จิ้งอ๋องมองโดยรอบเมื่อพบว่าภายในอุทยานอวี้ฮวาไม่มีผู้อื่น ถึงเอ่ยเสียงเบาว่า“ท่านยังไม่อาจตัดใจจากฉินอิ่งเยว่จริงๆ หรือ? มีคนบอกว่าท่านแต่งกับพี่สะใภ้สามเพราะนางมีชื่อเสียงอันดีงามเป็หญิงมีพร์อันดับหนึ่งของเมืองหลวง เป็เช่นนี้จริงหรือไม่?”
“จิ๊... ให้ข้าตำหนิเ้าเถิด...เ้าทำตัวเหมือนสตรีั้แ่เมื่อใด เหตุใดจึงนินทาผู้อื่นเช่นนี้?”
“ข้าก็ทำไปเพราะเป็ห่วงท่านอย่างไรเล่า”จิ้งอ๋องเอ่ย “นอกจากนั้นข้าคิดว่าพี่สะใภ้สามเป็คนดีมากไม่ว่านางจะจริงใจกับท่านหรือไม่ แต่ในเมื่อท่านแต่งนางเข้าจวนแล้ว ควรจะทำดีต่อนางถึงจะถูก”
“ข้าไม่ดีกับนาง?” เฉินอ๋องเอ่ย “อำนาจในตำหนักหลังข้าก็ยกให้นางหมดแล้วมิหนำซ้ำยังแวะเวียนไปหานางทุกวันอนุชายานางใดเคยได้รับความรักความเมตตาเช่นนี้บ้าง?”
เ้าสามช่างฉลาดนึกไม่ถึงว่าจะดูออกเื่ที่หรงหว่านซีไม่ได้รักเขาจากใจจริงหรงหว่านซีแสดงออกไม่ชัดเจนหรือ? เหตุใดเขาถึงไม่รู้สึกเช่นนั้น? เขารู้สึกว่ายามอยู่หน้าผู้อื่นเขากับสตรีนางนี้แสดงละครร่วมกันได้ดีมาโดยตลอดบางครั้งเขายังถูกนางข่มขวัญเข้าจริงๆ จนเกือบคิดไปว่าสตรีนางนี้หวั่นไหวกับเขาจริงๆ
“อย่าเดามั่ว พี่สะใภ้สามของเ้าชอบข้ามากกว่าความลึกของมหาสมุทรทั้งยังเปี่ยมพลังยิ่งกว่าฝูงม้าวิ่งทะยาน...”
“แต่ที่ข้าเห็นเหมือนไม่ใช่”เ้าสี่ขัดจังหวะเขาที่กำลังหลอกตัวเองอย่างไม่เหลือเยื่อใย
เขาไม่ได้เดา แต่เขาเห็นจากท่าทีของชูเซี่ยหากพี่สะใภ้สามชอบพอพี่สามถึงขึ้นนั้นตามที่กล่าวมาเหตุใดวันก่อนตอนเขาเอ่ยถึงพี่สามกับชูเซี่ย เด็กคนนั้นกลับทำท่าทางไม่แยแสแต่อย่างไร?
ท่าทีของเด็กรับใช้ล้วนเป็ตามท่าทีของคุณหนูผู้เป็นาย
“เอาล่ะพวกเ้าสองคนยังมีเื่อะไรอีกหรือไม่?” จิ้งอ๋องเอ่ยอย่างมั่นใจเช่นนี้เฉินอ๋องไม่มีสิ่งใดมายืนยันไม่แก้ต่างเสียเลย
“ไม่มีแล้วพ่ะย่ะค่ะข้าจะตามไปเที่ยวเล่นในจวนท่าน” จิ้งอ๋องกล่าวหันไปพูดกับองค์หญิงหก “น้องหญิงหกเ้าไม่ต้องตามมาแล้ว”
“ไม่! เหตุใดข้าจะตามไปไม่ได้?”
“พี่สะใภ้สามหายตัวไปไม่มีสตรีค่อยเล่นเป็เพื่อนเ้า เ้าตามพวกข้าสองคนไป จะไม่เกะกะเปล่าๆ หรอกหรือ?”
