ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่น
“นายท่านครับ เื่ที่ท่านให้ไปสืบ ่นี้มีข่าวออกมาแล้วครับ จางซือเลี่ยงแตกหักกับภรรยาคนปัจจุบัน พวกเขาหย่ากันแล้ว ส่วนญาติพี่น้องของหยวนอีแต่ละคนก็เกิดเื่ขึ้น ทั้งขับรถชน ทั้งโดนเปิดโปงความชั่วเลยถูกจับเข้าคุก อีกเื่คืออดีตภรรยาของจางซือเลี่ยงกลับมาแล้ว เธอยังส่งตัวหยวนอีไปโรงพยาบาลบ้าอีกด้วยครับ”
เฉินซงปินลูบคางพลางเอ่ย “ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้”
ชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่ในโรงแรม เขาคือชายชราคนเดียวกับที่นั่งข้างๆ เย่ฝานบนเครื่องบิน เป็เฉินซงปินนั่นเอง
“นายท่านครับ ทำไมท่านถึงรู้ว่าจางซือเลี่ยงจะเลิกกับภรรยาคนนี้ครับ!”
เฉินซงปินหัวเราะแล้วพูดว่า “ฉันเพียงคาดเดาเท่านั้น บังเอิญได้เจอกับบุคคลประหลาดคนหนึ่ง ฉันคิดอยู่ว่าถ้าจางซือเลี่ยงไม่ใช่คนโง่ ครอบครัวของเขาน่าจะถึงคราวเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นึกไม่ถึงว่าเ้าหมอนั่นจะมีความสามารถมากขนาดนี้!”
“อดีตภรรยาของจางซือเลี่ยงเหมือนจะกลับมาแล้ว แต่มันน่าแปลก ทั้งสองคนตอนนั้นทะเลาะกันใหญ่โต แต่พอกลับมาเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังดีอยู่เลย”
เฉินซงปินลูบคางแล้วพูดว่า “ที่ฉันให้นายหาข้อมูลของผู้โดยสารคนนั้น ได้เื่หรือยัง?”
“นายท่านครับ ผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ ท่านชื่อว่าเย่ฝาน ที่มาที่ไปของเขาไม่ธรรมดาเลย เขาเป็คนบ้านตระกูลเย่แห่งเมืองชาง โดนไล่ออกจากบ้านเพราะก่อเื่เสื่อมเสีย แม่ของเขาเป็คนตระกูลอู่แห่งเมืองชาง เขาเหมือนจะสนิทสนมกับคุณชายไป๋ หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องทำงานคุณชายไป๋ตลอดเลย”
เฉินซงปินครุ่นคิดแล้วพูดว่า “สหายน้อยคนนั้นน่าจะมีความสามารถไม่เบา และยังรู้จักกับคุณชายไป๋เสียด้วย”
…
ขณะที่เย่ฝานกำลังเดินอยู่บนถนน จู่ๆ ก็มีคนมาขวางทางไว้
“คุณชายเย่ ไม่เจอกันนานเลย!” หยางเฟยกล่าวอย่างดีใจ
“หยางเฟย คุณเองเหรอ! เป็ไงสบายดีไหม?” เย่ฝานถาม
“ผมสบายดี แต่ว่าอาจารย์เซี่ยวไม่ค่อยดีเท่าไร” หยางเฟยตอบ ั้แ่อาจารย์เซี่ยวกลับมาจากสุสานโบราณ ทุกครั้งที่เอ่ยถึงเย่ฝานก็มักจะกัดฟันด้วยความโมโห
เย่ฝานพูดเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ “ตาเฒ่าไม่ค่อยสบายเหรอ? วันหลังผมจะไปเยี่ยมและปลอบใจเขาสักหน่อย อาจารย์เซี่ยวนี่ก็จริงๆ เลย อายุมากแล้วแท้ๆ กลับยังไม่รู้จักปล่อยวางซะบ้าง”
หยางเฟย “…” ถ้านายไปปลอบใจเขาล่ะก็ เกรงว่าอาการจะยิ่งแย่กว่าเดิมน่ะสิ
“คุณชายเย่ คุณกำลังจะไปไหน!” หยางเฟยถาม
“ผมอยากซื้อบ้านสักหลัง อยากได้ที่ที่เงียบสงบหน่อย” เย่ฝานตอบกลับ
หยางเฟยขมวดคิ้วและพูดว่า “ซื้อบ้าน คงต้องใช้เงินไม่น้อยเลยนะ!”
