หลังจากเฉินเจวี๋ยพาฉินซีย้ายไปยัง ‘บ้านหลังใหม่’ แล้ว ฉินซีก็ต้องวุ่นวายจัดข้าวของอยู่นานจนไม่มีเวลาว่าง ไม่นานก็มาถึงเวลาอาหารเย็น สวี่เทาจองร้านอาหารจีนหรูหราเอาไว้แล้ว จึงเป็หน้าที่ของผู้ช่วยมากความสามารถอย่างถงเซ่าิ รับหน้าที่ขับรถพาทัังสองไปยังจุดหมาย
“ฉินซี!” เมื่อรถมาถึงด้านนอกร้านอาหารจีนแล้ว ฉินซีก็เปิดประตูลงจากรถไปก่อน พอสวี่เทาเห็นเขาก็อดโบกมือเรียกด้วยความตื่นเต้นไม่ได้ เนื่องจากกลัวว่าฉินซีจะไม่เห็นตัวเอง แต่หลังจากสวี่เทาเห็นเฉินเจวี๋ยลงจากรถตามมา ท่าทางของสวี่เทาก็กลายเป็ชะงักค้าง เดิมทีก็ไม่กล้ามองสีหน้าของเฉินเจวี๋ยเลยแม้แต่น้อย คนบางคนเกิดมาพร้อมท่าทีมากอำนาจอยู่แล้ว ทั้งที่ปกติสวี่เทาเองก็เป็คนที่มีความน่าเคารพมากคนหนึ่งในกองถ่าย แต่พอมายืนอยู่ต่อหน้าเฉินเจวี๋ย สวี่เทากลับรู้สึกราวกับเป็หนูที่เจอแมว
“คุณเฉิน” สวี่เทารีบเอ่ยทักทาย
เฉินเจวี๋ยพยักหน้าก่อนจะพาฉินซีเข้าไปด้านใน จากนั้นสวี่เทาก็เดินตามหลังทั้งสองอย่างว่าง่ายราวกับผู้ติดตาม บ้างก็บอกทางแก่ทั้งสอง แม้ด้านหน้าจะมีพนักงานนำทางแล้ว แต่สวี่เทาก็ยังกระทำอย่างละเอียดไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ด้วยเกรงว่าจะมีตรงไหนทำให้เฉินเจวี๋ยไม่พอใจขึ้นมา
“ตอนที่พวกเราจองที่ก็หาห้องส่วนตัวไม่ได้เลยครับ พนักงานเลยแนะนำบล็อกที่นั่งมาให้ เขาบอกว่าบล็อกที่นั่งของที่นี่พิเศษมาก ดังนั้น...” สวี่เทาฝืนยิ้มด้วยความอึดอัด เขากังวลว่าเฉินเจวี๋ยจะไม่พอใจอยู่เล็กน้อย
เฉินเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไร
แต่ฉินซีกลับมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ
แน่นอนว่าร้านอาหารจีนแห่งนี้ค่อนข้างหรูหรา ใช้การตกแต่งแบบโบราณ ั้แ่ที่เดินเข้ามา รายละเอียดต่างๆ ก็ทำให้คนััได้ถึงกลิ่นอายความโบราณ หากนั่งลงทานอาหารก็คงจะรู้สึกดีมากแน่ๆ
แต่หลังจากนั้นฉินซีก็ได้รู้ว่า ‘บล็อกที่นั่ง’ ของที่นี่มหัศจรรย์อย่างไร
พนักงานพาพวกเขาเดินผ่านโถงทางเดินยาวมา เมื่อมาถึงปลายทาง พนักงานก็เปิดประตูออก ฉินซีมองเข้าไปด้านใน ก่อนจะพบว่าด้านนอกเป็บ้านหลังเล็กที่ดูคล้ายคลึงกับเรือนสี่ประสาน จากบริเวณที่พวกเขายืนอยู่ถูกสร้างเป็โถงทางเดินงดงามยาวไปถึงด้านนอก และโถงทางเดินนี้ก็ถูกปรับให้กลายเป็บล็อกที่นั่ง ทุกๆ ที่นั่งจะมีฉากกันลมกั้นเอาไว้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบ และหลังจากนั่งลงบนที่นั่งแล้ว ก็ยังสามารถชมสระน้ำที่อยู่ติดกันได้ น้ำในสระใสสะอาด แม้ตอนนี้จะไม่มีดอกบัวให้เห็น แต่ข้างสระก็มีต้นหลิวถูกปลูกเอาไว้ กลีบดอกไม้ที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงความงดงามตระการตา
ดูราวกับเวลาได้หมุนย้อนกลับไป
ฉินซีชอบที่นี่มาก ดวงตาของเขาเปล่งประกายวับวาว เพียงเฉินเจวี๋ยเหลือบมองไปที่เขาเล็กน้อยก็รู้สึกได้ถึงความชอบของอีกฝ่าย จึงพูดขึ้นมา “ถ้าชอบ หลังจากนี้มาทานที่นี่บ่อยๆ ก็ได้”
ฉินซีได้ยินคำพูดของเฉินเจวี๋ยไม่ชัดนัก จึงพยักหน้าตอบแบบไม่คิดอะไร แต่ฝั่งสวี่เทากลับรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดของเฉินเจวี๋ย และอดมองพิจารณาพวกเขาไม่ได้ เขาคิดไม่ออกว่ามันแปลกที่ตรงไหน แต่เมื่อนึกไปถึงว่า ฉินซีชอบ อีกทั้งเฉินเจวี๋ยยังยืนยันความชอบของฉินซีออกมา มันก็ถือเป็เื่ดีแล้ว! อย่างไรก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!
เมื่อพวกเขากวาดสายตามองก็พบว่าบริเวณที่นั่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว ศีรษะของชายหนุ่มโล้นเกลี้ยง ทั้งยังมีรอยเขียวราวกับเพิ่งโกนผมไปได้ไม่นาน แต่ลักษณะแบบนี้ก็ทำให้ดูสบายเป็ธรรมชาติ จะดาราหนุ่มคนไหนในวงการบันเทิงกล้าทำผมนี้กัน?
สวี่เทาไอกระแอมออกมาเบาๆ ชายหนุ่มคนนั้นรีบลุกขึ้นมาจากที่นั่งและก้าวเดินเข้ามาค้อมตัวให้กับเฉินเจวี๋ย “สวัสดีครับคุณเฉิน” หลังจากนั้นก็ยื่นมือออกมาเพื่อจับกับเฉินเจวี๋ยด้วยความร้อนรน
สวี่เทารู้สึกหน่ายใจขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้ว่าเพื่อนรักคนนี้ตื่นเต้นจนมึนงงไปหมด พอเข้าไปโค้งแล้วก็ยังจะจับมืออีก ในระหว่างที่สวี่เทากำลังจะส่งสายตาให้อีกฝ่าย เนื่องจากเฉินเจวี๋ยไม่ใช่คนที่ใครต่อใครสามารถจับมือได้ง่ายๆ และสวี่เทาก็ไม่อยากเห็นเพื่อนขายหน้า
แต่ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมา เฉินเจวี๋ยก็ยื่นมือออกไปจับกับชายหนุ่มคนนั้นเบาๆ ทั้งยังพยักหน้าส่งเสียงตอบรับ “อืม” ออกมาด้วย
“มาๆๆ คุณเฉิน คุณชายฉิน เชิญทางนี้ครับ” ชายหนุ่มหลีกทางให้อย่างกระตือรือร้นเพื่อให้ทั้งสองคนนั่งลงก่อน รอยยิ้มบนใบหน้าของชายหนุ่มเบิกบานขึ้นไม่น้อย บางทีอาจเป็เพราะได้จับมือกับเฉินเจวี๋ย ดังนั้นเขาจึงตื่นเต้นมาก
