เมื่อเห็นฉินหวยหยวนมาแล้ว ฉินหยีหนิงพลอยรู้สึกโล่งใจ ราวกับว่านางมีกระดูกสันหลังอยู่ในใจแล้ว
ซุนซื่อมีน้ำตาไหลนองใบหน้า นางเดินเข้าไปกอดแขนของฉินหวยหยวนอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากเด็กที่เ็ปร้องไห้สะอึกสะอื้น “ล่าวแหย่ เ้ามาแล้ว”
“อืม ทันทีที่ข้าได้รับข่าวจากท่านสู ข้าก็รีบมาที่นี่ พวกเ้าไม่ได้เป็อะไรใช่หรือไม่?”
ฉินหวยหยวนจัดเสื้อคลุมที่บิดเบี้ยวของซุนซื่อให้เรียบร้อย จากนั้นพยักหน้าให้กับฮูหยินติ้งกั๋วกง และมองดูที่ฉินหยีหนิงอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าผมที่มัดสองข้างของนางยุ่งเหยิงเล็กน้อย ร่างกายเปื้อนเืบางจุด แต่นางไม่ได้รับาเ็แต่อย่างใด เขาถึงได้โล่งใจอย่างสมบูรณ์
ซุนซื่อร้องสะอึกออกมาและเอ่ยขึ้น “เป็เพราะหยีเจี่ยร์ปกป้องพวกเรา แถมยังมีคุณชายเหยาคนนี้ด้วย ถ้าไม่มีคุณชายเหยามาช่วย ข้ากลัวว่า ตอนนี้พวกเราจะเป็…”
ฉินหวยหยวนมองตามสายตาของซุนซื่อ เขามองไปที่ชายหนุ่มซึ่งครึ่งหนึ่งของร่างกายเปื้อนเืสีแดง
ชายหนุ่มอยู่ในวัยยี่สิบต้นๆ ร่างกายสูง หน้าตาหล่อเหลามาก มีคิ้วเป็มุมและมีั์ตาราวนกหงส์ไฟที่ลึกล้ำ เขาเป็บุคคลที่คาดเดาได้ยากคนหนึ่ง
“คุณชายเหยา ขอขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือจากเ้ามากนะ” ฉินหวยหยวนประสานมือพร้อมคำนับ
มือซ้ายซึ่งซ่อนอยู่ข้างหลังคลายลง ใบหน้าซีดเซียวนั้นมีรอยยิ้มบางๆ “ไม่จำเป็ต้องเกรงใจขอรับ”
“คุณชายเหยาเป็คนไม่ธรรมดา มีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม สามารถนำองครักษ์ของลูกหญิงน้อยเพียงแค่สี่คน ก็สามารถต้านทานการโจมตีของมือสังหารที่มีมากกว่ายี่สิบคนได้ ช่างน่านับถือจริงๆ” รอยยิ้มของฉินหวยหยวนมีความอ่อนโยนเป็อย่างมาก เขากล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ แต่ใช่ว่าจะไม่มีความสงสัย
ผางเซียวแปรเปลี่ยนรูปลักษณะให้กลับมามีท่าทางสง่างามอ่อนโยน เขายกมือปิดาแพลางเอ่ย “ข้าน้อยทำการค้าขาย ข้าเคยเรียนรู้จากอาจารย์เมื่อตอนที่ข้ายังเด็ก แต่ว่ายังดีที่ทหารของข้าฝีมือดี ไม่เช่นนั้นข้าคนเดียวคงทำไม่ได้”
เมื่อเสือน้อยได้ยินคำพูดของผู้เป็นาย ก็ยิ้มทันทีและส่ายหัวด้วยรอยยิ้มซื่อๆ “ไม่ ไม่ ไม่ ฝีมือการต่อสู้ของคุณชายก็เก่งเหมือนกัน”
