หลิ่วอวิ๋นชิงที่ตามหลังมาติดๆ เริ่มรู้สึกหมดแรง ทันใดนั้นมองเห็นอวิ๋นซูเลี้ยวเข้าไปในถนนแห่งหนึ่ง นางรีบเร่งฝีเท้า คิดไม่ถึงว่าจะชนเข้ากับผู้ชราคนหนึ่งจนล้ม เมื่อนางลุกขึ้นและรีบมองหาคนอีกครั้ง บนถนนเส้นนี้ก็ว่างเปล่าไร้เงาของอวิ๋นซูแล้ว
“โถ่!” นางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาครั้งหนึ่ง ยืนอยู่ตรงนั้นมองไปรอบๆ จากนั้นจึงลอบด่าออกมาอย่างโกรธเคือง
เจ็บใจนัก! วันนี้เสียเวลาไปมาก นับว่านางโชคดี คอยดูเถอะ!
หันตัวไปด้วยความโกรธ ทันใดนั้น เสียงกีบเท้าม้าดังกระชั้นมาจากข้างหน้า ท่ามกลางเสียงร้องอย่างใ กลุ่มคนที่เดิมทีเบียดเสียดพลันวิ่งกระจายไปทั่วทั้งสี่ทิศ
ด้านหน้ามีม้าเร็วหนึ่งตัวกำลังสูญเสียการควบคุม วิ่งอย่างบ้าคลั่งอาละวาดอยู่บนถนน คนเดินถนนนพลันกระเจิดกระเจิง
หลิ่วอวิ๋นชิงอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง แต่ใน่เวลาอันรีบร้อนเช่นนี้นางกลับไม่สามารถก้าวขาออกไป กระทั่งการกรีดร้องก็ยังลืมเลือน ทำได้เพียงมองม้าคลั่งที่วิ่งใกล้เข้ามาด้วยความตกตะลึง
่เวลาเพียงพริบตา ม้าคลั่งตัวนั้นก็วิ่งเข้ามาถึงเบื้องหน้าของนาง หลิ่วอวิ๋นชิงรีบหลับตา ในใจลอบด่าม้าที่สูญเสียการควบคุมตัวนั้นราวกับมันเป็อวิ๋นซู ล้วนต้องโทษนาง! หากไม่ใช่เพราะนางแต่งกายเป็บุรุษเพื่อวางแผนร้ายใส่ตนเอง วันนี้ก็คงไม่ต้องตายใต้กีบเท้าม้า!
หลิ่วอวิ๋นซูนังตัวโชคร้าย หากว่าตนเองต้องกลายเป็ผีจริงๆ จะไม่ยกโทษให้นางแน่!
สายลมพัดเข้ามาที่หู เงาร่างหนึ่งขยับเข้ามาขวางอยู่ตรงหน้านาง
ในขณะที่หลิ่วอวิ๋นชิงหลับตาแน่นคิดว่าตนเองจะต้องตายแล้วนั้น ไม่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับหยุดนิ่งลง
“ขอบคุณคุณชายมากขอรับ โชคดีที่คุณชายลงมือช่วยเหลือ มิเช่นนั้น...มิเช่นนั้น...” คุณชายร่างอ้วนบนหลังม้าที่ได้รับความใลงมายืนด้วยอาการสั่นระริก แต่เมื่อถึงพื้นก็รีบคุกเข่าลง มองไปยังบุรุษที่สามารถหยุดมาของตนได้อย่างทันเวลา เช็ดเหงื่อเย็นๆ บนหน้าผาก เสียงโขกศีรษะดังติดต่อกัน
