจวี๋ยใน่ก่อนหน้านี้ขึ้นมา จึงอดถามไม่ได้ “แล้วบอดี้การ์ดที่ติดตามคุณก่อนหน้านี้ล่ะครับ?”
เฉินเจวี๋ยวางส้อมและมีดลง “ทำไมล่ะ? สนใจบอดี้การ์ดของฉันเหรอ?”
ฉินซีฝืนยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน “...อืม นี่คือ… นับว่าหึงไหมครับ?” เดิมทีเขาแค่พูดออกมาโดยไม่คิดอะไรเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ว่าเฉินเจวี๋ยกลับพยักหน้า และใช้น้ำเสียงเรียบๆ เอ่ยคำพูดประหลาดๆ ออกมา “มันทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร”
ฉินซีกระแอมเสียงเบา เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ควรพูดเื่ความหึงหวงกับนายทุนของตัวเองเท่าไร ที่เขาเลือกเฉินเจวี๋ย ไม่ใช่เพราะรู้สึกว่าความสัมพันธ์แบบนี้ตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งความคลุมเครือดีหรอกเหรอ?
“ฉันส่งบอดี้การ์ดคนนั้นไปจัดการเื่บางอย่างนิดหน่อย ตอนนี้จึงให้ถงเซ่าิมาติดตามแทน ไม่ต่างกันนักหรอก” เฉินเจวี๋ยอธิบายให้ฉินซีฟังในที่สุด
ฉินซีพยักหน้า ความจริงเขาก็แค่ถามไปเท่านั้น แต่เมื่อเฉินเจวี๋ยอธิบายให้เขาฟังจริงๆ ก็รู้สึกใเล็กน้อย
หลังจากทานอาหารเช้าไปแล้ว คุณผู้ช่วยก็เข้ามารายงานอย่างรู้งาน อีกทั้งยังช่วยเก็บโต๊ะอาหารอีก และในวินาทีนั้น มันก็ทำให้ฉินซีรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็พวกไร้ประโยชน์ไป
“จี่อวี้เซวียนมาสร้างปัญหาให้นายอีก?” เฉินเจวี๋ยถาม
ฉินซีเองก็ถามกลับไปอย่างไม่ปิดบัง “คุณเฉินรู้ได้ยังไงครับ?”
“ตอนนี้นายยังจะเรียกฉันว่าคุณเฉินอีก มันแปลกมากนะ” เฉินเจวี๋ยขมวดคิ้วแก้คำเรียกที่ออกจากปากอีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อ “ด้วยนิสัยของจี่อวี้เซวียนแล้ว หากเขาอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ ต่อให้เขาไม่สร้างปัญหา พวกลูกน้องของเขาก็จะมาสร้างความวุ่นวายแทนเขาอยู่ดี”
ฉินซีอึดอัดใจขึ้นมาเล็กน้อย “...คุณพูดถูกแล้ว” จี่อวี้เซวียนเป็คนแบบนี้จริงๆ เขาค่อนข้างควบคุมอารมณ์ได้ ทว่าลูกน้องของเขากลับไม่เป็เช่นนั้น แน่นอนว่าจากความเห็นชอบของจี่อวี้เซวียนก็ส่วนหนึ่งด้วย เขาจะยอมปล่อยให้ฉินซีตบหน้าเขาครั้งสองครั้งจริงๆ ได้อย่างไร
“ถ้าแบบนั้นก็ไปก่อเื่วุ่นวาย แล้วกลับกันเถอะ” เฉินเจวี๋ยพูดออกมาอย่างสงบนิ่งราวกับกำลังพูดถึงเื่เล็กๆ
ลูกตาของฉินซีเหลือบมองคนตรงหน้า ความหมายจากคำพูดของเฉินเจวี๋ยค่อนข้างคล้ายคลึงกับการบอกว่า นายไปหาเื่เถอะ เดี๋ยวฉันจะไปตามแก้ให้ทีหลัง
เมื่อเฉินเจวี๋ยพูดแบบนี้ ฉินซีก็รู้ว่าตัวเองไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ปัญหาจากฝั่งจี่อวี้เซวียนแล้ว เขาจึงอารมณ์ดีขึ้นอีกหลายเท่า
ฉินซีเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่ดูมีระดับขึ้นเล็กน้อย หลังจากหยิบโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์มา และเดินไปถึงข้างประตู เขาก็นิ่งไป สุดท้ายก็หันกลับไปบอกเฉินเจวี๋ย “ผมไปบริษัทก่อนนะครับ”
เฉินเจวี๋ยพยักหน้า “ไปเถอะ”
การต้องบอกกล่าวก่อนออกจากบ้านนั้น สำหรับฉินซีที่ไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน ก็รู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แย่นัก
ครั้งนี้ฉินซีไม่ได้แจ้งทางบริษัทก่อน เขารู้ว่าวันนี้สองพี่น้องฝาแฝดสาวนั่นจะกลับไปยังบริษัทแต่เช้า หยางจื้อเองก็ต้องตามกลับมาด้วยแน่นอน บังเอิญหวังตันเองก็จะต้องคุยเื่สัญญาที่บริษัท มีโอกาสเหมาะขนาดนี้ เขาจะได้จัดการรวดเดียวไปเลย
ตอนที่ฉินซีมาถึงบริษัทก็ไม่ได้ดึงดูดความสนใจของใครนัก เขามาถึงห้องพักก่อนนานแล้ว ทั้งยังชงกาแฟให้ตัวเองแก้วหนึ่งอย่างเอื่อยเฉื่อย เมื่อเติมน้ำตาลก้อนลงไปจนพอใจแล้ว ก็หมุนตัวไปนั่งลงหยิบนิตยสารมาอ่านแบบสุ่มๆ
ในตอนนั้น นอกประตูมีเสียงฝีเท้าดังมา ตามมาด้วยเสียงพูดคุย
หยางจื้อผลักประตูเข้ามา เพียงพริบตาก็เห็นฉินซีที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยท่าทางราวกับท่านชาย หยางจื้อนิ่งชะงักไป สีหน้าของเขาหม่นลงเล็กน้อย สองพี่น้องฝาแฝดสาวด้านหลังเขาถามขึ้นยิ้มๆ “พี่หยางเป็อะไรไปคะ? เห็นคนในห้องก็ถึงกับก้าวขาไม่ออกเชียวหรือคะ?”
คนพี่ยื่นหน้าออกมามอง ก็ร้องใออกมาเล็กน้อย “อ๋า ฉินซี! ่นี้ฉันดูละครที่นายแสดงด้วยนะ สุดยอดมากเลย”
สีหน้าของหยางจื้อยิ่งหม่นลงไปอีก เขาถามขึ้นเสียงแข็ง “ฉินซี นายมาทำไม?”
“มีเื่อยากจะขอคำแนะนำจากพี่หยางครับ”
ไม่รู้ว่าหยางจื้อคิดอะไรอยู่ สีหน้าของเขาผ่อนคลายลงกะทันหัน “มีเื่จะคุยเหรอ ก็ได้ พวกเธอสองคนไปรอที่ห้องข้างๆ ก่อน”
สองพี่น้องฝาแฝดสาวเดินห่างออกไปไกลพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก
แต่ฉินซีกลับมองส่งพวกเธอด้วยความสงสาร อยู่กับหยางจื้อแบบนี้ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งอาจถูกขายก็ได้
“คิดได้แล้วเหรอ?” หยางจื้อนั่งลงข้างฉินซี ก่อนจะส่งเสียงถาม
ฉินซีดื่มกาแฟลงไป ก่อนจะสบกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันของหยางจื้อ “คิดได้? คิดอะไรได้เหรอครับ? ตัดสินใจจะถูกคุณขายให้จี่อวี้เซวียนเหรอ?”
สีหน้าของหยางจื้อยิ่งย่ำแย่ลง เขาขยะแขยงพวกชอบเพศเดียวกัน แต่คนที่อยากได้คือจี่อวี้เซวียน! จี่อวี้เซวียนเลยนะ! จะมีคนสักกี่คนที่เข้าตาจี่อวี้เซวียน? ต่อให้คนที่จี่อวี้เซวียนถูกใจเป็ตัวเขาเอง เขาก็จะชำระล้างตัวเองให้สะอาดแล้วห่อส่งไปถึงเตียงให้จี่อวี้เซวียน เพียงแต่น่าเสียดายที่จี่อวี้เซวียนถูกใจฉินซีเข้า ่นี้หยางจื้อเองก็นับว่าได้เรียนรู้นิสัยแย่ๆ ของฉินซีแล้ว ช่างเป็คนที่ไม่เอาอะไรสักอย่าง จะอ่อนจะแข็งก็ไม่เอาทั้งนั้น!
