ท่านโหวหรงกั๋วพูด “ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าเ้าไม่เจียมเนื้อเจียมตัว แต่คิดไม่ถึงว่าเ้าจะโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้! เหิงเอ๋อร์ยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ เ้าเองก็ยังอายุน้อย แต่กลับทำเื่โเี้เช่นนี้ได้ลงคอ! เป็ความผิดของข้าเองที่ยังเก็บเ้าไว้จนถึงทุกวันนี้ ภัยร้ายในตอนนี้ถึงเกิดขึ้น จวนโหวแห่งนี้ ไม่ขอมีลูกสาวเช่นเ้าอีกต่อไป!”
หญิงวัยกลางคนจับผ้าขาวเอาไว้แน่น นางโยนผ้าขึ้นไปพาดบนคานอย่างกล้าหาญ จากนั้นก็คุกเข่าลงเบื้องหน้าท่านโหวหรงกั๋วอย่างเจียมตน “ที่จิ่นเอ๋อร์ทำเื่บ้าบิ่นเช่นนี้ เป็ความผิดของข้าเพียงผู้เดียว เป็ข้าที่ไม่สั่งสอนนางให้ดี... หากต้องชดใช้ ต่อให้ชีวิตต่ำต้อยของข้าจะไม่อาจชดใช้ชีวิตของท่านชายได้ แต่ก็ถือว่าได้ใช้หนึ่งชีวิตของข้า ทดแทนหนึ่งชีวิตของท่านชายแล้ว” นางร้องไห้ปานน้ำตาจะเป็สายเื พลางแหงนหน้ามองท่านโหวหรงกั๋วผู้แสนเืเย็นและหลั่งน้ำตาออกมาไม่หยุด “เห็นแก่ที่ข้าเคยรับใช้ท่านโหวมานานหลายปี หลังจากข้าตายไปแล้ว ได้โปรดอย่าทำอะไรจิ่นเอ๋อร์อีกเลย...”
ท่านโหวหรงกั๋วมีใบหน้าเย็นเยียบ ทว่าก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา หญิงวัยกลางคนเห็นดังนั้นจึงรีบกราบคำนับซ้ำแล้วซ้ำอีก พลางพูดขอบคุณอย่างดีอกดีใจ “ท่านโหวไม่ตอบ ข้าจะถือว่าท่านโหวตกลงแล้ว ข้าจะจดจำบุญคุณในครั้งนี้ตลอดไป และจะขอตอบแทนท่านต่อในภพชาติหน้า...”
เฟิ่งสือจิ่นสติขาดผึง นางพยายามคลานเข้าไปหามารดาอย่างสุดชีวิต แต่กลับถูกคนรับใช้ใช้ไม้กดร่างเอาไว้อย่างเืเย็น ถึงกระนั้นนางก็ยังคลานไปข้างหน้าทีละนิดๆ พลางพูดปลอบประโลมมารดา “ท่านแม่ อย่าทำอะไรโง่ๆ นี่ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร พวกเขาแค่อยากให้ข้าตายเท่านั้น ข้าจะรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง ไม่ทำให้ท่านลำบากแน่... เื่นี้ไม่เกี่ยวกับท่านเลยสักนิด...”
ฮูหยินใหญ่ชี้นิ้วมาที่เฟิ่งสือจิ่น นางโกรธจนตัวสั่น “ได้ยินหรือยัง ในที่สุดนางก็ยอมรับเสียที! เพิ่งจะมารู้เอาป่านนี้หรือว่าต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป? สายเกินไปแล้ว!”