“ไม่จำเป็ แม่นางท่านนี้ได้รับาเ็หรือไม่?” เฟิ่งซีใช้มือข้างเดียวกุมบังเหียนม้าเอาไว้ น้ำเสียงนิ่งเรียบแฝงไปด้วยความกังวลอยู่หลายส่วน หลิ่วอวิ๋นชิงจึงได้ลืมตาขึ้น รู้สึกว่าเบื้องหน้าเปล่งประกาย ราวกับมีดวงอาทิตย์ห่อหุ้มศีรษะของบุรุษผู้นั้นอยู่ รูปร่างงดงามทำให้นางหัวใจเต้นรัว
“ใช่ๆๆ ...แม่นางสบายดีหรือไม่? ได้รับาเ็หรือไม่ขอรับ?” บุรุษร่างอ้วนยังคงอยู่ในอาการหวาดผวา เอ่ยถามไม่ขาดปาก
รอบข้างเต็มไปด้วยชาวบ้าน ทุกคนเริ่มชี้มือชี้ไม้ เงามืดครึ้มของหัวม้าที่สูงใหญ่ตรงหน้าปกคลุมร่างกายของหลิ่วอวิ๋นชิง ขาทั้งสองความรู้สึกเ็ป ความรู้สึกหวาดผวาในตอนแรกไหลเชี่ยวไปราวกับสายน้ำ
พริบตานั้นนางล้มตัวลงกับพื้น ดวงตาทั้งสองมองไปบนฟ้า สมองสับสนมึนงง
“แม่นาง?” เฟิ่งซีเห็นนางสวมอาภรณ์ราคาแพง คิดว่าจะต้องถูกทำให้ใเป็แน่ ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยมือที่จับบังเหียนม้าแแล้วหมุนตัวไปประคองหลิ่วอวิ๋นชิงบนพื้นขึ้นมา “แม่นางเป็อะไรมากหรือไม่?”
สตรีผู้นี้เงยหน้าขึ้นโดยไม่พูดไม่จา
บุรุษตรงหน้ารูปร่างสูงใหญ่ เครื่องหน้าทั้งห้างดงามหล่อเหลา ดวงตาราวกับดวงดารา คิ้วเข้มขมวดอย่างเป็กังวล พริบตานั้นจิตใจของหลิ่วอวิ๋นชิงพลันเต้นรัว
“แม่นางได้รับาเ็หรือไม่?” เฟิ่งซีเอ่ยถามซ้ำอีกครั้ง
ใบหน้าอันซีดขาวของหลิ่วอวิ๋นชิงปรากฏริ้วแดงเรื่อในชั่วพริบตา นางกัดริมฝีปากพลางส่ายศีรษะ “มะ...ไม่เ้าค่ะ!”
เฟิ่งซีกลับเห็นว่าฝ่ามือของนางดูเหมือนจะถลอกจากเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ จึงหันไปกล่าวกับบุรุษร่างอ้วนที่อยู่บนพื้นมานานก็ยังประคองตัวยืนขึ้นไม่ได้ “คราวหน้าก็ระวังหน่อย วันนี้ไม่มีคนาเ็ก็นับว่าโชคดีแล้ว”
“ขอรับๆๆ ...” บุรุษร่างอ้วนกล่าวตอบติดต่อกัน เนิ่นนานผ่านไปในที่สุดก็ค้ำยันล้อของรถม้าจนลุกยืนขึ้นมาได้ สุดท้ายจึงขึ้นไปในตัวรถ จากไปอย่างระมัดระวัง
ไม่นาน บนถนนก็ดูราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ฟื้นคืนสู่สภาพอันคึกคัก
ในตอนนี้หลิ่วอวิ๋นชิงโยนเื่ของอวิ๋นซูออกไปจากสมองตั้งนานแล้ว ดวงตางดงามมองสำรวจบุรุษตรงหน้าไม่หยุด ในใจมีความหวานเอ่อล้นออกมา
“แม่นาง!” น้ำเสียงราบเรียบของเฟิ่งซีดังขึ้นโดยพลัน
“เอ๋?” หลิ่วอวิ๋นชิงรีบหลุบตาลง ในใจอดไม่ได้ที่จะเสียใจขึ้นมา จริงๆ เลย เหตุใดตนเองจึงได้ทำเื่เสียมารยาทเช่นนี้!
