สองวันต่อมา
“ซูเอ๋อร์ อวิ๋นฮั่นมีไข้สูงมาสองวันแล้ว...” คำพูดของชางหรงโหวแฝงไปด้วยความหมาย อวิ๋นซูเข้าใจความหมายของเขาในทันที “ท่านพ่อเ้าคะ ลูกจะไปดูพี่สามเสียหน่อยเ้าค่ะ”
นางยังคงมีท่าทางเรียบเฉย ตอนนี้หลิ่วอวิ๋นฮั่นที่อยู่ในค่ายทหารได้รู้สึกตัวขึ้นมาแล้วหลังจากที่หมอหลวงวิ่งไปวิ่งมาตลอดคืน แต่สติยังคงพร่าเลือนอยู่เล็กน้อย
จ้องมองผู้ที่เข้ามาอยู่นานถึงจะจำได้ว่าเป็หลิ่วอวิ๋นซูที่เขาเกลียดเข้ากระดูก บุรุษบนเตียงพลันมีท่าทางดุร้ายขึ้นมา “นังสารเลว เ้าเข้ามาทำอะไร?!”
อวิ๋นซูมองเขาอยู่ห่างๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเ็า
หลิ่วอวิ๋นฮั่นโกรธจนลุกขึ้นนั่ง “ยิ้มอะไรของเ้า?!”
อวิ๋นซูสูดลมหายใจเบาๆ ครั้งหนึ่ง ปลายนิ้วเรียวปัดลงไปบนแขนเสื้อคล้ายไม่ตั้งใจ ดวงตางามทอดมองเชื่องช้าเป็ประกายวาววับ “ทรมานหรือไม่? เ็ปหรือไม่? เหล่าเชลยศึกที่ถูกเ้ากระทำอย่างโเี้ก็มีความรู้สึกเช่นนี้...”
“เ้า!” หลิ่วอวิ๋นฮั่นรู้สึกหัวใจเต้นแรงจนปวด ราวกับมีอะไรบางอย่างพรั่งพรูออกมา
ใบหน้าของอวิ๋นซูมีประกายแห่งความสุขวาบผ่าน ทิ้งคำพูดเช่นนี้ไว้แล้วหันกายเดินจากไป
“นังสารเลว! เ้ามันนังสารเลว...อ๊าก! ข้าจะฆ่าเ้า ข้าจะฆ่าเ้า!” ทันใดนั้น ด้านนอกกระโจมได้ยินเสียงะโด่าด้วยความโมโหจนทนไม่ไหวของหลิ่วอวิ๋นฮั่นดังแว่วมา
ชางหรงโหวขมวดคิ้ว เห็นอวิ๋นซูเดินออกมาด้วยใบหน้าสงบนิ่ง “เป็อย่างไร?”
ในหูได้ยินคำด่าไม่ขาดสาย ทว่าอวิ๋นซูในตอนนี้กลับสงบนิ่งอย่างแปลกประหลาด นางพยายามพูดด้วยน้ำเสียงจนใจอย่างสุดความสามารถ “ท่านพ่อเ้าคะ พี่สามไม่ยอมให้ซูเอ๋อร์รักษา แต่ดูจากสภาพในวันนี้แล้ว เกรงว่าเขาคงไม่อาจอยู่ในค่ายทหารได้ มิเช่นนั้นโรคนี้จะติดต่อไปยังทหารคนอื่นได้เ้าค่ะ”
ชางหรงโหวเงียบ คิ้วที่ผูกแน่นคล้ายกำลังใคร่ครวญ ความลังเลเมื่อครู่พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เด็กๆ รีบพาคุณชายสามออกไปจากค่ายทหาร”
“ข้าไม่ไป ข้าไม่ไป!” ภายในกระโจม หลิ่วอวิ๋นฮั่นได้ยินคำสั่งของชางหรงโหวจึงคำรามออกมาโดยไม่สนใจสิ่งใด “หลิ่วอวิ๋นซูนังสารเลว! เป็เ้า ต้องเป็เพราะเ้าแน่ๆ!”