“ก็ใช่น่ะสิ! ไม่นานมานี้ผมทำงานสำเร็จไปสองชิ้น ได้เงินมาร้อยกว่าล้านหยวน มีเงินใช้ไม่ขาดมือเลยล่ะ” เย่ฝานพูดอย่างภูมิใจ
หยางเฟยมองเย่ฝานด้วยแววตาชื่นชมแล้วพูดว่า “คุณชายเย่ คุณทำธุรกิจอะไร ถึงได้เงินเยอะขนาดนี้”
เย่ฝานลูบคางของตนพร้อมพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก แค่ช่วยรักษาโรคเท่านั้น!”
“คุณชายเย่ คุณช่วยสอนผมรักษาโรคหน่อยสิ ผมก็อยากหาเงินได้เยอะๆ เหมือนกัน” หยางเฟยพูดพลางกะพริบตาปริบ
เย่ฝานส่ายหน้า พูดน้ำเสียงจริงจังว่า “สอนลูกศิษย์จนเก่งแล้ว อาจารย์ก็แย่สิ ฉันไม่เอาด้วยหรอก”
หยางเฟยพูดอย่างไม่ยอมว่า “คุณชายเย่ คุณเก่งขนาดนั้น ถึงผมเรียนก็คงได้แค่ผิวเผิน ไม่กระทบถึงคุณหรอกน่า”
เย่ฝานเหลือบมองหยางเฟยก่อนพูดอย่างไม่พอใจ “คุณนี่โง่จริง เรียนได้แค่ผิวเผินเองเหรอ แบบนี้ฉันไม่อยากสอนหรอก!”
หยางเฟย “…” เย่ฝานเ้าหมอนี่ ตัวเองยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลยแท้ๆ กล้าเื่มากกับหัวกะทิอย่างตนได้ยังไง
“ลูกพี่ ถ้าอยากซื้อบ้าน ให้ผมพาไปดูที่ศูนย์ซื้อขายบ้านมือสองดีมั้ยครับ” หยางเฟยเสนอ
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “ดีเลย”
…
หยางเฟยพาเย่ฝานไปที่ศูนย์ซื้อขายบ้านมือสองแห่งหนึ่ง “คุณชายเย่ บ้านที่อยากได้ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง!”
“ข้อแรกต้องอยู่ไม่ไกลจากบริษัทของอวิ๋นซี เพราะยังไงฉันก็ต้องไปที่นั่นบ่อยๆ”
หยางเฟย “…” นายจะขยันไปทำไม ไม่ได้ทำงานที่นั่นสักหน่อย
“ข้อที่สอง ต้องราคาถูก ราคาบ้านที่นี่ทำไมแพงแบบนี้!”
หยางเฟย “…” ที่นี่มันเมืองหลวงนะ ที่ดินดั่งทองคำ หลายปีมานี้ราคาข้าวของก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จะไปหาบ้านถูกๆ ได้ที่ไหนเล่า!
“ข้อที่สาม ต้องเงียบสงบ เพราะอีกหน่อยฉันต้องปรุงยาและหลอมอาวุธอีก! ถ้ามีการเคลื่อนไหวอะไร เกรงว่าจะกลายเป็จุดสนใจของคนอื่นได้”
“…” ทั้งปรุงยาและหลอมอาวุธมันคืออะไร?
