ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา จวนชางหรงโหวก็สงบสุขเป็พิเศษ
หลิ่วอวิ๋นชิงก่อความผิดยิ่งใหญ่คับฟ้า เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะปล่อยให้นางเป็บ้าต่อไป แต่เื่ราวที่เกิดขึ้นจะต้องมีคำอธิบาย เพื่อที่จะทราบสาเหตุและผลลัพธ์ของเื่ราว ในระยะหลังนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจึงยินยอมให้อวิ๋นซูรักษาหลิ่วอวิ๋นชิง
เมื่อเห็นบุตรสาวที่กลายเป็หุ่นกระบอกเช่นนั้น อนุสี่ดูเหมือนจะแก่ขึ้นสิบปีในชั่วข้ามคืน
ความจริงอวิ๋นซูได้ทำการศึกษาพิษที่มีฤทธิ์ควบคุมจิตใจผู้คนชนิดนี้แล้ว เพียงแต่เพื่อไม่ให้ทุกคนเกิดความสงสัย นางจึงจงใจยืดเวลาออกไประยะหนึ่ง แสดงท่าทางยากลำบากออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ รักษาหลิ่วอวิ๋นชิง
ในตอนนี้ขอเพียงแค่ผู้อื่นเอ่ยถามนางสักหลายประโยค จะมากจะน้อยหลิ่วอวิ๋นชิงก็สามารถตอบกลับได้
ยามค่ำคืนของวันนี้ ความเงียบสงบตามปกติของจวนโหวทำให้ผู้คนรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง
อวิ๋นซูเปลี่ยนไปสวมใส่อาภรณ์ของบุรุษ เดินอยู่บนถนนอันคึกคักโดยลำพัง
สายตาอันเร่าร้อนจ้องมองผ่านกลุ่มผู้คนตามนางไปติดๆ บุรุษรูปงามขมวดคิ้วเบาๆ มองสตรีตรงหน้าที่หัวใจของเขาคิดถึง
องครักษ์เงาได้กลับวังไปรายงานให้ตนทราบว่าอวิ๋นซูออกมาจากจวน รัชทายาทจึงรีบตามออกมา
หลังจากที่รัชทายาทคัดเลือกพระชายา เขาก็ไม่ได้พบอวิ๋นซูอีกเลย ทั้งๆ ที่มีคำพูดมากมายที่้าจะบอกกับนาง แต่กลับไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหนดี
วันนี้ทำได้เพียงมองอยู่ห่างๆ เขารับรู้ได้ถึงอารมณ์อันขุ่นมัวบนร่างของอวิ๋นซู
ได้ข่าวว่าจวนชางหรงโหวเกิดเื่เลวร้ายอะไรบางอย่างขึ้น ไม่รู้ว่านางจะได้รับผลกระทบหรือไม่
ทันใดนั้นฝูงชนล้นทะลัก เพียงพริบตาเดียวเขาก็ไม่เห็นเงาร่างอันคุ้นเคยอีก ตงฟางซวี่พุ่งเข้าไปท่ามกลางฝูงชนด้วยความกระวนกระวาย แต่เงาร่างที่เขารักถนอมมากที่สุดกลับหายไปท่ามกลางแสงไฟอันมืดสลัว
ในเงามืด ณ ตรอกแห่งหนึ่ง อวิ๋นซูนาบตัวติดกับกำแพงอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งบุรุษผู้ตามติดนางจากไป จึงค่อยๆ เดินออกมา
ั้แ่ออกมานางก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้อง ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่พวกเขาสองคนจะพบหน้ากัน รอบด้านเต็มไปด้วยเสียงอันเร่งรีบ อวิ๋นซูคิดไม่ถึงว่าตนเองที่ผ่านประสบการณ์มาแล้วสองภพสองชาติจะมีเวลาที่จิตใจไม่สงบเยือกเย็นเช่นนี้อยู่ด้วย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
เบื้องหน้ามีเงาร่างในอาภรณ์สีเงินดุจดวงจันทราขวางทางนางเอาไว้ อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นจึงได้เห็นบุรุษผู้งามสง่ากำลังมองนางด้วยรอยยิ้มบาง
จี้จิ่นดีใจที่ตนเองไม่พลาดการแสดงออกเล็กน้อยบนใบหน้าของนางเมื่อสักครู่นี้ เขาก้าวเดินมาเบื้องหน้าเล็กน้อย ใช้น้ำเสียงหยอกล้อกล่าวขึ้นว่า “หย่งจี๋เสี้ยนจู่พบกับเื่ยุ่งยากใจอะไรหรือ?”