“ท่านพ่อเ้าคะ พี่สามป่วยจนสติเลอะเลือนไปแล้ว” อวิ๋นซูหลุบตา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ใบหน้าของชางหรงโหวยิ่งเคร่งขรึมมากขึ้น อวิ๋นซูเสี่ยงอันตรายที่จะติดโรคเพื่อเข้าไปดูอาการ ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีความซาบซึ้งใจแม้แต่น้อย ในใจของเขายิ่งเ็าขึ้นหลายส่วน “ส่งคนไปดูแลคุณชายสามตลอดสิบสองชั่วยาม อย่าให้ผิดพลาด!”
“ขอรับ!” เหล่าทหารรีบไปทำตามคำสั่ง
ไม่นานก็เห็นเหล่าทหารหามหลิ่วอวิ๋นฮั่นออกมาจากกระโจม บุรุษผู้นั้นะโเสียงดังว่าไม่ไป เขาที่มีสภาพย่ำแย่ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งต่อทหารเ่าั้แม้แต่น้อย
เมื่อหลิ่วอวิ๋นฮั่นหันไปเห็นอวิ๋นซูที่ยืนอยู่ข้างๆ สายตาของนางมีความเย้ยหยันอยู่หลายส่วน จึงโกรธจนทนไม่ไหว “หลิ่วอวิ๋นซู! นี่คือจุดประสงค์ของเ้าสินะ? อยากจะฆ่าข้า? ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก เ้า เ้าคอยดู!”
อวิ๋นซูมองด้วยสายตาเ็า จนกระทั่งตอนนี้ก็ไม่รู้สึกเสียใจ โรคห่าในยามนี้รุนแรงมาก จะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่ก็ต้องดูวาสนาของเขาแล้ว
...
หลังจากจิตใจของทหารสงบลง อวิ๋นซูทิ้งเทียบยาหลายเทียบไว้ให้ค่ายทหารต้มดื่มทุกวัน รถม้าได้เตรียมนำขึ้นถนนแล้ว ตอนนี้เองกลับมีทหารนายหนึ่งเข้ามาส่งจดหมาย
ชางหรงโหวได้รับจดหมาย เขียนไว้ว่ามีบุคคลน่าสงสัยปรากฏตัวขึ้นไม่ไกลจากที่นี่ ใน่เวลาพิเศษเช่นนี้ เขาไม่คิดว่าจะเป็เื่บังเอิญ กลัวก็แต่ว่าจะมีบางแคว้นเห็นว่าสถานการณ์ในแคว้นเฉินกำลังย่ำแย่จึงคิดจะส่งคนมาสืบหาข้อมูล จึงจำเป็ต้องรีบตรวจสอบคนน่าสงสัยเ่าั้
“เอ๋? ความหมายของท่านโหวก็คือจะยืดเวลาออกไปอีกหลายวันหรือ?” ดวงตาของจี้จิ่นเข้มขึ้น ต้องทราบว่าฝ่าาทรงมีรับสั่งให้พวกเขามาแก้ปัญหาโรคระบาด ไม่ใช่มาตามสืบเื่ไส้ศึกน่าสงสัยอะไรนั่น
ทุกคนพลันเงียบเสียงลง ชางหรงโหวไม่เก็บซ่อนความไม่พอใจในสายตาเลยแม้แต่น้อย อัครมหาเสนาบดีกล่าวง่ายไป หากเป็ไส้ศึกของแคว้นอื่นจริง ในสถานการณ์ที่โรคระบาดยังไม่สงบเช่นนี้ หากมีเื่อะไรเกิดขึ้น คนที่ฝ่าาจะตำหนิก็คือคนที่กุมกำลังทหารไว้ในมืออย่างตนเอง ไม่ใช่อัครมหาเสนาบดี!
คิ้วเข้มขมวดแน่น ทุกคนรอการตัดสินใจของชางหรงโหว
“ซูเอ๋อร์” หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีที่กำลังเก็บสัมภาระอยู่พอดี อวิ๋นซูยืนขึ้นอย่างเรียบเฉย “เ้ากับท่านเสนาบดีเดินทางล่วงหน้าไปเจียงหนานก่อน พ่อจัดการเื่ที่นี่เสร็จแล้วจะตามไป!”
