“แล้วอย่างไร” เสียงของจวินเชียนจี้นิ่งเรียบเป็อย่างมาก มากจนแทบจะไม่มีจังหวะสูงต่ำด้วยซ้ำ
เฟิ่งสือจิ่นสูดหายใจเข้าลึก นางฝืนข่มความรู้สึกเจ็บแปลบในใจที่เกิดขึ้นอย่างไร้สาเหตุเอาไว้ รู้สึกเหมือนมีเหล็กร้อนๆ ทาบลงที่กลางหน้าอกเช่นนั้น ความเจ็บแสบในใจทำให้ขอบตาของนางเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา นางบอก “ดังนั้น... ท่านไม่ต้องมาสนใจข้าอีก เื่ของข้า ข้าจะจัดการเอง”
จวินเชียนจี้หรี่ตาลงเล็กน้อย เขาบอกด้วยแววตาหมองหม่น “นอกเสียจากเ้าจะไม่ใช่ศิษย์ของข้าอีกแล้ว”
เฟิ่งสือจิ่นตอบ “เื่ที่อาจารย์บอกข้าครั้งก่อน ข้าคิดไตร่ตรองอยู่นาน หลายปีก่อน ตอนที่ข้าไม่มีอะไรสักอย่าง เป็อาจารย์ที่รับข้ามาอยู่ด้วย ตอนนี้ นอกจากอาจารย์แล้วข้าก็ไม่มีอะไรเช่นกัน” นางยกมือขึ้นมาทาบที่หน้าอก เสียงของนางแ่เบาและเปราะบาง คล้ายกำลังจะร้าวแตกเป็เสี่ยงๆ เช่นนั้น นางพูดช้าๆ “หากถามว่าตอนนี้ สิ่งสำคัญที่ข้าอยากถนอมรักษาเอาไว้มากที่สุดคืออะไร เช่นนั้น ก็คงจะมีแค่อาจารย์เท่านั้น”
จวินเชียนจี้เบิกตาขึ้นเล็กน้อย
สายลมราตรีพัดมา มันลูบผ่านเส้นผมสลวยของเฟิ่งสือจิ่น และพัดให้ชายเสื้อของนางปลิวไสวขึ้นไปในอากาศอย่างแ่เบา จวินเชียนจี้มองดูเฟิ่งสือจิ่นเปิดประตูเข้าไปในห้อง และมองประตูปิดลงต่อหน้าต่อตา
ไฟในห้องสว่างขึ้น เฟิ่งสือจิ่นไม่รู้ว่าจวินเชียนจี้กลับไปั้แ่เมื่อใด นางเห็นเ้าสามมัดะโลงมาจากหน้าต่างพอดี จึงย่อตัวลงไปอุ้มกระต่ายตัวน้อยขึ้นมา เมื่อนางมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง ข้างนอกก็ไม่เหลือใครแล้ว
ตอนนี้เฟิ่งสือจิ่นสกปรกมอมแมมไปหมด แถมยังเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก นางี้เีไปต้มน้ำ จึงยกน้ำเย็นเข้ามาในห้องเพื่อเตรียมอาบแทน แม้จะรู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อย แต่นางคิดว่าหากฝืนตนเองสักหน่อย เพียงครู่เดียวก็อาบเสร็จแล้ว เหตุนี้ เฟิ่งสือจิ่นจึงแข็งใจ ะโลงไปในอ่างน้ำอย่างไม่ลังเล
ตอนแรกเฟิ่งสือจิ่นหนาวจนสั่นไปทั้งตัว ยังดีที่นางมีพื้นฐานร่างกายแข็งแรง ไม่นานก็ชินกับอุณหภูมิของน้ำ และเริ่มชำระล้างร่างกายในที่สุด
ราตรีมืดมิดลงเรื่อยๆ แสงจากตะเกียงในห้องอ่อนกำลังลงทุกที แถมยังกะพริบไหวไม่หยุดคล้ายกำลังจะมอดดับลง
เ้าสามมัดะโไปมาในห้องไม่หยุด อุ้งเท้าของมันขูดลงบนพื้น ส่งเสียงครืดคราดออกมาอย่างต่อเนื่อง มันย่อตัวลง แล้วะโขึ้นไปบนหน้าต่าง จากนั้นก็ใช้ร่างอ้วนๆ ของตนดันจนหน้าต่างง้างออกเล็กน้อย มันไม่รอช้า รีบแทรกตัวเข้าไปในช่องว่างเล็กๆ ที่หน้าต่าง แล้วะโกระเด้ง หายเข้าไปในเงามืดด้านนอกอย่างรวดเร็ว
ราตรีผันผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว ห้องของจวินเชียนจี้เหลือเพียงความเงียบสงัดเท่านั้น ทว่าเพียงไม่นานก็มีเสียงกรงเล็บขูดกับประตูดังขึ้น เสียงนั้นทั้งดังและแหลม ชวนให้แสบแก้วหูเหลือเกิน