จิ้งอ๋องเอ่ยก่อนจะหันไปคว้าไหล่เฉินอ๋องแล้วรีบเอ่ย“พี่สามรีบเดิน อย่าให้นางตามมาทัน”
“ท่านฝันไปเถอะ!”เฟิงเป่ยหนิงกระทืบเท้าแล้วรีบตามไปทันที
ในตอนนี้เฉินอ๋องยกยิ้มบางเช่นยามปกติคนทั้งสองจึงพากันวางใจ ตรงกันข้ามในด้านความรู้สึกของพี่สามและความคืบหน้าของเื่นี้คนทั้งสองคิดว่าพวกเขาควรจะตามพี่สามกลับจวนน่าจะดีกว่าสักหน่อย
เฉินอ๋องจะไม่รู้ความคิดที่แท้จริงของคนทั้งสองได้เช่นไร?
หนิงเอ๋อร์คือน้องสาวมารดาเดียวกับตนเป็พี่ชายน้องสาวที่สนิทสนมกันมากที่สุด หากต่างฝ่ายต่างให้ความสำคัญซึ่งกันและกันเป็อย่างมากก็ถือเป็เื่ปกติ
แม้เ้าสี่จะไม่ใช่องค์ชายที่หมู่เฟยทรงครรภ์ฉุนกุ้ยเหรินผู้เป็มารดาจากไปเร็ว ั้แ่เด็กเติบโตมากับพระพันปีแต่ความเป็กลับไม่ต่างจากเติบใหญ่อยู่ข้างกายหมู่เฟยสักนิด เพราะเขามักจะแวะเวียนไปตำหนักอีหลายและตำหนักสือหนิงกงนอกจากไปเข้าเฝ้าฉิ่งอานในตำหนักคุนหนิงกง เขาก็ไม่เคยไปตำหนักอื่น
พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาั้แ่เด็กโดยปกติมักพูดจาหยอกล้อเอะอะโวยวาย ไม่มีผู้ใดทำตัวสุขุมสักคนไม่มีผู้ใดออกปากว่ารักใคร่และห่วงใยอีกฝ่าย แต่เมื่อเกิดเื่พวกเขาทั้งสามล้วนมีหัวใจเป็อันหนึ่งอันเดียวกัน
เมื่อได้ยินเสียงน้องสี่กับหนิงเอ๋อร์ตีฝีปากกันอยู่ด้านหลังภายในใจเฉินอ๋องก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
เขาจะกลับไปเขียนฎีกาขอรับโทษเพื่อถวายเสด็จพ่อตนควรเป็ฝ่ายอธิบายเื่นี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พี่ใหญ่ชิงทำเสียก่อนดังนั้นจะชักช้าไม่ได้
เพียงแต่ไม่จำเป็ต้องรีบร้อนมากนักขอแค่ส่งไปถึงเสด็จพ่อก่อนเวลาอาหารค่ำเป็พอหากฮองเฮาและองค์รัชทายาทจะพูดถึงเื่นี้คงต้องไม่มีทางทำให้ดูเหมือนจงใจมากเกินไป จะต้องหาเวลาที่เหมาะสมและคล้ายกับหยิบยกขึ้นมาเอ่ยถึงเท่านั้นหากเอ่ยถึงเื่นี้ตอนขอเข้าเฝ้าเสด็จพ่อจะดูไม่เหมาะสมอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อกลับถึงจวนเฉินอ๋องจึงเดินตรงไปยังตำหนักจาวเต๋อของหรงหว่านซี
แท้จริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่แต่ทันทีที่เข้ามาในจวนอ๋อง เขาแค่เดินมาตามความเคยชินกลับมุ่งหน้ามาทางตำหนักจาวเต๋อเสียแล้วเมื่อเดินมาครึ่งทางทันใดนั้นนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้หรงหว่านซีไม่ได้อยู่ในตำหนักจาวเต๋อ
