“ศาสตราจารย์เซี่ยว คุณไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ” เฉินเอี๋ยนถามด้วยความกังวล
เย่ฝานมองเฉินเอี๋ยนที่ศีรษะแตกเืโชก เขากะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพูดว่า “ตาเฒ่าเซี่ยวไม่น่าเป็ห่วงหรอก ผมว่าอาการของคุณน่าเป็ห่วงกว่าเยอะ ไอ้หยา ดูท่าทางคงไม่กระทบกระเทือนถึงสมองหรอกนะ ผมได้ยินว่าคนที่ได้รับความกระทบกระเทือนที่สมองอาจกลายเป็คนปัญญาอ่อนได้”
เซี่ยวฉือ “…”
เฉินเอี๋ยนยิ้มแล้วพูดว่า “แผลเล็กน้อย ไม่เป็อะไรหรอกครับ นึกไม่ถึงว่าคุณชายเย่จะเป็ยอดฝีมือคนหนึ่ง ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณชายเย่จริงๆ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงแย่แน่ๆ” เฉินเอี๋ยนขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะกล้าลงมือกับรถทหาร นี่มันหยามกันเกินไปแล้ว!”
“ผมเป็คนไม่ชอบโอ้อวดตัวเอง คนธรรมดาทั่วไปมักจะไม่เห็นความสามารถของผมหรอก” เย่ฝานพูดอย่างได้ใจ
เฉินเอี๋ยนยังคิดจะพูดประจบต่อ แต่กลับพบว่าใบหน้าของเย่ฝานมีความตึงเครียดขึ้นมา
“มาแล้ว” ดวงตาของเย่ฝานสาดประกายเยือกเย็นในทันที!
เฉินเอี๋ยนได้ยินคำพูดของเย่ฝาน ในใจพลันกดดันขึ้นมา
ลูกะุพุ่งมาทางด้านหน้าของเซี่ยวฉือ เย่ฝานสะบัดมือปาลูกดอกออกไปลูกหนึ่ง ‘ติ๊ง’ เสียงลูกดอกกับปะทะกับะุจนพุ่งออกจากวิถีะุเดิมเฉียดข้างหูของเซี่ยวฉือไป แต่ความเร็วของลูกดอกไม่ได้ลดลงเลย มันพุ่งทะลุปักที่ลำคอของมือสังหารซึ่งซ่อนอยู่ในห้องโดยสารด้านหลังรถคันหนึ่ง
เย่ฝานดูรถคันนั้นแล่นหนีผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเยือกเย็น
เฉินเอี๋ยนมองเย่ฝานอย่างรู้สึกอัศจรรย์ใจ ลูกดอกที่ปาไปเมื่อครู่มันเลี้ยวกลับมาราวกับมีชีวิต สามารถเลี้ยวกลับกลางคันและพุ่งไปปักคอของมือสังหารได้
เซี่ยวฉือใจนอ้าปากค้าง รู้สึกเหมือนมีบางสิ่งอุดอยู่ในลำคอ เขาวนเวียนอยู่ระหว่างความเป็และความตายต่อเนื่องกันถึงสองครั้ง สีหน้าของเซี่ยวฉือจึงไม่สู้ดีนัก
“พวกเราจะทำยังไงกันดี?” หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเซี่ยวฉือสงบใจลงได้จึงถามขึ้น
เย่ฝานขมวดคิ้วก่อนพูดว่า “ตอนแรกผมคิดจะตามพวกมันไป แต่ว่าถ้าทำแบบนั้น ก็จะไม่สามารถดูแลความปลอดภัยของตาแก่อย่างคุณได้ อวิ๋นซีบอกผมว่าให้ถือเอาความปลอดภัยของคุณมาเป็อันดับแรก”
มุมปากของเฉินเอี๋ยนพลันกระตุกขึ้นทันที คำพูดของเย่ฝานแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่เชื่อในความสามารถของตนและหูหลิน แต่มันก็ไม่น่าแปลก เพราะเหตุการณ์วิกฤติทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ตัวเขาเองก็ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด หากไม่ใช่เพราะไหวพริบของเย่ฝาน ก็คงเกิดเื่กับเซี่ยวฉือไปแล้ว