ฉินหวยหยวนมองดูเสือน้อยอีกครั้ง ใบหน้าของฝ่ายนั้นยังเยาว์วัย ทว่าร่างกายใหญ่โตแข็งแรง ดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาด มองเห็นเส้นเืได้ชัดเจนมาก มองในครั้งแรกก็พอคาดเดาได้ทันทีว่า เขาเป็ผู้ที่ฝึกฝนการต่อสู้ แต่ครั้นหันกลับไปมองคุณชายหล่อเหล่าท่านนี้แล้ว ถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่ได้สูงใหญ่มาก แต่บุคลิกสง่างามอ่อนโยน นั่นทำให้เขาเชื่อไปครึ่งหนึ่ง
ที่ต้องถูกสงสัยย่อมไม่น่าแปลกใจ เพราะชายคนนี้ปรากฏตัวในเซียนกูกวนโดยบังเอิญ มิหนำซ้ำยังช่วยชีวิตภรรยากับลูกสาวของเขาด้วย เขาต้องตรวจสอบให้เข้าใจถึงจะถูก
ฉินหยีหนิงเลียริมฝีปาก หลังเห็นว่าหัวข้อการสนทนาของพวกเขาได้จบลงแล้ว นางได้เอ่ยถามด้วยความวิตกกังวลว่า “สตรีในเรือนข้างๆ ไม่เป็อะไรใช่หรือไม่?”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงก็ดูประหม่าด้วย
ฉินหวยหยวนได้ยินคำพูดแล้วก็หันไปที่สูเหมา
สูเหมากล่าวว่า “ไท่ซือวางใจได้ ไปดูมาแล้วขอรับ สตรีในเรือนด้านข้างไม่ได้เป็อะไร มือสังหารไม่ได้ไปที่นั่น แต่ว่าบรรพชิตของเซียนกูกวนได้เสียชีวิตไปแล้วสามคน คนยกเกี้ยวที่อยู่ที่ประตูใหญ่ก็เสียชีวิตไปแล้วสองคน ดูจากตำแหน่งของศพแล้วเกรงว่ากลุ่มมือสังหารจะมุ่งตรงมาที่เรือนแห่งนี้ขอรับ”
สูเหมากล่าว พลางมองดูฮูหยินติ้งกั๋วกงอย่างสงสัยและดูหลิวเซียนกูอีกด้วย
ฮูหยินติ้งกั๋วกงสงบมาก แต่สีหน้าของนางไม่ค่อยดีนัก
หลิวเซียนกูแสดงอาการสยองขวัญ นางกำลังหลับตา ขยับปากพึมพำคล้ายกำลังสวดมนต์ เห็นได้ชัดว่านางใจนหวาดกลัวไม่น้อย
ในที่สุดสายตาสงสัยของสูเหมาก็ตกลงมาจ้องมองที่ตัวผางเซียวกับเสือน้อย
ผางเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อยและปิดไหล่ของเขา
หลังจากเสือน้อยดุด่าฉินหวยหยวนว่าเป็คนเนรคุณในใจเสร็จแล้ว จากนั้นเขาก็ดุด่าขุนนางของราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่ไม่มีดีเลยสักคน ก่อนวกกลับไปดุว่าฉินหยีหนิงที่เป็ดาวแห่งความหายนะ แต่เดิมพวกเขาสามารถออกไปก่อนหน้านี้แล้ว เหตุใดถึงได้ดึงพวกเขาให้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วย ต้องโทษดาวแห่งความหายนะคนนี้เลย
ฉินหยีหนิงมองเห็นสายตาของสูเหมา เป็ผลให้นางต้องขมวดคิ้วด้วยความกังวล
นางมั่นใจได้ว่าที่มาของชายคนนั้นไม่ธรรมดา แต่เขาช่วยชีวิตนาง ท่านแม่กับท่านยายของนางในคราวนี้ อีกทั้งถ้าเขาไม่ยอมใช้ตนเองบังลูกธนูเพื่อปกป้องนาง เกรงว่านางก็คงจะตายไปแล้ว