ในตอนนี้ฉินซีเพิ่งจะได้รู้ว่า ความจริงไม่ใช่ว่าเฉินเจวี๋ยทำตัวแบบจี่อวี้เซวียนไม่ได้ เดิมทีเฉินเจวี๋ยก็เพียงี้เีจะทำเท่านั้น แต่เมื่อเขาแสดงท่าทางแบบนี้ออกมา ก็ไม่มีใครต้านทานเสน่ห์ของเขาได้แล้ว โดยเฉพาะหลังจากเริ่มทานอาหาร ไม่ว่าสวี่เทาและชายหนุ่มที่ชื่อหลินฉีเจิ้งจะพูดอะไรออกมา เฉินเจวี๋ยก็จะพูดตอบเล็กน้อย ทำให้พวกเขารู้สึกเคารพและตื้นตันเป็อย่างมาก ฉินซีก้มหน้าลงทานอาหารพร้อมกับถอนหายใจเงียบๆ ในใจ คนอย่างเฉินเจวี๋ย หากในอดีตไม่ได้เป็แม่ทัพหรือฮ่องเต้ก็คงจะน่าเสียดายน่าดู
วาทศิลป์ดีขนาดนี้เชียว! เห็นได้ชัดว่าไม่จำเป็ต้องพูดเกิน 10 ประโยค เขาก็ทำให้คนยอมเชื่อฟังเขาได้แล้ว
คนจีนพูดจาด้วยง่ายที่สุดบนโต๊ะสุรา พนักงานนำสุราขาวเข้ามา ในตอนที่สวี่เทากำลังจะเชิญเฉินเจวี๋ยดื่ม ฉินซีก็ยั้งเอาไว้โดยอัตโนมัติ “เขาไม่ดื่มครับ”
สวี่เทานิ่งไปเล็กน้อย ความจริงตัวฉินซีเองก็นิ่งไปเช่นกัน เขาไม่คิดว่าตัวเองจะจำเื่นี้ของเฉินเจวี๋ยได้
สวี่เทาหันไปมองเฉินเจวี๋ยด้วยความอึดอัด เฉินเจวี๋ยจึงพูดขึ้นทันที “อืม ฉันไม่ดื่มน่ะ”
ในใจของสวี่เทายิ่งรู้สึกประหลาดขึ้นไปอีก แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเดาไว้แล้วว่าฉินซีกับเฉินเจวี๋ยมีความสัมพันธ์เบื้องลึกเื้ัต่อกัน แต่ดูจากตอนนี้ ความสัมพันธ์ที่ว่าน่าจะไม่ธรรมดาแล้ว… ั้แ่ที่ฉินซีสามารถพูดให้เฉินเจวี๋ยยอมได้ กระทั่งมาทานอาหารถึงที่นี่ มันก็ไม่ใช่เื่ง่ายๆ เลย!
“เล่ารายละเอียดของภาพยนตร์เื่นั้นให้ฉันฟังหน่อย” หลังจากสนทนากันพอเป็มารยาทแล้ว เฉินเจวี๋ยก็พูดประเด็นหลักขึ้นมา
เมื่อพูดถึงเื่นี้ หลินฉีเจิ้งก็ดูจริงจังเป็การเป็งานขึ้นมา เขายืดตัวตรงและเริ่มอธิบายเนื้อหาของภาพยนตร์เื่นี้ รวมทั้งเหตุผลที่จะสร้าง หรือแม้แต่การเตรียมพร้อมทั้งหมดของเขา เหมือนกำลังโน้มน้าวนักลงทุนอยู่ เขาเล่าทุกอย่างเสียละเอียดยิบ จนทางฝั่งสวี่เทาเริ่มร้อนใจ เพราะรู้สึกว่าปกติเพื่อนรักก็ไม่ใช่คนช่างพูด แล้วทำไมตอนนี้ถึงพูดออกมาโดยไม่มีปกปิดเลยสักนิด ทุกอย่างทั้งดีและไม่ดี เื่ใหญ่หรือเล็ก ก็พูดออกมาหมด
คนอย่างคุณเฉินจะยินดีรับฟังเหรอ? สวี่เทารู้สึกเศร้าอยู่ในใจ
ความจริงฉินซีเองก็เดาว่าในอีกไม่กี่นาที เฉินเจวี๋ยก็คงแสดงความเ็าออกมา และนั่นก็คงเป็ตอนที่เขาอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้ฉินซีประหลาดใจก็คือ เฉินเจวี๋ยไม่ได้แสดงมันออกมาแม้แต่น้อย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทานอาหารเข้าไปช้าๆ ทั้งที่เห็นอยู่ว่ากำลังทานอาหาร แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเขากำลังตั้งใจฟังหลินฉีเจิ้งอยู่ และความรู้สึกแบบนี้ก็ทำให้คนรู้สึกราวกับได้เจอเพื่อนรู้ใจขึ้นมาอย่างง่ายดาย
