เฟิ่งสือจิ่นถาม“พวกเ้าหมายตาท่านชายหลิวมาั้แ่งานประกวดยอดบุปผาแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วจะทำไม”
“ตอนนี้ยังพอมีทางรอดอยู่ หากพวกเ้าสารภาพมาแต่โดยดีหากศาลต้าหลี่ตามหาเบาะแสอื่นเจอ คดีนี้จะได้รับการไต่สวนใหม่หากสืบพบว่ามีคนบงการให้พวกเ้าทำ คนผู้นั้นก็จะกลายเป็ผู้บงการแทนส่วนพวกเ้าก็เป็แค่ผู้ที่ถูกสั่งให้ก่อเหตุเท่านั้นย่อมไม่ถูกลงโทษด้วยการปะาเหมือนเดิมอยู่แล้ว”
เมื่อพูดจบห้องขังก็เงียบสงัดลง
ใครคนหนึ่งพูดขึ้น “ข้าจะเชื่อเ้าได้อย่างไร?”
“นั่นสินะ พวกเ้าจะเชื่อข้าไปทำไมกัน” เฟิ่งสือจิ่นพูด “แต่ตอนนี้ทางที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเ้ามีแค่ความตายเท่านั้น พวกเ้ายังมีทางเลือกอีกหรือ?”
เป็เวลานานกว่าคนที่สามจะพูดขึ้น “แต่โลกนี้กว้างใหญ่นัก ต่อให้พวกเราชี้ทางให้แต่เ้าจะไปหาคนผู้นี้ได้จากที่ใดกัน?”
“เช่นนี้ก็แปลว่า มีผู้บงการอยู่จริงๆ สินะ เขาหน้าตาอย่างไรเป็ผู้ชายหรือผู้หญิง”
คนผู้นั้นปรายตามองเฟิ่งสือจิ่นก่อนจะหัวเราะขึ้น “ย่อมเป็ผู้ชายอยู่แล้วเขาหน้าตาธรรมดา แต่งกายธรรมดาดูเหมือนจะเป็แค่ลูกน้องที่ได้รับคำสั่งมาอีกทีเท่านั้น ทางนั้นให้เงินพวกเรามาแถมท่านชายหลิวก็ต้องตาพวกเราอีกด้วย ในเมื่อมีเงินแถมยังมีชายรูปงามให้เชยชมพวกเราจะปฏิเสธได้อย่างไร?”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง” เฟิ่งสือจิ่นลุกขึ้นยืน“ข้าถามสิ่งที่อยากรู้จนหมดแล้ว” นางไม่จำเป็ต้องถามต่อแล้วเพราะนางรู้ดีแก่ใจทุกอย่างเื่การถูกลักพาตัวของหลิวอวิ๋นชูไม่ใช่เื่บังเอิญแต่มีคนบงการอยู่เื้ัจริงๆ
ที่อี๋ซวงเตือนให้ระวัง ก็คงจะเป็สิ่งนี้สินะ
ทั้งสามเพิ่งเห็นโอกาสรอดชีวิต มีหรือจะยอมให้เฟิ่งสือจิ่นจากไปง่ายๆเฟิ่งสือจิ่นทำเหมือนจะจากไป ทำราวกับว่าเบาะแสของพวกเขายังไม่ชัดเจนและไม่เพียงพอให้คนของศาลต้าหลี่ออกค้นหาเพิ่ม จึงไม่คิดจะช่วยชีวิตพวกเขาแล้ว เหตุนี้ทั้งสามจึงร้อนใจขึ้นมา “รอก่อน! ข้ารู้ว่าเขาหน้าตาอย่างไร!”
