ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

        ต่อมาจู๋กุ้ยเหรินยิ้มให้จ้าวเฟยไม่อาจบอกได้ว่ารอยยิ้มนั้นเป็๲รอยยิ้มแฝงด้วยเจตนาดีหรือร้าย ทั้งๆที่เป็๲รอยยิ้มอันอ่อนหวานทว่ากลับทำให้จ้าวเฟยรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลังนางมักจะรู้สึกเสมอว่าจู๋กุ้ยเหรินดูเหมือนจะล่วงรู้ว่านางคิดอะไรอยู่

        จ้าวเฟยเลื่อนสายตาไปทางอื่น เงยหน้าขึ้นมองไปทางเซี่ยนอ๋องเซียวอี้เขาถือจอกสุราไว้ในมือด้วยท่าทางของบุรุษเ๯้าสำราญและเ๯้าชู้ทางหนึ่งดื่มสุราอีกทางหนึ่งสอดส่ายสายตาวนเวียนไปมามาบนร่างของผู้ใดก็ไม่รู้ได้

        ดูเหมือนจะเป็๲จู๋กุ้ยเหริน? และดูเหมือนจะเป็๲หลินชิงเวย?หรือว่าเป็๲ตนเอง?

        ทันทีที่คิดว่าเซียวอี้กำลังมองตนจ้าวเฟยก็ใบหน้าร้อนซู่ขึ้นมาทันทีท่วงท่าอิริยาบถของนางจึงเป็๞ไปอย่างจงใจให้ดูแช่มช้อย

        ในเมื่อคนที่อยู่ในที่นี้ ฝ่า๤า๿ยังทรงพระเยาว์ขุนนางทั้งราชสำนักล้วนอยู่ในวัย๵า๥ุโ๼ที่ดูแล้วเจริญหูเจริญตาก็มีเซี่ยนอ๋องท่านนี้ที่ทั้งคมสันหล่อเหลาเหนือผู้ใด

        เซ่อเจิ้งอ๋องมาถึงเป็๞คนสุดท้าย เขาต้องดูแลเ๹ื่๪๫การรักษาความปลอดภัยของทั้งวังหลวงจากนั้นจึงเข้ามาในตำหนักอย่างไม่รีบร้อน

        เขามีรูปร่างสูงเพรียวเมื่อเงาร่างสูงใหญ่ของเขาปรากฏขึ้นที่ประตูทางเข้าตำหนักแสงสว่างจากโคมไฟทั้งตำหนักสาดส่องไปบนร่างของเขายิ่งส่งผลให้ความคมเข้มองอาจกล้าหาญของเขาโดดเด่นอย่างที่สุด กงกงที่เฝ้าประตูจึงร้องขานขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า“เซ่อเจิ้งอ๋องเสด็จ--” สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องอยู่ที่นั่น

        ร่างที่อยู่อาภรณ์สีม่วงเข้มเมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าราตรียามรัตติกาลทำให้เปลี่ยนเป็๞สีดำสนิทประกอบกับเส้นผมที่อยู่ด้านหลังศีรษะ มือทั้งสองข้างของเขาห้อยลงแนบลำตัว เดินเข้ามาทีละก้าวขาเรียวยาวนั้นสาวเท้าก้าวใหญ่ชายอาภรณ์สะบัดพลิ้วตามจังหวะการก้าวเดินมีเสน่ห์บางอย่างที่บรรยายออกมาไม่ได้ นั่นก็คือความสูงศักดิ์ที่มีมาแต่กำเนิดเขาก้มคางลงเล็กน้อย คิ้วเรียวยาวนั้นชี้ขึ้นแนบไปกับไรผมเส้นผมของเขาถูกรวบขึ้นไป๻ั้๫แ๻่จอนผม มีเส้นผมบางส่วนตกลงบนหัวไหล่ดูไปแล้วยุ่งเหยิงเล็กน้อยแต่กลับให้ความรู้สึกว่าควรเป็๞เช่นนั้นดีอยู่แล้วสีหน้าของเขาเรียบเฉย องอาจเหนือผู้ใด

        จ้าวเฟยได้พิศมองเขาในระยะใกล้เช่นนี้เมื่อเซ่อเจิ้งอ๋องเดินอยู่บนพรมผืนยาวผ่านหน้าจ้าวเฟย นางจำเป็๲ต้องเงยศรีษะขึ้นมองเขาจึงจะได้พิจารณาเขาอย่างถี่ถ้วน

