“ฉินซี!” สีหน้าของกงเซ่าเปลี่ยนไปทันที เขาะโสั่งคัตแล้วรีบพุ่งตัวเข้าไปด้วยความรวดเร็ว ทีมงานคนอื่นในกองถ่ายก็ร้อนรน บาดเข้าที่คอเลยนะ แผลใหญ่หรือเล็กล่ะ! ถ้าใหญ่ล่ะก็ นั่นอาจถึงชีวิตได้เลยนะ!
เดิมทีเฉินเจวี๋ยกำลังนั่งพูดคุยกับหลินซงไปถึงเื่อื่นอยู่ดีๆ ที่อีกฝั่ง เมื่อได้ยินเสียงร้องใขึ้นมากะทันหัน ก็ลุกขึ้นมาทันที สีหน้าของถงเซ่าิที่ยืนอยู่ข้างๆ เองก็เปลี่ยนไป หลินซงถูกสถานการณ์ในตอนนี้ทำเอาใจนหน้าซีด ปากของเขาเอาแต่พร่ำพูดปลอบประโลมเฉินเจวี๋ยเอาไว้ “คุณเฉิน อย่ารีบร้อนไปครับ พวกเราไปดูกันก่อนเถอะ...”
“ฉินซี นายไม่เป็อะไรใช่ไหม?” หนานชิวเยว่วิ่งเข้าไปข้างกายฉินซีเร็วที่สุด เธอพยุงฉินซีให้ลุกขึ้น พอเห็นฉินซีขมวดคิ้วแน่น ก็ยื่นมือเข้าไปแตะที่คอของเขาเล็กน้อย “ขอฉันดูแผลหน่อย...”
“ไม่เป็ไร” ฉินซียื่นมือมาหยุดหนานชิวเยว่ไว้ ในวินาทีนั้น ตัวฉินซีเองก็ใจนนิ่งไปเช่นกัน
อย่างไรมีดสั้นก็พุ่งผ่านลำคอไปตรงๆ และเขาก็ยังรู้สึกถึงความเย็นวาบบนคอได้ชัดเจน ความรู้สึกแบบนั้นทำให้ฉินซีรู้สึกว่าตัวเองถูกบาดคอเข้าแล้วจริงๆ ขึ้นมาในชั่ววินาที
แต่หลังจากที่หนานชิวเยวี่ยวิ่งเข้ามาข้างกาย ฉินซีก็ค่อยๆ สงบลง แม้หน้าของเขาจะยังคงซีดเซียวอยู่เล็กน้อย แต่ก็รู้สึกได้ชัดเจนว่ารอยบาดที่คอนั้นไม่ได้เ็ปมาก และไม่ได้ปรากฏภาพเืสาดน่าสยดสยองออกมา ดังนั้นก็น่าจะไม่เป็อะไรแล้ว
นักแสดงที่รับบทเป็เกาเจี้ยนหลีใจนแข้งขาอ่อน ทรุดตัวลงที่พื้นทันที หลังจากนั้นก็วิ่งตามเข้ามาดูฉินซีอย่างขาดสติ
“ฉินซี แผลนายเป็ยังไงบ้าง?” คนอื่นเริ่มพากันล้อมเข้ามา
ฉินซีลูบคอของตัวเองโดยไม่ได้สนใจเสียงใของคนรอบข้าง จากนั้นก็เผยยิ้มออกมา “วางใจเถอะครับ ผมไม่เป็อะไร ถ่ายกันต่อเถอะครับ”
กงเซ่าคิดไม่ถึงว่าฉินซีจะอดทนขนาดนี้ ทั้งยังบอกจะถ่ายทำต่อไปทั้งอย่างนั้น ก่อนหน้านี้พวกนักแสดงที่มากองถ่ายมีคนไหนไม่เอาแต่ใจบ้าง? แค่เปียกฝน ะโข้ามน้ำ หรือโหนสลิงก็ทำอย่างกับจะถูกถลกหนัง ร้องโวยวายจะพัก จะเอาแบบนั้น จะเอาแบบนี้ด้วยความเอาแต่ใจแล้ว กงเซ่าคิดขึ้นแบบนี้ ก่อนจะรู้สึกว่าหากตัวเองให้ฉินซีแสดงต่อไป นี่อาจจะเป็การกดขี่อีกฝ่ายเกินไปหรือเปล่า ใน่เวลาที่ผ่านมานี้ เขามีความประทับใจต่อฉินซีไม่น้อยเลย
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ นายไปพักก่อนจะดีกว่าไหม?”
