ฉินหยีหนิงยังไม่รู้ว่า คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคระหว่างฉินหวยหยวนกับองค์ชายรัชทายาทนั้น ได้ตัดสินอนาคตของนางไว้เสร็จสรรพ ขณะนั้นนางกำลังเย็บปักถักร้อยอยู่กับซุนซื่อ ทั้งสองกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศกำลังอบอุ่น และจู่ๆ ซุนซื่อได้ถอนหายใจออกมา
“ท่านแม่เป็อะไรหรือเ้าคะ? หรือว่าร่างกายไม่สบายหรือเ้าคะ?” ฉินหยีหนิงรีบวางสะดึงปักผ้า พลางยืนขึ้นลูบหลังซุนซื่อเบาๆ
ซุนซื่อคุ้นชินกับฉินหยีหนิงซึ่งอยู่ข้างๆ นางเช่นนี้มานานแล้ว โดยรวมๆ นางค่อนข้างพึงพอใจกับลูกสาวคนนี้ แต่ว่านางมีความรักต่อฉินฮุ่ยหนิงมาสิบสี่ปี ทั้งยังลึกซึ้งมากกว่าฉินหยีหนิงเสียอีก
นางมองออกว่าฉินหยีหนิงกับฉินฮุ่ยหนิงมีความขัดแย้งกัน บางครั้งฉินฮุ่ยหนิงมาที่นี่แล้ว แต่เมื่อเห็นว่ามีฉินหยีหนิงอยู่ด้วย เด็กสาวจึงเพียงแค่คำนับแล้วกลับออกไป ดูเหมือนว่าบุตรีบุญธรรมของนางกำลังหลบเลี่ยงฉินหยีหนิงอยู่ เมื่อฉินหยีหนิงไม่อยู่ ฉินฮุ่ยหนิงก็มักมองผู้คนด้วยสีหน้าเศร้าโศกเสียใจ ซึ่งทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนัก
สองคนนี้ต่างก็เป็ลูกสาวของนาง เหตุใดถึงไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคีปรองดอง? เหตุใดบ้านอื่นๆ สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่ครอบครัวของนางกลับทำไม่ได้?
“หยีเจี่ยร์ ข้ารู้ว่าเ้าไม่ชอบฮุ่ยเจี่ยร์ บางครั้งฮุ่ยเจี่ยร์ก็ทำผิดอยู่บ้าง แต่ในที่สุดแล้วพวกเราก็เป็ครอบครัวเดียวกัน บ้านใหญ่มีเพียงเ้ากับฮุ่ยเจี่ยร์สองคนเท่านั้น พวกเ้าสองคนไม่สามัคคีปรองดองกัน ข้าเห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”
เมื่อฉินหยีหนิงได้ยินคำพูดของซุนซื่อที่ว่า ‘ข้ารู้ว่าเ้าไม่ชอบฮุ่ยเจี่ยร์’ ประโยคดังกล่าวย่อมส่งผลให้ในใจของนางบังเกิดอารมณ์ขุ่นเคืองขึ้นมาฉับพลัน แต่นางมีความอดทนอยู่เสมอ รวมถึงรู้ว่าซุนซื่อเป็คนที่มีอารมณ์เช่นนี้มาั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว ดังนั้นย่อมไม่คิดมากกับคำพูดของนาง เพียงแค่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“เ้าค่ะ ข้าเชื่อท่านทั้งหมดเ้าค่ะ ตราบใดที่คุณหนูฮุ่ยหนิงไม่เข้ามาหาเื่ข่มขู่หรือยั่วยุก่อน ข้าจะไม่ทำอะไรนางอย่างแน่นอนเ้าค่ะ” เพื่อบอกกลายๆ ว่าทุกครั้งที่เกิดเื่เป็เพราะฉินฮุ่ยหนิงยั่วยุ ซึ่งไม่ใช่นางที่ไปทำร้ายคนอื่นก่อน