ในเวลาเช่นนี้ เขาทำได้เพียงเลือกเชื่อใจบุตรสาวของตน อย่างไรเสียคุณหนูหกแห่งจวนโหวไปก็เป็ตัวแทนของชางหรงโหวแล้ว
“เ้าค่ะท่านพ่อ”
อย่างไรก็ตาม สายตาของจี้จิ่นกลับปรากฏแววดูแคลนออกมาอย่างไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย ในความคิดของเขา ยามคับขันสตรีอ่อนแอผู้หนึ่งมิอาจใช้การอะไรได้! เขาสะบัดชายเสื้อหันกายไปโดยพลัน ขึ้นไปยังรถม้าของตนเอง
“ซูเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย!” ชางหรงโหวเก็บสายตาไม่พอใจกลับมาจากร่างอัครมหาเสนาบดี กำชับอวิ๋นซูอย่างใส่ใจ
สตรีน้อยผู้สุขุมเยือกเย็นพยักหน้า จากนั้นจึงนำชุนเซียงขึ้นรถม้าไป
“คุณหนูเ้าคะ ท่านอัครมหาเสนาบดีดูสุภาพมีการศึกษา เหตุใดจึงได้ต่อต้านท่านโหวแบบนี้กันล่ะเ้าคะ?” น้ำเสียงของชุนเซียงเต็มไปด้วยความเสียดาย นางได้ยินมาว่าท่านอัครมหาเสนาบดีอายุน้อยผู้นี้เป็ที่ชื่นชอบของคุณหนูในเมืองหลวงมาก แม้ว่านิสัยจะเย่อหยิ่ง แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นนั่นไม่จำเป็ต้องพูดอะไรให้มากความ แค่ความสามารถของเขาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้คนเอนเอียง มิฉะนั้นเขาจะได้เป็อัครมหาเสนาบดีั้แ่อายุยังน้อยได้อย่างไร เรียกได้ว่าเป็ผู้ที่มีอนาคตไร้ขีดจำกัด
ใบหน้าของอวิ๋นซูแขวนไปด้วยรอยยิ้มบางๆ เลิกผ้าม่านขึ้นมองออกไปยังทิวเขานอกหน้าต่าง สภาพอากาศที่นี่น่าหน่ายใจยิ่งนัก บนถนนเต็มไปด้วยดินโคลนราวกับเมื่อคืนมีฝนตกหนัก ถนนบนูเาในฤดูฝนมักจะเป็หลุมเป็บ่อทำให้รถม้าสั่นะเื ทว่านี่กลับเป็ทางลัดไปยังเมืองในเจียงหนาน อวิ๋นซูขยับปกเสื้อที่รัดแน่นเบาๆ พลางสูดลมหายใจลึก เมื่อเทียบกับแคว้นอี้ที่มีฤดูทั้งสี่เช่น ในฤดูใบไม้ผลิแล้ว สภาพอากาศในแคว้นเฉินแตกต่างกับแคว้นอี้อย่างเห็นได้ชัด อวิ๋นซูมองไปยังทิวเขาเขียวใต้เท้า ความคิดล่องลอยไปแสนไกล
ทันใดนั้น รถม้าพลันสั่นะเือย่างแรงครู่หนึ่ง สารถีข้างนอกะโออกมา “แย่แล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้น?” ชุนเซียงพุ่งตัวออกไปราวลูกธนู บนหัวมีเสียงดังลั่นแว่วมา รถม้าของอัครมหาเสนาบดีที่อยู่ข้างหน้าก็หยุดลงแล้ว บุรุษหล่อเหลาผู้นั้นลงมายืนด้านนอก ยืดคอมองไปข้างบน ทันใดนั้นใบหน้าพลันเปลี่ยนสี “รีบออกไปจากตรงนั้น!”
เกิดอะไรขึ้น? คนขับรถม้าไม่ตอบสนอง อวิ๋นซูยื่นหัวออกไปพบว่ามีเศษดินทรายร่วงลงมา ชุนเซียงพลันเข้าใจได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ดินถล่ม! หลังจากที่ฝนตกหนัก เนินที่ลาดชันบนูเามักจะเกิดดินถล่มได้ง่าย! “คุณหนู คุณหนู!”
คนขับรถม้าใช้แรงสะบัดบังเหียนคิดจะพุ่งไปข้างหน้า คิดไม่ถึงว่าถนนข้างใต้จะทรุดตัว ม้าที่ได้รับความใพลันคลั่งขึ้นมา ไม่อาจควบคุมได้โดยสิ้นเชิง
จี้จิ่นคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น เขารีบออกคำสั่ง “ไปช่วยนาง!”