“อย่าพูดจาให้มันดูแย่ขนาดนั้น...”
“เื่ที่น่าอายกว่า พี่ก็ทำมาแล้ว จะต้องกลัวผมพูดอะไรไม่น่าฟังอีกเหรอครับ?” ฉินซีพูดพร้อมยิ้มตาหยี ยิ่งไม่โมโห ก็ยิ่งดูเสียดสีคนมากเท่านั้น
เมื่อถูกเปิดโปงถึงขนาดนี้ หยางจื้อก็เริ่มเสแสร้งต่อไปไม่ไหว เขาถามฉินซีกลับไป “ฉันทำอะไร?”
ฉินซีเปิดข้อความที่ก่อนหน้านี้ผู้กำกับหลี่ส่งเข้ามาให้ ก่อนจะยกชูให้หยางจื้อดู “พี่หยางอย่าทำเป็ไม่รู้อะไรเลยครับ มันไม่ได้มีประโยชน์อะไร พี่เป็คนทำเื่นี้ใช่ไหม? อ้อ ไม่สิ ผมไม่ควรพูดแบบนี้ ต้องบอกว่า เื่นี้ลูกน้องของจี่อวี้เซวียนเป็คนทำ หลังจากนั้นพี่ก็แค่ตามน้ำช่วยไปเท่านั้น ใช่ไหมล่ะ? ไม่อย่างนั้นตอนหลังพี่จะโทรมาเร่งผมทำไม? พี่หยางคงไม่บอกผมว่า พี่เป็ผู้จัดการมาตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว แต่ยังแยกไม่ออกว่าผู้กำกับคนไหนเป็ตัวจริงหรือปลอมหรอกใช่ไหมครับ?” หยางจื้อคิดไม่ถึงว่าฉินซีจะรับมือยากขนาดนี้ อีกฝ่ายไม่เหลือหนทางให้เขาแม้แต่น้อย ตอนนี้หากเขาอธิบายอะไรไปก็ถูกตีตราว่า ‘กลบเกลื่อน’ ไปแล้ว
หลังจากถูกเปิดโปง หยางจื้อก็ค่อยๆ สงบลง “อย่างไรนายก็รู้เื่แล้ว แบบนั้นก็ไม่จำเป็ต้องปิดบังอีก เื่นี้เป็ความประสงค์ของคุณจี่...”
“แล้วพี่ก็ช่วยบงการเพื่อผลประโยชน์” มุมปากของฉินซียกขึ้นปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันและเยือกเย็น “อย่าพูดเหมือนกับถูกบังคับอย่างนั้นสิครับ”
หยางจื้อเงียบไปหลายวินาที “แล้วยังไง? ที่วันนี้นายมาหาฉัน อยากจะพูดอะไรกันแน่? จะบอกว่ายอมตายดีกว่าต้องยอมรับเหรอ? ฉินซี เข้ามาในวงการบันเทิงแล้วก็อย่าทำตัวสูงส่งเกินไปหน่อยเลย คนที่วางตัวแบบนั้นมีจุดจบเป็ยังไง นายรู้หรือเปล่า? คุณจี่เป็คนยังไง? เขาอยากได้ตัวนาย นายก็ต้องเชื่อฟัง ครั้งนี้เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น...”
“อาจารย์หวังก็อนุญาตเื่นี้เหรอครับ? แล้วบริษัทก็อนุญาตเหมือนกันเหรอ?” ฉินซีเพียงถามกลับไปอย่างราบเรียบ
“ฉันบอกนายได้แต่ บริษัทดูแค่ใครสามารถหาเงินให้บริษัทได้มากที่สุด ไม่ใช่ใครสร้างเื่วุ่นวายให้บริษัทมากที่สุด”
“ถ้าแบบนั้นก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ ผมถนัดเื่การสร้างเื่วุ่นวายพอดี” ฉินซียิ้ม ก่อนจะหันหน้ากลับไปทางประตู “อาจารย์หวัง คุณเองก็อยากแนะนำให้ผมรีบๆ ยอมคุณจี่ไวๆ เหมือนกันใช่ไหมครับ?”
