เมื่อเฝิงผิงเฉิงะโ “คัต” เสียงดังก้อง ฉินซีก็ขมวดคิ้วเข้าหากันน้อยๆ เขาเดินออกมาจากหน้ากล้องพร้อมกับถอดเสื้อผ้าที่ทั้งหนาและหนักออกไป ทีมงานเดินเข้ามานำเสื้อผ้าของเขาออกไปให้ ฉินซีกล่าว “ขอบคุณ” กับอีกฝ่ายไปอย่างมีมารยาท นักแสดงสาวที่อยู่ข้างๆ เดินเข้ามา ก่อนจะฉีกยิ้มพูดขึ้น “ฉินซี วันนี้ทำได้ดีเลยนะ ผ่านฉลุยเลย”
ฉินซีคลี่ยิ้มออกมาบางๆ โดยไม่ได้โอ้อวดและไม่ได้ถ่อมตน
นักแสดงสาวไม่ได้ใส่ใจในท่าทางของเขานัก เธอตั้งใจจะลากเขาเข้ามาคุยเล่น แต่ฉินซีกลับหลบมือที่ยื่นมาหาอย่างแเี “ฉันมีเื่ต้องไปคุยกับผู้กำกับ ขอตัวก่อนนะ”
“ไม่เป็ไร นายไปเถอะ” นักแสดงสาวโบกมือส่ง
“อืม” ฉินซีหมุนตัวเดินเข้าไปทางเฝิงผิงเฉิง นักแสดงสาวคนนั้นเข้ามาในวงการบันเทิงเร็วกว่าเขาเล็กน้อย แต่ก่อนหน้านี้ก็เพียงเคยถ่ายซีรีส์ออนไลน์ที่ไม่ได้เป็กระแสมา 2 เื่เท่านั้น ไม่ได้เหมือนฉินซีที่ได้เจอเหลียนเหล่ยที่มาช่วย ‘เพิ่มความร้อนแรง’ ให้แก่เขา ั้แ่ที่นักแสดงสาวคนนี้เข้ามาในวงการบันเทิง ก็ยังไม่เคยมีกระแสอะไรขึ้นมาเลยสักนิด ดังนั้นแน่นอนว่าคนที่ประจบสอพลอได้ เธอก็ควรเข้าหาสักหน่อย แต่เธอก็ไม่ได้ทำให้คนรู้สึกรังเกียจอย่างคนอื่น เธอรู้จักเว้นระยะเป็อย่างดี ฉินซีจึงได้แต่ปล่อยไป
เื่แบบนี้ถือเป็เื่ปกติในวงการบันเทิง ไม่ได้จำเป็ต้องแสดงท่าทีสูงส่งอะไร เขาเองก็ควรจะมีเพื่อนในวงการเอาไว้บ้าง
“ผู้กำกับเฝิง ผมอยากจะขอลาหยุดกลับไปที่เมืองหนิงชื่อน่ะครับ” ฉินซีเห็นว่าเฝิงผิงเฉิงนั่งดูภาพย้อนหลังอยู่หน้าจอมอนิเตอร์ จึงเดินเข้าไปพูดอย่างตรงไปตรงมาในทันที
“จะลาหยุดเหรอ? จะกลับไปทำอะไรที่เมืองหนิงชื่อล่ะ?” เฝิงผิงเฉิงหันหน้ามองไปที่เขาด้วยความใ
ความใบนใบหน้าของเฝิงผิงเฉิงมีมากเกินไป มากจนฉินซีรู้สึกสงสัย ที่เขาขอลากลับไปเมืองหนิงชื่อมีอะไรแปลกไปเหรอ? “มีธุระที่บริษัทจัดการน่ะครับ จะต้องกลับไปสักรอบ”
เฝิงผิงเฉิงร้อง “อ้อ” ออกมา แต่กลับไม่ได้ตอบตกลงตรงๆ รอจนเขาไตร่ตรองสักพัก หลินซงก็เดินเข้ามา หลินซงยิ้มพร้อมกับถามฉินซี “ฉินซี นายจะขอลาหยุดเหรอ?”
ฉินซีพยักหน้า
บนใบหน้าของหลินซงปรากฏความอึดอัดขึ้นมา “ไอ๊หยา โชคไม่ดีเลยนะ เหล่าเฝิงเตรียมซีนเอาไว้ให้ถ่ายแล้วใช่ไหมล่ะ? แล้วสองวันนี้จะมีนักแสดงาุโมาเข้าฉากด้วย นายไม่อยากอยู่เรียนรู้อะไรหน่อยเหรอ?”
