ในใจของสาวใช้ทราบถึงคุณและโทษของมันดี ขาทั้งสองอ่อนแรงลงไปนั่งอยู่กับพื้น ในตอนนั้นนางเพียงแค่้าใส่ร้ายสาวใช้ทั้งสามคนของเสี้ยนจู่เท่านั้น จึงนำต่างหูของตนเองโยนทิ้งไปตามใจ เดิมทีในใจคิดว่าไม่ใช่อัญมณีที่ล้ำค่าอะไร คาดไม่ถึงว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะรู้ได้
อวิ๋นซูปรายตามองลงไปยังนาง ดวงตาเ็าดูไร้แวว แต่กลับรุนแรงราวกับหิมะพายุหิมะในฤดูหนาว ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวในจิตใจ ท่าทางเช่นนั้นราวกับกำลังกล่าวว่า หยิบต่างหูของเ้าไปดีๆ เสีย อย่าได้ทำหายอีก มิเช่นนั้น...
สาวใช้รีบร้อนก้มหน้าอย่างตื่นตระหนก แผ่นหลังมีเหงื่อไหลซึมออกมา “ขะ...ขอบคุณเสี้ยนจู่เ้าค่ะ!”
อวิ๋นซูเก็บสายตากลับมา ในขณะที่เบี่ยงตัวก็ส่งสายตาเป็สัญญาณไปครั้งหนึ่ง ทันใดนั้นมีคนเดินไปข้างหน้าแล้วยกกล่องบรรจุของล้ำค่าขึ้นมา นางคารวะองค์หญิงซีเยว่ด้วยความเคารพอย่างหาที่เปรียบมิได้ครั้งหนึ่ง “องค์หญิง ทูลลาเพคะ!”
ซีเยว่ถูกเหตุการณ์นี้ทำเอาสั่นไหวไปเช่นกัน จนกระทั่งเงาร่างอันงดงามเดินจากไปไกลแล้ว ทั้งสองจึงค่อยๆ ได้สติกลับมา
องค์หญิงซีเยว่กัดฟัน เสี้ยนจู่ผู้นี้เป็ใครกันแน่?
เมื่อหันไกลไปเห็นสาวใช้ยังคงนั่งอยู่บนพื้น อดไม่ได้ที่จะเกิดความโกรธขึ้นในใจ “ยังมัวตกตะลึงอะไรอยู่? ยังไม่รีบลุกขึ้นให้องค์หญิงอย่างข้าอีก!”
สาวใสใไม่น้อย แต่เมื่อได้ยินคำพูดของซีเยว่ นางก็รีบลุกขึ้นจากพื้นในทันที จากนั้นจึงเดินโซซัดโซเซติดตามอยู่เื้ัของเ้านาย
ภายในสวนบุปผาหลวง
เสียนเฟยกำลังหยอกล้ออยู่กับองค์ชายที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน มือเล็กๆ อันอวบอ้วนกวัดแกว่งไปมาไม่หยุด ท่าทางเล็กๆน้อยๆ เช่นนั้นทำให้ผู้พบเห็นรักใคร่ ทำให้เสียนเฟยรู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของอวิ๋นซูอยู่ในใจ
ชั่วขณะนั้น ภายในสวนบุปผาหลวงมีเสียงหัวเราะด้วยความยินดีดังแว่วขึ้นมา
เสียนเฟยหอมลงบนแก้มขาวๆ ขององค์ชาย บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มไม่จางหาย เดือนนี้นางทำตามคำกำชับของอวิ๋นซูอย่างเคร่งครัด ตอนนี้จึงสามารถลงจากเตียงออกไปเดินได้แล้ว
ดังนั้นในวันนี้จึงได้ให้ขันทีไปที่จวนชางหรงโหวเพื่อเรียกอวิ๋นซูเข้าวัง ด้วยเจตนาจะขอบคุณ
ในขณะเดียวกัน ซีเยว่กำลังเดินเล่นอยู่ภายในพระราชวังอย่างไร้จุดหมาย เนื่องด้วยการก่อกวนของอวิ๋นซูเมื่อครู่นี้ ใจของนางในยามนี้จึงยิ่งกระสับกระส่าย
บริเวณไม่ไกล พระสนมในวังหลังหลายคนกำลังพูดคุยสนทนากันเสียงเบา เสียงหัวเราะดังแว่วมายังทิศทางของซีเยว่