เื่ยุ่งยาก? อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ ไม่ได้ตอบคำถามของเขา
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางฝูงชน จี้จิ่นกลับเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยอยู่ไกลออกไป ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เขาจึงได้ยื่นมือออกไปจับข้อมือของอวิ๋นซู กว่าจะได้สติว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ เขาก็ได้พานางเดินไปยังบริเวณมืดสลัวแห่งหนึ่งแล้ว
อวิ๋นซูประหลาดใจอยู่บ้าง จี้จิ่นกลับหันมามองนาง มุมปากยกเป็วงโค้ง “ที่แท้ความยุ่งยากของเสี้ยนจู่ก็คือรัชทายาทนี่เอง”
ในใจของจี้จิ่นรู้สึกสงสัย เมื่อครู่เขาถึงกับไม่เต็มใจที่จะให้รัชทายาทพบกับนาง
ในตอนนี้เอง อันตรายพลันปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน เงาร่างหลายร่างะโออกมาจากมุมมืด จี้จิ่นได้สติขึ้นมาเป็คนแรก เขารีบจูงมือของอวิ๋นซูหนีไปด้วยความรวดเร็วโดยไม่รอให้นางกล่าวอะไร คนในชุดดำตามติดไม่ห่าง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะจับตาดูคนทั้งสองอยู่นานแล้ว เพียงแค่รอให้ถึงเวลาเท่านั้น เพียงไม่นานพวกเขาก็ได้มาถึงริมแม่น้ำที่มีคนอยู่เพียงไม่กี่คน
อวิ๋นซูหยุดฝีเท้าลงสงบลมหายใจของตนเอง ใบหน้าของนางไม่พบความหวาดกลัวใดๆ กลับค่อยๆ ยกริมฝีปากขึ้นเป็วงโค้ง “ดูท่าแล้ว คนที่มีความยุ่งยากมากที่สุดก็คือใต้เท้าอัครมหาเสนาบดี”
คนในชุดดำที่เป็หัวหน้าหัวเราะเสียงเย็น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดสีอย่างลึกล้ำ “ยังคิดไปว่าการป้องกันของใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีจะไร้ช่องโหว่เสียอีก”
สีหน้าของจี้จิ่นพลันเปลี่ยนไป
คนชุดดำหัวเราะอย่างดูถูก ไม่กล่าวอะไรให้มากความ โบกมือส่งสัญญาณขึ้นครั้งหนึ่ง มือสังหารด้านหลังหลายคนกรูกันเข้ามาโดยพลัน
คมมีดส่องประกายเย็นะเืท่ามกลางแสงจันทร์ จี้จิ่นคุ้มครองอวิ๋นซูไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณ หลังจากที่หลบคมดาบไปหลายครั้งก็เริ่มรู้สึกรับมือไม่ไหว แต่กลับยังคงยืนหยัดปกป้องอยู่เบื้องหน้าของอวิ๋นซูต่อไป
อวิ๋นซูไม่สะทกสะท้าน ยื่นมือออกไปจับถุงบริเวณเอว เตรียมจะใช้ผงพิษโจมตีกลับ แต่จี้จิ่นขวางอยู่ข้างหน้าจึงทำให้นางลงมือไม่ได้ จะอย่างไรเขาก็เป็เพียงขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้หนึ่ง จะออกแรงก็ทำได้เพียงยกพู่กันฝนหมึกเท่านั้น หากจะให้อัครมหาเสนาบดีเพียงคนเดียวขวางมือสังหารที่มีวรยุทธ์สูงส่งเหล่านี้เอาไว้ ดูจะเป็เื่ที่ยากลำบากไม่น้อย
