เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูนั่งหันหน้าเข้าหากัน ที่โต๊ะซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขามีกระดาษสีขาววางอยู่หนึ่งแผ่น บนกระดาษมีหัวข้อที่พวกเขาต้องถกเถียงกันในวันนี้ เฟิ่งสือจิ่นริมฝีปากซีดเผือด นางยกนิ้วโป้งให้หลิวอวิ๋นชูแล้วพูดขึ้นลอยๆ “ดูจากฝีปากของเ้าในวันนี้แล้ว ชัยชนะต้องเป็ของเ้าแน่”
หลิวอวิ๋นชูพูดคล้ายอารมณ์ไม่สู้ดีนัก “ต่อให้ชัยชนะจะวางอยู่ตรงหน้าก็เถอะ แต่ข้าไม่ชอบฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นไม่พร้อมเช่นนี้นี่นา”
อาจารย์ผู้คุมสอบเริ่มถามคำถามแรก “มาตรการการปกครองแผ่นดินที่ปฐมกษัตริย์แห่งแคว้นจิ้นรณรงค์ให้ใช้ในยุคเริ่มแผ่นดินคืออะไร จงอธิบายเนื้อหาอย่างละเอียด”
เฟิ่งสือจิ่นนวดขมับเบาๆ โดยไม่ได้ตอบอะไร หลิวอวิ๋นชูร้องอุทานขึ้น “เรากำลังสอบเื่การโต้วาทีและหลักปรัชญากันอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงเปลี่ยนไปเป็ประวัติศาสตร์ได้ล่ะ?”
อาจารย์ผู้เข้มงวดปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “การศึกษากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ท่านชายหลิวแค่ตอบคำถามมาก็พอ”
หลิวอวิ๋นชูครุ่นคิดอย่างหนักอยู่นาน เขาปรายตามองเฟิ่งสือจิ่นแวบหนึ่งก่อนจะตอบออกไป “ข้าไม่รู้ ข้ามไปข้อต่อไปเลยเถิด”
อาจารย์ผู้คุมสอบเริ่มอ่านคำถามข้อต่อไป เมื่ออ่านเสร็จ เฟิ่งสือจิ่นยังคงนวดขมับอย่างใจเย็น ท่านชายหลิวก็ยังคงครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดดังเดิม อาจารย์ผู้คุมสอบถามขึ้น “พวกเ้าสองคน ใครจะตอบก่อน?”
เฟิ่งสือจิ่นชี้นิ้วไปที่หลิวอวิ๋นชู “เรียนท่านอาจารย์ เขามีรูปโฉมอัปลักษณ์ ให้เขาตอบก่อนเถอะ”
หลิวอวิ๋นชู “...” เขาโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าอัปลักษณ์ที่ไหนกัน เ้าต่างหากที่หน้าตาอัปลักษณ์!”
เมื่อการสอบใกล้จะเสร็จสิ้นลง ทั้งสองกลับตอบคำถามได้เพียงไม่กี่ข้อเท่านั้น ทว่าเวลาส่วนมากถูกใช้ไปกับการต่อล้อต่อเถียงกันมากกว่า อาจารย์ผู้คุมสอบส่งเสียงห้าม “ท่านชายหลิว โปรดระวังวาจาและกิริยาของตนเองด้วย”
หลิวอวิ๋นชูพบว่าใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่นขาวซีดมากขึ้นทุกที เม็ดเหงื่อก็ไหลลงมาจากใบหน้าไม่หยุด เขาจิตใจวุ่นวายเป็อย่างมาก จึงพูดระคนหงุดหงิด “ยังจะสอบบ้าอะไรอีก ข้าไม่สอบแล้ว! ให้นางเป็ฝ่ายชนะไปเถอะ!”
อาจารย์ผู้คุมสอบตำหนิ “ไร้สาระ การศึกษาใช่เื่ที่จะนำมาล้อเล่นได้หรือ?”
