เย่ฝานได้รับปากกาบันทึกเสียงกลับคืนมา เขาทำแก้มป่องมองสวีหยวนชิงด้วยความไม่พอใจ “ทำไมคุณถึงพูดชมผมแค่ครึ่งเดียว ยังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่งนะครับ?"
สวีหยวนชิงตอบด้วยความปวดหัวว่า “คุณก็ได้ยินแล้วว่าฉันพูดจนถึงครึ่งหนึ่ง แล้วก็ถูกผู้เฒ่าไป๋จับได้แล้วไม่ใช่เหรอ? ฉันคิดว่าพูดต่อก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ก็เลยไม่ได้พูดต่อ”
เย่ฝานลุกขึ้นด้วยความโมโห “จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไง หากพยายามพูดต่อไปจะต้องเห็นผลแน่ๆ!”
สวีหยวนชิง “...คือฉันพูดชมคนไม่ค่อยเก่งน่ะ”
บางครั้งมู่เหลียนผิงรู้สึกว่าเย่ฝานนั้นเป็คนลึกล้ำสูงส่ง แต่พอได้เห็นเย่ฝานที่อารมณ์เกรี้ยวกราดในวันนี้ ภาพลักษณ์ของเย่ฝานที่เป็คนลึกล้ำสูงส่งในใจเขาก็พังทลายไปชั่วพริบตา
“เราเป็ผู้าุโต้องผลักดันคนรุ่นหลัง แล้วจะผลักดันพวกเขาได้อย่างไร? ก็ต้องชื่นชมพวกเขาไง แม้แต่ชื่นชมคนคุณยังทำไม่เป็ แล้วจะผลักดันคนรุ่นหลังได้ยังไง! ผมก็เขียนบทพูดให้แล้วไม่ใช่เหรอ? คุณเป็ผู้าุโ พูดตามที่เขียนแค่นี้ก็ทำไม่เป็เหรอ” เย่ฝานพูดด้วยความไม่พอใจ
สวีหยวนชิง “…”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝาน แล้วอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “คุณชายเย่ ไม่ใช่ว่าคุณตาของผมจะไม่ช่วย แต่เป็เพราะสิ่งที่คุณเขียนมันออกจะเกินความจริงไปหน่อย ก็เลยพูดไม่ค่อยออกน่ะ”
เย่ฝานได้ยินก็ฉุนเฉียวขึ้นทันที “เกินความจริง? จะเกินจริงได้ยังไง? ฉันเขียนตามความเป็จริงทั้งนั้น หรือว่านายคิดว่าฉันไม่ยอดเยี่ยมพอหรือ?” ไม่ต้องพูดถึงในโลกใบนี้ ต่อให้เป็โลกของผู้ฝึกตนที่มีคนมากกว่านี้หลายสิบเท่า หรือหลายร้อยเท่า เขาก็ยังคงเป็อัจฉริยะที่หมื่นปีถึงจะปรากฏสักคน คนในสำนัก ใครบ้างที่ไม่อยากได้รับคำชี้แนะจากเขา! “นายพูดล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย นี่ฉันถือว่าถ่อมตนที่สุดแล้วนะ”
มู่เหลียนผิง “…”
สวีหยวนชิงดึงแขนเสื้อของมู่เหลียนผิง แล้วเอ่ยว่า “เหลียนผิง อย่าวู่วามไปเลย”
สวีหยวนชิงขมวดคิ้วเป็ปมพลางคิดว่า ปรมาจารย์บางคนมักมีนิสัยแปลกประหลาด เย่ฝานก็คงจะเป็อย่างนั้น อีกอย่างฝ่ายตรงข้ามก็กำความเป็ความตายของหลานชายอยู่ในมือ สวีหยวนชิงย่อมไม่กล้าล่วงเกิน “คุณชายเย่ อย่างนั้นวันหลังฉันจะคุยกับผู้เฒ่าไป๋ให้นะ”
เย่ฝานโบกมือปฏิเสธ “ช่างเถอะ เอาแบบนี้ละกัน วันหลังผมจะไปพบตาเฒ่าไป๋ด้วยตนเอง แต่ขอให้คุณคอยพูดสนับสนุนผมอยู่ข้างๆ"
สวีหยวนชิง “…”
มู่เหลียนผิงขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “คุณชายเย่ เื่ของความรักต้องเกิดจากความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย จะบังคับขู่เข็ญกันไม่ได้นะครับ”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วพูดว่า “ฉันรู้! ฉันและอวิ๋นซี เราสองคนรักใคร่กันดี แต่ว่าตาเฒ่าไป๋ไม่เห็นด้วย!”