“ลูกพี่เย่ เงื่อนไขสามข้อที่คุณว่ามา มันหาไม่ง่ายเลยนะ!” หยางเฟยกล่าว
ราคาที่ดินในเมืองหลวงสูงขึ้นตลอดเวลา ย่านบริษัทของไป๋อวิ๋นซีก็ทำเลดีเสียด้วย บริเวณรอบๆ จะหาบ้านราคาถูกได้ยังไงกัน มิหนำซ้ำหมอนี้ยัง้าที่ที่ไม่วุ่นวายอีก!
เย่ฝานพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ผมรู้ แต่ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น ขยันหาหน่อย ยังไงก็ต้องเจอจนได้แหละน่า”
หยางเฟย “…”
เย่ฝานพลิกดูอัลบั้มภาพบ้านมือสองพลางกล่าว “บ้านหลังนี้ถูกมากเลย เป็คฤหาสน์ซะด้วย ราคาแค่สามล้านหยวนเท่านั้นเอง หลังนี้น่าจะกว้างประมาณห้าถึงหกร้อยตารางเมตร ถูกขนาดนี้ มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่าเนี่ย!” ที่ดินในเมืองหลวงแพงดั่งทองคำ บ้านหลังอื่นในระดับและทำเลเดียวกัน สามสิบล้านยังซื้อไม่ได้เลย ทว่าบ้านหลังนี้กลับขายแค่สามล้านหยวนเหมือนกับให้ฟรีๆ เสียอย่างนั้น
หยางเฟยหน้าถอดสีทันที เขาพูดด้วยใบหน้าจริงจังว่า “บ้านหลังนี้ผมรู้จัก มันเป็บ้านผีสิง”
“บ้านผีสิง?” เย่ฝานถามด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น
“ใช่ เ้าของบ้านคนแรกเป็นักธุรกิจ เขามีลูกเขยที่มาจากตระกูลร่ำรวย แต่น่าเสียดายที่พ่อแม่ของลูกเขยคนนั้นเสียชีวิตจากอุบัติเหตุกะทันหัน ทำให้ครอบครัวของลูกเขยตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก”
“อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า[1] ลูกเขยซึ่งเป็ทายาทรุ่นที่สองจึงได้เอาเงินจากบ้านของตนบากหน้ามาพึ่งพ่อตา พ่อตาก็เลยเริ่มชอบใจลูกเขยคนนี้ขึ้นมา ลูกเขยเองก็ไม่ได้ระมัดระวัง ยังคงทยอยเอาเงินจากบ้านของตนมาให้พ่อตาลงทุน”
“หลังจากที่ลูกเขยเอาเงินมาให้พ่อตาจนหมด พ่อตาใจคดก็คิดมีใจเป็อื่น อยากให้ลูกสาวของตนหย่ากับลูกเขย แล้วไปแต่งกับสามีใหม่ที่ร่ำรวย”
“เื่นี้รู้ไปถึงหูของลูกเขย หลังจากรู้เื่เขาไม่ได้โวยวายอะไร แต่เขากลับวางยาสลบคนในงานเลี้ยงบ้านพ่อตา แล้วใช้มีดแทงทุกคนจนถึงแก่ความตาย”
“ภายหลัง ลูกเขยคนนั้นก็ฆ่าตัวตายในคุก”
“หลังจากเกิดเื่ บ้านหลังนี้ก็ถูกตั้งราคาต่ำลง ต่อมาก็ขายออกไปให้กับครอบครัวหนึ่ง พอครอบครัวนั้นย้ายมาอาศัย คนในบ้านก็มักได้ยินเสียงร้องไห้กลางดึก ตามผนังบ้านมีของเหลวสีเขียวไหลออกมาบ่อยๆ อยู่ได้ไม่กี่วันคนในบ้านก็ล้มป่วย ไม่นานครอบครัวนั้นก็ย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว”
“เล่ากันว่าบ้านหลังนี้เปลี่ยนเ้าของมาหลายรายแล้ว เพราะในบ้านมักเกิดเื่ลี้ลับขึ้นไม่หยุดหย่อน เ้าของใหม่ทุกคนอยู่ได้ไม่นานก็ย้ายออกไป”
เย่ฝานพูดด้วยความดีใจจนออกนอกหน้า “บ้านผีสิง? ถึงว่าทำไมราคาถูกนัก! อย่างนั้นซื้อไว้เลยดีกว่า”
หยางเฟยมองเย่ฝานพร้อมถามอย่างสงสัย “คุณชายเย่ไม่กลัวเหรอครับ?”