กงเซ่าเพิ่งพูดจบ เฉินเจวี๋ยก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าอึมครึม ถงเซ่าิกันคนอื่นอยู่ข้างกายของเขาราวกับบอดี้การ์ด
“ฉันจะพาไปโรงพยาบาล” เมื่อเฉินเจวี๋ยเปิดปาก เขาก็พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา
ฉินซีส่ายหน้า ไม่ใช่ว่าเขาพยายามฝืน เขาแอบรู้สึกว่าตัวเองก็เหมือนพวกมาโซ[1] มากเช่นกัน พอเมื่อสักครู่ถูกมีดบาดผ่านคอไป เขาก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาไม่น้อย จากนั้นก็เกิดความรู้สึกว่าต้องถ่ายทำต่อถึงจะดีขึ้นมา
“ผมไม่เป็ไรครับ” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเฉินเจวี๋ยไม่สู้ดีนัก ฉินซีก็รีบพูดเสริมขึ้นอีก ไม่เพียงเท่านั้น เขายังหันมาโชว์แผลบนคอให้ดูด้วย “คุณดูสิ ไม่เป็อะไรมากจริงๆ ครับ ไม่ลึกเท่าไร”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยมืดมัวและไม่ได้พูดอะไรอีก
ตอนนี้ทุกคนต่างก็นิ่งไป อย่างไรเฉินเจวี๋ยก็ยืนอยู่ที่นี่ ทุกคนจะต้องฟังเฉินเจวี๋ย เมื่อเขาไม่พูดอะไร ก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าจะไปโรงพยาบาลหรือถ่ายทำต่อ
“เชื่อผม ผมไม่เป็อะไร...” เขาพูดซ้ำอีกครั้ง
บางทีอาจมีคนคิดว่าเขาเป็คนบ้า ถ่ายละครก็คือถ่ายละคร เกี่ยวกับเื่แรงบันดาลใจอะไรกัน? แต่ฉินซีรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกัน! จะมีสักกี่คนที่สามารถเข้าใจเื่บางอย่างขึ้นมาได้ในชั่ววินาที คนส่วนมากสนใจเพียงทักษะการแสดงว่าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยที่ไม่ได้หาประสบการณ์แปลกใหม่ให้แก่ตัวเอง แต่ฉินซีไม่ใช่แบบนั้น เขาชอบที่จะไม่เหมือนใคร และต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้! เขาไม่ได้งี่เง่าเอาแต่ใจถึงขนาดไม่สามารถอดทนรับเื่ต่างๆ ได้ สำหรับเื่นี้แล้ว ไม่ว่าเขาจะเลือกเป็คนรักของเฉินเจวี๋ยหรือไม่ มันก็เหมือนกัน เขาไม่มีทางทำตัวอ่อนแอเพียงเพราะมีเฉินเจวี๋ยอยู่ ถ้าเป็แบบนั้น นี่คงเป็การสบประมาทครั้งใหญ่ในการกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งของเขา
ผ่านไปหลายวินาที และในตอนที่ทุกคนคิดว่าเฉินเจวี๋ยจะะเิอารมณ์ออกมาเนื่องจากความไม่รู้อะไรของฉินซี เขากลับเพียงพูดออกมาอย่างราบเรียบ “โอเค ถ่ายต่อ ถ่ายฉากนี้เสร็จเมื่อไรค่อยไป”
ฉินซีถอนหายใจ
กงเซ่ารู้สึกตื้นตันขึ้นมาเล็กน้อย เขาดึงมือของฉินซีไว้ “ความจริงเราไม่ต้องรีบก็ได้...”