แม่นมจินยิ้มโดยถือค้อนเคาะเพื่อความงามมาด้วย นางรับงานต่อจากฉินหยีหนิงและกระซิบเบาๆ สำเนียงที่ใช้อบอุ่นนุ่มนวล “ฮูหยินอย่าได้ทำให้คุณหนูสี่ต้องลำบากใจเลยนะเ้าคะ เื่ทั้งหลายที่ผ่านมานี้ แต่เดิมก็ไม่สามารถโทษคุณหนูสี่ได้เลย คุณหนูสี่ของพวกเราขอคืนดีด้วยแล้ว คุณหนูฮุ่ยหนิงกลับไม่ยอมรับมัน คุณหนูสี่ก็จัดการเื่นี้ยากเหมือนกันนะเ้าคะ”
แม่นมจินเป็แม่นมของซุนซื่อ เมื่อนางพูดย่อมมีน้ำหนักมากกว่า นอกจากนี้น้ำเสียงของนางอ่อนโยน และมีจุดประสงค์ที่ดีอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ซุนซื่อก็รู้สถานการณ์ดี จึงถอนหายใจและเอ่ยขึ้น “เป็คนในครอบครัวเดียวกัน มีหลายเื่ที่ทำให้ผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเถิด ในเมื่อหยีเจี่ยร์เป็ลูกสาวคนโต ก็จะต้องทำอย่างที่ลูกสาวคนโตทำถึงจะถูกสิ”
ฉินหยีหนิงยิ้มพลางพยักหน้า “เ้าค่ะ ลูกทราบแล้ว”
แม่นมจินพูดไปพลางยิ้มไปพลาง “บ่าวขอพูดล่วงเกินประโยคหนึ่งนะเ้าคะ คุณหนูสี่ของพวกเราปฏิบัติดีและมีเมตตาต่อผู้คน ดูการดูแลของนางต่อคนเคียงข้างก็สามารถรู้ได้แล้ว ถ้าให้บ่าวพูดนะเ้าคะ มารยาทและการปฏิบัติของคุณหนูสี่นั้นเหมือนจะเจริญรอยตามฮูหยินเ้าค่ะ ท่านใจดีกับบ่าวที่รับใช้มาั้แ่ไหนแต่ไร คุณหนูสี่ก็เป็อย่างนี้เช่นกันไม่ใช่หรือเ้าคะ แม้กระทั่งบ่าวรับใช้ คุณหนูสี่ก็ยังไม่ทำร้ายพวกเขาเลย หรือจะหาทางทำร้ายผู้อื่นได้อย่างไรกันเล่าเ้าคะ? ฮูหยิน ในโลกนี้ยังไม่เคยมีเหตุผลที่ว่าคนถูกรังแกแล้วยังไม่ได้รับอนุญาตให้โต้กลับนะเ้าคะ?”
ตอนนี้แม่นมจินรู้สึกไม่พอใจฉินฮุ่ยหนิงแล้ว
แม่นมของฉินฮุ่ยหนิงคือแม่นมช่าย ซึ่งมีศักดิ์เป็หลานสาวของแม่นมจิน ถึงแม้ปกติแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้ใกล้ชิดมากนัก แต่แม่นมช่ายทำไปเพื่อฉินฮุ่ยหนิงและยังถูกลงโทษด้วยการใช้ไม้กระดานเฆี่ยนตีสี่สิบที ทว่าฉินฮุ่ยหนิงกลับไม่เคยไปดูดำดูดีเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเงินช่วยเหลือก็ไม่ได้ให้เลยสักแดงเดียว ทำเหมือนกับว่าแม่นมช่ายไม่ใช่แม่นมของนางอย่างไรอย่างนั้น ทำเหมือนกับคนทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อนปานนั้น
วิธีการเยี่ยงนี้ ไม่ว่าผู้ใดรับรู้ย่อมต้องรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก
แม่นมมีความแตกต่างจากหญิงรับใช้สามัญ แม่นมคือคนที่ให้นมแก่ฉินฮุ่ยหนิง ทั้งอยู่ดูแลฉินฮุ่ยหนิงมาจนเติบใหญ่ นอกจากนั้นแม่นมยังใช้เวลากับฉินฮุ่ยหนิงมากกว่ากับแม่ผู้ให้กำเนิดของนางเสียอีก วิธีการเ็าเช่นนี้ แม่นมจินไม่มีความประทับใจที่ดีต่อฉินฮุ่ยหนิงอีกแล้ว
ในทางตรงกันข้าม รุ่ยหลานกลับมีตำแหน่งสูงกว่าบ่าวในจวนเสียอีก ถึงแม้นางได้เปลี่ยนชื่อเป็ซงหลาน แต่มีใครบ้างที่ไม่รู้ถึงอดีตของนาง? ทั้งๆ ที่รู้ว่านางคือรุ่ยหลานแต่กลับไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ และยิ่งไม่มีใครกล้าที่จะพูดเื่คดีขโมยในอดีตของนาง เพราะซงหลานถูกใส่ร้าย และเ้านายของนางพลิกคดีให้นางแล้ว
ทำความผิดพลาดเหมือนกัน ถูกเฆี่ยนตีด้วยไม้กระดานและถูกเตะออกไปข้างนอกเหมือนกัน แต่ว่าเ้านายของซงหลานกลับไม่ลืมคุณงามความดีของนาง ทุ่มเทช่วยชีวิตนางไว้และให้เกียรติแก่นาง เพื่อที่จะให้ได้นางกลับมา เพื่อที่จะได้ไม่มีใครกล้ารังแกนางอีก
สิ่งที่คล้ายกัน เกิดขึ้นกับคนสองคน ก็สามารถมองออกได้แล้วว่าใครสูงใครต่ำ
อาจกล่าวได้ว่าในอดีตที่ผ่านมาแม่นมจินเคยดูิ่และเย่อหยิ่งต่อฉินหยีหนิงมากเท่าใด ตอนนี้นางมีความเคารพนับถือต่อเด็กสาวมากเท่านั้น
ซุนซื่อเชื่อฟังคำพูดของแม่นมจิน แล้วก็รู้ด้วยว่าทั้งสองคนต่างก็พูดถูก ปัญหาหลักๆ คงมาจากฉินฮุ่ยหนิง
“หยีเจี่ยร์ อีกสักพักเ้าไปที่เรือนเสวี่ยลี่แทนข้าที ช่วยเอาหนังสุนัขจิ้งจอกไปส่งฮุ่ยเจี่ยร์หน่อย ก็คิดเสียว่าไปเยี่ยมนางแทนข้า ส่วนความผิดที่นางเคยทำไว้ วันข้างหน้าข้าจะสั่งสอนนางเอง”
ฉินหยีหนิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “เ้าค่ะ”
อากัปกิริยาตอบรับอย่างอ่อนน้อมเช่นนั้น ส่งผลให้ในใจของซุนซื่อรู้สึกอบอุ่นอย่างไม่เคยมีก่อน นางจับมือฉินหยีหนิง ก่อนตบมือเด็กสาวเบาๆ
“ข้ารู้ว่าเ้าเป็เด็กดี วันข้างหน้าข้าก็จะรักและดีกับเ้าเช่นกัน ข้าหวังว่าบ้านใหญ่ของพวกเราจะสามัคคีปรองดองกันเล็กน้อย อย่าทำให้คนนอกเห็นพวกเราเป็ตัวตลกเลย เ้าเป็ลูกสาวคนโตและเป็คนมีเหตุผล ถ้าอย่างนั้นก็จะต้องแบกรับภาระให้มากหน่อย ต่างก็บอกว่าการเสียเปรียบนั้นคือความสุข เ้าก็ยอมๆ นางหน่อยเถิด ก็เป็ความสุขของเ้าไม่ใช่หรือ?”
“ท่านแม่พูดถูก” ความรู้สึกของฉินหยีหนิงเปี่ยมล้นไปด้วยความน้อยใจ แต่ไม่ได้หมายความว่านางอยากจะต่อต้านซุนซื่อ
หากเป็คนอื่น นางคงจะถามกลับไปว่า มีสิทธิ์อะไรที่คนมีเหตุผลจะต้องแบกรับภาระเยอะกว่า? หรือว่าคนมีเหตุผลไม่ควรที่จะได้รับความรักมากกว่าหรือ? ในเมื่อการเสียเปรียบนั้นคือความสุข เหตุใดเ้าไม่ยอมที่จะเสียเปรียบเองเล่า?