“ศาสตราจารย์เซี่ยว ผมได้แจ้งไปที่กองบัญชาการแล้ว พวกเขาจะรีบส่งคนมาช่วยเหลือครับ”
เซี่ยวฉือพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ดี อีกนานไหม”
“น่าจะอีกสิบนาทีครับ” เฉินเอี๋ยนบอก
เย่ฝานมองเซี่ยวฉือแล้วรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อย “คุณตา ตัวคุณสั่นแรงมาก! โรคปวดเข่าของคุณตากำเริบอีกแล้วเหรอครับ! ให้ผมแบกคุณดีไหมครับ”
“ไม่ต้อง!” เซี่ยวฉือพูดขณะกัดฟันกรอด
“ไม่ต้องจริงๆ เหรอครับ? คุณตาไม่ต้องเกรงใจผมหรอก ผมยินดีแบกคุณตาครับ คุณตาช่วยชมผมให้อวิ๋นซีฟังก็พอแล้วครับ” เย่ฝานพูดด้วยความจริงใจ
เซี่ยวฉือ “…”
…
รถทหารมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรับพวกเขาเข้าไปในเขตทหาร
เซี่ยวฉือถูกคนของเขตทหารพาไปแล้ว แต่สถานะของเย่ฝานไม่สำคัญพอจึงไม่สามารถตามเข้าไปได้
“คุณชายเย่ ต้องขออภัยด้วย! ในเขตทหารมีระเบียบข้อปฏิบัติที่เคร่ดครัดมากจริงๆ” เฉินเอี๋ยนกล่าวคำขอโทษ
เย่ฝานโบกมือพร้อมพูดว่า “ไม่เป็ไรครับ”
เย่ฝานดึงกระเป๋าสะพายขึ้นมา และหยิบขนมล่าเถียว[1] ถุงใหญ่มากออกมาแทะ
เฉินเอี๋ยนมองเย่ฝานที่ปากมีแต่คราบมัน ก็ได้แต่จนใจ เย่ฝานเ้าหมอนี่ หิวโหยมาจากไหนกัน!
“ตาเฒ่าเซี่ยวจะไม่เป็ไรใช่ไหม ถ้าเกิดเื่ขึ้นกับเขา เมียผมคงเอาผมตายแน่ๆ” เย่ฝานถามด้วยความกังวล
“ที่นี่คือเขตทหาร อิทธิพลของคนร้ายยังไม่แทรกซึมมาถึงที่นี่” เฉินเอี๋ยนพูดด้วยความภูมิใจ
เย่ฝานพยักหน้า แล้วเอ่ยว่า “อ่อ ถ้าเป็อย่างนั้นก็ดีมาก”
…
เซี่ยวฉืออยู่ในห้องรับรองลับในเขตทหารสักพักก็เดินออกมา
เย่ฝานมองเซี่ยวฉือ แล้วถามอย่างเกียจคร้านว่า “แปลเสร็จแล้วเหรอ? เราไปกันได้หรือยัง?”
เซี่ยวฉือส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ยังเหลืออีกนิดหน่อย ครั้งนี้ตัวอักษรมีความลึกซึ้งมาก คนธรรมดาทั่วไปคงจะแปลไม่ได้ ฉันต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่ก็ใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ” เซี่ยวฉือเอามือกุมไว้ข้างหลัง ใบหน้าปรากฏความภาคภูมิใจไม่น้อย
“ไม่น่าจะยากเท่าไรนะครับ!” เย่ฝานพูด
เซี่ยวฉือ “…”
“นายไม่เคยเห็นสิ่งที่ฉันแปลมาก่อน แล้วนายรู้ได้ยังไงว่ามันแปลไม่ยาก!” เซี่ยวฉือพูด
เย่ฝานกลอกตาไปมา แล้วตอบว่า “เพราะคนอย่างตาเฒ่าเซี่ยวยังมีปัญญาแปล ก็เลยคิดว่ามันไม่ยากไงล่ะ!”
เซี่ยวฉือ “…” เย่ฝานเ้าโง่เอ๊ย!