เพื่อรักษาหน้าของหลิวอวิ๋นชู ในที่สุดอาจารย์ผู้คุมสอบก็ถามคำถามที่ง่ายเสียจนแทบไม่ต้องคิดออกมา หลิวอวิ๋นชูกับเฟิ่งสือจิ่นถูกลงโทษให้คัดตำราอยู่บ่อยครั้ง มีหรือจะไม่รู้คำตอบ ทว่าทั้งๆ ที่คำตอบติดอยู่ที่ปลายลิ้นแล้วแท้ๆ แต่หลิวอวิ๋นชูก็ยังฝืนกลั้นเอาไว้ เขากำลังต่อสู้กับหัวใจของตนเองอย่างหนัก ในที่สุดก็พูดขึ้น “อาจารย์ ให้เฟิ่งสือจิ่นตอบก่อนเถอะ หากนางตอบได้ ข้าจะเป็ฝ่ายยอมแพ้เอง”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ได้ยินคำพูดของหลิวอวิ๋นชูด้วยซ้ำ นางรู้แค่ว่าบัดนี้ ที่หัวเ็ปจนคล้ายจะะเิอยู่แล้ว รู้สึกราวภาพเหตุการณ์มากมายกำลังพยายามจะมุดออกมาจากในหัวเช่นนั้น
ที่ฝั่งตรงข้าม หลิวอวิ๋นชูหันมาบอกกับนาง “เฟิ่งสือจิ่น ตอบสิ ข้าอุตส่าห์มอบโอกาสดีเช่นนี้แก่เ้า” อย่างมากเขาก็แค่สอบตกอีกครั้ง ปีหน้าค่อยเอาใหม่ก็ได้ อย่างไรเสียเขาก็คุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้อยู่แล้ว
เขาทนเห็นเฟิ่งสือจิ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแสดงท่าทาง... เ็ปทรมานเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ นางคงอยากชนะมากจริงๆ สินะ
เฟิ่งสือจิ่นยกมือกุมหัว พลันเสียงะโของหลิวอวิ๋นชูก็ดังก้องขึ้น “เฟิ่งสือจิ่น ตอบออกมาสิ!”
หิมะร่วงหล่นลงมาจากกลางนภาอย่างแ่เบา เมื่อร่วงจนถึงพื้นดิน หิมะเกล็ดเล็กก็ถูกหลอมจนละลายลงเสียแล้ว น้ำในทะเลสาบหนาวเย็นไปจนถึงกระดูกดำ เพิ่งจะะโลงไป ร่างของนางก็จมหายเข้าไปใต้น้ำทันที... เด็กหนุ่มในชุดสีขาวว่ายน้ำเข้ามาหานาง เส้นผมสีดำสลวยลอยอยู่กลางสายน้ำอย่างงดงาม ทำให้ใบหน้าที่ทั้งอบอุ่นและสง่างามของเขาโดดเด่นยิ่งกว่าเดิม... “เฟิ่งสือจิ่น!”
ภาพที่ผุดขึ้นมาในสมอง ทำให้เฟิ่งสือจิ่นเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปยังทิศของซูกู้เหยียนโดยสัญชาตญาณ จู่ๆ นางก็รู้สึกราวกับได้เห็นเด็กหนุ่มในชุดสีขาวคนนั้นอีกครั้ง เฟิ่งสือจิ่นฉีกยิ้มให้เขาแวบหนึ่ง... จนเมื่อตื่นจากภวังค์ เฟิ่งสือจิ่นจึงหันไปมองหลิวอวิ๋นชูซึ่งกำลังพูดกับนางด้วยท่าทางร้อนรน “เฟิ่งสือจิ่น ข้ากล้ารับประกันได้เลยว่าเ้าต้องตอบคำถามนี้ได้อย่างแน่นอน หากเ้าบอกว่าตอบคำถามนี้ไม่ได้ ข้าจะแช่งให้คนในบ้านของเ้าตายยกครัวเลยคอยดู!”
เฟิ่งสือจิ่นยกมือขึ้น แขนที่สั่นเทาเล็กน้อยชูนิ้วโป้งไปยังหลิวอวิ๋นชู “คนในครอบครัวของข้าตายยกครัวตั้งนานแล้ว เ้าชนะ...”