ฉินซีขมวดคิ้วเข้าหากันทันที “ครับ ถ้าแบบนั้นผมจะอยู่อีกสักสองวัน ถึงตอนนั้นแล้วผู้กำกับเฝิงช่วยให้ผมหยุดด้วยนะครับ”
“ได้อยู่แล้ว” ครั้งนี้เฝิงผิงเฉิงตอบรับได้อย่างสบายใจ
ฉินซีหมุนตัวไปพัก เขารู้สึกว่าตัวเองพอจะเดาได้แล้วว่าทำไมเฝิงผิงเฉิงถึงไม่อนุญาตให้เขาลาหยุด บางทีเฉินเจวี๋ยอาจจะมาหรือเปล่า?
วันต่อมา ฉินซีกับนักแสดงาุโร่วมแสดงด้วยกัน ไม่รู้ว่าเป็เพราะเฝิงผิงเฉิงไปร้องขอไว้หรือเปล่า อีกฝ่ายถึงไว้หน้าเขาเป็อย่างมาก ทั้งยังยินดีชี้แนะให้ฉินซีด้วย ต้องยอมรับเลยว่าการยอมอยู่ในวันนี้ได้ผลประโยชน์มาไม่น้อย หลังจากเสร็จสิ้นแล้วก็เลิกกอง นักแสดงสาวคนนั้นนำน้ำดื่มขวดหนึ่งเดินมาหาฉินซีด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ฉินซี หิวน้ำหรือเปล่า?” นักแสดงสาวส่งขวดน้ำมาตรงหน้าฉินซี
“ขอบคุณนะ กำลังหิวน้ำพอดีเลย” ฉินซีรับน้ำมาดื่มลงไปเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นว่านักแสดงสาวถอนหายใจด้วยความสบายใจ อาจเป็เพราะในที่สุดก็สามารถผูกสัมพันธ์กับเขาได้แล้ว
“นายมีวีแชทไหม? มาเพิ่มเพื่อนในวีแชทกันหน่อยเถอะ” นักแสดงสาวพูดเสียงเบา
“อืม เธอเพิ่มฉันจากในกลุ่มวีแชทของกองถ่ายได้เลย” ฉินซีเผยยิ้มออกมา
“โอเค” นักแสดงสาวรีบนำโทรศัพท์ออกมา ด้วยกลัวว่าถ้าพลาด่เวลานี้ไป ฉินซีอาจไม่เพิ่มเธอเป็เพื่อนแล้วก็ได้
หลังจากเพิ่มเพื่อนกันเรียบร้อยแล้ว ฉินซีก็บันทึกชื่อของอีกฝ่ายไว้ ‘หนานชิวเยวี่ย’
จากนั้นกลุ่มคนในกองถ่ายก็พากันกลับโรงแรม ในตอนนั้นรถยนต์สีดำคันหนึ่งก็มาจอดหน้าประตูโรงแรมพอดี ฉินซีเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะรู้สึกคุ้นตาขึ้นอย่างน่าประหลาด หนานชิวเยวี่ยยิ้มพร้อมพูดออกมา “คนรวยน่ะ”
แต่ใครจะรู้ว่าคนรวยที่เดินลงมาจากรถหรูหราคันนั้น จะบังเอิญเป็คนรวยที่ฉินซีรู้จักพอดี
เฉินเจวี๋ยสวมชุดสูทสีดำ รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ดูหล่อเหลางดงาม เมื่อเขาออกมายืนอยู่หน้ารถหรู นักแสดงสาวในกองถ่ายจำนวนไม่น้อยก็พากันสูดลมหายใจและอดใจสั่นขึ้นมาไม่ได้ ส่วนนักแสดงชายก็ทำได้เพียงอิจฉาหรือยกย่องกันไป
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดลงมากแล้ว แต่สายตาของเฉินเจวี๋ยก็ยังคงดีดังเดิม เมื่อกวาดสายตาไปก็เจอตัวฉินซีท่ามกลางกลุ่มคน ทั้งยังกวาดสายตามองไปยังนักแสดงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายฉินซีด้วย
ฉินซีเสียวสันหลังขึ้นมา เขารู้สึกว่าสายตาของเฉินเจวี๋ยจะเยียบเย็นมากเกินไปแล้ว
เขาเดินออกไปก้าวใหญ่ๆ หนานชิวเยวี่ยยืนรออยู่ที่เดิมอย่างรู้งาน ส่วนคนอื่นแม้จะใจสั่นไหวแต่ก็ไม่มีใครกล้าไปยุ่งกับเขา ดังนั้นฉินซีจึงสามารถเดินไปตรงหน้าของเฉินเจวี๋ยได้อย่างง่ายดาย เขาถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “ทำไมคุณเฉินถึงกลับมาล่ะครับ?”