ทว่าเผชิญหน้ากับซุนซื่อ ฉินหยีหนิงรู้ว่าเหตุผลใช้ไม่ได้กับนางและยิ่งจะทำให้นางวุ่นวายไปอีก ยากมากที่กว่าจะสร้างความรักระหว่างแม่ลูกขึ้นมา เด็กสาวไม่อยากทะเลาะกันเพราะเื่นี้
ทัศนคติของฉินหยีหนิงที่ปฏิบัติต่อซุนซื่อนั้นสามารถสรุปได้สิบสองคำ คือ ใจต้องกว้าง หน้าต้องหนา ต้องเชื่อฟัง ปากต้องหวาน
“ท่านแม่ วางใจเถิดเ้าค่ะ อีกสักพักข้าจะเอาหนังสุนัขจิ้งจอกไปให้คุณหนูฮุ่ยหนิง ขนมกะลอจี๊ไส้ถั่วที่พวกเราได้ทานกันเมื่อสักครู่นี้รสชาติดีมาก แม่นมจิน ที่ห้องครัวเล็กยังมีอีกหรือไม่เ้าคะ? ข้าจะนำไปฝากคุณหนูฮุ่ยหนิงด้วย”
แม่นมจินแอบคิดว่า นี่สิถึงจะเรียกว่าเป็มนุษย์ที่ดี ก่อนยิ้มและเอ่ยขึ้น “ยังมีอยู่เ้าค่ะ บ่าวจะสั่งให้คนจัดเตรียมให้นะเ้าคะ เตรียมไปหลายอย่างเลย นำไปฝากคุณหนูฮุ่ยหนิง”
“รบกวนแม่นมจินแล้ว” ฉินหยีหนิงรับค้อนเคาะเพื่อความงาม จากนั้นก็เคาะที่ขาของซุนซื่อ
แม่นมจินก็เดินออกไปข้างนอกกับฉ่ายจู๋วเพื่อเตรียมกล่องอาหาร
ทั้งสองได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว และกำลังเดินเข้าไปในห้องเพื่อรายงาน นางเห็นซงหลานกับปิงถางบ่าวเคียงข้างฉินหยีหนิง ในมือกำลังถือกระถางอุ่นมือทองเหลืองกับเสื้อคลุมหนาใหญ่ปลอกคอขนสัตว์ และยังมีร่มอีกสองคันกำลังเดินเข้ามาเพื่อไปหาฉินหยีหนิง
“แม่นมจิน พี่ฉ่ายจู๋ว” ซงหลานเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มพร้อมคำนับ
ปิงถางก็คำนับตามด้วย
“ไอ้หยา ไม่กล้าเ้าค่ะ” แม่นมจินกับฉ่ายจู๋วต่างรู้ถึงเื้ัของปิงถาง จะกล้ารับคำนับได้อย่างไรเล่า? จึงรีบหลบหลีกไปข้างๆ จากนั้นคำนับคืนให้นางด้วย
หลังจากแสดงความเกรงใจต่อกันแล้ว ปิงถางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เมื่อสักครู่นี้ข้าได้มองท้องฟ้า แล้วก็รู้สึกไม่ดีเลย ดูเหมือนจะมีหิมะตกลงมา พวกเรากังวลว่าคุณหนูจะหนาว จึงนำสิ่งเหล่านี้มารอคุณหนูเ้าค่ะ”
แม่นมจินกับฉ่ายจู๋วเงยหน้ามองท้องฟ้าโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่ามันไม่ถึงกับไม่มีเมฆเลย แต่ก็เห็นมีเมฆอยู่เพียงสองสามก้อนเท่านั้น มันดูเหมือนจะมีหิมะตกลงมาได้อย่างไรกัน? ทั้งสองคงจะให้เป็เหตุผลเพื่อจะมาหาฉินหยีหนิงกระมัง
“แม่นางถางช่างเป็คนที่เอาใจใส่จริงๆ รีบเข้ามาในห้องอุ่นๆ กันเถิดเ้าค่ะ” แม่นมจินนำทั้งสองเข้าไปในห้อง ในขณะที่ห้องข้างนอกกำลังเผาฟืนเพื่อความอบอุ่นอยู่ ส่วนตัวเองนั้นถือกล่องอาหารเข้าไปข้างใน