เย่ฝานกล่าวกลั้วหัวเราะ “ฉันอยากจะประหยัดเงินน่ะ ทำเลที่ตั้งของบ้านหลังนี้ไม่เลวเลย ใกล้กับที่ทำงานของอวิ๋นซี บ้านหลังนี้ถูกร่ำลือว่ามีผี ถ้าเกิดเสียงหรือความเคลื่อนไหวระหว่างที่ผมทำงาน คนก็คงไม่แตกตื่นกันสักเท่าไร ที่สำคัญอายุของบ้านหลังนี้ก็ไม่กี่สิบปีเท่านั้น ผมมาคิดดูแล้ว ถึงจะมีผีก็คงไม่เท่าไรหรอก ไม่เหมือนกับสุสานโบราณนั่น ผีดิบเ้าของสุสานอายุตั้งสองพันปีเชียวนะ”
หยางเฟยถามด้วยความกลัวว่า “คุณชายเย่ คุณรู้ได้ยังไงว่าที่สุสานนั่นมีผีดิบ คุณเคยเห็นเหรอ?”
เย่ฝานมองหยางเฟยแล้วตอบว่า “ก็เคยเห็นนะ”
“คุณชายเย่รู้ไหม? หลังจากที่พวกเราล่าถอยมาแล้ว รัฐบาลยังส่งทีมงานอีกชุดเข้าไปสำรวจ เขาหลงหู่ก็ส่งนักพรตฝีมือดีอีกหลายคนติดตามไปด้วย ผลปรากฏว่ามีหลายคนที่ไม่ได้กลับมา ทหารหน่วยพิเศษที่กลับออกมาก็มีอาการโคม่ากันหมด” หยางเฟยเล่า
เย่ฝานกะพริบตาแล้วพูดว่า “งั้นเหรอ? มีเื่แบบนี้เกิดขึ้นด้วยเหรอเนี่ย ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เื่เท่าไร”
หยางเฟย “…”
…
ณ บริษัทเจาซี
“นายไปไหนมา? ทำไมถึงกลับมาป่านนี้?” ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานพร้อมถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“นายคิดถึงฉันเหรอ?” เย่ฝานถาม
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะอย่างเ็าแล้วตอบว่า “นายคิดมากไปแล้วล่ะ ฉันดีใจที่นายไม่อยู่ต่างหาก”
“ฉันซื้อบ้านแล้วนะ!” เย่ฝานเอ่ย
ไป๋อวิ๋นซีตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาหัวเราะแล้วพูดว่า “ซื้อบ้าน นายคิดจะซื้อบ้านเหรอ เจอที่ถูกใจหรือยังล่ะ?”