แต่ข้างหลังมีน้องสาวกับน้องชายเดินตามมาจะเปลี่ยนเส้นทางเดินกลับไปตำหนักจาวเสียนของตนก็ไม่ได้ไม่เช่นนั้นคงต้องถูกเ้าสองคนนี้หัวเราะขบขันอย่างแน่นอน
“พี่สามพี่สะใภ้ก็ไม่อยู่สักหน่อย ท่านกลับมาตำหนักจาวเต๋อทำไมกัน? ข้าไม่ค่อยจะสะดวกเข้าไปนะ?”จิ้งอ๋องจงใจเอ่ยเช่นนี้
แต่ความเป็จริงในใจกลับแฝงด้วยความยินดี
เมื่อครู่ตอนเดินมาถึงสระฝูฉวี ฝีเท้าของพี่สามก็ชะงักเขาจึงรู้แล้วว่าพี่สามคุ้นชินกับการเดินมาที่นี่ พึ่งจะรู้ตัวแต่กลัวเสียหน้าจึงทำได้เพียงพยายามฝืนเอาไว้
เพียงแต่การทำเช่นนี้กลับเข้าทางเขาจะได้หยอกล้อแม่นางน้อยอีกแล้ว
ทว่าพี่สามกลับเห็นสิ่งที่เขาคิดอย่างทะลุปรุโปร่งจึงปริปากเอ่ย “เพื่อสร้างโอกาสให้เ้า”
“แหะๆ...พี่สามข้าไม่เห็นเข้าใจสิ่งที่ท่านพูด” จิ้งอ๋องปากแข็ง
“ถ้าเช่นนั้นก็ดี อีกครู่หลังไปถึงตำหนักจาวเต๋อและข้าผลัดอาภรณ์เสร็จพวกเราก็ไปดื่มสุรากัน แต่ต้องบอกชูเซี่ยสักหน่อยว่าพวกเราจะไปดื่มสุราเพราะหากพระชายากลับมา นางก็จะได้บอกพระชายาสักคำ” เฉินอ๋องเอ่ย
“พี่สาม ่เวลาสำคัญเช่นนี้ท่านหยุดพักบ้างจะได้หรือไม่! นอกจากนั้นพวกเรายังพาหนิงเอ๋อร์มาด้วยไม่สะดวกเป็อย่างมากนะพ่ะย่ะค่ะ!” จิ้งอ๋องเอ่ย
เฉินอ๋องหัวเราะ เ้าคนนี้ยังปากแข็งอีกยามอยู่ต่อหน้าชูเซี่ย แค่บอกว่าไปดื่มสุราก็ยังไม่กล้าเสียแล้วยังจะบอกว่าไม่คิดอะไรกับเด็กคนนั้น?
เมื่อมาถึงตำหนักจาวเต๋อ ชูเซี่ยออกมาต้อนรับ“คำนับเตี้ยนเซี่ย... คำนับเตี้ยนเซี่ยสี่เพคะ...”
“ผู้นี้คือองค์หญิงหก”เมื่อเห็นชูเซี่ยไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไร จิ้งอ๋องจึงรีบบอก
“คำนับกงจู่เตี้ยนเซี่ยเพคะ”ชูเซี่ยทำความเคารพ
“เ้าคือชูเซี่ยหรือ? เมื่อครู่พวกเราพึ่งจะพูดถึงเ้าด้วย! พี่สี่กลัวเ้ามากเลยล่ะ!”เฟิงเป่ยหนิงหยอกเย้าขณะประคองชูเซี่ย
ชูเซี่ยเขินอายเล็กน้อยจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “หือ? คุณหนูของข้าเล่า?”
นางไม่ได้มองข้ามผู้ใดไปแต่คุณหนูของนางไม่อยู่จริงๆ นอกจากนั้นยังไม่ได้ตามมาด้านหลัง
“นางจะกลับมาดึกสักหน่อย”เฉินอ๋องเอ่ย
จิ้งอ๋องเห็นชูเซี่ยเป็กังวลจึงรีบเอ่ย“เ้าวางใจเถิด พี่สะใภ้แค่อยู่พูดคุยกับไทเฮาที่ตำหนักสือหนิงกงเท่านั้น!”