หญิงวัยกลางคนหันหน้ากลับมามองเฟิ่งสือจิ่น พลางส่งยิ้มให้นางเล็กน้อย มันเป็รอยยิ้มที่งดงามและอ่อนโยนเหลือเกิน “จิ่นเอ๋อร์ อย่าเสียใจไปเลย สำหรับข้าแล้ว นี่ก็ถือเป็การหลุดพ้นเช่นกัน”
ตอนที่หญิงวัยกลางคนสอดลำคอเข้าไปในแพรผ้าสีขาวที่ผูกกับคาน เฟิ่งสือจิ่นดิ้นพล่านราวกับอินทรีที่ถูกหักปีก นางทั้งดิ้นทุรนทุราย ทั้งกรีดร้องสุดเสียง “อย่านะ! เื่นี้ไม่เกี่ยวข้องกับท่านเลยสักนิด! แม้แต่ท่านก็คิดว่าข้าเป็คนทำใช่หรือไม่ ข้าไม่ได้ทำ ข้าไม่เคยทำเื่พวกนั้น ไม่จำเป็ที่ท่านต้องมาชดใช้!” นางไม่เคยลืมสายตาที่สิ้นหวัง และขาที่ถีบเก้าอี้จนล้มอย่างเด็ดเดี่ยวของมารดาในตอนนั้นได้เลย ท่านแม่ไม่อยากให้นางถูกทำร้าย อยากปกป้องนาง แต่สิ่งที่ท่านแม่ทำกลับทำให้นางเ็ปเจียนตาย นางเกลียดและโกรธตัวเองที่ไม่ตายๆ ไปเสียที และเกลียดท่านแม่เช่นกัน ทั้งรักทั้งเกลียด เกลียดทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ “ท่านเป็สตรีที่โง่งมที่สุด! ท่านตายไม่ได้นะ ตายไม่ได้เด็ดขาด หากท่านตาย คนพวกนั้นก็สมปรารถนาน่ะสิ! กลับมาสิ ท่านแม่...”
ไม่ว่านางจะพยายามตะเกียกตะกายหรือดิ้นรนแค่ไหน ใบหน้าที่ห้อยอยู่กลางผ้าสีขาวของท่านแม่ก็เป็เหมือนสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับนาง ไกลจนไม่ว่าจะพยายามเพียงใดก็ไม่อาจเอื้อมคว้ามันได้
“กลับมาสิ ท่านแม่!!!” เฟิ่งสือจิ่นกรีดร้องพลางเบิกตาขึ้นด้วยสภาพเหงื่อโชกร่าง ความรู้สึกมากมายโหมกระหน่ำอยู่ในดวงตา นางนั่งอยู่บนเตียงเพียงลำพัง เสื้อผ้าบนร่างกายเปียกปอนไปด้วยเม็ดเหงื่อ ทำให้รู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อย ลมราตรีพัดเข้ามาทางซอกหน้าต่าง ความหนาวทำให้ขนบนร่างกายลุกชูชัน แม้แต่กระดูกก็ยังถูกความหนาวเย็นบาดลึกจนเจ็บแสบไปหมด
ตอนนี้ดึกมากแล้ว ทว่านางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้เป็เวลากี่ยามกันแน่
แสงจันทร์สีซีดที่ส่องอยู่ภายนอกขับให้ห้องนอนดูมืดมนมากยิ่งกว่าเก่า ร่างของเฟิ่งสือจิ่นปรากฏขึ้นเพียงเลือนราง มีเพียงเค้าโครงร่างกายที่เลือนรางจนแทบจะมองไม่เห็นเท่านั้นที่ปรากฏอยู่ในความมืด มือทั้งสิบกำจับผ้าห่มแน่น ลมหายใจหอบ เหงื่อท่วมร่างกาย ดวงตาจ้องมองไปยังความมืดมนอันแสนว่างเปล่า เป็เช่นนี้อยู่นานก็ไม่อาจสงบสติอารมณ์ลงเสียที
นานมากแล้วที่นางไม่ได้ฝันร้ายเช่นนี้
ภาพในความฝัน ทั้งต้นไม้ใบหญ้า สายฝนที่ตกลงบนหลังคา ทุกกิริยาท่าทางของคนทุกคน ทุกสิ่งตราตรึงอยู่ในสมองอย่างแจ่มชัด คล้ายเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานที่ผ่านมา ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านมานานเพียงใด ไม่ว่าฤดูกาลจะผันเปลี่ยนมากี่ครั้งครา นางก็ไม่อาจลืมเหตุการณ์ในวันนั้นได้เสียที
เฟิ่งสือจิ่นปวดหัวเป็อย่างมาก รู้สึกเหมือนสมองกำลังจะะเิอยู่แล้ว นางกุมขมับแน่น เื่ราวในอดีตเป็เหมือนน้ำพุที่เจอช่องระบายหลังอัดแน่นอยู่ใต้ดินมานานแสนนาน พวกมันผุดขึ้นมาในหัวอย่างบ้าคลั่ง ความทรงจำเปื้อนเืในวันวานทำให้นางเ็ปเจียนตาย แล้วเช่นนี้ นางจะลืมได้อย่างไร?