“ดูเหมือนว่าที่ฝ่ามือของแม่นางจะมีแผล มิสู้ให้ผู้น้อยพาแม่นางไปซื้อยาสมานแผลที่ร้านยาดีหรือไม่?” เฟิ่งซีเป็คนใจร้อนคนหนึ่ง เมื่อเห็นสตรีได้รับาเ็ย่อมไม่อาจนั่งดูโดยไม่สนใจได้
หลิ่วอวิ๋นชิงได้ฟังก็พลิกฝ่ามือของตนขึ้นมาดู ไม่คิดว่าบุรุษผู้นี้จะละเอียดอ่อนถึงเพียงนี้
“เช่นนั้น...เช่นนั้นก็ลำบากคุณชายแล้วเ้าค่ะ” นางตอบเสียงเบา มีท่าทางเฉกเช่นที่คุณหนูตระกูลสูงคนหนึ่งควรจะมี
เฟิ่งซีพยักหน้าอย่างมีมารยาท จากนั้นจึงพานางไปที่ร้านยา บอกให้หลงจู๊ร้านยาช่วยจัดยาให้นาง
หลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกราวกับอยู่ในเมฆหมอก ถึงกับให้นางได้พบกับบุรุษ ได้ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ หรือว่านี่จะเป็ลิขิต์? เป็เื่ที่ในชีวิตนี้นางไม่เคยคิดถึงมาก่อนอย่างเด็ดขาด
พริบตานั้นอดไม่ได้ที่หัวใจจะเต้นอย่างบ้าคลั่ง ถึงแม้ว่า์จะปั่นหัวนาง แต่จะอย่างไรก็ยังมอบสิ่งที่นาง้าที่สุดให้
รอจนกระทั่งหลงจู๊พันแผลจนเสร็จ เฟิ่งซีก็จ่ายเงินออกไปเล็กน้อย หันไปมองสตรีที่อยู่ข้างๆ “แม่นาง วันหน้าเดินบนถนนก็ระวังให้มากเสียหน่อย ผู้น้อยขอลาก่อน!”
“คุณชายโปรดรอก่อนเ้าค่ะ!” หลิ่วอวิ๋นชิงรีบะโเรียกเฟิ่งซีที่กำลังจะจากไป
จิตใจของดรุณีน้อยที่เพิ่งแตกหน่อทำให้หลิ่วอวิ๋นชิงตัดสินใจว่าจะต้องถามชื่อและฐานะของเขาให้ได้ หากว่าฐานะและตระกูลเหมาะสมกัน วันหน้าไม่แน่ว่า...
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจก็ยิ่งสั่นไหว
“แม่นางมีเื่อะไรหรือ?”
“เมื่อครู่ลำบากคุณชายลงมือช่วยเหลือ ผู้น้อยได้รับความใจึงลืมถามชื่อคุณชายผู้มีพระคุณไปเ้าค่ะ”
“แม่นางไม่จำเป็ต้องจดจำ หากเปลี่ยนเป็คนอื่น ก็ย่อมต้องช่วยเหลืออย่างแน่นอน”
“คุณชายผู้มีพระคุณกล่าวเช่นนี้ หรือคิดว่าผู้น้อยไม่สมควรที่จะได้รับรู้ชื่อของคุณชายผู้มีพระคุณเ้าคะ?” ริมฝีปากของหลิ่วอวิ๋นชิงสั่น รู้สึกย่ำแย่เป็อย่างยิ่ง
“แม่นาง ผู้น้อยไม่ได้หมายความเช่นนั้น” เฟิ่งซีพลันรู้สึกอึดอัดใจ หลายปีมานี้เขาท่องเที่ยวไปทั่วทั้งสี่ทิศ ทำให้เขารับมือกับสตรีไม่เก่งนัก
“หากเป็เช่นนี้ คุณชายผู้มีพระคุณจะให้ผู้น้อยเลี้ยงข้าวตอบแทนได้หรือไม่ เพื่อแสดงความซาบซึ้งใจของผู้น้อยเ้าค่ะ”
ดวงตาของเฟิ่งซีมีประกายความลังเลวาบผ่าน
“เอาเถิด ในเมื่อคุณชายผู้มีพระคุณไม่เต็มใจ เช่นนั้นก็ช่างเถิดเ้าค่ะ” หลิ่วอวิ๋นชิงทำสีหน้าเ็ป แอบกดลงที่แผลที่ได้รับาเ็อย่างแรง หยาดน้ำตาอันอ่อนแรงไหลลงมาบนแก้ม จากนั้นจึงหมุนกายทำท่าจะเดินจากไป
“แม่นางโปรดรอก่อน” เฟิ่งซีรู้สึกว่าตนเองทำเกินไปแล้ว “ให้ผู้น้อยเลี้ยงข้าวแม่นางเถิด เพื่อเป็การแสดงความขอโทษ”
หลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกยินดีอยู่ในใจ นางทราบดี เหตุใดตนเองจึงไม่มีเสน่ห์เลยแม้แต่น้อย?