“ระยะเวลาต่อจากนี้ ฉันจะพักอยู่ในเขตทหาร นายไม่ต้องอยู่ดูแลฉันแล้วล่ะ” เซี่ยวฉือพูดพลางโบกมือไล่
“ทำไมล่ะครับ?” เย่ฝานถาม
“คนในเขตทหารรู้สึกว่าแบบนี้น่าจะปลอดภัยกว่า!” เซี่ยวฉือกล่าว
“ผมไม่ต้องอยู่ต่อแล้วเหรอ?” เย่ฝานถาม
เซี่ยวฉือส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ต้อง สถานะของนายค่อนข้างมีปัญหา เกรงว่านายจะไม่สามารถอยู่ในเขตทหารต่อได้”
เซี่ยวฉือขมวดคิ้วคิดในใจว่า ชื่อเสียงของเย่ฝานไม่ค่อยดีเท่าไรนัก คดีก่อความรุนแรงทางเพศกับเด็กสาว แม้จะเป็เพียงเื่เข้าใจผิด แต่เื่นั้นก็ยากที่จะอธิบายให้ชัดเจน แต่ที่ทำให้เซี่ยวฉือสงสัยก็คือ เย่ฝานมีความสามารถขนาดนี้ เหตุใดคราวนั้นถึงถูกคนจัดฉากใส่ร้ายได้
“ดีมากเลยครับ แบบนี้ผมก็ไม่ต้องอยู่กับคุณทั้งวันแล้วสินะ” เย่ฝานพูดด้วยความดีอกดีใจ
เซี่ยวฉือ “…” เย่ฝาน นี่คือปฏิกิริยาตอบรับของนายหรือ! หรือนายไม่ได้รู้สึกว่าการที่นายไม่ได้อยู่ในเขตทหารนี้เป็การเหยียดหยามนายงั้นหรือ?
เย่ฝานหยิบหยกสิบกว่าพวง และยันต์หนึ่งปึกออกมาจากกระเป๋าสะพาย “เพื่อเป็การป้องกันไว้ก่อน ผมให้ของพวกนี้กับคุณตา เอาไว้คุ้มครองความปลอดภัยให้คุณตานะครับ ถ้าคุณเป็อะไรไป อวิ๋นซีต้องโกรธผมแน่ๆ ดังนั้นตาเฒ่า คุณจะต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ นะ!”
มุมปากของเซี่ยวฉือกระตุก เมื่อเห็นของราคาถูกที่เย่ฝานมอบให้กับเขา เซี่ยวฉือแสดงสีหน้าราวกับหมดคำพูด แต่ก็รับของนั้นเอาไว้
“ตาแก่ คุณต้องพกติดตัวไว้นะ ผมคิดว่าบอดี้การ์ดในเขตทหารความสามารถไม่ค่อยเท่าไรหรอก จะมัวแต่พึ่งพาคนพวกนี้ไม่ได้นะ” เย่ฝานกำชับซ้ำอีก
เซี่ยวฉือมองทหารหน่วยรบพิเศษที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก จึงพูดอย่างจำใจว่า “เอาล่ะๆ นายรีบไปเถอะ” ขืนเ้าบ้านี่ยังพูดต่อไปล่ะก็ ทหารหน่วยรบพิเศษพวกนี้คงจะอยากฝึกวิชากับเย่ฝานขึ้นมาแน่ๆ
เย่ฝานต่อสายโทรศัพท์หาไป๋อวิ๋นซี เขาพูดอย่างดีอกดีใจว่า “อวิ๋นซี คนของเขตทหารจะให้คุณตาของนายพักอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่ยินดีต้อนรับฉัน แบบนี้ฉันกลับไปได้หรือยัง”
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วพร้อมถามว่า “คุณตาของฉันจะพักอยู่ในเขตทหาร?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วตอบว่า “ใช่แล้ว”
“ในเมื่อคุณตาต้องอยู่ต่อในเขตทหาร ความปลอดภัยก็คงจะไม่น่าเป็ห่วง นายกลับออกมาก็คงจะไม่มีผลอะไร” อวิ๋นซีพูด
เย่ฝานพยักหน้า แล้วรับคำว่า “ได้ เดี๋ยวฉันจะกลับไปหานายนะ”
…
“นี่ เ้าหมอนั่นน่ะ! รอเดี๋ยว!” เย่ฝานะโเสียงดังพร้อมกับหันไปกวักมือเรียกเฉินเอี๋ยน
เฉินเอี๋ยนหันหน้ากลับมามองเย่ฝาน เขายังไม่ทันพูดอะไร ทหารหน่วยรบพิเศษไม่กี่คนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมาทันที
“พี่เฉิน เ้านั่นมันไร้มารยาทเกินไปแล้ว!”
“ใช่แล้ว! พี่เฉิน เ้านั่นมันกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว ถ้าไม่สั่งสอนซะบ้างคงจะไม่สำนึก”
“พี่เฉิน เ้าเด็กนี้ไม่ให้เกียรติพี่เลยสักนิด มันเห็นพี่เป็ตัวอะไรกันแน่!”
…
เฉินเอี๋ยนกวาดสายตามองเหล่าทหารหน่วยรบพิเศษ แล้วพูดว่า “อย่าล่วงเกินเขาจะดีกว่า เขาเป็คนที่ไม่ควรยั่วโมโหด้วย”
ตอนที่อยู่บนทางด่วน เย่ฝานผ่ารถออกเป็สองท่อนในพริบตาเดียว วิธีการแบบนี้คนธรรมดาทั่วไปสามารถทำได้เหรอ?