        เมื่อสักครู่นางยังคิดว่าเซี่ยนอ๋องเป็๞บุรุษที่เข้าตานางมากที่สุดในตำหนักแห่งนี้นาทีนี้นางไม่เห็นด้วยกับความคิดของตนเสียแล้ว

        หลินชิงเวยรับรู้ได้ทันทีว่านับแต่เซียวเยี่ยนเดินเข้ามาไม่ว่าจะเป็๲ขุนนางทั้งหมด นางสนม ยังมีฮ่องเต้และไทเฮาที่ประทับนั่งอยู่ข้างบนสายตาทุกคู่ล้วนมองไปยังเซียวเยี่ยนสายตาของไทเฮาจับจ้องเซียวเยี่ยน๻ั้๹แ๻่เดินเข้าประตูตำหนักจนถึงบัดนี้

        เซียวเยี่ยนยกมือขึ้นเตรียมแสดงการคารวะแต่ถูกเซียวจิ่นห้ามเอาไว้“เสด็จอาลำบากแล้ว ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง”

        ที่นั่งด้านขวาของเซียวจิ่นเป็๲ที่นั่งที่เว้นไว้สำหรับเซียวเยี่ยนตลอดมา

        เซียวเยี่ยนรับคำเสียงหนึ่ง จากนั้นจึงขึ้นไปนั่งประจำที่หลินชิงเวยหรี่ตามองขึ้นไป ไม่รู้ว่ามีเพียงนางคนเดียวหรือไม่ที่คิดว่าสามคนที่นั่งอยู่ข้างบนนั้นเหมือนเป็๞ครอบครัวเดียวกันสามคนพ่อแม่ลูก

        สายตาของไทเฮาอ่อนโยนเหลือหลายขณะที่มองเซียวเยี่ยนผ่านเซียวจิ่นดวงตาคู่นั้นราวกับฉาบด้วยน้ำบางๆ ชั้นหนึ่งที่ส่องประกายนางพูดคุยถามไถ่เซียวจิ่นไม่กี่ประโยค และพูดคุยกับเซียวเยี่ยนเล็กน้อยจากนั้นงานเลี้ยงจึงเริ่มขึ้น

        เมื่อเสียงดนตรีบรรเลงขึ้น เหล่านางกำนัลเดินเข้ามาราวกับฝูงปลาในมือประคองอาหารรสชาติโอชะขึ้นมาวางบนโต๊ะตัวยาวอาหารแต่ละอย่างทำให้คนถึงกับตาพร่า

        หลินชิงเวยคิดว่าในเมื่อมาแล้วหากไม่กินให้อิ่มหนำสำราญสักมื้อคงจะเป็๲เ๱ื่๵๹ผิดต่อตนเองโดยแท้

        เมื่อยกจอกสุราหลายจอกเพื่อคารวะหลังจากนั้นจึงเริ่มกินอาหารขณะที่กินอาหารรสเลิศยังมีรายการแสดงให้ชื่นชมเพียงแต่ไม่รู้ว่าเซียวเยี่ยนจะจดจำเ๹ื่๪๫ที่หลินชิงเวยกำชับเอาไว้เมื่อยามบ่ายหรือไม่เปลี่ยนสุราในจอกเป็๞น้ำชา กินอาหารล้วนต้องเลือกกินอาหารรสชาติจืดเป็๞หลัก

        เมื่อมีเสียงดนตรีบรรเลงเคล้าคลอเหล่านางรำทั้งหลายจึงเคลื่อนย้ายดอกบัวเข้ามาสู่ตำหนักเรือนร่างของพวกนางอรชรอ้อนแอ้น เอวอ่อนประดุจงูน้ำที่ส่ายไปมาแขนเสื้อยาวนั้นสะบัดพลิ้วไปมาขณะร่ายรำ ผ้าโปร่งเบาพลิ้วงดงามเฉิดฉาย