ฉินหยีหนิงกำลังพูดคุยกับซุนซื่อ ว่าจะใช้หนังสุนัขจิ้งจอกของตัวเองผืนนั้นอย่างไร
“...ไม่ฝังพลอยจะดีกว่านะ ทำเป็ผ้าพันคอสิ แบบนี้ไม่ว่าเ้าจะใส่ชุดแบบไหน ก็สามารถใส่ได้กับทุกชุดที่เ้า้า”
“อย่างนี้สิ หนังสุนัขจิ้งจอกสีน้ำตาลที่ท่านยายของเ้าส่งมาให้ข้านั้น เราหาคนมาทำเป็ผ้าพันคอด้วยกันจะดีกว่านะ และส่วนมุมที่เหลือนั้นเราสามารถทำเป็หมวกกระต่ายนอน ซึ่งพอได้ใส่แล้วก็จะมีทั้งความอบอุ่นและสวยงามมากด้วย”
ฉินหยีหนิงพยักหน้ายิ้มซ้ำแล้วซ้ำอีก “ท่านแม่ยังรู้ดีกว่าข้ามากเชียว เอาอย่างนี้สิดีแล้ว ไม่รู้ว่าหนังผืนนั้นของคุณหนูฮุ่ยหนิงอยากจะใช้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นพวกเราไปถามนางด้วยกันดีหรือไม่เ้าคะ?”
“อีกสักพักเ้าไปถามนางก็ได้รู้แล้วล่ะ” ซุนซื่อมีความ้าที่จะทำให้ลูกสาวสองคนนี้คืนดีกัน ทว่ารัฐไม่ตีคนให้ของกำนัล ฉินหยีหนิงนำหนังและของว่างไปให้ ทั้งสองย่อมต้องได้คืนดีกันแล้ว
ครั้นฉินหยีหนิงเห็นว่าซุนซื่อไม่เต็มใจที่จะทำหน้าที่ประสานรอยร้าว ฉินหยีหนิงจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มเท่านั้น
เมื่อกล่าวคำอำลากับซุนซื่อแล้ว พอเดินออกมาข้างนอกซงหลานกับปิงถางก็เข้ามาช่วยนางสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีเขียวอ่อน จากนั้นจึงยื่นกระถางอุ่นมือทองเหลืองซึ่งอยู่ในถุงผ้าที่ออกแบบมาอย่างละเอียดลออ ส่งให้ฉินหยีหนิง
ในขณะที่ซงหลานสวมเสื้อคลุมให้กับฉินหยีหนิงอยู่นั้น นางชี้แจง “บ่าวเห็นท้องฟ้าก็ยังดีๆ อยู่เลย แต่ปิงถางนี่สิ บอกว่านางเคยเรียนกับหลิวเซียนกู แล้วบอกว่าอีกสักพักก็จะมีหิมะตกลงมา เกรงว่าท่านจะหนาว พวกเราก็เลยรีบนำเสื้อผ้ามาให้ท่านเ้าค่ะ”
ปิงถางออกเสียงฮึแล้วเอ่ยขึ้น “เ้าก็อย่าลืมเื่ที่เราทั้งคู่เดิมพันกันไว้ล่ะ”
ฉินหยีหนิงจึงถามด้วยความใคร่รู้ “พวกเ้าทั้งคู่เดิมพันกันด้วยอะไรหรือ?”
“ถ้าหิมะไม่ตก ข้าจะให้ขี้ผึ้งทามือให้กับนางหนึ่งกล่อง แต่ถ้าหิมะตก นางจะต้องให้รองเท้ากับข้าหนึ่งคู่เ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงหัวเราะ “พวกเ้าก็ช่างเข้าใจหาความบันเทิงทำจริงๆ นะ”
ทั้งสามคนพูดด้วยรอยยิ้มขณะก้าวเท้าเดินออกไป ความกลมกลืนระหว่างฉากนั้นไม่เหมือนเ้านายกับบ่าวเลย แต่เหมือนเป็ญาติพี่น้องกันมากกว่า บ่าวในเรือนซิ่งหนิงต่างก็อิจฉากันทั้งนั้น
อย่าว่าแต่พวกนางเลย ในจวนฉินนี้มีใครบ้างที่ไม่อิจฉาบ่าวรับใช้ในเรือนหญิงงามเล่า?