“ผู้กำกับกง ขอโทษนะครับ ต้องรบกวนให้ช่างแต่งหน้ามาเติมหน้าให้ผมแล้ว เมื่อสักครู่… ผมเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาน่ะครับ คิดว่าถ้าได้ถ่ายใหม่อีกเทคน่าจะแสดงได้ดีขึ้น” คำพูดนี้ของฉินซีถูกใจกงเซ่าเป็อย่างมาก นิสัยของกงเซ่ามีความคล้ายคลึงกับพวกศิลปินเก่าแก่อยู่ ชีวิตนี้ของเขาดูเหมือนจะมีเพื่อเชิดชูศิลปะ แน่นอนว่าเขาต้องชอบคนที่ใส่ใจในงาน และตอนนี้ฉินซีก็ไม่ได้เป็แบบนั้นเหรอ? สีหน้าของกงเซ่าอ่อนโยนขึ้นมาไม่น้อย เขาส่งเสียงตอบรับ แล้วหันหน้าไปบอกให้ผู้ช่วยเรียกช่างแต่งหน้ามา
ยังคงเป็พี่เสี่ยวเยี่ยนที่ลงสนามมาเติมสีสันบนใบหน้าที่ไม่สู้ดีนักของฉินซี ทำให้สีหน้าของเขาก็ดูดีขึ้นมาบ้าง หลังจากนั้นพี่เสี่ยวเยี่ยนก็เห็นรอยแผลที่คอของฉินซี รอยนั้นค่อนข้างยาวอยู่ แต่ไม่ได้ลึกมาก แม้จะเป็แบบนั้นก็ยังมีเืไหลซิบ เมื่อเป็รอยแบบนี้ขึ้นบนผิวขาว ทั้งยังรับกับชุดเหมี่ยนฝูสีดำ มันก็ดูเด่นชัดขึ้นมา
ฉินซีนิ่งไปเล็กน้อย “ทำไมเหรอครับ? มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า?”
พี่เสี่ยวเยี่ยนพูดออกมาด้วยความลำบากใจ “รอยแผลค่อนข้างชัดน่ะ มองเห็นได้ กล้องจะต้องถ่ายเข้าไปแน่ แต่ว่า...” สีหน้าของพี่เสี่ยวเยี่ยนผ่อนคลายลง “แต่ว่าหลังจากนี้สามารถแก้ไขทีหลังได้ เพียงแต่หลังจากแก้ออกมาแล้ว อาจจะทำให้ผิวตรงนั้นดูแปลกไปเสียหน่อย”
เดิมทีฉินซีอยากจะบอกว่า ลองเอาแป้งมาปิดหน่อยจะดีไหม แต่เขาก็คิดขึ้นได้ว่าอาจทำให้ติดเชื้อ ฉินซีไม่กล้าพอที่จะเอาชีวิตมาล้อเล่น เขาจึงพยักหน้าลง“ขอบคุณครับพี่เสี่ยวเยี่ยน”
หลังจากเติมหน้าเรียบร้อยแล้ว กงเซ่าก็ะโสั่งเริ่มอีกครั้ง ครั้งนี้ทุกคนในกองถ่ายต่างก็จ้องมองฉินซี เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดเื่อะไรกับเขาอีก
เฉินเจวี๋ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม่ใกล้ไม่ไกลตัวหนึ่งด้วยสีหน้ามืดมน ถงเซ่าิอดพูดขึ้นไม่ได้ “เ้านาย ความจริงก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของคุณชายฉินได้นะครับ”
เฉินเจวี๋ยทำหน้านิ่งไม่พูดอะไร
ถงเซ่าิพูดขึ้นราวกับกำลังพูดกับตัวเองด้วย “คุณชายฉินเองก็ตั้งใจกับงานมาก การถ่ายละครเป็งานของคุณชายฉิน เขาไม่ได้มองว่างานนี้เป็เื่เล่นๆ ความจริงก็เหมือนกับตอนที่พวกเราดึงดันทำงานนั่นแหละครับ”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยอ่อนโยนลงเล็กน้อย “เขาไม่จำเป็ต้องดิ้นรนขนาดนี้”