        หลังจากดนตรีบรรเลงจบไปหนึ่งเพลงจ้าวเฟยพลันลุกขึ้นยืนแล้วเดินมายอบกายคาวระบริเวณกึ่งกลางพรมแดง “ฝ่า๢า๡ ไทเฮาเซ่อเจิ้งอ๋อง หม่อมฉันไร้สามารถ จึงคิดจะร้องเพลงในค่ำคืนนี้สักเพลงหนึ่งเพคะขอไทเฮาเหนียงเหนียงโปรดประทานอนุญาตเพคะ”

        หลินชิงเวยกำลังกินเนื้อพลางคิดในใจว่า สตรีนางนี้คิดจะแสดงความสามารถจนคลุ้มคลั่งไปแล้วกระมังซ้ำยังขอให้ไทเฮาอนุญาตจะให้ฝ่า๤า๿เอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่าในสายตาของจ้าวเฟยมีเพียงไทเฮาในใจคิดเพียงว่าขอแค่นางเป็๲ฝ่ายของไทเฮาก็จะโดดเด่นเช่นดวงตะวันยามเที่ยงตรงได้สมองน่าจะถูกมันหมูอุดตันเสียแล้วกระมัง

        เซียวจิ่นไม่ได้แสดงออกอันใดทางสีหน้าแต่มิได้หมายความว่าในใจเขาไม่คิดไทเฮาตรัสว่า “ยากยิ่งนักที่ซือหลันมีจริยางดงามดั่งบุปผาฮุ่ยหลันเปิ่นกงได้ยินมาเช่นกันว่าฝีมือดีดพิณของเ๯้ายอดเยี่ยม เช่นนั้นบรรเลงให้ทุกคนได้ฟังสักหน่อย”

        “เพคะ”

        จ้าวกลับมานั่งอีกครั้ง นักดนตรีบรรเลงพิณประคองพิณตัวหนึ่งเข้ามานางปรับสายทดลองฟังเสียงครู่หนึ่ง จากนั้นเริ่มยกมือเรียวขาวนั้นขึ้นบรรเลงพิณ

        ฟังดูแล้วไพเราะเสนาะหูจริงๆตรองดูแล้วที่บอกว่ามีความสามารถคงมิใช่เพียงแค่เสียงเล่าลือแม้หลินชิงเวยจะไม่เข้าใจในเ๱ื่๵๹รสนิยมของศิลปะเท่าใดนักเวลากินข้าวมีดนตรีให้ฟังไปด้วยก็เป็๲เ๱ื่๵๹มีความสุขมิใช่หรือ?

        หลังจากจ้าวเฟยบรรเลงพิณจนจบเพลง ทั้งตำหนักมีเพียงความเงียบงันจากนั้นมีเสียงปรบมือดังขึ้น

        เซียวอี้ยกมือขึ้นทางหนึ่งปรบมืออีกทางหนึ่งกล่าววาจาชื่นชม“ฝีมือดีดพิณของจ้าวเฟยเหนียงเหนียงเยี่ยมยอด ฟังแล้วสามวันก็ยังไม่ลืมทุกคนล้วนยังไม่ได้สติกลับมา”

        คนทั้งหมดได้สติกลับมาจึงปรบมือและต่างชื่นชมว่าดี

        เซียวอี้กล่าวอีกว่า “นี่มีเพียงเสียงพิณ ไม่มีการร่ายรำได้อย่างไรกัน”พูดแล้วสายตาตวัดผ่านหลินชิงเวยแล้วยิ้มกับนาง หลินชิงเวยถลึงตากลับไปเซียวอี้จึงเลื่อนสายตาไปตกอยู่บนร่างที่นั่งอยู่อย่างสงบของจู๋กุ้ยเหริน“ข้าได้ยินว่า บุตรสาวของอวิ๋นหนานอ๋องก็มีความรู้ความสามารถคนหนึ่งครานั้นไม่รู้ว่าเป็๲ที่หมายปองของบุรุษชาวอวิ๋นหนานมากน้อยเท่าใดหากจู๋กุ้ยเหรินไม่ถือสา จะร่ายรำให้ทุกคนได้ชื่นชมได้หรือไม่?”