ทั้งสามพูดคุยด้วยรอยยิ้มและเดินเลี้ยวไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนเสวี่ยลี่ ฉินหยีหนิงเกริ่นเชิงสั่งว่า “อีกสักครู่ พวกเราเอาของวางไว้ แล้วก็ออกไปทันที”
ซงหลานพยักหน้า “หากอยู่เป็เวลานาน อาจจะทำให้ต้องโกรธก็เป็ได้เ้าค่ะ”
“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือให้หิมะตกลงมาน่าจะง่ายกว่านะเ้าคะ” ปิงถางส่ายหัว สีหน้าของนางดูจริงจังมาก
แต่เดิมใบหน้าทรงกลมรูปผิงกั่วของนางน่ารักมากอยู่แล้ว และนางก็แสดงออกทางสีหน้าเช่นนี้ ยิ่งดูน่ารักมากที่สุด นางพูดตลก จนฉินหยีหนิงกับซงหลานต้องส่งเสียงหัวเราะกันออกมา
เมื่อมาถึงเรือนเสวี่ยลี่ บ่าวเด็กหญิงตัวเล็กๆ มาเปิดประตูให้ หลังเห็นว่าคนที่มานั้นเป็ฉินหยีหนิง นางก็รีบเดินเข้าไปเพื่อเรียกคนที่อยู่ข้างใน
เก๋อเจียเคยรับใช้ฉินหยีหนิงที่ศาลบรรพบุรุษ่ก่อนหน้านี้ ดังนั้นย่อมคุ้นเคยกับฉินหยีหนิงประมาณหนึ่ง นอกจากนั้นนางเห็นฉินหยีหนิงแต่งกายสง่างามและสดใส รวมถึงบ่าวที่ติดตามทั้งสองคนก็สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีฟ้าสดใส การตัดเย็บและเนื้อผ้ามีความโดดเด่นอย่างมาก ถ้าออกไปข้างนอกก็สามารถเปรียบได้กับคุณหนูจากตระกูลเล็กๆ ที่มั่งคั่งได้แล้ว นางยิ่งมีความนับถือ มีทัศนคติที่ดี และมีความเคารพมากยิ่งขึ้น
“ที่แท้ก็เป็คุณหนูสี่นี่เอง คุณหนูของพวกเราอยู่ในห้องเ้าค่ะ เชิญท่านเข้ามาเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงยิ้มและเอ่ยขึ้น “รบกวนแม่นมเก๋อบอกฉินฮุ่ยหนิงด้วยนะเ้าคะ ดูว่านางมีเวลาว่างหรือไม่ ท่านแม่สั่งข้า ให้นำขนมและหนังสุนัขจิ้งจอกมาฝากนาง”
“เ้าค่ะ รบกวนคุณหนูนั่งพักผ่อนก่อนเถิดเ้าค่ะ” เก๋อเจียเดินนำฉินหยีหนิงเข้ามายังห้องรับแขก “บ่าวจะไปรายงานคุณหนูฮุ่ยหนิงเดี๋ยวนี้เลยเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงยิ้มพลางพยักหน้า ความจริงแล้วปลายหางตาของนางได้เห็นร่างของฉินฮุ่ยหนิงแล้ว ได้ยินเพียงแค่เสียงแสดงความเดียดฉันท์ “...ของเ่าั้ข้าก็ไม่เอา ให้นางไสหัวออกไป”
บ่าววัยกลางคนฟู่กุ้ยยกน้ำชามาให้ ได้ยินประโยคดังกล่าวเช่นกัน สีหน้าของนางจึงแข็งเกร็ง มองมาที่ฉินหยีหนิงด้วยอาการทำตัวไม่ถูก ครั้นเห็นว่าฉินหยีหนิงไม่ได้มีสีหน้าผิดแปลกแต่อย่างใด นางถึงฉีกยิ้มออกมา และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหลม “คุณหนูสี่ เชิญท่านดื่มชาเ้าค่ะ”