“มีธุระที่นี่ก็เลยแวะมาดูที่กองถ่ายสักหน่อย” เฉินเจวี๋ยพูดเสียงเรียบ ผู้ช่วยของเขายืนอยู่ด้านหลังและส่งรอยยิ้มมีมารยาทมาให้ฉินซี “คุณชายฉิน”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร?” เฉินเจวี๋ยถามขึ้น
“ใครเหรอครับ?” ฉินซียังตอบสนองไม่ทัน เขาหันหน้ามองกลับไปตามสายตาของเฉินเจวี๋ย และได้พบกับหนานชิวเยวี่ยพอดี เมื่อเขามองไปยังสีหน้าของหนานชิวเยวี่ย ก็เห็นความหวาดกลัวที่ปรากฏอยู่เบาบาง ดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่าทางนี้กำลังพิจารณาตัวเธออยู่
“อืม นักแสดงคนหนึ่งในกองถ่ายน่ะครับ” ฉินซีไม่ได้ทำอะไรผิด จึงพูดออกไปอย่างบริสุทธิ์ใจ
“หืม? มากองถ่ายแค่ไม่กี่วันก็สนิทกับเธอขนาดนี้แล้วเหรอ?” น้ำเสียงของเฉินเจวี๋ยราบเรียบ ไม่อาจรู้ความรู้สึกใดๆ แต่เมื่อพูดแบบนี้ออกมา มันก็ทำให้รู้สึกประหลาดอยู่ดี
เส้นประสาทสองเส้นในสมองของฉินซีเชื่อมเข้าด้วยกันในที่สุด เขานึกไปถึงข้อเสนอที่เฉินเจวี๋ยบอกกับเขาก่อนจะจากไปขึ้นมาทันที และเมื่อคิดไปถึงสิ่งที่เฉินเจวี๋ยเพิ่งจะถาม ฉินซีก็เริ่มอึดอัดขึ้นมานิดหน่อย นี่มัน… อาการหวงของเหรอ?
เฉินเจวี๋ยไม่ได้ดึงดันอยู่กับคำถามนี้ต่อไป เขาหมุนตัวเดินเข้าไปในโรงแรมก่อน “เข้ามา”
ฉินซีเดินตามไปอย่างว่าง่าย หลินซงและเฝิงผิงเฉิงที่อยู่ด้านหลังกองถ่ายหันมาสบตากัน พวกเขาต่างก็คิดว่าทั้งสองจะต้อง ‘พูดคุยเื่วันที่ผ่านมา’ หรือ ‘พูดคุยเื่รักๆ ใคร่ๆ’ กันไม่ผิดแน่ พวกเขาไม่สมควรเข้าไปเป็ก้างขวางคอในตอนนี้ ดังนั้นจึงพากันแยกย้ายไปทำเื่ที่อยากจะทำ
ทางฝั่งฉินซีเดินตามเฉินเจวี๋ยขึ้นชั้นบน เมื่อมองไปยังคีย์การ์ดที่เฉินเจวี๋ยถืออยู่ ทั้งยังเปิดห้องของเขาเข้าไปอย่างคุ้นชิน ฉินซีก็ต้องเบิกตากว้าง และหลังจากเข้าไปด้านใน ฉินซีก็เห็นว่าสัมภาระของเฉินเจวี๋ยถูกนำเข้ามาวางไว้เรียบร้อยแล้ว ดวงตาของเขายิ่งเบิกกว้างยิ่งขึ้น “คุณเฉิน?” ในสมองของเขาถึงกับอลหม่านไปหมด จึงยากที่จะคิดหาความหมายออกมา
เฉินเจวี๋ยได้สติกลับมา และอธิบายอย่างราบเรียบ “อ้อ ฉันเปิดไว้แค่ห้องนี้ ไม่มีห้องอื่นแล้ว ห้องที่ฉันเปิดเอาไว้ ฉันอยู่ไม่ได้เหรอ?”
ฉินซีอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากพูดอย่างยากเย็น “แน่นอนว่าคุณเฉินอยู่ได้ครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนลงไปชั้นล่างก็พอแล้ว”
“่นี้เป็่ที่โรงแรมใกล้ๆ สถานที่ถ่ายทำกำลังเต็ม ห้องที่ก่อนหน้านี้นายเปลี่ยนไปถูกคนจองต่อไปนานแล้ว” ประโยคนี้ของเฉินเจวี๋ยปิดทางถอยของเขาไปจนหมด
ฉินซีไม่พอใจนัก ทำไมจู่ๆ ท่าทีที่เฉินเจวี๋ยมีต่อเขาก็นิ่งแข็งขึ้นมาแบบนี้ เดิมทีก็ไม่ได้สนใจความรู้สึกของเขาอยู่แล้ว ฉินซีหมุนตัวตั้งใจจะออกไป เฉินเจวี๋ยเองก็ไม่ได้เรียกเขาไว้ราวกับคิดเอาอยู่แล้วว่าอย่างไรฉินซีก็ต้องกลับมา
เมื่อฉินซีเดินไปถึงหน้าประตู คิดอยู่สักพักก่อนจะพูดออกมาประโยคหนึ่ง “ผมไปหาอะไรทานนะครับ”
“โอเค” เฉินเจวี๋ยทำท่าทีราวกับว่าง่าย เพียงตอบรับกลับมาเรียบๆ
แต่ฉินซีมักจะรู้สึกว่าเฉินเจวี๋ยไม่ได้ถูกจัดการง่ายๆ แบบนั้น
หลังจากฉินซีออกไปแล้ว ผู้ช่วยก็เริ่มเข้ามาช่วยเฉินเจวี๋ยจัดสัมภาระ เขาจัดการไปพร้อมกับฟังน้ำเสียงเยือกเย็นของเฉินเจวี๋ยที่ดังมา “นายคิดว่าเขาเหมือนคนที่ชอบเพศตรงข้ามไหม?”
สีหน้าของผู้ช่วยลำบากใจขึ้นมา เขาคิดในใจว่า แม้ผมจะเป็ชายแท้ แต่สายตาของผมก็ไม่ได้อาจบอกได้ว่าใครเป็เกย์ ใครเป็ชายแท้นี่ครับ..
“เื่นี้… เื่นี้ผมไม่รู้จะพูดยังไง...”
“ไปสืบมา เดี๋ยวนายก็รู้เองว่าต้องพูดยังไง” ท่าทางของเฉินเจวี๋ยยังดูราวกับไม่ได้ใส่ใจ ในใจของผู้ช่วยสั่นไหว เขาเข้าใจความหมายของเฉินเจวี๋ยทันที
ตามที่ผู้ช่วยมองแล้ว ถ้าเฉินเจวี๋ยอยากจะได้ฉินซีมาไว้ในมือ มันก็เป็เื่ง่ายดาย ทั้งสองแตกต่างกันเกินไป เฉินเจวี๋ยมีชาติตระกูลแบบไหน? และฉินซีมีชาติตระกูลแบบไหน? ตอนนี้ฉินซีเข้ามาในวงการบันเทิงแล้ว หากเขาอยากให้เส้นทางหลังจากนี้ราบรื่นดีก็ไม่ใช่ว่าต้องพึ่งพาเฉินเจวี๋ยเหรอ? ต่อให้ฉินซีหัวแข็งแค่ไหน แต่ด้วยวิธีการของเฉินเจวี๋ยแล้ว จะไม่สามารถทำลายมันได้เหรอ? ผู้ช่วยอยู่กับเฉินเจวี๋ยมานาน เขารู้ดีว่าตัวตนที่ถูกซ่อนอยู่ภายในเปลือกนอกที่เงียบสงบ และมีมารยาทของเฉินเจวี๋ยนั้นเป็อย่างไร
เฉินเจวี๋ยที่ซ่อนอยู่ภายใต้นั้น เืเย็นและร้ายกาจ
ตอนที่เขาจัดการกำจัดคนในตระกูล เขาก็ไม่ได้ใจอ่อนเลยสักนิด แล้วตอนนี้เขาจะมาใจอ่อนเพราะคนรักที่ถูกใจเหรอ?