“คุณชายเย่มีอะไรจะสั่งกำชับเหรอครับ?” เฉินเอี๋ยนเดินเข้าไปถึงด้านหน้าของเย่ฝาน แล้วพูดอย่างเกรงใจ
เย่ฝานกะพริบตาพร้อมพูดว่า “คุณหารถให้ผมสักคันได้ไหม! ที่นี่เรียกรถยาก ผมต้องรีบกลับไปซะด้วย”
เฉินเอี๋ยนมองเย่ฝาน หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ถ้าอย่างนั้น ให้ผมส่งคุณกลับไปก็แล้วกัน” เฉินเอี๋ยนรู้ถึงความสามารถของเย่ฝานในระดับหนึ่ง เขารู้สึกว่าฝีมือระดับนี้ ขอเพียงนิสัยของเขาไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ ช้าเร็วก็ย่อมถูกชักชวนให้เข้าทีมั และจะกลายเป็สมาชิกระดับสูงของทีมอย่างไม่ต้องสงสัย ตอนนี้มีโอกาสใกล้ชิดกับเขา ก็อยากจะผูกสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้
เย่ฝานมองาแบนหัวของเฉินเอี๋ยนแล้วถามว่า “คุณไปไหวเหรอ?”
“แผลเล็กน้อย สบายมากครับ” เฉินเอี๋ยนตอบ
เย่ฝานพยักหน้า พร้อมกล่าวว่า “อ่อ งั้นก็ดี!”
…
ไป๋อวิ๋นซีอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ ดูเย่ฝานจัดการกับอาหารบนโต๊ะราวกับเป็ผีอดอยากมาเกิดใหม่ “ตอนที่อยู่กับคุณตานายไม่ได้กินข้าวหรือไง?”
เย่ฝานเงยหน้ามองไป๋อวิ๋นซีและตอบว่า “ฉันต้องเฝ้าดูเขาอยู่ตลอดเวลา! ไม่มีเวลากินสักเท่าไรหรอก ่นี้ร่างกายของฉันเติบโตขึ้น ก็เลยกินเก่งกว่าเมื่อก่อน”
“ไม่รู้ว่างานวิจัยของคุณตามันคืออะไรกันแน่! ทำไมถึงได้อันตรายขนาดนี้”
“ก็ไม่มีอะไรมาก มันเป็วิทยายุทธโบราณบทหนึ่ง” เย่ฝานพูดคร่าวๆ
สีหน้าของไป๋อวิ๋นซีเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม “วิทยายุทธโบราณ? ทำไมนายถึงรู้ล่ะ นี่เป็ภารกิจลับ คุณตาไม่น่าจะบอกนายได้” ตอนที่เซี่ยวฉือเกิดเื่ครั้งก่อน ไป๋อวิ๋นซีเคยสอบถามกับเซี่ยวฉือ แต่เซี่ยวฉือก็ไม่ปริปากพูดแม้แต่นิดเดียว
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “คุณตาไม่ได้บอกอะไรกับฉันหรอก ตอนที่เขาเข้าไปในห้องลับ พวกเขาก็ไม่อนุญาตให้ฉันตามเข้าไปด้วย ฉันก็เลยสั่งผีน้อยตนหนึ่งให้เข้าไปดูหน่อย”
ไป๋อวิ๋นซี “…นายสามารถควบคุมิญญาได้?”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “เื่นี้มันง่ายจะตาย”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“วิทยายุทธโบราณที่คุณตาของนายวิจัยนั้นมีแค่บทเดียว แถมยังไม่ต่อเนื่องกัน เหมือนมีการสลับตำแหน่งก่อนหลัง ถ้าฉันเดาไม่ผิด คนของเขตทหารน่าจะนำของโบราณที่มีวิทยายุทธบันทึกอยู่บนนั้นแยกส่วนแล้วจัดกลุ่มใหม่ จากนั้นก็มอบให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณแต่ละคนไปวิจัย” เย่ฝานกล่าว
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“นายรู้คุณค่าของวิทยายุทธโบราณบทนั้นไหม?” ไป๋อวิ๋นซีเอ่ยถาม
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “คัมภีร์โบราณตื้นๆ ไม่ลึกซึ้งพวกนั้น หากฝึกจนถึงระดับสูงสุดก็คงจะบรรลุอาณาจักรพลังปราณขั้นเซียนเทียน[2] ก็แค่นั้น”