จากนั้นนางก็จำอะไรไม่ได้อีก รู้แค่ว่าก่อนที่ดวงตาจะปิดลง ใครคนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ และเงาจากชุดสีเขียวขุ่นของคนผู้นั้นก็ทอดต่ำลงมาเบื้องล่าง บดบังแสงแดดเอาไว้
หลิวอวิ๋นชูเห็นเฟิ่งสือจิ่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามล้มลงช้าๆ และล้มลงที่เบื้องหน้าเขา ฝูงคนร้องอุทานด้วยความใ ก่อนสถานการณ์จะจมเข้าสู่ความวุ่นวาย เขาจำไม่ได้ว่าตนทำอะไรลงไปบ้าง แต่เมื่อได้สติกลับมาก็พบว่าฮูหยินแห่งจวนท่านโหวอันกั๋วกำลังดึงมือของเขาเอาไว้แน่นพลางพูดเตือน “อย่าสร้างเื่”
อีกด้าน เฟิ่งสือจิ่นถูกใครบางคนอุ้มขึ้นมาจากพื้น ชายที่อุ้มนางเอาไว้สวมชุดสีเขียวขุ่น ร่างกายสูงโปร่ง เขาปรากฏตัวขึ้นราวกับสายลมที่พัดโชยเข้ามาอย่างแ่เบา ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทีเ็า เขาอุ้มเฟิ่งสือจิ่นแล้วเดินออกจากวิทยาลัยหลวง เดินผ่านต้นไหวเก่าแก่ที่ขึ้นอยู่กลางสวนของวิทยาลัย เส้นผมที่ไหล่พลิ้วไหวไปตามสายลม แสงแดดทอดส่องลงมาที่ชายกระโปรงสีเขียว มันทำให้เขาแลดูงดงามและโดดเด่นไม่ต่างไปจากหิมะสีขาวที่ร่วงหล่นลงมาท่ามกลางแสงแดด
ท้ายที่สุด การสอบวัดผลของเฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูก็จบลงอย่างค้างคา พวกเขาตอบคำถามไม่ได้ และไม่มีใครเอาชนะใครได้เช่นกัน หลังจากที่เฟิ่งสือจิ่นถูกจวินเชียนจี้อุ้มออกไป อาจารย์ผู้คุมสอบยังให้โอกาสหลิวอวิ๋นชู โดยการถามคำถามอีกครั้ง “เฟิ่งสือจิ่นไม่สบายจึงต้องกลับออกไปก่อน ต่อจากนี้ หากท่านชายหลิวรู้คำตอบของคำถาม และสามารถตอบได้อย่างถูกต้อง ก็จะถือว่าท่านชายหลิวผ่านการสอบเช่นกัน”
ฮูหยินแห่งท่านโหวอันกั๋วรู้ขอบเขตของความสามารถของลูกชายตัวเองดี นางตบบ่าลูกชายเบาๆ พลางพูดขึ้น “กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
หลิวอวิ๋นชูโบกมือพลางพูดด้วยท่าทางหงุดหงิด “ข้าไม่สอบแล้ว เพื่อนร่วมชั้นไม่สบาย หากข้าฉวยโอกาสเอาเปรียบนางเช่นนี้ ยังจะถือเป็สุภาพบุรุษที่น่ายกย่องอีกหรือ ไม่ผ่านก็ไม่ผ่านเถอะ อย่างมากก็แค่กลับมาศึกษาในวิทยาลัยใหม่อีกครั้ง” พูดจบก็จูงมือน้องสาวและเดินออกไปจากวิทยาลัยหลวงพร้อมกับมารดาทันที
ผู้เป็น้องสาวพูดอย่างไร้เดียงสา “ท่านพี่ ที่แท้ตอนอยู่ในวิทยาลัยหลวง ท่านเท่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ ท่านพ่อเคยบอกเอาไว้ว่าเกิดเป็มนุษย์ ไร้ความรู้ได้ แต่ห้ามไร้คุณธรรมเด็ดขาด ข้าคิดว่าท่านพี่ทำตามคำสอนของท่านพ่อสำเร็จแล้ว”
หลิวอวิ๋นชูยืดตัวตรง “งั้นหรือ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองเท่มากเหมือนกัน”