จวินเชียนจี้ไม่ใช่คนหลับลึก เขาถูกรบกวนจนตื่นจากนิทรา ทั้งยังรู้ดีว่าผู้ที่ก่อความวุ่นวายข้างนอกเป็ใคร แต่หากเขาไม่ยอมออกไป เ้าสามมัดที่อยู่ข้างนอกต้องไม่ยอมหยุดอย่างแน่นอน ผ่านไปสักพักเขาจึงลุกจากเตียง เส้นผมยาวๆ มีเชือกมัดเอาไว้หลวมๆ เขาสวมรองเท้า แล้วหยิบเสื้อคลุมที่ห้อยอยู่บนฉากกั้นขึ้นมาสวมลวกๆ เส้นผมสีดำที่สยายอยู่บนไหล่ทั้งสองข้างแลดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย แววตายังเจือความง่วงซึม เขาเดินไปที่หน้าประตูและเปิดมันออกในที่สุด อีกด้าน เมื่อไม่มีประตูคอยกั้น เ้าสามมัดที่กำลังข่วนประตูจึงเสียหลัก ร่างอ้วนๆ ของมันกลิ้งกระดอนเข้าไปในห้อง ก่อนจะชนเข้ากับรองเท้าของจวินเชียนจี้อย่างจัง
จวินเชียนจี้ก้มมองร่างที่อ้วนราวกับลูกบอลของเ้าสามมัด ซึ่งกองอยู่บนรองเท้าของตนแวบหนึ่ง เขาอุ้มมันขึ้นมาแล้วลูบขนของมันอย่างอ่อนโยน ในขณะที่มืออีกข้างก็ลูบจับอุ้งมือน้อยๆ อย่างอารมณ์ดี เขาพูดด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “เ้าคันไม้คันมือมากเลยหรือไร ให้ข้าช่วยตัดมันทิ้งดีหรือไม่?”
เ้าสามมัดสะดุ้งเฮือก มันรีบดึงอุ้งมือกลับมา จากนั้นก็ะโออกมาจากอ้อมแขนของจวินเชียนจี้ และกลับไปยืนอยู่บนพื้นได้อย่างง่ายดาย เมื่อทำเสร็จยังหันมาข่วนชายเสื้อของจวินเชียนจี้หลายครั้งราวกับกำลังแก้แค้น แล้วจึงวิ่งไปข้างหน้าหลายก้าว มันไม่ได้วิ่งหนี แต่หยุดลงที่กลางสวน แล้วหันมามองจวินเชียนจี้อีกครั้ง จวินเชียนจี้เองก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะปิดประตูแล้วกลับไปนอนแต่อย่างใด เขามองตามร่างเล็กๆ ของเ้าสามมัด พบว่ามันวิ่งไปข้างหน้าเพียงสองสามก้าวก็หันมามองตนอีกครั้ง ทำเช่นนี้ซ้ำไม่หยุด
จวินเชียนจี้ไม่พูดอะไร เขาปิดประตูลงด้วยท่าทางคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่าง โดยที่ร่างใหญ่ออกมายืนอยู่นอกห้องเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เ้าสามมัดเห็นดังนั้นก็มีท่าทีดีอกดีใจเป็อย่างมาก มันะโไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมาอีก ซึ่งจวินเชียนจี้ก็เดินตามไปติดๆ
เ้าสามมัดกำลังนำทางให้เขานั่นเอง
ไม่นาน หนึ่งคนกับหนึ่งกระต่ายก็กลับมายืนอยู่ในสวนหน้าห้องของเฟิ่งสือจิ่นอีกครั้ง จวินเชียนจี้ชะงักลงชั่วครู่ ก่อนจะพบว่าดึกป่านนี้แล้ว แต่ไฟในห้องกลับยังสว่างอยู่
จวินเชียนจี้ยืนนิ่งอยู่หน้าห้อง ในที่สุดเขาก็เดินเข้าไปเคาะประตูจนได้ น่าเสียดายที่คนด้านในไม่ตอบกลับมา
อีกด้าน เ้าสามมัดเริ่มหันไปข่วนหน้าต่างแทน จวินเชียนจี้หันไปมองตามเสียง พบว่าเ้ากระต่ายน้อยกำลังแทรกตัวเข้าไปในห้องผ่านช่องว่างเล็กๆ ที่หน้าต่าง เขาเดินเข้าไปใกล้ แล้วเปิดหน้าต่างบานนั้นออก ทำให้แสงสีเหลืองอ่อนที่แสนอ่อนโยนจากด้านในสาดประกายออกมากระทบลงบนร่างกายของเขาแทน