จี้จิ่นดึงอวิ๋นซูให้หลบคมดาบ แต่คนชุดดำอีกคนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง อวิ๋นซูเตรียมจะฉวยโอกาสลงมือ องครักษ์ของจวนอัครมหาเสนาบดีก็ตามมาได้ทันเวลา เข้ามาบังคมดาบอันเต็มไปด้วยความอันตรายแทนคนทั้งสอง ลงมือต่อสู้กับคนชุดดำ อย่างดุเดือด
องครักษ์ของจวนอัครมหาเสนาบดีผ่านการฝึกฝนมาเป็อย่างดี เมื่อเริ่มโรมรันฆ่าฟัน นักฆ่ากลุ่มนี้ก็ค่อยๆ พ่ายแพ้ไป คนชุดดำที่เป็หัวหน้าเห็นสถานการณ์เสียเปรียบจึงรีบสั่งคนให้ถอยอย่างไม่พอใจ
“ข้าน้อยมาช้า ท่านอัครมหาเสนาบดีโปรดลงโทษ” องครักษ์หลายคนรวมตัวกันอยู่เบื้องหน้าจี้จิ่นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอายใจ
จี้จิ่นยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้พวกเขาถอยออกไป คนที่ปลีกตัวออกมาโดยพลการก็คือตนเอง ดังนั้นจึงไม่คิดจะเอาความ
“ใต้เท้าอัครมหาเสนาบดีควรจะอธิบายให้อวิ๋นซูฟังเสียหน่อยหรือไม่เ้าคะ?” อวิ๋นซูเดินออกจากเื้ัจี้จิ่นมาอยู่เบื้องหน้า มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“หลายวันมานี้คนที่มาสร้างความยุ่งยากให้ข้ามีไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่วันนี้พวกมันเกือบจะลงมือสำเร็จแล้ว” จี้จิ่นหยุดไปครู่หนึ่ง ราวกับลังเลอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงกล่าวออกมา “ก่อนหน้านี้ฝ่าาพบว่าทหารเกณฑ์เมืองคานจำนวนมากมีความผิดปกติ ตามกฎของแคว้นเฉิน ทหารเกณฑ์ในแต่ละเมืองจะต้องมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสี่ส่วนของประชากรทั้งหมด แต่เมื่อเปรียบเทียบบัญชีรายชื่อของกรมคลังและกรมกลาโหมแล้ว กลับพบว่าการลงทะเบียนทหารในสมุดบัญชีรายชื่อของเมืองคานมีเพียงสองส่วนของประชากร เื่ของการเกณฑ์ทหารเป็เื่ใหญ่ของแคว้น ฝ่าาจึงทรงมีรับสั่งให้ข้ามาตรวจสอบเื่นี้ ผลก็คือยิ่งตรวจยิ่งพัวพันไปถึงคนจำนวนมาก คิดว่าในหมู่คนเหล่านี้จะต้องโยงใยไปถึงบุคคลสำคัญจำนวนไม่น้อย ดังนั้นเมื่อครู่จึงได้มีคนคิดที่จะสร้างความลำบากให้แก่ข้า”
อวิ๋นซูหลุบตาลงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวออกมา “เื่นี้ บางทีอวิ๋นซูอาจจะสามารถแบ่งเบาภาระให้ท่านอัครมหาเสนาบดีได้เ้าค่ะ”
...