มู่เหลียนผิง “…”
……..........................................................................
ประตูคฤหาสน์ถูกผลักเข้ามา ไป๋อวิ๋นซียืนอยู่ที่ปากประตู
เย่ฝานเห็นไป๋อวิ๋นซี ก็ยืนขึ้นพร้อมรอยยิ้มสดใส “อวิ๋นซีนายมาแล้วเหรอ! นั่งก่อนๆ”
พอไป๋อวิ๋นซีเดินเข้ามา เย่ฝานซึ่งเดิมทีมีอารมณ์ดุร้ายเกรี้ยวกราด ท่าทีก็เปลี่ยนเป็อ่อนโยนขึ้นเป็กอง
“อวิ๋นซี ทำไมนายถึงมาได้ล่ะ?" เย่ฝานถาม
“ฉันก็มาเยี่ยมนายน่ะสิ!"
ไป๋อวิ๋นซีหยิบบทพูดที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถามว่า “นี้คืออะไร!”
“อันนี้ฉันเขียนเล่นๆ น่ะ!” เย่ฝานดึงบทพูดกลับมา แล้วพูดด้วยความขวยเขิน
ไป๋อวิ๋นซี “…”
ไป๋อวิ๋นซีถลึงตาใส่เย่ฝาน แล้วพูดว่า “นักพรตสวีท่านเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของฉันเอาไว้ ตอนนี้ท่านลำบากมาก นายต้องช่วยเหลือท่าน”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วชี้ไปทางมู่เหลียนผิง “แน่นอน ฉันยินดีช่วยคนอยู่แล้ว หลายวันก่อนฉันช่วยทำให้อาการกำเริบของเขาสงบลง ฉันไม่้าสิ่งตอบแทนเลย ไม่เชื่อก็ถามเขาดูสิ”
“นายยอมทำธุรกิจที่ขาดทุนั้แ่เมื่อไรกัน” ไป๋อวิ๋นซีพูดอย่างคาดไม่ถึง
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วพูดว่า “ธุรกิจที่ขาดทุน เปล่านี่ ฤทธิ์ยาเ่าั้ร่างกายเขาไม่สามารถดูดซับได้ ฉันเลยดูดซับเข้าไปในร่างของฉันแทนไงเล่า จะขาดทุนได้ยังไงกัน ฉันฉลาดขนาดนี้...”
มู่เหลียนผิง “...” เดิมทีเขาคิดว่าเย่ฝานเป็ผู้มีคุณธรรม แต่พอได้ฟังอย่างนี้ ทั้งหมดมันไม่ได้เป็อย่างที่เขาคิดเลย! แต่ว่าเื่ส่วนตัวขนาดนี้ พวกเขาพูดต่อหน้าคนอื่น มันจะดีหรือ?
มู่เหลียนผิงกระแอมหนึ่งที
เย่ฝานมองมู่เหลียนผิงพลางกล่าวด้วยความเสียดายว่า “เสียดาย ประสิทธิภาพของพลังเปลวเพลิงที่ดูดซับผ่านร่างของเขา มันสู้การดูดซับจากผลอัคคีวิเศษโดยตรงไม่ได้ ถ้าได้ผลอัคคีวิเศษมาไว้ในมือก็คงจะดี เ้าหนู ตกลงนายได้ผลอัคคีวิเศษมาจากที่ไหนกัน! หากนายสามารถหามาให้ฉัน เงินหนึ่งร้อยล้านหยวน ฉันไม่เอาก็ได้นะ!”