นางเป็คนที่หากผู้ใดสร้างบุญคุณกับตนแล้ว ย่อมจำเป็ต้องตอบแทนเสมอมา นอกจากนี้นางกับคุณชายท่านนี้มีวาสนาได้เจอกันสองหน ถึงเขาไม่ยอมบอกตัวตนที่แท้จริง แต่นางก็ไม่สามารถยกเหตุผลที่เขาไม่ยอมบอกสถานะที่แท้จริงของตน และมาลบบุญคุณความเมตตาของเขาที่มีต่อชีวิตของนางได้
ฉินหยีหนิงไม่ประทับใจในขุนนางของต้าเยี่ยนเท่าใดนัก ซ้ำร้ายนางยังเกลียดชังการคดโกงของราชวงศ์ต้าเยี่ยน แน่นอนว่านางจะไม่ช่วยให้คนเหล่านี้จัดการกับผู้มีพระคุณของตนเองเด็ดขาด
นางไตร่ตรองพิจารณาอย่างรวดเร็ว โดยที่กำลังคิดถึงวิธีการรับมืออยู่
แต่เดิมผางเซียวมีอารมณ์กลัดกลุ้มใจเล็กน้อย ทว่าครั้นได้มองฉินหยีหนิงซึ่งกำลังกังวลเพื่อตนอยู่นั้น อารมณ์ของเขาก็ดีขึ้นทันที
ความสามารถในการสังเกตของเขาเรียกได้ว่าดีเยี่ยม ถึงแม้เขาจะไม่ได้จ้องมองที่ฉินหยีหนิง แต่เขาก็เห็นดวงหน้าซึ่งขมวดคิ้วเล็กๆ น้อยๆ ของนางอย่างชัดเจน
ทำไมถึงได้น่ารักถึงเพียงนี้นะ!
มันยิ่งทำให้เขา้าปล้นนางกลับเอาไปเก็บไว้ข้างๆ กาย ผู้หญิงคนนี้งดงามเหมือนภาพวาด ถ้าได้มองดูทุกวันก็เป็เื่ที่ดีนี่
อย่างไรก็ตาม เพราะการตายของผางจงเจิ้ง นั่นจึงทำให้ไม่สามารถขจัดความขัดแย้งในความสัมพันธ์กับฉินหวยหยวนได้
ตามหลักเหตุผลแล้ว ผางเซียวเข้าใจดีว่า เื่นี้ไม่สามารถตำหนิฉินหวยหยวนได้ทั้งหมด สิ่งหนึ่งก็คือ ต้องตำหนิการคาดเดาของฮ่องเต้เป่ยจี้สารเลว และอีกเื่หนึ่งก็คือ เนื่องจากทั้งคู่มีจุดยืนที่แตกต่างกัน ฉินหวยหยวนมีสถานะเป็คนของต้าเยี่ยน และเป็เื่ปกติที่จะจัดการกับผู้บุกรุก
แต่ในความเป็ส่วนตัวแล้ว เขารู้สึกอึดอัดใจเมื่อเห็นฉินหวยหยวน
ทำไมผู้หญิงที่น่าสนใจเยี่ยงนี้ ถึงได้เป็บุตรสาวของฉินหวยหยวนกันนะ...
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังคิดอยู่มากมายนั้น ฉินหวยหยวนได้จับมือของซุนซื่อพร้อมเรียกฉินหยีหนิง ก่อนหันไปบอกกับสูเหมา “ถ้าเป็เช่นนี้ เปิ่นกง ก็ขอพาสมาชิกในครอบครัวของข้ากลับไปแล้วนะ”
โดยไม่คาดคิดเลยว่า สูเหมาก้าวเข้าไปข้างหน้าฉินหวยหยวน เขาประสานมืออย่างสุภาพ และเอ่ยขึ้น “ฉินไท่ซืออยู่ที่นี่ก่อนเถิด เื่ของวันนี้ สมาชิกในครอบครัวของไท่ซือแหย่เป็ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยนะขอรับ ข้าน้อยอยากจะให้พวกเขาอยู่ก่อนเพื่อสอบถามน่ะขอรับ”
ฉินหวยหยวนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ที่นี่ยังมีบรรพชิตของเซียนกูกวนตั้งหลายคน และยังมีคนอื่นๆ อยู่ด้วย ผู้คนมากมายหลายคนถึงเพียงนี้ มันไม่เพียงพอที่ท่านสูจะสอบถามอีกหรือ?”