จนกระทั่งเมื่อพบว่าคนผู้นั้นคือซีเยว่ จึงพากันพยักหน้าให้นางอย่างมีมารยาท จากนั้นจึงเดินผ่านไหล่ของนางไปอย่างไร้เื่ราว
ทันใดนั้นลมเย็นสายหนึ่งปะทะเข้ามา ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่น ทำให้องค์หญิงซีเยว่ที่เดิมทียังยิ้มแย้มรับหน้าผู้คนพลันชะงักค้างอยู่กับที่
กลิ่นหอมนี้กระตุ้นความทรงจำของนาง อย่างไรก็ตามคล้ายกับในสมองของนางมีอะไรบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างฉับพลัน จากนั้นถึงสะดุ้งและร้องเรียกออกมาจนทำให้ผู้คนอดใไม่ได้
นางหันกายไปในฉับพลัน ยื่นมือออกไปดึงเอาไว้
พระสนมที่เดินไปถึงด้านหลังแล้วพลันหยุดฝีเท้าลง หันสายตามองไปพบว่าเป็องค์หญิงซีเยว่
นางขมวดคิ้ว ถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจอยู่บ้างแต่องค์หญิงซีเยว่ผู้นี้จับนางจนเจ็บแล้วจริงๆ “องค์หญิง นี่...”
องค์หญิงซีเยว่ใ เพิ่งจะรับรู้ถึงความเสียมารยาทของตน จึงรีบคลายมือออก ดวงหน้างดงามเจือไปด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “บนตัวของเหนียงเหนียงมีกลิ่นหอมสดชื่น ซีเยว่รู้สึกว่าหอมดียิ่งนัก ไม่ทราบว่าใช้เครื่องหอมอันใดหรือเ้าคะ เมื่อครู่เป็ซีเยว่ที่หุนหันพลันแล่นเกินไป หวังว่าเหนียงเหนียงจะไม่ตำหนิ!”
ที่แท้ก็เป็เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้ องค์หญิงซีเยว่ผู้นี้ช่างตื่นตระหนกเสียจริง
ในใจของพระสนมรู้สึกไม่พอใจทว่ามิกล้าแสดงออกบนใบหน้า “เครื่องหอมนี้เป็เครื่องหอมที่พวกเราได้มาจากหย่งจี๋เสี้ยนจู่ หากองค์หญิงชอบ เชื่อว่าหย่งจี๋เสี้ยนจู่จะต้องไม่ตระหนี่แน่นอน”
หย่งจี๋เสี้ยนจู่?
ในสมองของซีเยว่พลันคิดได้ถึงคำพูดของอวิ๋นซูเมื่อครู่นี้ รู้จักคนของตระกูลอวิ๋นหรือไม่?
อย่างไรก็ตามกลิ่นหอมในตอนนี้ทำให้ซีเยว่นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา เพียงแต่ในตอนนี้คนผู้นั้นได้กลายเป็สิ่งต้องห้ามของตระกูลอวิ๋นไปแล้ว ไม่สามารถกล่าวถึงสิ่งที่ผ่านพ้นไปในอดีตได้อีกตลอดไป
เช่นนั้น...เหตุใด หย่งจี๋เสี้ยนจู่จึงมีเครื่องหอมเช่นนี้?
ความสงสัยบนใบหน้าขององค์หญิงซีเยว่พลันทวีขึ้นอย่างไร้ขอบเขต
อีกด้านหนึ่ง อวิ๋นซูที่ได้รับการเชื้อเชิญเข้ามาในวังได้มาเห็นภาพเหตุการณ์เมื่อครู่นี้พอดี
นางทราบดีว่าซีเยว่เกิดความสงสัยขึ้นแล้ว แต่นางไม่กังวล คงจะไม่มีผู้ใดคิดถึงเื่ยืมศพคืนิญญาเป็แน่
นางมองข้ามท่าทางการแสดงออกในตอนนี้ของซีเยว่ไปในทันที แล้วเดินมุ่งตรงไปยังตำหนักของเสียนเฟย
ภายในตำหนัก เสียนเฟยเพิ่งจะกลับมาจากสวนบุปผาหลวงกับองค์ชายน้อย ยังไม่ทันได้นั่งก็เห็นอวิ๋นซูอยู่นอกประตู “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ เชิญทางนี้!”