เย่ฝานพยักหน้าตอบว่า “เจอแล้ว! ฉันจ่ายเงินซื้อไปแล้วด้วย”
“บ้านในเมืองหลวงไม่ใช่ถูกๆ เลยนะ ซื้อมาราคาเท่าไรล่ะ!” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“สามล้านหยวน!” เย่ฝานตอบอยากภาคภูมิใจ
ไป๋อวิ๋นซีถามอย่างสงสัยว่า “แค่สามล้านหยวน บ้านขนาดเล็กเหรอ”
เย่ฝานส่ายหน้าพร้อมกับพูดว่า “เปล่า เป็คฤหาสน์เลยแหละ”
“สามล้านหยวนก็ซื้อคฤหาสน์ได้จริงเหรอ?” ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย
เย่ฝานยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันเก่งไหมล่ะ! ฉันเป็คนมัธยัสถ์และไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ถ้าอยู่กับคนอย่างฉันล่ะก็ นายก็อุ่นใจได้เลย”
“ไม่มีของฟรีบนโลกนี้หรอก คฤหาสน์สามล้านหยวน! คฤหาสน์นี้จะต้องมีปัญหาแน่ๆ นายถูกหลอกแล้วล่ะ” ไป๋อวิ๋นซีพูด
เย่ฝานพยักหน้าตอบว่า “อืม มันมีปัญหาจริงๆ แต่เป็ปัญหาเล็กน้อย”
“ปัญหาเล็กน้อยยังไง?” ไป๋อวิ๋นซีถาม
“ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอก เพียงแค่บ้านหลังนั้นเป็บ้านผีสิง ว่ากันว่าเ้าของที่ซื้อบ้านแต่ละคนอยู่กันไม่ได้เลย” เย่ฝานเล่า
ไป๋อวิ๋นซีกลอกตามองบน เขาหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “บ้านผีสิงหลังเดียว นายยอมเสียเงินซื้อตั้งสามล้านหยวน?”
เย่ฝานกะพริบตาแล้วบอกว่า “คฤหาสน์หลังนั้นมีพื้นที่ห้าร้อยกว่าตารางเมตร ทั้งใหญ่ทั้งกว้าง ราคาสามล้านหยวนนับว่าไม่แพงเลยสักนิด! เมื่อกี้ฉันไปดูสถานที่มาแล้ว ฮวงจุ้ยไม่ค่อยดีเท่าไร ข้างล่างเหมือนมีค่ายกลกักพลังหยินที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติอยู่ ทำให้ดึงดูดิญญาที่อยู่บริเวณรอบๆ เข้าไปหา ที่นั่นมีผีอยู่ประมาณสี่ห้าสิบตน ถ้าฉันจะเข้าไปอยู่ล่ะก็ แค่กำจัดผีเ่าั้ไปก็อยู่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นถึงคฤหาสน์จะมีพื้นที่กว้างห้าร้อยกว่าตารางเมตร แต่มีผีเต็มบ้านยังไงก็อึดอัดอยู่ดี”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“แล้วนายว่าจะไปปราบผีเมื่อไร!” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยถาม
“ฉันว่าจะทำธงดูดิญญาขึ้นมาซะก่อน” เย่ฝานกล่าว
ธงดูดิญญาเป็เครื่องมือที่พวกนักพรตลัทธิมารใช้เป็ประจำ เป็เครื่องมือที่มีรูปร่างเป็สี่เหลี่ยมยาวๆ หลังจากดูดิญญาเข้าไปแล้ว พลังของมันจะยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ โลกแห่งนี้พลังปราณอ่อนแอนัก ไม่ว่าจะเป็วิชาสายดำหรือสายขาว ขอเพียงใช้ได้ผลก็นับเป็วิชาได้ทั้งหมด
“เื่นี้คงจะยุ่งยากสักหน่อย” เย่ฝานพูด
ไป๋อวิ๋นซีถามด้วยความสงสัย “ทำไมเหรอ?”
“เพราะว่าวัสดุที่ใช้ทำธงดูดิญญาน่ะสิ อาจหาไม่ได้ตามท้องตลาด” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้าพร้อมพูดว่า “อ๋อ ถ้าเป็เื่นี้ นายลองหาดูที่ย่านร้านขายของเก่าดูสิ”
เย่ฝานพยักหน้ารับคำ “ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”
…………………………………………………………………………………………………………
[1] อูฐผอมก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า อุปมาว่าถึงจะตกต่ำแต่ก็เคยยิ่งใหญ่และร่ำรวยมาก่อน