ถงเซ่าิเข้าใจฉินซีดี เขาพูดเสียงเบา “คุณชายฉินดิ้นรนเพื่อตัวเอง ดิ้นรนเพื่อความฝันของเขา เขาจะต้องรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้คุ้มค่า ถึงเลือกได้ทำลงไปแน่ครับ”
เฉินเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไรอีก ความจริงเขาก็เข้าใจจุดนี้ ดังนั้นถึงได้ยอมรามือ
เมื่อหลินซงเห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ เขาก็พูดชมฉินซีออกมาเช่นกัน แม้ว่ามันจะเป็เพียงคำชมธรรมดา เช่นชมว่าฉินซีตั้งใจทำงาน เก่งกาจ หรือเป็คนหน้าใหม่ที่ควรค่าแก่คำชม แต่หลังจากพูดออกมาแล้ว หลินซงก็รู้สึกได้ทันทีว่ามุมปากที่บึ้งตึงของเฉินเจวี๋ยอ่อนลงมาไม่น้อย นี่ก็คงจะดีกว่าไม่ได้อะไรเลยใช่ไหม?
ความรู้สึกที่มีต่อบทบาทของฉินซีเกิดขึ้นอย่างว่องไว เมื่อกล้องจับไปที่เขา เขาก็เริ่มแสดงออก กงเซ่าอดยอมรับไม่ได้ว่าครั้งนี้ราบรื่นและเป็ธรรมชาติกว่าครั้งก่อน ทั้งยังแสดงบทบาทออกมาได้มีมิติมากกว่าเดิม ฉินซีเข้าสู่ความเข้าใจของตัวเอง เขาแสดงภาพลักษณ์ของฉินฮ่องเต้ออกมา ทำให้คนชื่นชอบได้มากกว่าเดิม กงเซ่าต้องยอมรับว่า ฉินซีเป็อัจฉริยะ
แต่คนที่เล่นคู่กับฉินซีกลับโชคไม่ดีนัก โดยเฉพาะนักแสดงที่รับบทเกาเจี้ยนหลี หลังจากเกิดเื่เมื่อสักครู่ จิตใจของเขาก็ไม่อาจรับอะไรได้อีก พอตอนนี้ถูกการแสดงของฉินซีกดทับ นักแสดงคนนี้ก็ยิ่งแสดงแย่ลงเรื่อยๆ แต่โชคดีที่ฉากนี้ไม่ยาวนัก ไม่นานก็ไปถึงตอนที่เขาฆ่าฉินฮ่องเต้อีกครั้ง
ทุกคนต่างก็กังวลใจ พวกเขามองไปยังจู้ที่ถูกโยนออกมาจากมือ และมีดสั้นก็ยังหลุดออกมาจากด้านใน นี่เป็สิ่งที่ฉินซีขอเอาไว้
ในตอนที่เห็นมีดสั้นคมกริบพุ่งมาทางตัวเอง ฉินซีก็รู้สึกได้ถึงการข่มขู่จากความตายอย่างชัดเจน ดังนั้นเขาจึงแสดงออกมาได้มีชีวิตชีวามากขึ้น เขารีบก้มตัวหลบมีดสั้น และเนื่องจากการตอบสนองแบบนี้ เขาจึงล้มลงบนบัลลังก์ฮ่องเต้ด้านหลัง ชุดเหมี่ยนฝูบนตัวของเขายุ่งเหยิง เรือนผมกระจัดกระจาย แม้แต่ลูกปัดที่ประดับเหมี่ยนกวน[2] บนหัวก็ยังสั่นไหวกระทบกันจนเกิดเสียง