เฟิ่งสือจิ่นชะงักฝีเท้าลง ก่อนจะหันกลับมาด้วยใบหน้าอมยิ้ม“พวกเ้ายังจำหน้าตาของคนคนนั้นได้งั้นหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นนั่งลงในคุกห้องข้างๆ จากนั้นก็หยิบถ่านชิ้นหนึ่งขึ้นมาพลางมองไปที่ผนังข้างๆ “ไหนลองอธิบายมาหน่อย ข้าจะลองวาดดู”
ทั้งสามครุ่นคิด และบอกลักษณะของคนผู้นั้นออกมาอย่างละเอียด เฟิ่งสือจิ่นไม่กล้าชักช้านางเริ่มวาดภาพลงบนผนังเบื้องหน้าทันที เมื่อทั้งสามบอกลักษณะของคนผู้นั้นออกมาจนหมดและเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งและได้เห็นก้อนสีดำที่เฟิ่งสือจิ่นวาดขึ้น ทั้งสามก็แทบจะเสียสติ“เ้ากำลังวาดบ้าอะไรอยู่? ถ้าวาดไม่เป็ก็อย่าวาดไปเรื่อยเปื่อยได้ไหมไปเรียกคนที่วาดเป็มาวาดเร็ว”
เฟิ่งสือจิ่นโยนถ่านในมือทิ้ง นางมองผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจ“ข้าวาดแย่มากหรือ แต่อย่างน้อย ข้าก็วาดได้ดีกว่าหลิวอวิ๋นชูก็แล้วกัน”
นางไม่ได้มีอำนาจมากพอจะสั่งนักวาดภาพของศาลต้าหลี่ เพียงแต่นางคิดว่าซูจื่อฉินที่รออยู่ไม่ไกลต้องได้ยินแล้วแน่ๆ ซูจื่อฉินทำงานไวมากเมื่อเฟิ่งสือจิ่นเงยหน้าขึ้นนางก็พบว่าชายคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้พร้อมกับกระบอกวาดภาพ เขาหยุดลงหน้าคุกและหยิบกระดาษ รวมถึงอุปกรณ์สำหรับวาดภาพอื่นๆ ออกมาจากกระบอกคาดว่าคนผู้นี้ก็คือนักวาดภาพของศาลต้าหลี่นั่นเอง
นักวาดภาพพูดด้วยเสียงจริงจัง “องค์ชายสองสั่งให้พวกเ้าบอกลักษณะของคนผู้นั้นอีกครั้งข้าจะได้วาดภาพตามที่พวกเ้าอธิบาย”
นักวาดภาพฝีมือดีกว่าเฟิ่งสือจิ่นเป็ไหนๆทั้งสามบอกลักษณะของคนผู้นั้นอย่างละเอียดอีกครั้งสักพักเฟิ่งสือจิ่นก็ขยับเข้าไปดูรูปภาพที่วาดออกมา อืม... วาดได้ดีกว่านางจริงๆด้วย
เมี่อวาดจนเสร็จ นักวาดภาพก็ยื่นภาพไปให้ทั้งสามดูอีกครั้ง“พวกเ้าลองดูกันหน่อย ข้าวาดเหมือนหรือยัง?”
เมื่อเทียบกับคนจริงแล้ว ภาพวาดย่อมมีบางสิ่งที่บิดเบือนไปอยู่แล้วทั้งสามมองอย่างจริงจังอยู่นานก่อนจะพูดขึ้น “เฮ้อ... แบบนี้ก็ได้ อย่างไรเสียคนในภาพวาดก็เหมือนคนจริงถึงเก้าส่วนแล้ว”
ซูจื่อฉินเดินออกมาจากที่ซ่อน เขาเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีนิ่งเรียบนักวาดภาพส่งภาพไปให้เขาดู “องค์ชายสอง โปรดชมภาพวาด”
ซูจื่อฉินรับภาพนั้นมาดู ในตอนแรกเขายังมีสีหน้านิ่งเรียบอยู่ แต่เมื่อลองพิจารณาคนในภาพวาดอย่างละเอียดสีหน้าของเขาก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมซึ่งทั้งหมดนั้นถูกเฟิ่งสือจิ่นสังเกตเห็นจนหมด
ทั้งสามคุกเข่าอยู่ในคุก “องค์ชายสองที่พวกเราลักพาตัวท่านชายหลิวเพราะมีคนบงการจริงๆหวังว่าองค์ชายสองจะให้ความยุติธรรมแก่เรา”
ซูจื่อฉินพูดอย่างใจเย็น “ให้ความยุติธรรมงั้นหรือแต่การตัดสินคดีเป็ธรรมอยู่แล้วนี่ ทำไมต้องตัดสินใหม่ด้วย”
“เมื่อครู่... เมื่อครู่นางบอกว่า...” ใครคนหนึ่งชี้มือไปที่เฟิ่งสือจิ่น“นางบอกว่าถ้าพวกเราสารภาพว่าผู้บงการคือใคร นางจะช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากความตายนี่นางบอกว่าโทษของพวกเราไม่ถึงตายไม่ใช่หรือ!”
ซูจื่อฉินไม่ได้ถอนสายตาออกมาจากภาพวาดเลยด้วยซ้ำ “นางเป็แค่สตรีคนหนึ่งไม่รู้กฎหมายของแคว้นจิ้นด้วยซ้ำ พวกเ้าเชื่อนางเนี่ยนะ?”