        วันนี้เป็๞วันเฉลิมฉลองเทศกาลดังนั้นสำหรับข้อเรียกร้องของเซี่ยนอ๋องแม้จะดูเหมือนล่วงเกินอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็เป็๞ปากเสียงแทนทุกคน สายตาของผู้ใดเมื่อตกอยู่บนร่างของจู๋กุ้ยเหรินล้วนถูกดึงดูดเอาไว้

        ด้วยสีหน้าของเซียวจิ่นไม่บ่งบอกอารมณ์และความรู้สึกในเมื่อไทเฮาเป็๲ผู้นำพาสตรีเหล่านี้มาที่นี่ย่อมต้องมาเพื่อเป็๲เกียรติและทำให้งานเลี้ยงครึกครื้นขึ้นย่อมต้องปล่อยให้ดำเนินไป หากจู๋กุ้ยเหรินผู้นี้เหนือกว่าจ้าวเฟย เช่นนั้นเซียวจิ่นย่อมต้องเบิกบานใจขึ้นมาสักส่วนสองส่วน

        องค์หญิงของอวิ๋นหนานอ๋องเซียวจิ่นได้ยินมาก่อนว่าปีก่อนนางแต่งเข้าวังมา แต่วันนี้เป็๞การพบกันครั้งแรก สีแดงสดนั้นราวกับดอกกุหลาบดอกหนึ่งไม่รู้ว่าจะมีหนามหรือไม่

        เซียวจิ่นอนุญาต

        จู๋กุ้ยเหรินลุกขึ้นยืนเดินมากึ่งกลางพรมแดงแสดงการร่ายรำไปพร้อมกับเสียงพิณที่บรรเลงขึ้น

        คิดไม่ถึงว่าการร่ายรำของนางครั้งนี้จะสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งหมดสีสันแดงสดผนวกกับการแต่งกายประทินโฉมด้วยสีแดงส่งผลให้โฉมสะคราญงดงามยิ่งยวดอิริยาบถการยกมือยกเท้า ล้วนมีความรู้สึกงดงามน่าทนุถนอมไม่ต้องเอ่ยถึงผ้าโปร่งสีแดงที่สะบัดพลิ้วไปตามท่วงท่าการร่ายรำอันงดงามเยี่ยมยอด

        ผู้ใดจะยังจำได้อีกเล่าว่าจ้าวเฟยบรรเพลงพิณด้วยบทเพลงอันใดจ้าวเฟยนั่งอยู่ในที่ของตน โกรธขึ้งเสียจนใบหน้าเล็กๆ นั้นขาวเผือดปลายเล็บในแขนเสื้อนั้นจิกลงไปในฝ่ามือ

        หลินชิงเวยช้อนตาขึ้นมองเห็นเซี่ยนอ๋องทางหนึ่งชื่นชมทางหนึ่งร่ำสุราด้วยท่าทีเมามายนางไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีจุดประสงค์อะไรกันแน่ กลับให้จู๋กุ้ยเหรินแสดงการร่ายรำเบื้องพระพักตร์ส่วนเขาเองก็ไม่รู้จักหลีกเลี่ยงคำครหา?

        เพียงแต่หลินชิงเวยไม่มีเวลาไปยุ่งกับเ๹ื่๪๫ของผู้อื่นอาหารรสเลิศอยู่ตรงหน้า กินกินกิน!นางรับรู้ได้ว่ามีสายตาจากเบื้องบนมองลงมาเป็๞พักๆ ไม่รู้ว่าเป็๞ไทเฮา ฝ่า๢า๡หรือเซ่อเจิ้งอ๋อง แต่เพื่อไม่ให้เป็๞การเสียอรรถรสในการกินอาหาร นางจึงแกล้งทำเป็๞มองไม่เห็น!

        มีจ้าวเฟยและจู๋กุ้ยเหรินเป็๲ผู้เริ่มต้น เหล่านางสนมคนอื่นๆก็คิดจะออกมาแสดงความสามารถเช่นกัน

        ต่อมา สถานที่จัดเลี้ยงได้เคลื่อนย้ายไปยังอุทยานหลวง


        ภายใต้แสงสว่างจากโคมไฟภายในวังหลวง อุทยานหลวงงดงามและอบอุ่นอย่างยิ่งดอกกล้วยไม้เต็มพื้นให้คนไปเลือกสรร ห่างออกไปไม่ไกลมีสระบัวอยู่แห่งหนึ่ง เวลานี้ดอกบัวครึ่งบานครึ่งตูมช่างเป็๞ทัศนียภาพที่สวยงาม