ตลอดทาง หลิ่วอวิ่นชิงพยายามแสดงท่าทางราวกับว่าตนเองเป็คุณหนูตระกูลสูง ทุกท่วงท่าการกระทำล้วนเหมาะสมเป็อย่างยิ่ง กระทั่งระยะห่างที่เดินกับเฟิ่งซี นางก็เว้นอย่างพอดีเหมาะสม
ภายในห้องของเหลาอาหาร คนทั้งสองนั่งลง
“แขกทั้งสองท่าน้าทานอะไรดีขอรับ?” เสี่ยวเอ้อต้อนรับอย่างกระตือรือร้น สายตามองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสอง เห็นท่าทางเขินอายของหลิ่วอวิ๋นชิง ใบหน้าปรากฏความเข้าใจอยู่หลายส่วน
“ผู้น้อยอย่างไรก็ได้ แม่นางไม่ต้องเกรงใจ”
“ในเมื่อคุณชายแนะนำเหลาอาหารแห่งนี้ ก็สั่งที่คุณชายชอบทานมาเถิดเ้าค่ะ!” หลิ่วอวิ๋นชิงพูดจาอย่างมีมารยาท นางพบว่าคำพูดบุรุษตรงหน้ามีสำเนียงของชาวยุทธอยู่เล็กน้อย หรือว่าเขาจะไม่ใช่คนเมืองหลวง?
เฟิ่งซีพยักหน้า “ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็สั่งอาหารเบาๆ มาเถิด แม่นางได้รับาเ็ ควรจะงดทานเผ็ด”
เสี่ยวเอ้อร์เข้าใจความหมายของเฟิ่งซี จึงรีบกล่าวเสียงสูง “ได้ขอรับ! คุณชายโปรดวางใจ ข้าน้อยจะกำชับคนครัว ให้ทำอาหารเบาๆ อร่อยๆ มาขอรับ!”
กล่าวจบ เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบถอยออกไปจากห้อง ตอนนี้หลิ่วอวิ๋นชิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงเบา
เฟิ่งซีชะงัก ใคร่ครวญว่าตนเองทำเื่เสียมารยาทอะไรไปหรือไม่
ราวกับนางมองเห็นความอึดอัดในสายตาของอีกฝ่าย “ผู้น้อยเพียงคิดว่า วันนี้ได้พบคุณชายถือเป็เื่ที่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ผู้น้อยมีความรู้สึกราวกับว่าเคยรู้จักคุณชายมาก่อนเ้าค่ะ”
“...เช่นนั้นหรือ?”
“เ้าค่ะ!” หลิ่วอวิ๋นชิงตอบรับเบาๆ “ผู้น้อยสามารถเป็สหายกับคุณชายได้หรือไม่เ้าคะ?” เมื่อกล่าวออกมา นางพลันรู้สึกเสียใจในความใจร้อนของตนเอง หากเป็คุณหนูตระกูลสูงจะกล่าวคำเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
คิดไม่ถึงว่าเฟิ่งซีกลับพยักหน้าอย่างใจกว้าง เขาไม่สนใจเื่เล็กน้อยเหล่านี้ “ย่อมได้แน่นอน ผู้น้อยเฟิ่งซี ขอเรียนถามแม่นาง มีนามว่าอะไรหรือ?”
เฟิ่งซี?
รอยยิ้มบนที่ประดับอยู่มุมปากของหลิ่วอวิ๋นชิงพลันแข็งค้าง หากว่านางจำไม่ผิด นั่นไม่ใช่คุณชายรองของจวนชางติ้งโหวหรอกหรือ?
ในโลกนี้จะมีเื่บังเอิญถึงเพียงนี้ด้วยหรือ? ในใจของนางรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง จวนชางติ้งโหวและจวนชางหรงโหวของนางสนิทสนมกัน
“คุณชายก็คือคุณชายรองเฟิ่งแห่งจวนชางติ้งโหวหรือเ้าคะ?”
คิวเข้มของเฟิ่งซียกขึ้นเล็กน้อย รู้สึกเหนือคาด “เหตุใดแม่นาง...”
“ไม่ขอปิดบังคุณชายรองเฟิ่ง ผู้น้อยก็คือคุณหนูห้าของจวนชางหรงโหวเ้าค่ะ” หลิ่วอวิ๋นชิงรีบเฉลยฐานะของตนเองออกไป ประกายระยิบระยับบนใบหน้าเล็กๆ อันงดงามยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น
คุณหนูห้าแห่งจวนชางหรงโหว? เฟิ่งซีรู้สึกประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ทันใดนั้นจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าเจือไปด้วยความยินดีอยู่หลายส่วน
หลิ่วอวิ๋นชิงพยักหน้า ยิ่งเห็นท่าทางที่ดูเหมือนยินดีของบุรุษผู้นั้น ในใจก็เข้าใจผิดคิดว่าเขามีความรู้สึกดีๆ ต่อตนเอง
คิดไม่ถึงว่าตอนนี้บุรุษตรงหน้ากลับถามขึ้นอีกประโยคหนึ่ง “ไม่ทราบว่าคุณหนูหกกลับเมืองมาแล้วหรือไม่?”
พริบตานั้น หลิ่วอวิ๋นชิงรู้สึกราวกับว่าถูกคนเอาน้ำเย็นมาราดลงบนหัว รู้สึกเหน็บหนาวไปทั้งกายจนเสียดแทงถึงกระดูก
หลิ่วอวิ๋นซู? เหตุใดตอนนี้จึงต้องกล่าวถึงนางด้วย?
นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เก็บกลับไป กระทั่งจิกลงไปบนผ้าพันแผลที่พันเมื่อสักครู่นี้ แต่นางกลับไม่รู้ตัว
เฟิ่งซียังคงไม่รู้สึกตัว เขานั่งอยู่ตรงนั้นหวนนึกอะไรบางอย่าง “วันนี้คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะได้ช่วยน้องห้าของคุณหนูหก อ่า...ใช่แล้ว คุณหนูห้า ทราบหรือไม่ว่าคุณหนูหกกลับเมืองมาแล้วหรือไม่?”
“ข้า...” หลิ่วอวิ๋นชิงหลุบตาลง มีท่าทางอยากพูดแต่ก็ไม่อยากพูด ทำให้คนมองความคิดของนางไม่ออก
เฟิ่งซีเห็นว่านางมีท่าทางยากที่จะพูด จึงไม่ได้เค้นถามนางอีก “ไม่เป็ไร...ไม่ขอปิดบัง ผู้น้อยกับคุณหนูหกเคยพบกันครั้งหนึ่ง เื่โรคระบาดที่เมืองหยูตลอดจนเื่โจรนี้ ทำให้บุรุษอย่างข้าอดไม่ได้ที่จะนับถือ หากว่ามีโอกาส ครั้งนี้คุณหนูหกกลับเมืองมาจะต้องนัดนางออกมารวมตัวกันสักครั้ง” กล่าวถึงตรงนี้พลันยินดีขึ้นมา เสียงหัวเราะของบุรุษผู้นั้นยิ่งมาก็ยิ่งดัง “วันนี้มีโอกาสได้รู้จักคุณหนูห้า เป็เื่น่ายินดีเื่หนึ่ง คุณหนูห้าสมกับที่เป็พี่น้องร่วมสายเืของคุณหนูหกจริงๆ มีความคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วน”
คล้ายคลึงกัน? นางกับหลิ่วอวิ๋นซูมีส่วนไหนคล้ายคลึงกันบ้าง?!
หลิ่วอวิ๋นชิงกัดฟัน นางรู้ดีว่าขอเพียงเกี่ยวกับหลิ่วอวิ๋นซูจะต้องเป็เื่ดีไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าก็คือ คนในใจของนางถึงกับเปรียบเทียบนางกับนังตัวโชคร้ายนั่น ทำให้นางโมโหมากจริงๆ
หรือคุณชายรองเฟิ่งกับนังตัวโชคร้ายนั่นจะมีความสัมพันธ์กัน?