รอจนเฉินเจวี๋ยนั่งฟังอย่าง ‘ตั้งใจ’ จนจบ หลินฉีเจิ้งก็ตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้แล้ว คิดไม่ถึงว่าคุณเฉินในตำนานจะนิสัยดีขนาดนี้ ทั้งยังยินดีฟังพวกเขาพูดตั้งมากมาย
หลินฉีเจิ้งกลืนน้ำลาย ก่อนจะพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มแห้งๆ “ความจริงแล้ว ที่ผมมาหาคุณเฉินก็เพราะอยากเพิ่มความมั่นใจให้ภาพยนตร์เื่นี้สักหน่อยน่ะครับ นี่เป็ความฝันของผม ผมใช้ใจกับมันไปมาก ดังนั้นจะล้มเหลวไม่ได้” เขาพูดพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
ฉินซีมองไปทางเขา แต่กลับเห็นการเฝ้ารอและความตื่นเต้นจากแววตาของเขา ภายในนั้นมันทั้งแน่วแน่ และไร้ซึ่งหวาดกลัว
และนี่คือจุดที่หลินฉีเจิ้งไม่เหมือนกับสวี่เทา ในตอนนั้นสวี่เทาถูกความลำบากควบคุมชีวิต และต้องละทิ้งสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยยึดมั่นไป พอเริ่มถ่ายละครฉาบฉวยมา มันก็กินเวลาไปนานหลายปี แต่หลินฉีเจิ้งกลับเริ่มขึ้นจากระดับล่าง และค่อยๆ ค้นหาเส้นทางทำความฝันให้กลายเป็จริงมาตลอด ในที่สุดวันนี้เขาก็จะได้ทำความฝันของตัวเองให้สำเร็จแล้ว และความฝันนี้ก็้า ‘นักลงทุน’ คนหนึ่ง ซึ่งเฉินเจวี๋ยก็เป็ ‘นักลงทุน’ ที่สามารถรับประกันความฝันของเขาได้ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสวี่เทาถึงยอมช่วยบากหน้าไปขอร้องฉินซีให้
“ฉันไม่ใช่นักลงทุน ฉันไม่สามารถไปสนใจได้ว่านายจะถ่ายทำออกมาเป็ยังไง ขอเพียงถึงเวลาแล้ว ในภาพยนตร์ไม่มีเนื้อหาล่อแหลม ฉันก็คิดว่าไม่น่ามีอุปสรรคอะไรมาขวางภาพยนตร์เื่นี้ได้หรอก” เฉินเจวี๋ยรินชาให้ตัวเอง แต่กลับวางลงตรงหน้าฉินซี ก่อนจะพูดขึ้นเรียบๆ
เมื่อสักครู่ฉินซีเพิ่งทานเนื้อที่รสชาติค่อนข้างเค็ม ตอนนี้จึงรู้สึกกระหายน้ำอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าในวินาทีต่อมาจะมีแก้วชาถูกวางลงตรงหน้าด้วยความใส่ใจ ฉินซียกแก้วชาขึ้นดื่มทันที หลังจากนั้นก็เพิ่งจะรู้สึกร้อนหูขึ้นมา เฉินเจวี๋ยทำดีกับเขาเกินไปหรือเปล่า? ตัวฉินซีเองยังเริ่มจะลุ่มหลงขึ้นมาแล้ว นี่เป็สิ่งที่นายทุนต้องทำให้นักแสดงที่รับเลี้ยงดูเหรอ?