สูเหมายังคงหัวเราะบนใบหน้า ค้อมคำนับให้ความเคารพต่อฉินหวยหยวน แต่คำพูดและทัศนคติของเขามั่นคงมาก “ฉินไท่ซือให้อภัยข้าน้อยด้วยขอรับ ข้าน้อยมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ฉินไท่ซือเป็ตัวอย่างของขุนนางในราชสำนัก แล้วก็คงทำตามคำขอที่สมเหตุสมผลของข้าน้อยใช่หรือไม่ ถ้าไท่ซือไม่อนุญาตละก็? ถ้าถูกแพร่กระจายออกไป จะส่งผลต่อชื่อเสียงของไท่ซือ จะไม่ดีเอานะขอรับ”
ใบหน้าของฉินหวยหยวนเคร่งเครียด เขาขมวดคิ้วมองดูสูเหมา
ใบหน้าของสูเหมายังคงเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้ม แต่กลับยืนขวางทางอยู่ข้างหน้าฉินหวยหยวน
ฉินหยีหนิงย่อมเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างชัดเจน
ท่านสูคนนี้ ไม่ได้เป็พวกพ้องเดียวกันกับบิดาของนาง แปดหรือเก้าในสิบนั้นเป็พวกพ้องกับฉาวกั๋วจ้าง
ความสัมพันธ์ของฉาวกั๋วจ้างในราชสำนักมีรากเหง้าซับซ้อน เขาทำงานมาหลายปี แต่ละหน่วยงานย่อมมีคนของเขาอยู่ด้วยทั้งนั้น แม้ว่าท่านพ่อของนางจะแข็งแกร่ง แต่ยังไม่เท่าฉาวกั๋วจ้างที่มีหวงโฮ่วในวังคอยสนับสนุนอยู่
ฉินหยีหนิง ไม่้าให้ท่านพ่อของนางมีปัญหากับเส้นสายของฉาวกั๋วจ้าง แม้ว่าจะไม่ต่อต้านฉาวกั๋วจ้างโดยตรง แต่ก็ไม่ดีที่จะเป็ปฏิปักษ์ต่อใครก็ตามเพราะเื่นี้
อีกอย่างนางยัง้าปกป้องผู้มีพระคุณให้ปลอดภัยด้วย
ถ้านางแสดงตัวออกมา คงทำให้ตัวตนของคนคนนี้น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
แม้ใจหนึ่ง นางจะสงสัยในตัวตนของเขา ทว่าช่วยเขาปิดบังครั้งหนึ่ง ถือเป็การตอบแทนเขาได้เหมือนกัน
ฉินหยีหนิงก้าวไปข้างหน้าและคำนับ พร้อมเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ท่านพาท่านแม่กลับไปก่อนจะดีกว่า เพราะยังมีเื่ที่บ้าน ที่ยังต้องให้พวกท่านทำอีกด้วย ข้าอยู่ที่นี่ เพื่ออธิบายให้กับท่านสูให้ชัดเจนก่อน และหลังจากนั้นก็จะกลับไปที่บ้านเ้าค่ะ”
ฉินหวยหยวนขมวดคิ้ว “เ้าเป็หญิงสาวตัวคนเดียว แสดงตัวออกมาเยี่ยงนี้ จะเหมาะสมได้อย่างไร”
ฉินหยีหนิงเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อก็รู้ว่า ข้าแตกต่างจากเด็กผู้หญิงทั่วไป อีกอย่างข้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวเสียหน่อย ยังมีท่านยายของข้า และยังมีสหายทางการค้ากับองครักษ์ของข้าอีกด้วยนะเ้าคะ”