เสียนเฟยดีใจยิ่งนัก อุ้มองค์ชายน้อยเดินเข้าไปต้อนรับ
อวิ๋นซูคารวะอย่างมีมารยาท “ถวายพระพรเหนียงเหนียงเพคะ!”
“หย่งจี๋เสี้ยนจู่ไม่จำเป็ต้องมากมารยาท รีบยืนขึ้นเถิด!” เสียนเฟยยังคงอุ้มองค์ชายน้อยอยู่ในอ้อมอก จึงไม่สามารถยื่นมือออกไปประคองอวิ๋นซูได้ แต่ก็รู้สึกว่าอวิ๋นซูเกรงใจมากเกินไปจริงๆ
อวิ๋นซูเบนสายตาขึ้นมองไปยังองค์ชายน้อยในห่อผ้าอ้อม ร่องรอยของอาการยิ้มแย้มบริเวณหว่างคิ้วทำให้เกิดความประทับใจอย่างเหนือคาด “องค์ชายน้อยทรงประสูติออกมาได้ดีเลยเพคะ เหมือนเหนียงเหนียงมากทีเดียว!”
สายตาของเสียนเฟยเองก็ตกอยู่บนใบหน้าของบุตรชายในอ้อมอก มีความรักความเมตตาแผ่ออกมาทั่วทั้งตัว กล่าวชื่นชมออกมาด้วยความจริงใจ “วันนั้นหากมิใช่เพราะเสี้ยนจู่ ชีวิตของเปิ่นกงและองค์ชาย...”
“เหนียงเหนียง ยามนี้ไม่จำเป็ต้องพูดถึงอีกเพคะ” อวิ๋นซูกล่าวขัด ประการแรกนางไม่ชมชอบความเกรงอกเกรงใจเช่นนี้ ประการที่สองนางไม่อยากจะพูดถึงจริงๆ
ในตอนนี้เองเสียนเฟยจึงได้สติกลับมา รู้สึกว่าคำพูดนี้ของอวิ๋นซูมีเหตุผล ด้วยเหตุนี้จึงพยักหน้ายิ้มๆ “เสี้ยนจู่กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก ไม่พูดถึงแล้ว ไม่พูดถึงแล้ว ที่ผ่านมาเปิ่นกงช่างไม่รู้ความเอาเสียเลย แต่ตอนนี้เมื่อมองดูองค์ชายแล้ว ในใจก็มีความสุขมากจริงๆ”
อวิ๋นซูยกยิ้มที่มุมปากบางๆ อย่างไรก็ตามในตอนนี้เอง เสียนเฟยได้นำเด็กในมือส่งไปให้แม่นมที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายมาตลอด จากนั้นจึงเดินมาจูงอวิ๋นซูให้นั่งลง “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เปิ่นกงยังต้องขอบคุณเ้า!”
“เหนียงเหนียงไม่จำเป็ต้องเกรงใจเพคะ” อวิ๋นซูกล่าวถ่อมตัวอย่างมีมารยาท
“คำพูดนี้ของเสี้ยนจู่ข้าเห็นต่างอยู่บ้าง วันนี้ท่านช่วยเปิ่นกงมากมายถึงเพียงนี้ เปิ่นกงย่อมต้องให้รางวัลเป็แน่” กล่าวจบ เสียนเฟยพลันยกผ้าเช็ดหน้าในมือขึ้น นางข้าหลวงผู้หนึ่งประคองหีบไหมใบหนึ่งเดินออกมา “เปิ่นกงรู้ว่าตอนนี้สิ่งที่เสี้ยนจู่ไม่ขาดแคลนมากที่สุดก็คือรางวัล แต่เปิ่นกงยังหวังว่าเสี้ยนจู่จะรับน้ำใจของเปิ่นกงไป”
เดิมทีอวิ๋นซูยังคิดจะกล่าวอะไรบ้าง แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง สายตาของนางพลันตกอยู่บนปิ่นอันแปลกประหลาดบนเส้นผมของเสียนเฟย
เดิมทีปิ่นนั้นเป็เพียงปิ่นทองที่มีรูปแบบธรรมดาเล่มหนึ่งเท่านั้น แต่กลับเป็เพราะอัญมณีที่เลี่ยมฝังอยู่บนปิ่นเล่มนั้น เมื่อเคลื่อนไหวจึงทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะจ้องมอง
ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าเสียนเฟยสังเกตเห็นถึงสายตาของอวิ๋นซู จึงยกมือขึ้นลูบคลำไปบนปิ่นทองเล่มนั้น บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความสุข ให้อารมณ์ของหญิงสาวแรกแย้ม เห็นได้ถึงความรักและถนอมของสิ่งนี้
ต่อให้นางจะไม่ได้กล่าวถึงแม้เพียงคำเดียว แต่อวิ๋นซูเพียงมองดูก็ทราบถึงที่มาของปิ่นเล่มนี้ได้
เพียงไม่นาน เสียนเฟยก็ต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้นขึ้นมาอีกครั้ง “เสี้ยนจู่ ในเมื่อท่านก็เข้าวังมาแล้ว มิสู้อยู่ทานอาหารเป็เพื่อนเปิ่นกงแล้วค่อยไปเป็อย่างไร?”