เส้นผมที่ดูยุ่งเล็กน้อยสยายลงบนอาภรณ์และคอเสื้อ ไฟสีอ่อนส่องให้ใบหน้าหล่อเหลาประกายแสงสีทองประดุจแสงจากทองคำแท้ออกมา
จวินเชียนจี้มองเข้าไปในห้อง แต่พบเพียงความว่างเปล่า ที่เตียงก็ไม่มีแม้แต่เงาของเฟิ่งสือจิ่น เขาเบนสายตาไปมองด้านหลังของฉากกั้น นั่นเป็ที่ที่เฟิ่งสือจิ่นใช้อาบน้ำนั่นเอง ตรงนั้นมีอ่างอาบน้ำส่วนตัวของเฟิ่งสือจิ่นวางอยู่ ในอ่างไม่มีไอร้อนลอยออกมา แต่จวินเชียนจี้กลับมองเห็นรางๆ ว่าในนั้นมีร่างของใครบางคนนอนแช่อยู่ คนผู้นั้นกำลังเอียงหัว นอนพิงขอบอ่างเอาไว้
หากเฟิ่งสือจิ่นยังมีสติอยู่ ไม่มีทางที่นางจะไม่ได้ยินเสียงเปิดหน้าต่างของจวินเชียนจี้ ทว่าตอนนี้ นางกลับไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ เลย
จวินเชียนจี้เรียกนาง “สือจิ่น เ้าอยู่ในนั้นหรือไม่?”
เฟิ่งสือจิ่นยังคงนิ่งเงียบ จวินเชียนจี้จึงะโเข้าไปในห้องผ่านทางหน้าต่าง ชายเสื้อปลิวไสว ท่าทางกระฉับกระเฉงและลื่นไหล ดูท่า เ้าสามมัดไม่ได้ไปข่วนประตูเพื่อปลุก และพาเขามาที่นี่กลางดึกอย่างไร้เหตุผล
เป็จริงดังนั้น เมื่อเดินอ้อมฉากกั้นไป เขาก็พบว่าเฟิ่งสือจิ่นกำลังนอนแช่อยู่ในอ่างน้ำ นางเอียงหัวพิงขอบอ่าง คางแหลมเชิดขึ้น ดวงตาหลับพริ้ม ใบหน้าขาวซีด
จวินเชียนจี้ขมวดคิ้วมุ่น เขายื่นมือเข้าไปตรวจดูอุณหภูมิของน้ำ เมื่อพบว่าเป็น้ำเย็น คิ้วคมก็ขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม เขาตบใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นเบาๆ “สือจิ่น ตื่นสิ ตื่นเร็ว”
เฟิ่งสือจิ่นยังคงนอนนิ่งดังเดิม ทว่าทันทีที่ฝ่ามือััโดนใบหน้าของนาง จวินเชียนจี้ก็รีบใช้มืออังหน้าผากของคนตรงหน้าต่อทันที พบว่าบนนั้นร้อนเหลือเกิน
เมื่อเทียบกับมารยาทระหว่างหญิงชายแล้ว ชีวิตของนางย่อมสำคัญมากกว่าเป็ไหนๆ
จวินเชียนจี้คล้อยสายตาลงต่ำในตอนแรก ทว่าเมื่ออุ้มร่างของเฟิ่งสือจิ่นขึ้นจากน้ำ หางตาก็ปรายไปเห็นเรือนร่างของนางอย่างไม่ตั้งใจ เขาฉายความอึดอัดและเขินอายที่เบาบางจนแทบจะมองไม่เห็นออกมาทางสีหน้า พลันดวงตาก็เปลี่ยนไปเป็สีแดงราวกับดวงตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า จวินเชียนจี้รีบหันไปมองทางอื่นแทน แล้วอุ้มเฟิ่งสือจิ่นเดินอ้อมฉากกั้นอย่างเร่งรีบ เขาไม่รู้ว่าควรจะมองไปที่ตำแหน่งใดดี จึงไม่ได้มองไปข้างหน้าเช่นกัน เหตุนี้ หน้าผากของเขาจึงชนเข้ากับขอบของฉากกั้นจนกลายเป็รอยบวมสีแดงเข้ม
ชาตินี้ เขายังไม่เคยตื่นตระหนกและร้อนรนจนทำผิดพลาดเช่นนี้มาก่อนเลย ประชาชนของแคว้นจิ้นต่างมองว่าราชครูสง่างามดุจดั่งเทพเ้า ใจเย็น ปราศจากกิเลส และละวางทางโลกได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่ในความเป็จริง โลกมนุษย์งดงามถึงเพียงนี้ เขาไม่ใช่เทพที่ไร้ความรู้สึก จะปล่อยวางสรรพสิ่งได้อย่างไร