เวลาหกปี ทำให้นางคิดไปเองว่าตนชินชากับอดีตเ่าั้เสียแล้ว หากไม่ใช่เพราะได้เจอกับเฟิ่งสือจาวอีกครั้ง ฝุ่นที่ค่อยๆ กลบทับความทรงจำเ่าั้คงไม่มีทางหลุดลอยออกไปเช่นนี้ แม้แต่คนผู้นั้น คนในความทรงจำที่เลือนรางและพร่ามัวมาโดยตลอดก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน
เฟิ่งสือจิ่นตระหนักได้แล้วว่าความทรงจำของตนมีบาง่บางตอนที่ขาดหายไปจริงๆ คาดว่าเพราะหัวถูกเฟิ่งสือจาวโขกเข้ากับเสา ความทรงจำเ่าั้จึงเริ่มกลับมาเช่นนี้
ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้น... ร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นในหัวอย่างกะทันหัน นางพยายามครุ่นคิดรายละเอียดอันแสนพร่ามัวของคนผู้นี้อย่างตั้งใจ แต่ยิ่งครุ่นคิดมากเท่าใด ความเ็ปที่หัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดนางก็กอดตัวเองแน่น เ็ปจนตัวงอ และเผลอส่งเสียงครางออกมาเบาๆ
“เขาคือใครกันแน่...”
ผ้าที่พันอยู่บนหัวร่วงหล่นลงมา เฟิ่งสือจิ่นจับผ้าพันแผลเอาไว้ นางใช้นิ้วลูบแตะรอยแผลที่หน้าผากเบาๆ พลันความสับสนก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง นางหมดสติในวิทยาลัยหลวง แล้วใครเป็คนส่งนางกลับมาที่นี่? ห้องนี้เป็สถานที่ที่นางคุ้นเคยเป็อย่างมาก เตียงนี้ก็เป็เตียงที่นางนอนอยู่ทุกคืน ผ้าพันแผลยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของยาสมุนไพรแฝงอยู่ด้วย... อาจารย์หรือ?
เฟิ่งสือจิ่นล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เส้นผมสีดำสยายอยู่บนหมอนเบื้องล่าง นางไม่มีเวลามาสนใจเหงื่อที่ชุ่มไปทั่วร่าง เพราะความเ็ปที่หัวยังไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย นางนึกถึงจวินเชียนจี้สลับกับจมดิ่งอยู่กับเื่ราวในอดีต เป็เช่นนี้ซ้ำๆ โดยไม่อาจฝืนความคิดตัวเองได้เลย
เฟิ่งสือจิ่นพูดละเมอเป็ระยะตลอดทั้งคืน น้ำตาไหลลงมาจากหางตา และซึมหายเข้าไปในเส้นผมสีดำอย่างเงียบงัน นางเรียกหามารดาซ้ำๆ นางรู้สึกรัก และสงสารมารดาอย่างสุดหัวใจ นางคิดมาโดยตลอดว่าท่านแม่เป็ผู้หญิงที่อ่อนแอที่สุดในโลกใบนี้ สิ่งที่กล้าหาญที่สุดที่ท่านแม่เคยทำ ก็คือการลาจากนางไปชั่วนิรันดร์ต่อหน้าต่อตานางในวันนั้น... พี่สาวแท้ๆ หักหลังนาง คนในตระกูลขับไล่ไสส่งนาง ในโลกใบนี้ นางมีเพียงตัวคนเดียวอย่างแท้จริง... ในยามที่ฟ้าใกล้สว่าง บัดนี้ เฟิ่งสือจิ่นถูกอาการไข้เล่นงานจนสติพร่าเบลอไปหมด ขณะกำลังสะลึมสะลือ นางรู้สึกเย็นและจักจี้ที่หน้าผากเล็กน้อย นางพยายามอยู่นานจึงเปิดเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งขึ้นได้ แขนเสื้อสีเขียวขุ่นลอยผ่านหน้าไป ปลายนิ้วเย็นๆ ที่แตะอยู่บนหน้าผากให้ความรู้สึกสบายเหลือเกิน นางใช้ลิ้นเลียริมฝีปากแห้งๆ ของตนเอง พลางพึมพำด้วยเสียงเบาหวิวราวกับลูกแมวแสนเชื่อง “อาจารย์...”