ผู้หญิงที่ยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ที่หน้าประตูคนนั้น ถ้าไม่ใช่หวังตันแล้วจะเป็ใครได้? เพียงแต่ด้านหลังของหวังตันมีใครอีกคนตามมาด้วย เขาสวมใส่ชุดสูทผูกเนกไท เต็มไปด้วยความสุภาพและสง่างาม ทว่าเขากลับเป็ถงเซ่าิที่มาเป็บอดี้การ์ดชั่วคราว
ตัวฉินซีเองก็คิดไม่ถึงว่า เฉินเจวี๋ยจะส่งถงเซ่าิมาติดตามเขา
่นี้ถงเซ่าิติดตามเฉินเจวี๋ยไปทั่ว คนที่ดูโทรทัศน์เสียหน่อยต่างก็รู้ว่าเขาเป็ตัวแทนของบริษัทบันเทิงที่เพิ่งถูกซื้อไป 2 แห่ง คนในวงการบันเทิงจำนวนไม่น้อยต่างก็กำลังคาดเดาตำแหน่งของเขา แต่เมื่อยืนอยู่หน้าเฉินเจวี๋ย เขาก็ยังเป็เพียงคุณผู้ช่วยที่อยู่ต่ำกว่าระดับหนึ่งอยู่ดี
เมื่อตอนนี้มีถงเซ่าิมายืนอยู่ข้างกาย สีหน้าของหวังตันก็ยิ่งย่ำแย่ลงจนไม่รู้จะย่ำแย่อย่างไรแล้ว
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” เมื่อหวังตันพูดจบ ก็เม้มปากแน่น
สีหน้าของหยางจื้อจึงยิ่งอึดอัดและอับอาย คำพูดนี้ของหวังตันไม่ได้เหมือนเป็การตบหน้าเขาหรอกหรือ? แต่เพราะหวังตันมีตำแหน่งสูงกว่า เขาจึงทำได้เพียงอดทนรับ
“อ้อ ที่แท้ก็ไม่ได้หมายความแบบนั้น...”
หยางจื้อไม่รู้ว่าผู้ชายที่อยู่ด้านหลังหวังตันคือใคร และความเฉียบคมของเขาก็ยังห่างไกลจากหวังตันมากนัก เมื่อขายขี้หน้า หยางจื้อก็เริ่มจะโมโหด้วยความอับอายแล้ว “ฉินซี นายอย่าคิดว่าฉันกำลังขู่ให้นายกลัวอยู่นะ...”
“ผมมองว่าเป็การขู่ให้กลัวนะครับ” ถงเซ่าิตัดบทของหยางจื้อด้วยรอยยิ้ม
หยางจื้อเหลือบมองเขาเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าคุณคือ?”
ถงเซ่าิชี้ไปที่ฉินซี “บอดี้การ์ดของเขา”
หยางจื้อไม่อยากจะเชื่อนัก “พี่หวังอยู่ที่นี่แล้ว ฉินซี นายลองถามดูก็ได้นะ ถ้าคุณจี่จะเอาจริงขึ้นมา ต่อให้นายมีบอดี้การ์ดข้างกายสัก 5 คนก็ไม่มีประโยชน์หรอก...”
สีหน้าของหวังตันเริ่มแดงก่ำขึ้นมาแล้ว อย่างไรเธอก็รู้ดีว่า การบังคับให้ฉินซีไปกับจี่อวี้เซวียนเป็เื่ที่ไร้ยางอาย เื่แบบนี้ทำได้เพียงซ่อนเอาไว้ นักแสดงส่วนมากต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ หลังจากนั้นก็ทำไปตามความเหมาะสม แต่เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่า ฉินซีจะไม่เข้าใจในเื่แบบนี้?