ผู้ช่วยไม่คิดแบบนั้น เขาคิดว่าที่ตอนนี้เฉินเจวี๋ยไม่ลงมือทำอะไร ก็เพียงเพราะอยากดูเหยื่อดิ้นรนไปสักพักเท่านั้น
ผู้ช่วยที่คิดว่าตัวเองเข้าใจความคิดของเ้านายกระจ่างจัดการวางกระเป๋าเอาไว้ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นก็ออกจากห้องเตรียมไปสืบค้นเื้ัของฉินซี
ขอเพียงคนอย่างพวกเขาอยากสืบค้น อย่าได้พูดถึงประวัติความรักของฉินซีเลย แม้แต่ประวัติความรักของบรรพบุรุษ 18 รุ่นของฉินซี เขาก็สามารถสืบค้นออกมาได้!
ฉินซีที่ค่อยๆ เดินไปหาของหวานทานที่ห้องอาหาร ยังไม่รู้เลยว่าบางทีประวัติความรักของบรรพบุรุษทั้ง 18 รุ่นของตัวเองอาจจะถูกสืบค้นออกมา เขาถือเค้กเดินไปหาที่นั่งในห้องอาหารเพื่อนั่งลงทาน หนานชิวเยวี่ยเองก็ยกเค้กมาเช่นกัน เหล่านักแสดงคนอื่นที่อยู่โดยรอบต่างก็มองพวกเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด อย่างไรในตอนนี้พวกดาราต่างก็ต้องสนใจรูปร่าง ใครจะไปกล้าทานเค้กหวานๆ โดยไม่ออกแรงทำอะไรอย่างพวกเขา! นี่ไม่กลัวอ้วนกันเลยเหรอ!
เหล่านักแสดงต่างกัดฟันไปตามๆ กัน! พวกเขาก็อยากทานเหมือนกันนี่แหละ...
หนานชิวเยวี่ยดีใจมากที่ตัวเองมีความชอบเหมือนกับฉินซี ทั้งสองเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเค้กเ้าไหนอร่อยที่สุด แต่น่าเสียดายที่ทั้งสองชอบคนละเ้า แถมยังเกือบจะทะเลาะกันเพราะเื่เล็กๆ แบบนี้อีก สุดท้ายหนานชิวเยวี่ยก็ปิดปากลงก้มหน้าทานเค้กเข้าไป จากนั้นก็ถามฉินซีว่า “นาย… นายไม่ต้องอยู่กับคุณเฉินเหรอ?”
ฉินซีมองสีหน้าของหนานชิวเยวี่ย เธอไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแอบแฝง เพียงถามออกมาเพราะเป็ห่วงฉินซีอย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น ฉินซีคลี่ยิ้มเบาบาง “ฉันกับคุณเฉินเป็เพื่อนกัน แน่นอนว่าไม่ต้องไปอยู่กับคุณเฉินตลอดเวลาหรอก”
แต่น่าเสียดายที่หนานชิวเยวี่ยก็คิดมั่นใจเหมือนอย่างคนอื่นว่า ทั้งสองจะต้องมีความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถบอกคนอื่นได้ เพียงแต่ด้วยฐานะของพวกเขา ฉินซีจึงเลือกที่จะโกหก
หนานชิวเยวี่ยแสดงสีหน้า ‘ฉันเข้าใจ’ ออกมา เธอยกถาดเค้กที่ว่างเปล่าขึ้น “นายจะเอาเค้กขึ้นไปให้คุณเฉินด้วยไหม?”
ฉินซีคิดไปหลายวินาที สุดท้ายเขาก็ยังเลือกเชื่อคำแนะนำของหนานชิวเยวี่ย แม้ว่าเฉินเจวี๋ยจะพูดอะไรที่ทำให้เขาไม่พอใจออกมา แต่ในตอนแรกเฉินเจวี๋ยก็ทำตัวดีกับเขา และความดีแบบนั้นก็มาจากคนแปลกหน้า มันจึงยิ่งล้ำค่าขึ้นไปอีก เขารู้ชัดว่าในตอนแรกเฉินเจวี๋ยไม่ได้มีเจตนาถูกใจเขา ไม่อย่างนั้นตอนที่เฉินเจวี๋ยพูดแบบนั้น เขาก็คงจะเอาส้อมเสียบลงไปบนโต๊ะตรงหน้าเฉินเจวี๋ยไปแล้ว
อย่างไรเขาก็ติดหนี้น้ำใจเฉินเจวี๋ยเอาไว้มาก...