ทั้งสามชะงักอึ้งลง
เฟิ่งสือจิ่นยักไหล่อย่างจนปัญญา “พวกเ้าทำการค้ามานานนับสิบปีทำไมถึงไม่รอบคอบเอาเสียเลยนะ ข้าไม่รู้เื่กฎหมายจริงๆ นั่นแหละ”
ในตอนแรก ทั้งสามยังเตรียมจะขอร้องอ้อนวอนอีกสักหน่อย แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้พวกเขาก็รู้สึกสิ้นหวังขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนี้พวกเขาอยากบีบคอเฟิ่งสือจิ่นให้ตายไปเลย แต่เพราะไม่อาจทำเช่นนั้นได้จึงพูดขึ้นอย่างโกรธแค้นและจนปัญญาแทน“สิ่งที่เ้าพูดมาเมื่อครู่เป็แค่เื่โกหกงั้นหรือ?”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “แม้ข้าอยากจะพูดคำไหนคำนั้น ที่นี่ก็ไม่ใช่ถิ่นของข้าไม่มีใครฟังคำสั่งของข้าอยู่ดี คนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในที่แห่งนี้คือองค์ชายสองต่างหากคนที่ตัดสินว่าจะจัดการกับพวกเ้าอย่างไรก็คือเขาเช่นกัน”
ซูจื่อฉินพับภาพวาดแล้วยัดเข้าไปเก็บในกระเป๋าของตนเอง“พวกเ้าเชื่อนางด้วยหรือ ข้าต่างหากที่เป็ขุนนางสูงสุดของศาลต้าหลี่คำพูดของนางไม่มีผลอะไรกับที่นี่อยู่แล้วพวกเ้ารอถูกปะาใน่เที่ยงของวันมะรืนเถอะ ก่อนหน้านั้นข้าจะตามหาเบาะแสของเื่ที่พวกเ้าบอกเอง ไม่แน่มันอาจช่วยให้การปะาถูกยืดออกไปอีกสักหน่อยก็ได้ ่เวลาต่อจากนี้จงใช้มันเพื่อภาวนาต่อฟ้าเถอะ”
จากนั้นซูจื่อฉินกับเฟิ่งสือจิ่นก็ออกจากห้องขังทั้งสองเดินอยู่บนทางเดินที่ทั้งชื้นและมืดมน เดินผ่านห้องขังห้องแล้วห้องเล่าบางห้องก็ว่างเปล่า บางห้องก็มีนักโทษถูกขังอยู่ เฟิ่งสือจิ่นพูดอย่างตรงไปตรงมา“ดูจากท่าทีขององค์ชายสอง ท่านคงจะจำคนในภาพวาดได้แล้วสินะ”
ซูจื่อฉินปฏิเสธ “เปล่า” เขาชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงแล้วหันมาหรี่ตามองเฟิ่งสือจิ่นด้วยท่าทางจริงจัง ไม่ได้กะล่อนขี้เล่นเหมือนทุกที“คดีนี้ถูกตัดสินไปแล้วภาพวาดแค่ภาพเดียวไม่สามารถนำมาเป็หลักฐานให้โจรถ่อยพวกนั้นหลุดรอดจากความตายได้ดังนั้น ข้าไม่คิดจะตัดสินคดีนี้ใหม่ด้วยซ้ำ”
เฟิ่งสือจิ่นจ้องหน้าอีกฝ่ายพักหนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาทว่าเพียงพริบตาเดียวรอยยิ้มนั้นก็หายไปเสียแล้ว “ไยต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ข้าไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงจุดจบของเื่นี้เสียหน่อย ที่แท้องค์ชายสองก็ทำผิดกฎเพื่อผลประโยชน์ของตนเองสินะ”
“ที่ข้าให้เ้าเข้ามาในนี้ก็ถือเป็การทำผิดกฎแล้วไม่ใช่หรือ?” ซูจื่อฉินบอก “เ้าคิดถูกแล้วที่ไม่ให้ท่านชายหลิวเข้ามาด้วยเกรงว่าเ้าเองก็ไม่อยากให้เขารู้ความจริงเกี่ยวกับเื่นี้เช่นกัน ดังนั้นหยุดลงเพียงเท่านี้เถอะถือว่าเป็การตอบแทนที่ข้าช่วยเ้ากับท่านชายหลิวเอาไว้ก็แล้วกัน”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “เื่บางเื่จบลงเพียงเท่านี้ได้ยกตัวอย่างเช่นเื่ที่เราพูดกันอยู่ตอนนี้ แต่เื่บางเื่เมื่อเริ่มขึ้นแล้วก็ไม่อาจยุติลงได้อีก” นางพูดพลางยิ้มเยาะหยัน“ในเมื่อเ้าบอกว่าตัวเองไม่ใช่พวกเดียวกับนาง ไยต้องปกปิดเื่นี้แทนนางด้วย”