มือที่อยู่เบื้องบนชะงักลงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มทำแผลให้นางอีกครั้งอย่างละเอียดและประณีต จากนั้นมวลน้ำที่เย็นชุ่มและมีรสหวานลิ้นก็ถูกหยดเข้ามาในริมฝีปากแห้งกรังของเฟิ่งสือจิ่นทีละน้อย เฟิ่งสือจิ่นเป็ดั่งพื้นดินที่แห้งแล้งมานาน เมื่อััได้ถึงหยดน้ำ นางก็รีบจับมือนั้นเอาไว้ แล้วดูดกลืนน้ำบนนั้นอย่างหิวกระหาย
นางพยายามเบิกตากว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของจวินเชียนจี้ชัดๆ ในที่สุดนางก็ต้านความเหนื่อยล้าที่ถาโถมเข้ามาไม่ไหว จึงหลับตาแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
เฟิ่งสือจิ่นจะรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของจวินเชียนจี้ในตอนที่นางมีอาการสะลึมสะลือเท่านั้น แต่เมื่อได้สติ จวินเชียนจี้ก็มักจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย นางคิดว่าอาจารย์ต้องโกรธนางอยู่แน่ๆ แต่อาจารย์ก็ยังเป็อาจารย์ ไม่มีทางที่เขาจะทิ้งนางเอาไว้โดยไม่ไยดี เหตุนี้ แม้จะยังแสดงความโกรธโดยการไม่ยอมมาเจอนางซึ่งๆ หน้า แต่ก็ยังแอบเข้ามาดูแลนางอย่างใกล้ชิดเสมอ ทำเช่นนี้ คงลำบากมากสินะ ต่อมา เฟิ่งสือจิ่นมักจะแสร้งทำเป็หลับทุกครั้งที่จวินเชียนจี้มา ทั้งที่แท้จริงแล้วนางตื่นอยู่ตลอดเวลา จึงััถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนที่จวินเชียนจี้ปฏิบัติต่อนางได้อย่างชัดเจน
หลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เฟิ่งสือจิ่นเสร็จ จวินเชียนจี้ก็นั่งอยู่ที่ขอบเตียงอย่างสงบเป็เวลานาน สายตาราบเรียบทอดลงบนใบหน้าสีขาวซีดของเฟิ่งสือจิ่นโดยไร้ความรู้สึก ใบหน้าของเขาไม่มีทั้งความโกรธเกรี้ยวหรือดีใจใดๆ ทั้งสิ้น
ดวงตะวันทอแสงเจิดจ้า แสงสว่างส่องลอดเข้ามาทางลายสลักที่หน้าต่างสีขาว เขานั่งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ยื่นนิ้วเข้าไปใกล้ แล้วเกลี่ยเส้นผมสีดำที่ปรกอยู่บนใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นออกไปอย่างเบามือ เผยให้เห็นใบหน้าที่เนียนใสและชุ่มฉ่ำ ราวกับไข่ต้มที่เพิ่งแกะเปลือกของนางได้อย่างชัดเจน น่าเสียดายที่ความงดงามนี้กลับแฝงไปด้วยความอิดโรยและเจ็บป่วย