เฟิ่งสือจิ่นจำได้ว่าฤดูหนาวของปีนั้นเหน็บหนาวมาก มือเท้าหนาวเย็นไปหมด ความเย็นบาดลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ ช่างเป็ฤดูที่ยาวนานเหลือเกิน แถมยังมีฝนตกลงมาบ่อยๆ อีกด้วย
สายฝนร่วงหล่นลงไปในบึงน้ำอย่างแ่เบา เพราะผิวน้ำใกล้จะเยือกแข็งเต็มที สายฝนที่ร่วงลงมาจึงไม่อาจสร้างคลื่นน้ำหรือร่องรอยใดๆ แก่ผิวน้ำได้ ภายในจวนแห่งท่านโหวหรงกั๋ว เสียงเด็กร้องไห้ดังขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งนานเข้าเสียงนั้นก็ยิ่งทวีความเ็ปและดังสนั่นยิ่งขึ้น แม้จะแผดเสียงร้องจนลำคอแหบแห้งแล้ว เ้าของเสียงก็ไม่อาจหยุดลงได้เลย
หมอจำนวนมากเข้าๆ ออกๆ จวนท่านโหวอย่างต่อเนื่อง คล้ายกำลังยุ่งงานเป็อย่างมาก
นางคุกเข่าอยู่ในสวนที่เปียกปอนไปด้วยน้ำฝน ซึ่งไร้หลังคาบดบัง ต้นไม้ใบหญ้าภายในสวนสั่นไหวเพราะสายฝน พืชสีเขียวกลับกลายเป็สีขุ่นหมอง หัวเข่าชาไปหมด ร่างกายก็เปียกโชกไปด้วยสายฝน ความหนาวทำให้ร่างบางสั่นเทาขึ้นอย่างอดไม่ได้ ที่ข้างกาย หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ข้างๆ กัน หญิงคนนี้มีอายุมากกว่าเฟิ่งสือจิ่น แต่งกายด้วยชุดสีจืดชืด ใบหน้างดงาม ถือเป็หญิงงามอย่างแท้จริง ดวงตาคู่นั้นงดงามดุจอัญมณี น่าเสียดายที่ถูกกาลเวลากัดกร่อน และทิ้งรอยตีนกาจางๆ เอาไว้ที่หางตา
นั่นเป็มารดาของนาง
ทุกคนในจวนท่านโหวหรงกั๋วต่างก็รู้ว่ามารดาของนางไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลสูงส่ง และไม่ใช่หญิงชาวบ้านจากครอบครัวธรรมดาเช่นกัน แต่เป็สตรีที่ท่านโหวหรงกั๋วเก็บกลับมาจากสนามรบ ระหว่างออกไปทำศึกที่ทางเหนือต่างหาก นางเป็สตรีที่ถูกจับไปเป็โสเภณีในกองทัพ ซึ่งไปถูกใจท่านโหวหรงกั๋วเข้าโดยบังเอิญเท่านั้น
ทุกคนในจวนต่างก็เหยียบย่ำดูถูกพวกนาง ซึ่งก็สมควรแล้ว
หญิงคนนี้มีร่างผอมบาง ใบหน้ากับริมฝีปากกลายเป็สีเขียวอมม่วงเพราะความหนาวเย็น เฟิ่งสือจิ่นขยับเข้าไปใกล้ ยื่นแขนเล็กๆ เข้าไปโอบล้อมร่างกายของนาง แล้วกอดอีกฝ่ายเข้ามาแนบอก
นางสำนึกผิดแล้ว เป็เพราะนาง เฟิ่งสือเหิงจึงตกน้ำเมื่อหน้าหนาวปีก่อน ในตอนนั้นเฟิ่งสือเหิงขี่นางเหมือนนางเป็ม้า เขามัดคอนางด้วยแส้และจับด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็เหวี่ยงแส้ลงมาบนร่างกายของนางอย่างต่อเนื่อง นางเสียสติไปแล้ว จึงสิ้นคิดจนมุ่งหน้าไปที่บึงน้ำแข็งที่แสนหนาวเย็นโดยที่ยังมีเฟิ่งสือเหิงขี่หลังอยู่ ในตอนนั้นนางมีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือต่อให้ต้องตาย ก็ต้องดึงให้เฟิ่งสือเหิงตายในบึงน้ำแข็งด้วยกัน
น่าเสียดาย นางที่มีชีวิตต่ำต้อยไม่ได้ตายเพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น เฟิ่งสือเหิงที่มีชีวิตสูงส่งก็ไม่ตายเช่นกัน