ฉินซีคิดไปพร้อมกับเลือกเค้กที่อร่อยที่สุดไปให้เฉินเจวี๋ยทานคู่กับชาแดงแก้วหนึ่ง เขายกมันขึ้นลิฟต์ รอจนประตูลิฟต์เปิดออกดัง “ติ๊ง” และเขาเพียงก้าวเท้าเข้าไปในโถงทางเดิน ก็เห็นเฉินเจวี๋ยยืนอยู่หน้าประตูห้องสูท รวมทั้งตรงหน้ายังมีเด็กสาวถืออาหารมาให้ ดูเหมือนว่าเด็กสาวคนนั้นจะเป็คนในกองถ่าย ฉินซีจำได้รางๆ ว่าเธอแสดงบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญอยู่ อ้อ อย่างน้อยก็สำคัญกว่าบทบาทของเขาเล็กน้อยน่ะนะ
ในใจของฉินซีกำลังคิดว่า ถ้าอีกเดี๋ยวเฉินเจวี๋ยไม่้าเค้กของตัวเองแล้ว เขาก็จะทานเข้าไปอีกสักชิ้น เค้กอร่อยมาก ทานเข้าไปอีกชิ้นคงจะดี… ยิ่งกินคู่กับชาแดงละก็… มันต้องละมุนลิ้นมากแน่ๆ...
ผลก็คือเมื่อเดินเข้าไปแล้ว เขาก็เห็นสีหน้าของเฉินเจวี๋ยปกคลุมไปด้วยไอเย็นะเื และเด็กสาวตรงหน้าเฉินเจวี๋ยก็กำลังตัวสั่นจนแทบจับถาดอาหารในมือไว้ไม่อยู่
ฉินซีคิดไม่ถึงเลยว่า เดิมทีคำว่ารักและทะนุถนอมผู้หญิงจะไม่ได้เชื่อมโยงกับเฉินเจวี๋ยเลยสักนิด
แม้เด็กสาวจะมองไปที่เขาด้วยน้ำตาคลอเบ้าและสีหน้าแดงก่ำราวกับเมฆสีแดงพาดอยู่บนพวงแก้มขาวใส มองๆ ไปก็ดูน่าทาน แต่เขากลับไม่หวั่นไหวเลยสักนิด ตอนนั้นการมีอยู่ของฉินซีทำลายบรรยากาศอึดอัดลง เฉินเจวี๋ยหันมามองฉินซีเล็กน้อย สายตาของเขาจับจ้องไปยังเค้กในถาดอาหารของฉินซี “เย็นป่านนี้ยังจะทานเค้กมากมาย ไม่ทานข้าวเย็นแล้วหรือไง?”
ฉินซียื่นเค้กเข้าไปอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก “ให้คุณนั่นแหละ”
สีหน้าของเฉินเจวี๋ยอ่อนโยนลงมาบ้าง เขารับเค้กมาพร้อมกับชาแดง จากนั้นก็หมุนตัวเขาไปในห้อง “ขอบคุณ” แม้เขาจะไม่ได้แสดงความอ่อนโยนออกมา แต่การเปรียบเทียบที่ชัดเจนนี้ ก็ทำให้เด็กสาวถึงกับหน้าซีด ก่อนจะวิ่งจากไปด้วยความอึดอัดและอับอาย
ฉินซีรู้สึกว่าตัวเองควรพูดอะไรสักอย่าง ดังนั้นเขาจึงเปิดปากพูด “อ่า ขอโทษนะครับ บังเอิญเข้ามาตอนที่กำลังมีสาวสวยมาถวายตัวให้พอดี”
เฉินเจวี๋ยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เขาก้มหน้าลงแกะขนมเค้กพร้อมกับพูดขึ้นเรียบๆ “นายคิดว่าใครมาถวายตัวให้ ฉันก็รับเอาไว้หมดเหรอ?”
ในตอนนั้นฉินซียิ่งไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรอีก
