น้าหวงจานด่วนกิจการรุ่งเรือง ส่วนจางชุ่ยโมโหเสียยกใหญ่
วันนี้คือวันประกาศผลสอบ จางชุ่ยใส่ใจในคะแนนของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็อย่างมากทว่าความใส่ใจของเธอนั้นต่างกับหลิวเฟินผู้เป็มารดาบังเกิดเกล้า จางชุ่ยกลัวว่าเื่ที่เซี่ยเสี่ยวหลานเหนือกว่าเซี่ยจื่ออวี้จะเป็ความจริง
เธอเคยชินกับการยกย่องให้เซี่ยจื่ออวี้เป็หญิงสาวผู้ยอดเยี่ยมที่สุดในตระกูลเซี่ยถ้าจะให้เธอยอมรับความจริงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเก่งกาจกว่าเซี่ยจื่ออวี้นั้นจางชุ่ยคงทรมานกว่าสิ้นชีพเสียอีก! ยิ่งไปกว่านั้นคือเธอและเซี่ยฉางเจิงเคยกระทำเื่น่าอดสูต่อเซี่ยเสี่ยวหลายจึงมักกลัวว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้ดีแล้วจะแก้แค้นคืนเสมอ
เธอกำลังครุ่นคิดว่าจะสืบเสาะคะแนนสอบของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างไรก็เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานถูกรายล้อมอยู่ตรงกลางด้วยนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าน้าหวงจานด่วนฝั่งตรงข้ามไป
ผ่านไปไม่นาน จางชุ่ยก็เห็นภรรยาของอาจารย์ใหญ่ซุนเข้าร้านนั้นไปด้วยแถมนั่งโต๊ะเดียวกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“หงเซี๋ย หลานสายตาดี ดูตรงนั้นทีว่าใช่คุณน้าอู๋หรือไม่?”
เซี่ยหงเซี๋ยยืดคอยาวชะเง้อดูมองเห็นสถานการณ์ภายในร้านน้าหวงได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
“เป็น้าอู๋ แถมเธอยังนั่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานด้วย!”
เซี่ยหงเซี๋ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “หล่อนมีอะไรดีกันนะฉันเห็นนักเรียนพวกนั้นต่างพะเน้าพะนอแต่เซี่ยเสี่ยวหลาน”
เธอเพิ่งพูดจบไปนักเรียนชายคนหนึ่งที่กำลังรับประทานบะหมี่เนื้อแพะในร้านก็หัวเราะ “มีดีทีเดียวเลยล่ะ เพิ่งเข้าเรียนกลางภาคเรียนที่ผ่านมา คราวนี้สอบได้ตั้ง 500 กว่าคะแนน คะแนนรวมเป็อันดับสองของทั้งชั้นปีเลยนะ”
จางชุ่ยเกือบโยนชามทิ้งแล้ว
“ที่เธอพูดถึงคือเซี่ยเสี่ยวหลานจริงหรือ?”
นักเรียนชายมองด้วยสายตาประหลาดใจ “จะเป็ใครได้อีกตั้ง 514 คะแนน ยังจะโกงได้อีกหรือ!”
จางชุ่ยเหมือนจะจับเจอจุดสำคัญ เธอพึมพำงึมงำ “อาจจะทุจริตจริงก็ได้ใช่แล้ว ต้องทุจริตแน่นอน”
นักเรียนชายผู้กำลังรับประทานบะหมี่ได้ยินเต็มสองหูเดิมทีเขาคุ้นเคยกับการฝากกระเพาะที่ร้านจางจี้ ทว่าตอนนี้รู้สึกว่าไม่น่าทานเอาเสียเลยในร้านมีคนที่มองนักเรียนชายด้วยสายตาสาดส่องประกายหลงใหลกับเื่ราวที่ได้ยินทั้งยังได้ยินว่ามีคนที่กล่าวหาว่าคะแนนสอบซึ่งได้มาจากความเหนื่อยยากของผู้อื่นคือการทุจริตความอยากอาหารถึงกับหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง
ช่างเถอะ เงินก็จ่ายแล้ว ไม่อาจทอดทิ้งบะหมี่เนื้อแพะชามนี้ไปได้
อย่างมากคราวหน้าจะไม่มารับประทานที่จางจี้เขาจะไปลองข้าวราดหน้าฝั่งตรงข้ามบ้าง
เซี่ยหงเซี๋ยก็คิดว่าเป็การทุจริตเช่นกันด้วยสมองหมูอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน จะสามารถสอบได้มากกว่า 500 คะแนน ครองอันดับสองของชั้นปีในเซี่ยนอีจงได้จริงหรือ?
คะแนนเท่าไรเธอไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่อันดับสองของชั้นปีต้องสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน
เซี่ยหงเซี๋ยสนับสนุนความคิดของจางชุ่ยยิ่งนัก เซี่ยเสี่ยวหลานต้องทุจริตแน่นอนถึงได้คะแนนดีเช่นนั้นตอนสอบเกาเข่าทุจริตไม่ได้ เธอก็ต้องเผยร่างแท้จริงออกมาอยู่ดี! ในขณะที่คิดแบบนี้ ก็อดปากคอแห้งผากไม่ได้
“ป้าสะใภ้ พี่จื่ออวี้จะกลับมาเมื่อไรหรือ?”
จางชุ่ยสงบจิตสงบใจ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มบาง “ไม่รู้ว่าตอนนี้ขึ้นรถไฟหรือยังวันสองวันก็คงถึงบ้านแล้ว”
เซี่ยจื่ออวี้คือคนฉลาดหลักแหลมที่สุดเท่าที่จางชุ่ยเคยพบคนฉลาดถึงเพียงนี้คือลูกสาวของเธอ พอคิดว่าเซี่ยจื่ออวี้ใกล้กลับมา จางชุ่ยก็รู้สึกว่ามีที่พึ่งพาแล้ว
ทำไมภรรยาของอาจารย์ใหญ่ซุนต้องนั่งรับประทานอาหารโต๊ะเดียวกับเซี่ยเสี่ยวหลาน?
ทำไมอาจารย์ใหญ่ซุนไม่ไล่เซี่ยเสี่ยวหลานออก?
สำหรับคำถามเหล่านี้ หลังเซี่ยจื่ออวี้กลับมาต้องกระจ่างแน่
ผลสอบปลายภาค 514 คะแนนของเซี่ยเสี่ยวหลานทำเอาจางชุ่ยราวกับแบกหินก้อนใหญ่ไว้กระวนกระวายอยู่ไม่เป็สุข
เซี่ยเสี่ยวหลานนำคะแนนนี้กลับบ้าน หลิวเฟินยินดีจนทำอะไรไม่ถูก
เธอพลิกดูใบแสดงผลสอบกลับไปกลับมา ถามยืนยันจากเซี่ยเสี่ยวหลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ทำไมสอบได้คะแนนดีขนาดนี้กัน?”
หลี่เฟิ่งเหมยได้ข่าวว่าติงอ้ายเจินโดนสถานีตำรวจคุมตัวแล้ว อีกทั้งมีคนรายงานพฤติกรรมติงอ้ายเจินด้วยนามจริงความตื่นกลัวซึ่งได้รับที่สถานีตำรวจจึงค่อยๆ สลายไปบวกกับคะแนนสอบปลายภาคคราวนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานกู้หน้าไว้หลี่เฟิ่งเหมยจึงมีอารมณ์หยอกเย้า
“มีคนไม่ชอบที่ลูกสาวตัวเองสอบได้คะแนนดีมากไปด้วยหรือ? ถ้าเป็ฉันจะรีบซื้อประทัดจุดหน้าประตูบ้านไปแล้ว!”
หลิวเฟินคิดเป็จริงเป็จังไม่น้อย “ถ้าอย่างนั้นฉันจะไปซื้อเลย”
เซี่ยเสี่ยวหลานรีบรั้งทันที “รอคะแนนเกาเข่าออกมาค่อยจุดประทัดเถอะยังเร็วไปน่า”
ด้วยคะแนนนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลาน คนในครอบครัวล้วนยินดีปรีดาภรรยาหูหย่งไฉรู้สึกอัศจรรย์ใจ เธอเติบโตมาอย่างไรกันนะวิ่งวุ่นตั้งแผงหาเงินทุกวี่ทุกวัน ทั้งยังดูเหมือนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จริงเสียด้วยพอย่าอวี๋รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสอบได้อันดับสองของชั้นปีก็ขจัดความเคลือบแคลงซึ่งมีมายาวนานไปเล็กน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทำธุรกิจส่วนตัวได้เงินไม่น้อย แต่คนแบบย่าอวี๋นี้จะประเมินค่าของเซี่ยเสี่ยวหลานสูงหรือ?
เมื่อก่อนตระกูลอวี๋ก็เป็พ่อค้าวาณิชใหญ่โดยแท้จริงย่าอวี๋ไม่สนใจในเงินที่เซี่ยเสี่ยวหลานหามาได้แม้แต่น้อย อย่าคิดว่าย่าอวี๋ทำงานกวาดถนนทุกเดือนรับเงินเดือนเพียงน้อยนิดจะทำให้ความทะนงในศักดิ์ศรีของเธอหายไป กลับกันความทะนงตนของเธอยังไม่สูญหายไปเลยน่ะสิ
ทว่าเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานเรียนหนังสือเก่งย่อมแตกต่างกันแน่แท้
ปัญญาชนในสายตาของคนทัศนคติคร่ำครึเช่นย่าอวี๋นี้มีสถานะไม่เหมือนกันย่าอวี๋เคยศึกษาในโรงเรียนคาทอลิกซึ่งจัดตั้งโดยชาวตะวันตกตอนสมัยสังคมเก่าเธอโปรดปรานเด็กสาวที่ใฝ่เรียนรู้...เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าแววตาที่มองเธอของคุณย่าเ้าบ้านผู้มีอารมณ์แปรปรวนผิดแผกจากปกติทำให้เธอขนลุกอยู่ในใจเล็กน้อย
อย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้ใส่ใจมากมายนัก
เธอตั้งแผงกับหลี่เฟิ่งเหมย สินค้าในคลังถูกขายออกเกือบหมดแล้วสินค้าที่หลงเหลืออีกราวพันหยวนยังไม่รีบร้อนจำหน่อยออกไป สามารถวางขายในร้านต่อไปได้
สองวันมานี้คังเหว่ยและเส้ากวงหรงเตร็ดเตร่ทั่วซางตูสุดท้ายเซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็ต้องออกเดินทางไปหยางเฉิง เส้ากวงหรงอยากตามไปด้วย ทว่าคังเหว่ยเข้าใจดีและรู้ว่าไม่สามารถดึงเส้ากวงหรงเข้ามาร่วมในเื่นี้ได้
“พี่ต้องอยู่ในซางตู คอยดูว่าเื่บ้านจูจะจัดการอย่างไรไม่เช่นนั้นจะให้ผมโดนฟาดเสียเปล่าหรือ?”
คนแซ่โหวนั้นช่างเลวร้ายนักที่สามารถยืนมองดูเขาโดนตีโดยไม่เข้ามาห้ามปลรามใดใดแน่สิ คนโดนตีไม่ใช่เส้ากวงหรงนี่!
คังเหว่ยรู้สึกตัวหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โกรธเคืองจนจมูกแทบเบี้ยวทว่าภรรยาพี่เฉิงจื่อยังต้องพึ่งพาเลขาโหวคอยดูแลเสียหน่อยคังเหว่ยจึงอดกลั้นความขุ่นข้องนี้ไว้ แต่เส้ากวงหรงยังคงรู้สึกกระอักกระอ่วนการเลือกปฏิบัติของเลขาโหวนั้นชัดเจนเกินไปแล้ว ทำให้เขาเสียหน้าต่อคังเหว่ย
ความสัมพันธ์ระหว่างคังเหว่ยกับโจวเฉิงแน่นแฟ้นกว่าการไปหยางเฉิงเป็เพื่อนเซี่ยเสี่ยวหลานต้องได้รับการยินยอมจากโจวเฉิงแน่นอนเส้ากวงหรงก็ไม่อาจไร้ยางอายติดตามไปด้วยได้
เซี่ยเสี่ยวหลานถามคังเหว่ยว่าเื่ที่หยางเฉิงจะแก้ไขอย่างไร คังเหว่ยทำเป็ลึกลับซับซ้อนไม่ยอมบอกเซี่ยเสี่ยวหลานจึงส่งโทรเลขไปให้ไป๋เจินจูดั่งเดิมเซี่ยเสี่ยวหลานนำเงินซื้อสินค้าที่หมุนเวียนได้ทั้งหมดติดตัวและขึ้นรถไฟพร้อมกับคังเหว่ย
คังเหว่ยไม่เคยลำบาก เลยพยายามหาตั๋วนอนมาได้สองใบเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้ถ่อมตนเสียขนาดถ้าไม่ใช่ที่นั่งธรรมดาจะไม่ยอมนั่งเธอขึ้นรถไปอย่างไม่ทำให้เสียเวลา
----------------------------------------
ในร้าน ‘หลานเฟิ่งหวง’ หลิวหย่งกำลังสั่งการคนงานให้ติดตั้งโคมระย้า
“อย่าทำโป๊ะโคมไฟพังนะ!”
“ดึงให้แน่น อย่าปล่อยมือเด็ดขาดเลยนะ”
หลิวหย่งทำเอาคนงานรู้สึกกดดันทีเดียว
ของแบบนี้ราคาเกินพันหยวนต่อหนึ่งลูก หากทำตกแตกขึ้นมา เงินเดือนหลายวันของพวกเขายังไม่พอชดใช้ด้วยซ้ำ
ก่อนวันที่ 24 ‘หลานเฟิ่งหวง’ ก็จะสามารถเปิดกิจการได้ หลิวหย่งกำกับการตกแต่งภายในของร้านนี้ด้วยตนเองติดตั้งโคมระย้าแก้วเรียบร้อย อีกทั้งติดกระจกชนิดต่างๆ บนผนังอย่างแ่าเมื่อปิดประตูเปิดไฟชมผลลัพธ์ หลี่เฟิ่งเหมยตกตะลึงจนเสียอาการไปเลยทีเดียว
“นี่คือร้านที่คุณสามารถตกแต่งออกมาจริงๆ หรือ?”
---------------------------------------
ปักกิ่ง
บนชานชาลารถไฟลมหนาวเย็นเยือกพัดผ่านเข้ากระดูก หวังเจี้ยนหัวเห็นว่าใบหน้าเซี่ยจื่ออวี้เย็นจัดจนแดงจึงดึงตัวเธอเข้าในอ้อมอกเล็กน้อย ครอบครัวหวังเจี้ยนหัวเคยรุ่งโรจน์เขาเข้าใจมารยาทพื้นฐานของการปฏิบัติตนนอกจากใช้เงินอุดหนุนค่าครองชีพที่สะสมไว้ซื้อตั๋วรถ เขายังซื้อของฝากให้ครอบครัวจื่ออวี้อีกด้วย
แต่หวังเจี้ยนหัวค่อนข้างกังวลที่เงินสะสมช่างน้อยเหลือเกินเขาติดตามเซี่ยจื่ออวี้เดินทางกลับบ้านเกิดหนึ่งรอบ แค่ค่ารถไปกลับของทั้งสองคนก็ต้องจ่ายเกือบหนึ่งร้อยหยวนพอต้องซื้อของฝากอีก เงินอุดหนุนค่าครองชีพจำนวนนั้นของเขาก็แทบเกลี้ยงแล้ว
จะไปเยี่ยมบิดามารดาที่ไร่อย่างไรกัน?
ไม่อาจเหลือไว้แค่ค่ารถจำนวนหนึ่งได้ ที่ไร่มีสภาพชีวิตยากลำบากยิ่งนักหวังเจี้ยนหัวต้องเตรียมซื้อของใช้ทั่วไปให้แก่บิดามารดาด้วย
อย่างน้อยซื้อของกระจุกกระจิก ให้บิดามารดาได้ฉลองตรุษจีน...หวังเจี้ยนหัวแอบรู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ตามเซี่ยจื่ออวี้กลับบ้านเกิด
ราวกับเซี่ยจื่ออวี้รู้ว่าเขากำลังกลุ้มใจเื่อะไรไอควันขาวลอยออกจากปากเธอ อิงแอบอ้อมอกเขาพลางกล่าวเสียงค่อย
“นี่เป็ครั้งแรกที่ฉันจะพบพ่อแม่เธอ คนที่บ้านฉันต้องเตรียมของขวัญดีๆให้ฉันแน่นอนพวกคุณลุงคุณป้าอยู่ที่ไร่น่าจะขาดแคลนของใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุดสินะเธอว่าพวกเราเอาเสื้ออ่าวกันหนาวไปสักสองตัว และค่อยเตรียมของปีใหม่ไปด้วยดีไหม?”
หวังเจี้ยนหัวกระชับมือที่โอบเซี่ยจื่ออวี้ไว้ให้หนักแน่นขึ้น
“ใครก็คิดถึงคนอื่นด้วยความละเอียดรอบคอบสู้เธอไม่ได้ทำตามที่เธอว่านั่นแหละ”
ใครก็สู้ไม่ได้หรือ?
เซี่ยจื่ออวี้ซุกหน้ากับแผ่นอกของหวังเจี้ยนหัว คำกล่าวเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ
จะว่าไป เธอและหวังเจี้ยนหัวก็คบหาดูใจใกล้ชิดกันมาครึ่งปีแล้วตอนนั้นหวังเจี้ยนหัวและเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเริ่มต้นความสัมพันธ์เท่านั้น แต่ตอนนี้ในหัวใจของหวังเจี้ยนหัวความสำคัญของเซี่ยจื่ออวี้ต้องได้เปรียบกว่าเป็แน่แท้!
เมื่อคิดถึงความจริงนี้ เซี่ยจื่ออวี้ก็อดยกยิ้มที่มุมปากไม่ได้เลย