มู่เหลียนผิง “…”
สวีหยวนชิงรีบตัดบท “พวกเราจะจ่ายเงิน จ่ายเงิน!” ผลอัคคีวิเศษเป็สิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าด้วยเงิน หนึ่งร้อยล้านหยวนถือว่าเป็เงินไม่น้อย แต่จากเงินที่เขาสะสมไว้ทั้งหมด เงินจำนวนนี้เขายังพอจ่ายไหว
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “งั้นก็ได้”
……................................................................................................
ไป๋อวิ๋นซีเดินออกจากคฤหาสน์พร้อมสวีหยวนชิงและมู่เหลียนผิง มู่เหลียนผิงเอาแต่หันไปมองไป๋อวิ๋นซีตลอด
ไป๋อวิ๋นซีขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “คุณชายมู่ ทำไมถึงเอาแต่มองผมแบบนั้นล่ะ?”
มู่เหลียนผิงหัวเราะด้วยความประหม่า “ผมแค่ประหลาดใจน่ะครับ”
“ประหลาดใจเื่อะไรเหรอ? ”
“คุณชายสามบ้านตระกูลไป๋ ทำไมถึงชอบเย่ฝานได้! ”
“ก็เพราะว่าเย่ฝานเขาชอบฉันน่ะสิ” เย่ฝานเ้าหมอนั่นอาจดูเหลาะแหละและไม่เอาไหน แต่ความจริงแล้ว เขามีทั้งความแน่วแน่และความพากเพียร! ถึงแม้บางครั้งจะใช้วิธีที่ไม่เข้าท่าอยู่บ้าง แต่เขามีจิติญญาของความมั่นคงเด็ดเดี่ยว ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ
วิธีการหลายอย่างของเย่ฝาน ถึงแม้จะดูไม่เข้าท่า แต่ใครจะรู้ล่ะ! ก็เหมือนกับเื่ในครั้งนี้ ที่เย่ฝานสามารถดึงสวีหยวนชิงเข้ามาเกี่ยวข้องได้ แม้คุณปู่จะต่อต้านเขาแค่ไหน แต่ยังไงก็ยังต้องคิดถึงหน้าของสวีหยวนชิงด้วย ใครที่ถูกเย่ฝานดึงเข้ามาช่วย สุดท้ายล้วนต้องยอมอ่อนข้อให้กับเขา
มู่เหลียนผิง “…”
ไป๋อวิ๋นซีมองมู่เหลียนผิงแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “เขาทำให้คุณลำบากใจหรือ?”
มู่เหลียนผิงรีบส่ายหน้า “เปล่าครับ เงื่อนไขของเย่ฝาน จะพูดว่าทำเกินไปก็คงจะไม่ใช่ ก็แค่ต้องใช้วาทศิลป์ในการพูด กล่าวคำชื่นชมเขาก็เท่านั้น เพียงแต่ว่า..."
ไป๋อวิ๋นซีหัวเราะ แล้วพูดว่า “คุณชายมู่ ไม่ต้องกังวลนะ หากเย่ฝานทำให้คุณชายลำบากใจ ขอให้โทรหาผมละกัน”
มู่เหลียนผิงหัวเราะ แล้วเอ่ยว่า “ไม่มีหรอกครับ เย่ฝานเขาเป็คนดีจะตาย”
……........................................................................