“ขอบคุณครับ! ขอบคุณครับคุณเฉิน! เมื่อคุณพูดแบบนี้ ผมก็วางใจแล้ว! ขอบคุณมากจริงๆ ครับ!” หลินฉีเจิ้งตื่นเต้นจนแทบจะพูดจาไม่รู้เื่ รีบเทสุราให้ตัวเองและยกขึ้นดื่มจนหมดแก้วในทีเดียว
ฉินซีมองภาพตรงหน้าแล้วสั่นสะท้านเล็กน้อย ดื่มลงไปทีเดียวแบบนี้จะไม่ร้อนคอเหรอ?
แม้ว่าสำหรับเฉินเจวี๋ยจะเป็เพียงเื่เล็กๆ แต่สำหรับคนที่เพิ่งจะเริ่มสร้างภาพยนตร์อย่างพวกเขา มันถือเป็การช่วยเหลือครั้งยิ่งใหญ่ และสามารถควบคุมอนาคตของพวกเขาได้เลย ไม่แปลกใจว่าทำไมหลินฉีเจิ้งถึงตื่นเต้นขนาดนี้ หลังจากนั้นเขาก็ยังดื่มสุราไปอีกหลายแก้ว ทำเอาฉินซีที่ดูอยู่อดกลืนน้ำลายไม่ได้ ไม่รู้ว่าสุราขาวของร้านนี้ใช้อะไรหมัก ถึงได้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมา เหมือนว่าก่อนหน้านี้ฉินซีจะเคยเห็นในนิยายกำลังภายในมาก่อน นี่คงจะเป็พวกสุราดอกท้ออะไรพวกนั้น...
ไม่รอให้ฉินซีจ้องมองกาสุราจนคิดเข้าใจ จู่ๆ เฉินเจวี๋ยก็ดันกาสุรานั้นมาตรงหน้าเขา “จะดื่มไหม? ลองสักนิดดีหรือเปล่า?”
ก่อนหน้านี้ฉินซีคือนักศึกษาที่ยังไม่จบจากมหาวิทยาลัย แม้จะเป็ชาติก่อน เขาก็ไม่เคยดื่มสุราขาว อย่างมากก็ดื่มเบียร์ บรั่นดีราคาแพง ไวน์แดง หรือค็อกเทลเท่านั้น… เขามีโอกาสได้ดื่มเครื่องดื่มแบบนี้เสียที่ไหน? ฉินซีเริ่มจะใจสั่นขึ้นมาเล็กๆ แล้ว
และในตอนนั้นเอง หลินฉีเจิ้งก็รินสุราส่งให้ฉินซีอย่างรู้งาน ดังนั้นฉินซีจึงปฏิเสธพอเป็พิธีก่อนจะดื่มมันลงไป เนื่องจากรีบร้อนดื่มลงไปหน่อย ก็เลยรู้สึกไม่สบายคอขึ้นมา แต่เพราะสุรานี้ไม่แรงนัก จึงไม่รู้สึกร้อนคอนัก แต่อย่างไรพอเข้าไปในปากแล้ว รสชาติก็ยังสู้กลิ่นหอมไม่ได้ ฉินซีจึงเริ่มเสียใจขึ้นมา ในระหว่างที่เขากำลังคิดจะหาอะไรทานเพื่อปรับรสในปากเสียหน่อย ตะเกียบคู่หนึ่งก็ยื่นเข้ามาข้างปากของเขา ตะเกียบนั้นคีบไก่ผัดเห็ดหอมเอาไว้ ฉินซีอ้าปากทานลงไป และเมื่อหันไปมองก็พบว่าเฉินเจวี๋ยเป็คนป้อนให้เขาเอง