ยามค่ำคืนที่ดวงจันทร์ส่องสว่าง ภายในจวนชางหรงโหวเงียบสงัด
กระเบื้องบนหลังคาเกิดการเคลื่อนไหวเล็กน้อย จี้จิ่นะโลงไปบนพื้นหินหลังเรือนท่ามกลางการคุ้มครองขององครักษ์หลายคน นี่เป็ครั้งแรกที่เขามายังจวนชางหรงโหว จึงอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ
รอบด้านเป็ธรรมชาติเขียวชอุ่ม งดงามและเงียบสงัด รสนิยมของชางหรงโหวนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ห้องหนึ่งภายในเขตเรือนมีเสียงดังแว่วออกมา อวิ๋นซูยืนมองจี้จิ่นอยู่บริเวณประตูอย่างเงียบงัน บุรุษที่ยังคงมีความระมัดระวังตัวผู้นั้นเดินตามเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ใบหน้ามีความไม่เป็ธรรมชาติเจืออยู่หลายส่วน
นี่นับว่าเป็การบุกจวนชางหรงโหวในยามวิกาลหรือไม่?
อวิ๋นซูไม่ได้สนใจการกระทำอันกระอักกระอ่วนของเขา นางเพียงผายมือไปทางจี้จิ่น สมุดบันทึกสองเล่มค่อยๆ วางลงกลางฝ่ามือของนาง
“บันทึกสองฉบับนี้เป็บันทึกลับสำคัญที่ฝ่าาทรงมอบให้แก่ข้าด้วยพระองค์เอง”
อวิ๋นซูทำเพียงตอบรับเบาๆ ครั้งหนึ่ง จากนั้นจึงก้มหน้าอ่านสมุดบันทึกทั้งสองเล่ม
“หากชางหรงโหวรู้ว่าเ้ามาช่วยข้า ไม่รู้ว่าเขาจะคิดอย่างไร” จี้จิ่นพูดเสียดสีด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ในเมื่อท่านอัครมหาเสนาบดีเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเช่นนี้ มิสู้นำเอกสารลับทั้งสองเล่มกลับไป เพื่อลดความยุ่งยากให้อวิ๋นซูดีหรือไม่” อวิ๋นซูไม่เงยหน้าขึ้น ทำให้มองอารมณ์ของนางได้ไม่ชัดเจนนัก
จี้จิ่นหุบปากยืนมองนางอยู่ข้างๆ อย่างรู้ความ อย่างไรเสียผู้อื่นก็มาช่วยตน หากยังปากมากอยู่อีก ตนเองจะต้องลำบากเป็แน่
แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยพบเห็นสตรีที่ทั้งสุขุมเยือกเย็นและสง่างามเช่นนี้มาก่อน ไม่ยินดียินร้าย ไม่หลงใหลในลาภยศสรรเสริญ
ใบหน้าด้านข้างที่จดจ่ออยู่กับสมุดบันทึกของอวิ๋นซูงดงามอย่างบอกไม่ถูก เพียงแต่ให้ความรู้สึกว่าเป็ความงดงามที่นิ่งสงบเยือกเย็น
จี้จิ่นรู้สึกสั่นไหวอยู่ในใจ เดิมทีเขาคิดว่าอวิ๋นซูจะใช้เวลาอ่านสมุดบันทึกทั้งสองเล่มนานกว่านี้ ปรากฏว่านางกวาดตามองเพียงคร่าวๆ แล้วจึงปิดสมุดลง ส่งคืนมาให้ในมือของเขา “ทหารที่หายไปอีกสองส่วนนั้นต่างก็เป็ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ เมื่ออยู่บนสนามรบเชื่อว่าจะเป็กองกำลังหลักอันสำคัญที่ทำเพื่อแคว้นอย่างซื่อสัตย์เป็แน่”
จี้จิ่นเลิกคิ้วขึ้น เป็สัญญาณให้นางกล่าวต่อไป
“ตำแหน่งของเมืองคานอยู่บริเวณรอยต่อของทั้งสองแคว้น ด้วยเหตุนี้ทหารเกณฑ์ที่หายไปสองส่วนนั้นจึงนับเป็จุดสำคัญ เป็ไปได้มากกว่าจะเป็แผนการของจักรพรรดิแคว้นอี้ ส่วนเส้นทางของทหารทั้งสองส่วนนั้นข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ เกรงว่าเื่นี้จะเกี่ยวพันไปถึงความปลอดภัยของแคว้น จำเป็ต้องตรวจสอบอย่างเต็มที่เ้าค่ะ”
เื่ทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับแคว้นอี้ อวิ๋นซูไม่อาจไม่เพิ่มความระมัดระวังมากให้ขึ้น ไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็แผนร้ายที่สั่นะเืเลื่อนลั่นแผนหนึ่งก็เป็ได้
จวนชางหรงโหวในตอนนี้แม้ภายนอกจะดูสงบ แต่ในใจของอวิ๋นซูกระจ่างชัดเป็อย่างยิ่งว่าอาจจะมีความเป็ไปได้ว่าจะเกิดเื่ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายและการควบคุมของตนเอง
อวิ๋นซูคิดใคร่ครวญ บางทีการไปจากเมืองจะเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด รัชทายาทเองก็จะสามารถมีโอกาสสงบจิตใจ นาง้าให้รัชทายาทเข้าใจว่า นางไม่มีความคิดในเื่ความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ความสัมพันธ์ของนางและรัชทายาทมีขีดจำกัดอยู่ที่พันธมิตรที่คอยประคับประคองซึ่งกันและกันก็เท่านั้น
นอกจากนี้ นางยังคิดที่จะถือโอกาสไปสำรวจสถานการณ์ที่เมืองคานอย่างละเอียด
อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้น ในดวงตามีประกายวาบผ่าน จี้จิ่นเห็นสายตานี้ของนาง ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีบางอย่าง
“เสี้ยนจู่มีความ้าอันใดก็รีบเอ่ยปากมาเถิด”
อวิ๋นซูหัวเราะออกมาเสียงเบา จะอย่างไรทั้งสองก็เป็สหายที่ร่วมฝ่าฟันเป็ตายมาด้วยกัน จี้จิ่นมองปราดเดียวก็เข้าใจความคิดของนาง
“เื่ราวเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของแคว้น อวิ๋นซูเพียงคิดว่าจะร่วมเดินทางไปยังเมืองคานด้วยกันกับท่านอัครมหาเสนาบดีเพื่อไปดูให้กระจ่างชัด สิ่งที่ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องทำ มีเพียงทูลขอฝ่าาว่าตอนที่ไปเมืองคาน้าพาอวิ๋นซูไปด้วย”
จี้จิ่นไม่ได้ตอบนาง เขาก็กักเก็บสีหน้าท่าทาง จากนั้นจึงหมุนกายไปโดยไม่กล่าวอะไร เพียงแต่อวิ๋นซูทราบดี นับว่าเขาตอบรับคำขอของนางแล้ว
จี้จิ่นมีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เขาจึงคิดอยากจะใช้เวลาร่วมกันกับสตรีเบื้องหน้าผู้นี้ให้มากขึ้นอีกสักระยะ แต่เขาก็ทราบดีว่าอวิ๋นซูกำลังใช้โอกาสนี้หลบจากใครบางคนเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าสตรีผู้นี้ขอร้องตน แต่กลับทำให้ตนติดค้างน้ำใจของนาง
วันต่อมา ชางหรงโหวมายังเรือนไผ่ เมื่อเห็นสตรีที่มีใบหน้าเรียบเฉย บนใบหน้าของเขาจึงเกิดความกังวลปรากฏขึ้นหลายส่วน
“ซูเอ๋อร์” ชางหรงโหวรู้สึกยากจะเอ่ยปากอยู่บ้าง “วันนี้ฝ่าาทรงมีรับสั่งเรียกพ่อเข้าวัง ทรงมีรับสั่งให้เ้าและท่านอัครมหาเสนาบดีไปทำภารกิจที่เมืองคานด้วยกัน เื่นี้เ้าคิดเห็นอย่างไร?”
อวิ๋นซูจัดชายกระโปรงที่ไม่เรียบร้อยของตนแล้วจึงยืดกายขึ้นตอบ “ท่านพ่อเ้าคะ เื่นี้เป็ความคิดเห็นของลูกเอง เมื่อวานลูกได้พบกับท่านอัครมหาเสนาบดีบนถนน จึงทราบว่าท่านอัครมหาเสนาบดีพบกับความยุ่งยาก ก่อนหน้านี้ในเขตโรคระบาด ท่านอัครมหาเสนาบดีดูแลลูกมากมาย ลูกจึงคิดจะใช้ประโยชน์จากการไปเมืองคานในครั้งนี้ ด้านหนึ่งเพื่อทำประโยชน์ให้แก่แคว้น อีกด้านหนึ่งเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ทำอัครมหาเสนาบดีเคยดูแลลูกก่อนหน้านี้ ตอนนี้องค์หญิงซีเยว่แห่งแคว้นอี้ได้เตรียมตัวที่จะเข้ามาเป็พระชายารัชทายาทในพระราชวังของแคว้นเฉินแล้ว ระยะนี้ข่าวลือเื่ของลูกและรัชทายาทมีมากเหลือเกิน ข่าวลือเหล่านี้เมื่อกล่าวกันบ่อยครั้ง ผู้คนย่อมคล้อยตาม ลูกเกรงว่าจะส่งผลกระทบกับชื่อเสียงของรัชทายาท ดังนั้นจึงคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือไปจากเมืองเสีย”
ชางหรงโหวเข้าใจถึงความคิดของอวิ๋นซูโดยพลัน คิดว่าอวิ๋นซูจะต้องทราบถึงความรู้สึกที่รัชทายาทมีต่อนางแล้วเป็แน่ เมื่อคิดถึงภาพรวมในปัจจุบัน ไม่กล่าวไม่ได้ว่าการเลือกของอวิ๋นซูฉลาดเป็อย่างยิ่ง
เพียงแต่ต้องให้นางไปเมืองคานด้วยกันกับอัครมหาเสนาบดี ชางหรงโหวรู้สึกไม่เหมาะสมอยู่บ้าง
แต่ในเมื่อฝ่าาทรงมีรับสั่งลงมาแล้ว ในฐานะที่ตนเป็ขุนนางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ชางหรงโหวถอนใจเบาๆ มองไปยังใบหน้าที่ไม่ยินดียินร้ายของอวิ๋นซู “ในเมื่อเป็เช่นนี้ เ้าก็ระวังตัวให้มากเสียหน่อย หากว่ามีเื่อันตรายอันใดก็มอบให้อัครมหาเสนาบดีไปทำเสียเป็ใช้ได้”
อวิ๋นซูนิ่งเงียบไม่กล่าวคำใด
เพียงไม่นาน รัชทายาทแห่งตำหนักตะวันออกก็ได้ยินข่าวนี้ เขารู้สึกยากจะเชื่อ อวิ๋นซูเพิ่งจะกลับมาจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายอย่างเจียงหนาน เหตุใดตอนนี้จึงต้องไปเมืองคานอีก?
เขาหันไปมององครักษ์ที่มารายงาน “เื่นี้เป็ความจริงหรือ?”
“ทูลฝ่าา กล่าวกันว่าเื่นี้เป็ท่านอัครมหาเสนาบดีทูลขอกับฝ่าาด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”
“อัครมหาเสนาบดี?” รัชทายาทขมวดคิ้ว “เหตุใดเื่นี้จึงเกี่ยวพันไปถึงอัครมหาเสนาบดีได้?”
ทันใดนั้นรัชทายาทพลันนึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อได้กล่าวถึงเื่หนึ่งต่อหน้าของตนเอง กล่าวว่าจะส่งมอบภารกิจอันตรายอย่างยิ่งยวดภารกิจหนึ่งให้แก่ท่านอัครมหาเสนาบดี หรือจะบอกว่าอวิ๋นซูเองก็มีความเกี่ยวข้องกับเื่นี้?