“สหายทางการค้าหรือ?” ฉินหวยหยวนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
ฉินหยีหนิงพูดต่อ “ใช่เ้าค่ะ ก็คือคุณชายเหยาอย่างไรล่ะเ้าคะ ท่านพ่อก็รู้ว่าสาขาจ้าวหยุนซือยังมีกิจการอื่นๆ อีกด้วยนะเ้าคะ”
ฉินหวยหยวนขมวดคิ้วอีกครั้ง แล้วมองไปที่ผางเซียว
เขา้าที่จะถามอีกครั้ง แต่รู้ว่ามันไม่เหมาะที่จะพูดมากในเวลานี้ สายตาสอดรู้ต่างรวมตัวกันอยู่ที่นี่ตั้งเท่าไร
คิดได้อย่างนั้น ฉินหวยหยวนก็พยักหน้าและเอ่ยว่า “เ้าก็ดูแลตัวเองด้วยนะ”
เนื่องจากในบ้านจะต้องแบกฉาวซื่อเข้ามา แม้เขามีความตั้งใจที่จะอยู่ต่อ แต่เื่ที่บ้านก็มีความสำคัญอีกเช่นกัน เวลาได้ล่าช้ามากแล้ว หากเื่ร้ายแรงเกิดขึ้น เขากลัวว่าแผนการที่วางไว้จะเปลี่ยนไปด้วย
ถึงเขาทิ้งฉินหยีหนิงให้กับสูเหมา เพื่อให้ความร่วมมือกับการซักถาม อย่างไรเสียสูเหมาย่อมไม่กล้าแตะต้องนางแม้แต่น้อย
ฉินหวยหยวนจับมือของซุนซื่อ จากนั้นเดินออกไปด้วยความเร็ว
มือของซุนซื่อถูกจับโดยฉินหวยหยวน ทำให้นางลืมความเสียใจก่อนหน้านี้หมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้นคือ นางได้ลืมอำลามารดาอีกด้วย ยามนั้นนางทั้งซาบซึ้งและดีใจ เดินออกจากเซียนกูกวนไปแล้ว
ในขณะที่สูเหมาให้คนตรวจสอบในเรือน ฉินหยีหนิงจึงออกคำสั่งแก่ปิงถางและชิวหลู่ “พวกเ้าเข้าไปข้างใน ช่วยคุณชายเหยาดูอาการาเ็ก่อนเถิด”
บอกว่า ‘พวกเ้า’ แต่สายตาของนางกำลังมองที่ปิงถาง
ปิงถางพยักหน้าด้วยความจริงจัง “คุณหนู วางใจเถิด ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงกล่าวกับผางเซียว “คุณชายสบายใจได้ บ่าวของข้าคนนี้มีทักษะการแพทย์ ให้นางใช้ผ้าพันแผลพันเพื่อหยุดเืก่อนเถิด อีกสักพักค่อยเชิญหมอมาดูอาการอีกที”
ผางเซียวมองฉินหยีหนิงด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้พยักหน้าและไม่ปฏิเสธเช่นกัน
เมื่อฉินหยีหนิงถูกเขามองด้วยสายตาเยี่ยงนี้ นึกไม่ถึงว่าหัวใจของนางกลับปั่นป่วนเต้นเร็วขึ้นมา แม้กระทั่งมือซึ่งเขาเพิ่งดึงไว้เมื่อสักครู่ก็รู้สึกร้อนขึ้นมาด้วย
นางกะพริบตาด้วยความใ
ด้วยเหตุนั้น ผางเซียวถึงได้ปล่อยนางไป เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “รบกวนคุณหนูแล้ว”