ทันใดนั้นม้าพลันหันกลับมา สองนายบ่าวะโลงจากรถ ดินใต้เท้าทรุดตัวอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น อวิ๋นซูตัวเอียง ชุนเซียงที่สายตารวดเร็วการกระทำว่องไวรีบคว้านางเอาไว้
“คุณหนูหก!” องครักษ์ของจี้จิ่นยื่นมือออกไป ชุนเซียงรีบผลักอวิ๋นซูไปหาเขา ตอนนี้คนขับรถม้าข้างหลังกรีดร้องออกมา สาวใช้ที่คล่องแคล่วมีฝีมือกัดฟันแน่น หันกายกลับไปคว้าเอวของคนขับรถม้าเอาไว้แล้วะโขึ้น
“ระวัง!” บนูเา กองก้อนดินกลิ้งลงมา ปะปนไปด้วยพุ่มไม้และก้อนหิน พริบตาเดียวก็สกัดกั้นสายตาของอวิ๋นซู รถม้าของพวกนางถูกก้อนหินพุ่งเข้าโจมตีอย่างแรง กระทั่งม้าก็กลิ้งตกลงไปในหน้าผา ไม่ทันไรก็มองไม่เห็นเงาร่างของชุนเซียงเสียแล้ว
“...ชุนเซียง...” อวิ๋นซูใจสั่น ฝ่ามือมีเหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมา
ณ เวลานี้บนถนนที่ถูกบดขยี้เหลือเพียงทางลาดชันที่น่ากลัวสายหนึ่ง ดินโคลนสีเหลืองทองค่อยๆ ควบแน่นรวมกัน รอบด้านตกอยู่ในความเงียบงัน
“คุณหนู! บ่าวอยู่นี่เ้าค่ะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหน้า ทุกมองไป เห็นว่าเื้ัดินโคลนที่สกัดกั้นพวกเขามีคนโยนผ้าเช็ดมือมาผืนหนึ่ง “คุณหนูโปรดวางใจ บ่าวไม่ได้รับาเ็!”
ที่แท้เมื่อครู่นี้ ชุนเซียงคว้าร่างของคนขับรถม้าผู้นั้นะโขึ้นหลบไปอีกฝั่งได้ทันเวลา ก่อนที่ดินโคลนจะตกลงมาปกคลุมเส้นทางด้านหลัง จึงรอดชีวิตมาได้
ในที่สุดอวิ๋นซูที่คลายใจ แต่พวกเขายังไม่รู้ว่าดินโคลนเหล่านี้มีมากน้อยเพียงไร หาก้ารับตัวสาวใช้ผู้นั้นกลับมาในเวลาสั้นๆ เกรงว่าจะเปลืองแรงมาก
“คุณหนูหก ในเมื่อสาวใช้ของจวนท่านไม่เป็อะไร ไม่สู้ให้นางกลับไปรายงานท่านโหว บอกว่าทางเส้นนี้อันตรายไม่อาจเดินทางไปต่อได้ ส่วนเ้ากับข้ารีบออกเดินทางกันต่อ” จี้จิ่นรีบตัดสินใจ อวิ๋นซูคิดว่ามีเหตุผล ทั้งยังต้องประกาศให้ชาวบ้านใกล้ๆ ทราบอีกด้วย เพื่อป้องกันการาเ็ที่ไม่จำเป็
“ชุนเซียง รีบกลับไปบอกท่านพ่อเถิด แล้วออกหนังสือราชการประกาศให้ชาวบ้านหลีกเลี่ยงเส้นทางบนเขานี้ด้วย”
“เช่นนั้น...คุณหนู...”
“ข้ากับท่านเสนาบดีจะเดินทางไปด้วยกัน ไม่มีปัญหาแน่ เ้ารายงานท่านพ่อเรียบร้อยแล้วค่อยมาหาพวกเรา”
เสียงของอวิ๋นซูดังแว่วข้ามมา ชุนเซียงลังเลอยู่บ้าง คนขับรถม้าข้างกายพยักหน้าติดต่อกัน “คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องขอรับ ถนนบนูเาสายนี้อันตรายมาก ต้องรีบกลับไปบอกท่านโหว!”
“คุณหนูเ้าคะ ชุนเซียงไปก่อน คุณหนูโปรดระวังตัวด้วย!”