บนอาณาจักรผู้ฝึกตนผู้ที่มีรากิญญาเท่านั้นจึงจะสามารถฝึกตนได้ ผู้ที่ไม่มีรากิญญาสามารถฝึกได้เพียงวิทยายุทธโบราณ การฝึกปราณนั้นแบ่งออกเป็ขั้นที่หนึ่งถึงขั้นที่เก้า หลังจากผ่านขั้นที่เก้าไปก็จะเป็การสร้างรากฐานปราณ วิทยายุทธโบราณแบ่งเป็โฮ่วเทียน[3] และเซียนเทียน โฮ่วเทียนมีทั้งหมดเก้าขั้น ผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณที่ฝึกฝนใน่แรก วรยุทธ์ยังสามารถทัดเทียมกับผู้ฝึกตนได้ แต่พอถึงขั้นเซียนเทียนก็คือขั้นสูงสุดของผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณแล้ว แต่ผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณที่สำเร็จขั้นเซียนเทียนก็เปรียบได้กับขั้นสร้างรากฐานปราณของผู้ฝึกตนเท่านั้นเอง
“คำพูดพวกนี้ นายพูดที่นี่ก็พอแล้วนะ ออกไปข้างนอกห้ามเที่ยวไปพูดมั่วๆ ล่ะ อาจจะโดนเล่นงานเอาได้” ไป๋อวิ๋นซีพูดด้วยน้ำเสียงเ็า
ไป๋อวิ๋นซีคิดในใจว่า เย่ฝานคิดว่าผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณเป็ตัวอะไรกัน ขยะเหรอ? เขาควรรู้ไว้ว่าผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณล้วนเป็แขกคนสำคัญของทีมั ผู้ฝึกวิทยายุทธโบราณมักจะฝึกตนอย่างสันโดษ มีเพียงหน่วยงานรัฐบาลเท่านั้นที่จะสามารถเชิญคนเหล่านี้ออกมาได้ พวกเขามักจะไม่ปรากฏตัวหากไม่จำเป็จริงๆ
เย่ฝานพยักหน้าพร้อมพูดว่า “เอาล่ะๆ ฉันเข้าใจแล้ว เื่นี้เป็ความลับ ฉันจะไม่พูดให้ใครฟังแน่นอน”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
“คืนนี้ฉันนอนที่นี่ได้ไหม!” เย่ฝานพูดพลางมองไป๋อวิ๋นซี
ไป๋อวิ๋นซีหันไปมองเย่ฝาน แล้วเอ่ยว่า “วันนี้ฝนไม่ตก นายออกไปตัวก็ไม่เปียกหรอก”
“ฉันไม่มีที่ให้อยู่!”
“นายซื้อคฤหาสน์หลังหนึ่งแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“นั่นมันบ้านผีสิงนะ ในบ้านมืดครึ้มเย็นะเื ฉันกลัวมากเลย!” เย่ฝานพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
ไป๋อวิ๋นซี “…” นายยังมีหน้าอ้างเหตุผลที่ไม่เข้าท่าแบบนี้อีกเหรอ?
ไป๋อวิ๋นซีมองเย่ฝานแล้วพูดว่า “ถ้านายอยากนอน ก็ไปนอนที่ห้องสำหรับรับรองแขกเถอะ”
เย่ฝานยิ้มก่อนพูดอย่างดีใจว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันไปนอนละนะ ฉันจะไม่ปิดประตู หากกลางดึกนายเกิดกลัวความมืดขึ้นมา อยากให้มีคนอยู่เป็เพื่อน ก็เข้าห้องมาหาฉันได้เลยนะ”
ไป๋อวิ๋นซี “…”
…………………………………………………………………………………………………………
[1] ล่าเถียว (辣条) เป็ขนมขบเคี้ยวยอดนิยมในประเทศจีน วัตถุดิบหลักคือแป้งสาลีและพริก ปรุงด้วยเกลือ น้ำตาลและเครื่องปรุงอื่นๆ จากนั้นแป้งจะถูกอัดด้วยอุณหภูมิสูงจนกลายเป็เส้น รสชาติเผ็ดร้อน
[2] เซียนเทียน (先天) คือ อาณาจักรพลังปราณของผู้ฝึกตน เรียกว่าอาณาจักรพลังปราณเทวะเซียนเทียน อายุขัยสองร้อยปี
[3] โฮ่วเทียน (后天) อาณาจักรพลังปราณบัญชา์ ขั้นที่สิบ เรียกว่า โฮ่วเทียน