อวิ๋นซูตอบรับอย่างเรียบเฉย “ขอบพระทัยในน้ำพระทัยของเหนียงเหนียง เพียงแต่อวิ๋นซูยังมีเื่ต้องทำเพคะ”
เสียนเฟยชะงักไป ในใจอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ แต่ก็เข้าใจได้เป็อย่างดี “หากว่าเป็เช่นนี้ เปิ่นกงก็จะไม่รั้งตัวเสี้ยนจู่เอาไว้แล้ว!”
กล่าวจบก็ก้มลงหยิบหีบไหมที่ประธานเป็รางวัลให้แก่อวิ๋นซูเมื่อครู่นี้แล้วส่งให้นางด้วยตัวเอง
ครั้งนี้อวิ๋นซูไม่ได้ปฏิเสธอีก รับหีบไหมนั้นมาโดยตรง
“อวิ๋นซูทูลลาเพคะ!” อวิ๋นซูหยัดกายลุกขึ้นอย่างแช่มช้าแล้วคารวะครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามในตอนที่นางไปจากตำหนักของเสียนเฟย ในมือของนางได้ปรากฏปิ่นเล่มนั้นที่อยู่บนศีรษะของเสียนเฟยเมื่อสักครู่นี้ขึ้นอย่างไร้ซุ่มไร้เสียง
ที่แท้เมื่อครู่ตอนที่เสียนเฟยก้มตัวลงหยิบหีบไหม ได้ทำปิ่นทองเล่มนั้นตกอย่างไม่ทันระวัง อวิ๋นซูจึงหยิบมาในมือโดยไม่ได้กล่าวอะไร
เมื่อออกมาจากตำหนักประทับของเสียนเฟย ยังไม่ทันได้จากไปไกลนัก ด้านหน้าก็ปรากฏเงาร่างของซีเยว่ขึ้น
อวิ๋นซูเดินไป ระหว่างคิ้วยังคงประดับไปด้วยท่าทางเรียบเฉยเช่นนั้น ทำให้ผู้คนคาดเดาท่าทีไม่ออกโดยสิ้นเชิง
ในตอนนี้ ซีเยว่เข้ามาขวางทางของอวิ๋นซูเอาไว้ น้ำเสียงที่กล่าวถามเจือไปด้วยความสับสน “หย่งจี๋เสี้ยนจู่ ตกลงแล้วเ้า...รู้จักคนตระกูลอวิ๋นหรือไม่?”
อวิ๋นซูยิ้มบางๆ “เื่นี้ ไม่ใช่ว่าหม่อมฉันเคยถามองค์หญิงไปแล้วหรือเพคะ?”