“อ้อ ถ้าเช่นนั้นก็แล้วไปเพคะ”ชูเซี่ยเอ่ย
นางนึกว่าเกิดเื่อะไรกับคุณหนูในจวนองค์รัชทายาทเสียอีก!เดิมทีคุณหนูจะไปจวนองค์รัชทายาท นางกับจือชิวต่างเป็กังวลใจยิ่งนักแต่คุณหนูกลับบอกว่าไม่เป็อะไรและไม่ให้พวกนางตามไป
“จือชิว ฝนหมึกให้เปิ่นหวาง”ทันทีที่เฉินอ๋องเดินเข้ามาในห้องก็ออกคำสั่งกับจือชิวที่อยู่หมอบอยู่บนโต๊ะเล็ก
จือชิวบิดี้เีอย่างเกียจคร้านจากนั้นไปฝนหมึกอย่างเชื่อฟังอยู่บ้าง
“น้องสี่ ในเมื่อเ้าไม่สะดวกจะอยู่ในห้องของพี่สะใภ้ก็จงออกไปเล่นข้างนอกกับชูเซี่ยเถิดไปหยอกล้อเ้าเซวี่ยหรงสักหน่อย”
“เซวี่ยหรงก็กำลังนอนอยู่เหมือนกันเพคะ!”จือชิวเอ่ย แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะเวลานอน
เฉินอ๋องหัวเราะในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าเหตุใดเ้าสามถึงทายถูกว่าหรงหว่านซีไม่ได้ชอบพอเขา มาจากท่าทีของเด็กรับใช้สองคนนี้อย่างแน่นอนเด็กสองคนนี้ไม่ต้อนรับขับสู้เขาเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าตนไม่ใช่คนที่คุณหนูของพวกนางรักมั่นในดวงใจ และพาลโกรธที่เขาทำลายวาสนาอันดีของคุณหนูของตน
เฉินอ๋องหยิบพู่กันขึ้นมาขีดเขียนอย่างคล่องแคล่วทั้งหมดสองหน้ากระดาษอธิบายถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นและยอมรับผิด กล่าวถึงเื่ที่พระพันปีทรงลงโทษเขารวมไปถึงเื่ที่เสด็จพี่เสนอแนะเขาว่าไม่ให้เข้าเฝ้าในท้องพระโรงและปิดประตูจวนสำนึกผิด
แน่นอนว่าอธิบายถึงทัศนคติของตนเช่นกันแม้จะกล่าวว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อเกิดเื่เช่นนี้ก็ควรจะลงโทษตนเองและไม่มีหน้าจะไปพบพี่ใหญ่ในท้องพระโรงโดยบอกว่าเกรงว่าพี่ใหญ่พบหน้าเอ๋อร์เฉินแล้วคิดไปว่าเอ๋อร์เฉินไม่สำนึกผิดจากใจจริงครั้นเกิดอารมณ์กรุ่นโกรธจึงเอ่ยถึงเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้ต่อหน้าบรรดาขุนนางทั้งราชสำนัก
“เกียรติของเอ๋อร์เฉินคือเื่เล็กชื่อเสียงเกียรติยศของเชื้อพระวงศ์คือเื่ใหญ่เอ๋อร์เฉินทำเื่เลอะเลือนเช่นนี้ยังจะทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศของเชื้อพระวงศ์ด่างพร้อยไปด้วยได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?จะทำให้เสด็จพ่อเป็กังวลพระราชหฤทัยเพราะเอ๋อร์เฉินได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?เอ๋อร์เฉินทำให้เสด็จพ่อเสื่อมเสียพระเกียรติจึงรู้สึกโทษตนเองไม่น้อยเอ๋อร์เฉินสำนึกผิดและไม่มีหน้าไปพบเสด็จพ่อด้วยเหตุนี้จึงกราบบังคมทูลขอพระมหากรุณาธิคุณ นับจากนี้สิบวันไม่เข้าราชสำนักขอเสด็จพ่อโปรดมีพระบรมาานุญาตด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เอ๋อร์เฉินคุกเข่าถวายบังคมทั้งน้ำตา”
หลังเขียนเสร็จจึงเป่าน้ำหมึกบนกระดาษให้แห้งจากนั้นร้องะโออกไปด้านนอก “เ้าสี่...”
ตอนนี้จิ้งอ๋องกำลังหยอกล้อเซวี่ยหรงอยู่ในลานกับองค์หญิงหกและชูเซี่ยจึงขานรับอย่างไม่พอใจนัก “อะไรพ่ะย่ะค่ะ?”
เฉินอ๋องปิดผนึกจดหมายฉบับนี้อย่างดีและไปยืนรอที่หน้าประตู“เ้ามานี่ ช่วยพี่สามสักเื่”
จิ้งอ๋องจึงทำได้เพียงยื่นเซวี่ยหรงเข้าสู่อ้อมกอดชูเซี่ยก่อนจะวิ่งไปยังหน้าประตูเมื่อครู่ตอนเซวี่ยหรงอยู่ในอ้อมกอดของเขาและชูเซี่ยกำลังหยอกล้อมันดูแล้วเหมือนลูกของพวกเขาไม่มีผิด ภาพเช่นนั้นงดงามจนไม่อาจบรรยายพี่สามช่างไม่เบิกตาดูเสียจริง
“เ้าสี่ เ้าเอาจดหมายของรับผิดฉบับนี้ไปส่งให้เสด็จพ่อจากนั้นรอเสด็จพ่อให้คำตอบแล้วค่อยกลับมา” เฉินอ๋องพูดอย่างสบายใจยิ่งนักคล้ายกับเนื้อความในจดหมายฉบับนี้เขียนแต่คำว่า “เสด็จพ่อทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี” เท่านั้น
ทว่าจิ้งอ๋องกลับขึงขังเอาจริงเอาจังมีหรือจะกล้าเฉยเมย?