ถงเซ่าิลูบกำปั้นของตัวเองด้วยรอยยิ้มกว้างจนตาหยี “ผมคิดว่า ไม่แน่ผมอาจจะเทียบได้กับบอดี้การ์ด 10 คนด้วยซ้ำนะครับ ถ้ายังไงคุณคนนี้อยากลองดูหน่อยไหม?”
หยางจื้อเด้งตัวขึ้นจากโซฟาทันที “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? พี่หวัง คนคนนี้เป็ใคร?” หยางจื้อรู้สึกกลัวว่าคนคนนี้จะเข้ามาชกเขาระหว่างที่พูดจริงๆ อยู่เล็กน้อย
นี่ทำให้ฉินซีรู้สึกขำขันขึ้นมา “พี่หยางกลัวถูกต่อยขนาดนี้ แต่ยังจะทำตัวเป็แม่เล้าอีกนะครับ”
สีหน้าของหยางจื้อถึงกับบิดเบี้ยวไป แต่ก็นับว่าได้สติกลับมาแล้ว เขารู้ว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ด้านหลังของหวังตันไม่น่าจะเป็คนธรรมดา ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของหวังตันก็น่าจะตะคอกให้ฉินซีหยุดไปนานแล้ว
“เอาเถอะ ฉินซี นายออกไปก่อน” หวังตันทำลายสถานการณ์อึดอัดลง ในขณะเดียวกันก็หันหน้าไปพูดกับถงเซ่าิ “คุณถง ฉันจะส่งคุณออกไป เชิญค่ะ”
หยางจื้อเข้าใจกระจ่างในทันที เขาลอบขบฟันแน่น ที่แท้ฉินซีก็ไปเกาะคนอื่นได้ก่อนตั้งนานแล้ว! ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงทำตัวใสสะอาดสูงส่ง ไม่ยอมรับจี่อวี้เซวียนแบบนั้น หยางจื้อเหยียดยิ้มในใจ สายตาที่มองฉินซีเองก็แฝงไปด้วยความดูถูก และเกลียดชัง
ความจริงฉินซีรู้สึกว่านี่ยังไม่สะใจพอ เนื่องจากการมาเยือนของถงเซ่าิทำให้หวังตันเปลี่ยนท่าทีไป ถ้าไม่มีถงเซ่าิ ไม่แน่ว่าเขาอาจได้ปะทะอารมณ์กับหยางจื้อและหวังตันเสียหน่อย ตอนนี้ฉินซีคิดไม่ถึงเลยว่า ภายในใจของหวังตันอึดอัดจนแทบจะตายแล้ว
เมื่อนำตัวทั้งสองคนมาส่งที่หน้าประตูใหญ่ของบริษัท หยางจื้อกับหวังตันก็เห็นรถบูกัตติเวย์รอนรุ่นลิมิเต็ดจอดอยู่คันหนึ่ง นี่ทำให้หัวใจของหยางจื้อเต้นระรัว คนคนนี้เป็ลูกเศรษฐีเหรอ?
แต่หวังตันกลับสูดหายใจเข้าไป
กระจกของรถคันนั้นถูกลดลงเผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของคนที่นั่งอยู่ด้านใน
หล่อเหลา ราบเรียบ ทำให้คนนึกไปถึงตระกูลสูงส่งของเมื่อยุคก่อน
“คุณ คุณเฉิน...” เมื่อหวังตันพูดชื่ออีกฝ่าย ลิ้นของเธอก็เริ่มพันกัน
ถงเซ่าิเปิดประตูรถให้ฉินซี ฉินซีเดินเข้าไปนั่งลงอย่างไม่มีสตินัก จากนั้นเฉินเจวี๋ยก็ตวัดสายตาเยือกเย็นมองไปทางหวังตันและหยางจื้อเล็กน้อย ทั้งสองต่างก็แข้งขาอ่อนพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย คนบางคนก็มีท่าทางมากอำนาจมาั้แ่เกิด
รอจนฉินซีนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ถงเซ่าิก็เดินไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ
ในตอนนี้หยางจื้อและหวังตันต่างก็เพิ่งได้สติกลับคืนมา
ที่แท้… ฉินซีก็เป็คนของคุณเฉินแห่งฮ่องกงหรอกเหรอ?!