ภาพฉากนี้อาจจะเป็เื่ที่เกิดขึ้นเพียง 2-3 วินาทีในจอโทรทัศน์ แต่สำหรับนักแสดงแล้ว มันเป็การแสดงที่แสนยาวนาน พวกเขาจะต้องส่งพลังในกายออกมาทุกวินาที เพื่อแสดงความรู้สึกออกมาให้ดีที่สุด
ฉินซีรู้สึกว่าความรู้สึกนี้มันช่างน่ามหัศจรรย์
ยิ่งอยู่ใน่เวลาอันตรายมากเท่าไร คนเราก็จะยิ่งปลดปล่อยศักยภาพที่ซ่อนอยู่ออกมามากเท่านั้น เขารู้สึกว่าตัวเองได้ััเข้ากับการรับรู้ถึงทักษะการแสดงเข้าไปอีกขั้น ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะนำมันออกมาใช้ในฉากนี้
สุดท้ายเสียงสั่งคัตก็ดังขึ้น
ฉินฮ่องเต้ที่มากไปด้วยอำนาจยังไม่ได้หายไปในทันที ฉินซียังคงยืนสวมชุดดำแสดงความยิ่งใหญ่และเยือกเย็นอยู่ตรงนั้น และท่าทางแบบนี้ก็อดทำให้คนลุ่มหลงไม่ได้
กงเซ่าตบหลังของผู้ช่วยข้างกาย “นิ่งอยู่ทำไมล่ะ? ไปพยุงฉินซีสิ!”
โดยไม่รอให้ผู้ช่วยวิ่งไปถึง เฉินเจวี๋ยก็เดินเข้าไปในกล้องแล้ว ทุกคนต่างก็ทำเป็ไม่เห็นอะไรด้วยความเข้าใจ เฉินเจวี๋ยดึงตัวฉินซีเข้ามาในอ้อมอก ตอนแรกฉินซีก็ยังดิ้นรนต่อต้านด้วยความอึดอัด ความเยือกเย็นแฝงไปด้วยจิตสังหารยังไม่หายไปจากร่าง ดังนั้นฉินซีในตอนนี้จึงดูราวกับ ‘ราชันนักล่าแห่งสรรพสัตว์’ ที่บังเอิญเจอกับนักล่าอย่างเฉินเจวี๋ยเข้า เฉินเจวี๋ยรู้สึกว่าตัวเองลุ่มหลงฉินซีที่เป็แบบนี้มาก ความจริงเขาอยากจะกดฉินซีลงตรงนี้ จากนั้นก็ตะโบมจูบอย่างรุนแรง แต่ทุกคนต่างก็อยู่ที่นี่ ภาพฉินซีในความคิดของเขา คงไม่เหมาะที่จะถูกคนอื่นเห็นเข้า...
ดังนั้นเฉินเจวี๋ยจึงลากฉินซีออกมา
หลังจากถงเซ่าิรับผิดชอบจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินไปยังด้านหน้าของนักแสดงที่รับบทเป็เกาเจี้ยนหลี เขาเผยยิ้มขึ้น “สวัสดีครับ ผมอยากจะขอความร่วมมือจากคุณ เกี่ยวกับการตรวจสอบอุบัติเหตุผิดพลาดของพร็อพเมื่อสักครู่”
นักแสดงร้อนรนเล็กน้อย รู้สึกว่าแข้งขาล้วนอ่อนแรง เื่แบบนี้พบเจอได้บ่อยในวงการบันเทิง ไม่มีใครคิดว่าที่พร็อพมีปัญหาเป็เื่ปกติ สิ่งแรกที่พวกเขาคิดก็คือมีคนจงใจทำ...
หลินซงเรียกช่างทำพร็อพเข้ามา “พวกเรามาคุยกันก่อนว่าเื่ในวันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
……
[1] มาโซ หรือมาโซคิสม์ (Masochism) หมายถึง คนที่รู้สึกพึงพอใจหรือมีความสุข เมื่อได้รับความเ็ป
[2] เหมี่ยนกวน สมัยโบราณกษัตริย์ของจีนจะสวมพระมาลาห้อยหยกหรือลูกปัด ร่วมกับการสวมฉลองพระองค์ ‘เหมี่ยนฝู’