ครั้งนี้ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร อวิ๋นซูรู้สึกว่าโชคดียิ่งนัก อัครมหาเสนาบดีมองสตรีที่ค่อยๆ สงบลง กล่าวออกมาประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย “คุณหนู ที่นี่ไม่อาจอยู่นานได้” ยังดีที่รถม้าพังไปคันเดียว นี่นับเป็โชคดีในความโชคร้าย อวิ๋นซูเก็บสีหน้า หันกายเดินตามอัครมหาเสนาบดีไป
รถม้าหลังคาสีทองอันหรูหราค่อยๆ เคลื่อนไปบนทางที่ยังคงมีดินโคลนอยู่บ้าง มุ่งจากเมืองหลวงไปทางทิศตะวันตก ความร้อนชื้นในอากาศยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกยากจะทานทน อากาศร้อนชื้นราวกับทะเลทรายหลังฝนตกก็มิปาน ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
ผ่านไปไม่นาน อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ยิ่งเข้าใกล้เขตโรคระบาด อากาศยิ่งขมุกขมัวมากขึ้น ต่อให้ตอนนี้ไม่ได้เปิดม่านของรถม้า ก็จินตนาการได้ถึงสภาพเงียบเหงาซบเซา ตลอดจน...
อวิ๋นซูส่ายหน้า หวังว่าจะไม่ร้ายแรงเช่นที่นางคิด
จี้จิ่นที่อยู่ในรถม้าไม่กล่าวอะไร แม้ว่าตลอดทางอารมณ์บนใบหน้าของอวิ๋นซูจะไม่มาก แต่เขากลับรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของนาง เพียงแต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดจะใส่ใจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงค่อยๆ เอนศีรษะ ตาทั้งสองปิดสนิทพักผ่อนร่างกาย ทว่ากลับดูเหมือนกำลังครุ่นคิด ทั้งร่างแผ่กลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ออกมา
อวิ๋นซูนั่งตรงข้ามกับเขา สายตาสงบเยือกเย็นตกอยู่บนร่างของบุรุษผู้นี้ ราว้าหาสาเหตุที่ทำให้คนผู้นี้หยิ่งทะนง สายตาเคลื่อนไปอย่างพิจารณา สายตาของทั้งสองพลันสบกัน จี้จิ่นรีบหันออกไปทันที แม้ว่าั้แ่ต้นทั้งสองจะไม่ได้พูดคุยกัน ทว่ากลับรู้ความคิดของอีกฝ่าย
ทันใดนั้น ด้านนอกมีเสียงทะเลาะกันดังแว่วมา อวิ๋นซูเลิกม่านออก ภาพตรงหน้าทำให้สายตาของนางสั่นไหว จิตใจสั่นสะท้าน
ผู้ลี้ภัยจำนวนมากรวมกลุ่มกัน เนื่องจากภัยน้ำท่วมทำให้ที่นาส่วนใหญ่ถูกทำลายไปแล้ว คนเหล่านี้สวมชุดชาวนามอมแมมผมเผ้ากระเซอะกระเซิง คนไม่น้อยนอนบนพื้นอย่างหิวโหย ใช้เล็บที่มีรอยเือยู่เป็หย่อมๆ แคะดินบนพื้นไม่หยุด หากโชคดีพวกเขาอาจจะเจอรากหญ้า แต่ส่วนใหญ่พวกเขาทำได้เพียงอาศัยก้อนดินเติมเต็มความหิว
เมื่อมองไป ต้นไม้ตามทางถูกลอกเปลือกออกจนหมด ปรากฏลำต้นด้านในสีเขียวอมขาว หลังจากภัยพิบัติและโรคระบาดผ่านไป ความหิวโหยจึงกลายเป็ปัญหาอันหนักหน่วง
ท้องฟ้าสีเทาปกคลุมไปด้วยเมฆฝนลอยเอื่อย ลมพัดไปที่ใด ที่นั่นล้วนมีกลิ่นของความเน่าเปื่อยฟุ้งกระจายอย่างเข้มข้น ศพของเหล่าผู้ลี้ภัยสามารถเห็นได้ในทุกที่ นอกจากนี้ ศพจำนวนมากยังมีชิ้นส่วนบนร่างกายหายไป
รถม้าเคลื่อนตัวไปข้างหน้าเพียงไม่นาน ภาพที่ปรากฏสู่สายตากลับทำให้ผู้มาเยือนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกของตนออกมาได้