“เ้า...เ้าไม่ได้ตอบคำถามใดๆ ของเปิ่นกงเลย!” เื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ทำให้ซีเยว่รู้สึกตึงเครียดอย่างระงับไม่อยู่
อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูกลับไม่ได้ตอบซีเยว่ ทำเพียงกล่าวทิ้งไว้ประโยคหนึ่งแล้วเดินจากไปด้วยรอยยิ้ม ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่า ในตอนที่นางหยุดเท้าเมื่อครู่นี้ ได้น้ำปิ่นเกี่ยวเอาไว้บนดอกไม้สลักบนแขนเสื้อของซีเยว่
ซีเยว่มองเงาร่างที่จากไปไกลด้วยความไม่พอใจ นางกัดฟันแน่น ตัดสินใจว่าจะต้องตรวจสอบหย่งจี๋เสี้ยนจู่ผู้นี้ให้ดี
เมื่อนางเดินไปถึงสวนบุปผา ก็เห็นเสียนเฟยที่กำลังอุ้มองค์ชายน้อยเดินออกมา
“ถวายพระพรเสียนเฟยเพคะ!” ถึงแม้ว่าในใจของซีเยว่จะโกรธเคือง แต่กลับสามารถแยกแยะความหนักเบาของเื่ราวต่างๆ ได้
เสียนเฟยที่อยู่ตรงหน้านี้ถึงแม้จะไม่นับว่าเป็คนสำคัญอะไร แต่นางในวันนี้เป็มารดาขององค์ชายสูงศักดิ์ และกลายเป็พระสนมที่จักรพรรดิเฉินรักถนอมมากที่สุด ถึงแม้ซีเยว่จะไม่อยากประจบประแจงนาง แต่ก็ไม่คิดที่จะล่วงเกินนาง
“องค์หญิงไม่จำเป็ต้องมากพิธี” มือของเสียนเฟยอุ้มองค์ชายน้อยอยู่ สำหรับองค์หญิงซีเยว่ผู้งดงามเบื้องหน้านี้ แม้จะไม่ได้มีความรู้สึกที่ดี แต่ก็ยังกระทำตัวอย่างใจกว้างเหมาะสม
ซีเยว่เดินเข้าไปใกล้เล็กน้อย สายตาทอดมองไปยังองค์ชายน้อยในอ้อมอกของเสียนเฟยด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็น “เหนียงเหนียงช่างมีวาสนาเหลือเกินเพคะ องค์ชายน้อยน่ารักยิ่งนัก! อา...เมื่อมองดูให้ละเอียดแล้ว องค์ชายน้อยผู้นี้ในอนาคตจะต้องเป็ัในหมู่มนุษย์อย่างแน่นอนเพคะ!”
ถึงแม้ว่าเสียนเฟยจะไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อซีเยว่ แต่เมื่อได้ยินคำชมเชยที่นางกล่าวชมบุตรของตน ในฐานะที่เป็มารดาจึงอดไม่ได้ที่จะเบิกบานใจ “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคำชมขององค์หญิงแล้ว จริงสิ องค์หญิงจะไปที่ใดหรือ?”
“ความจริงแล้ว หม่อมฉันอยู่แต่ในตำหนักรู้สึกเบื่อหน่าย จึงออกมาเดินเล่นไปทั่วเท่านั้นเพคะ!” ท่าทางแย้มยิ้มบางๆ ของซีเยว่งดงามจนมิอาจบรรยาย
เสียนเฟยได้ยินก็พยักหน้าอย่างรู้สึกเห็นด้วย “ใช่แล้ว อยู่ในตำหนักเพียงผู้เดียวก็ออกจะน่าเบื่อไปบ้าง ควรจะออกมาเดินเสียหน่อย”
ทันใดนั้น สายตาของซีเยว่พลันเปลี่ยนไปเป็เสียใจอยู่บ้าง คล้ายพูดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ “ไม่รู้ว่าระยะนี้รัชทายาทกำลังยุ่งอยู่กับอะไร ่ที่ซีเยว่มาแคว้นเฉินนี้ ได้พบรัชทายาทเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น”
เสียนเฟยฟังความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดนี้ของซีเยว่ออก แต่สำหรับความคิดของรัชทายาทนั้น นางย่อมมิอาจคาดเดา ทำได้เพียงมองนางด้วยความเห็นใจ “อย่าได้คิดมากเลย นานวันเข้า ความสัมพันธ์กับรัชทายาทย่อมต้องค่อยๆ ดีขึ้นแน่! องค์หญิงอดทนวันเวลาเหล่านี้หน่อยเถิด!”
ซีเยว่ได้ยินดังนั้นก็ทำได้เพียงยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น จากนั้นจึงพูดคุยปราศรัยกับเสียนเฟยหลายประโยคและไปจากสวนบุปผา
จนกระทั่งซีเยว่เดินไปได้ไม่นาน ทันใดนั้น นางข้าหลวงข้างกายเสียนเฟยพลันพบว่าปิ่นบนศีรษะของนางหายไปแล้ว จึงกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก “เหนียงเหนียงเพคะ ปะ...ปิ่นบนพระเกศาของท่านไม่อยู่แล้วเพคะ!”