หลิวเซียนกูรีบพาคนเข้าไปในเรือน “มาอยู่ที่นี่เถิดเ้าค่ะ ผินเต้ายังมีสมุนไพรอยู่เล็กน้อยที่สามารถใช้ได้”
รอให้เสือน้อย ผางเซียว เดินกลับเข้าไปในห้องโถงพร้อมปิงถางกับชิวหลู่ ฉินหยีหนิงก็พาซงหลานเพื่อตอบคำถามบางอย่างของสูเหมา
สูเหมาได้ถามเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สอบถามเกี่ยวกับว่า ฉินหยีหนิงทราบเื่มือสังหารได้อย่างไร และได้สั่งให้คนไปรายงานได้อย่างไร
ฉินหยีหนิงตอบกลับไปอย่างค่อยเป็ค่อยไป ยิ่งนางพูดคุยกับสูเหมามากขึ้น นางก็ยิ่งไม่ชอบบุคคลนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก
ผู้ชายคนนี้ดูเหมือนเป็มิตรและชาญฉลาด แต่จริงๆ แล้วเขาเป็คนหยิ่งยโส บางครั้งคำพูดของฉินหยีหนิงถูกเขาขัดจังหวะก่อนที่นางจะพูดจบเสียอีก เขามักใช้ประโยคที่ว่า “ทราบแล้ว ทราบแล้ว” “ดี เข้าใจแล้ว” เช่นนี้
ต่อมาฉินหยีหนิงจึงหยุดพูด บุคคลตรงหน้ามีการตัดสินใจด้วยตัวของเขาเองแล้ว นางจะพูดอะไรอีก?
สูเหมากอดอกแล้วเอ่ยถามว่า “คุณชายเหยาคนนั้น เป็สหายของเ้าหรือ?”
“ถูกต้อง คุณชายเหยาได้ติดต่อการค้ากับข้า”
“การค้า?” น้ำเสียงของสูเหมามีความดูถูกอยู่หลายส่วน “คุณหนูฉินเป็บุคคลที่ยอดเยี่ยมนะ”
แน่นอนว่าฉินหยีหนิงมองออกถึงการปรามาสเหยียดหยามของคู่สนทนา นางยิ้มแย้มและเอ่ยขึ้น “ท่านต้องพูดล้อเล่นแล้ว ข้าเป็แค่ผู้หญิง ถึงจะทรงพลังแค่ไหน ก็จะทรงพลังได้มากเท่าใดหรือ”
ประโยคที่ดูเป็เท็จและดูเป็จริง เตือนให้สูเหมานึกถึงคนที่ยืนเื้ัผู้หญิงข้างหน้าของเขานั้นเป็ใคร
นางเป็ลูกสาวของฉินหวยหยวนและหลานสาวของติ้งกั๋วกง
แม้ว่าจวนติ้งกั๋วกงจะพังทลายลงแล้ว แต่ขุนนางเก่าของจวนติ้งกั๋วกงยังคงมีอยู่ ฉินหวยหยวนกำลังเจริญในหน้าที่การงาน เขาจะขัดใจเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ได้จริงๆ
สูเหมาไม่สนใจฉินหยีหนิง และเริ่มชี้ไปที่ศพบนพื้นเพื่อตัดสินคดี
“เปิ่นกงได้ดูอย่างรอบคอบแล้ว คนเหล่านี้มาที่ต้าเยี่ยนเพื่อลอบสังหาร แต่พวกเขาสวมเครื่องแบบทหารของต้าโจว ฮึ นึกว่ากองนักรบป้องกันเมืองหลวงห้าทิศอย่างพวกเรากินหญ้าหรืออย่างไร? ข้าไม่คิดว่าพวกเขามาจากต้าโจว”
มีเสียงชมเชยจากด้านข้างดังขึ้นทันที “ใช่ ใช่ ท่านพูดถูกขอรับ”
“ท่านฉลาดจริงๆ ถ้าพวกเขาเป็คนต้าโจวจริงๆ พวกเขาจะสวมใส่ชุดเครื่องแบบของต้าโจวที่ไหนเล่า?”