“พี่สาม...” จิ้งอ๋องเอ่ยหลังรับจดหมายมา“ท่านวางใจ ยามอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เสด็จพ่อ ข้าจะรับมืออย่างเหมาะสมแน่นอน”
เฉินอ๋องพยักหน้า “ไปเถิด”
เมื่อเห็นพี่สี่ออกไปเฟิงเป่ยหนิงจึงหันไปมองพี่สามของนาง “พี่สาม จะให้ข้าตามไปด้วยหรือไม่?”
“ไม่ต้อง มากคนเกินไปจะไม่เป็การดี”เฉินอ๋องเอ่ย
“อืม ข้าก็คิดเช่นนี้...”เฟิงเป่ยหนิงพึมพำประโยคนี้ก่อนจะหันไปหยอกล้อเซวี่ยหรงต่อ
พระอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยต่ำลงเรื่อยๆ...
ก่อนถึงเวลาอาหารค่ำจิ้งอ๋องได้รีบร้อนเข้ามาในตำหนักจาวเต๋อ
แท้จริงแล้วพี่สะใภ้ไม่อยู่ในจวนเขาไม่จำเป็ต้องระวังอะไรมากนัก อยู่ในจวนของพี่ชายพี่สะใภ้ จะมากพิธีไปทำไมกัน? ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นชูเซี่ยกับหนิงเอ๋อร์อยู่ในห้องโถงหลักเขาจึงเดินเข้าไปอย่างเป็ธรรมชาติ
เมื่อถึงห้องตำรา “พี่สาม เสด็จพ่อรับสั่งแล้วว่าอนุญาต”
“เสด็จพ่อตรัสถามอะไรเ้าอีกหรือไม่?”เฉินอ๋องถาม
จิ้งอ๋องเอ่ย“หลังเสด็จพ่อทอดพระเนตรจดหมายขอรับผิดของพี่สามจึงนิ่งเงียบครู่หนึ่งหลังจากนั้นตรัสว่า ‘บอกพี่สามของเ้าว่าเจิ้น* อนุญาต ให้เขาอยู่ในจวนเพื่อคัดตำราก็พอ’ไม่ได้ตรัสถามอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินอ๋องพยักหน้าแล้วเอ่ย“นี่คือสถานการณ์ที่ดีที่สุด”
“ใช่แล้วเสด็จพ่อไม่ได้ตรัสถามอะไรข้าเลยแสดงว่าหลังจากเสด็จพ่อทอดพระเนตรจดหมายฉบับนั้นก็เข้าพระทัยความหมายของพี่สามแล้ว”จิ้งอ๋องเอ่ย
“ไม่ผิดแต่เป็เพราะตอนนี้เสด็จพ่อทรงระแวงพระทัย เป็ไปได้มากที่จะลำเอียงเชื่อข้าอยู่บ้างเหตุที่ข้าเป็คนเขียนจดหมายขอรับผิดก่อน ถ้าอยากให้ภายในพระทัยของเสด็จพ่อมีคำตัดสินชี้ขาดคงต้องรอดูท่าทีในวันพรุ่งนี้ของพี่ใหญ่ระหว่างอยู่ในท้องพระโรง”
เพราะไม่รู้เื่ราวในราชสำนักเฟิงเป่ยหนิงจึงไม่เข้าคำพูดประโยคหลังมากนัก แต่เมื่อฟังจากคำพูดของพี่สี่นางพอรู้แล้วว่าสถานการณ์ในตอนนี้ เสด็จพ่อค่อนข้างเชื่อใจพี่สามเพียงเท่านี้นางก็วางใจแล้ว
*เจิ้น สรรพนามที่จักรพรรดิใช้แทนตัวเอง