มู่เหลียนผิงนั่งอยู่ในคฤหาสน์ของเย่ฝาน เย่ฝานเอาหยกออกมาวางเรียงกันอย่างตั้งอกตั้งใจ
เย่ฝานกัดแอปเปิลคำหนึ่งแล้วมองมู่เหลียนผิง เขาเบะปากพูด “ฤทธิ์ยาในร่างกายของนายเพิ่งจะถูกดึงออกมา ต้องรอให้ผ่านไปอีกหลายวันถึงจะดึงออกมาได้อีกครั้ง ถึงตอนนั้นนายค่อยมาหาฉันก็ได้ ถึงแม้ว่างานที่ฉันไหว้วานให้ตาของนายทำ เขาจะทำได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ แต่เห็นแก่หน้าของอวิ๋นซี ยังไงฉันก็ไม่นิ่งดูดาย ปล่อยให้นายตายหรอก”
มู่เหลียนผิง “…”
“คุณชาย กำลังทำอะไรเหรอครับ?” มู่เหลียนผิงถามด้วยความสงสัย
“ร่างกายของอวิ๋นซีใกล้จะปะทุแล้ว ฉันจะต้องเตรียมการไว้ เพื่อป้องกันเวลาที่ร่างของเขาปะทุขึ้นมากะทันหัน แล้วจะรับมือไม่ทัน” เย่ฝานตอบ
มู่เหลียนผิงดูเย่ฝาน เขาอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “คุณชายเย่ ดีกับคุณชายไป๋มากเลยนะครับ! ”
เื่ของไป๋อวิ๋นซี มู่เหลียนผิงก็เคยได้ยินมาบ้าง ตาของเขาบอกว่าร่างกายของไป๋อวิ๋นซีไม่ปกติ อาจจะอายุสั้น ในอดีตคุณตาก็เคยเข้าไปรักษาอาการของไป๋อวิ๋นซีอยู่่หนึ่ง
เย่ฝานหัวเราะ แล้วพูดว่า “เขาเป็ว่าที่ภรรยาของฉัน ถ้าเขาเป็อะไรไป ฉันก็ไม่มีภรรยาล่ะสิ แล้วฉันจะไม่ดีกับเขาได้ยังไง?"
มู่เหลียนผิง “…”
“วิทยายุทธ์โบราณของคุณชายเย่ ฝึกฝนจากที่ไหนเหรอครับ!” มู่เหลียนผิงถามด้วยความระมัดระวัง
เย่ฝานกวาดตามองมู่เหลียนผิงแวบหนึ่ง “นายถามเื่นี้ทำไม?”
“ถ้าคุณชายเย่ไม่สะดวกที่จะบอก ก็ช่างเถอะครับ! ”
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ใช่ว่าบอกไม่ได้ เพียงแต่ถ้าบอกไปนายก็คงไม่รู้จัก!”
มู่เหลียนผิง “คุณชายเย่ลองพูดก่อนก็ได้...”
“สำนักปี้อวิ๋น”
มู่เหลียนผิง “...” ไม่เคยได้ยินชื่อนี้จริงๆ ด้วย แต่ว่าไม่น่าจะเป็พวกมีอิทธิพลที่เป็ศัตรูกับบ้านตระกูลมู่
จางเซวียนถือกล่องใบหนึ่งเดินมาทักทายเย่ฝานด้วยความเคารพ “คุณชายเย่”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูดว่า “นายมาแล้วเหรอ”
จางเซวียนดูมู่เหลียนผิงแวบหนึ่ง แล้วกล่าวอย่างคาดไม่ถึง “คุณชายมู่ก็อยู่ที่นี่หรือ!”
“นายเอาของมาด้วยไหม?” เย่ฝานถาม
จางเซวียนพยักหน้า เปิดกล่องแล้วตอบว่า “อยู่ในนี้ทั้งหมดแล้ว”
เย่ฝานมองหินหยกในกล่อง เขาพยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วพูดว่า “คุณภาพใช่ได้”
จางเซวียนหัวเราะ แล้วพูดว่า “ฉันจะหลอกลวงใครก็ได้ แต่ฉันไม่กล้าหลอกนายหรอก! ”
“ดี ฉันจะขอแลกเปลี่ยนกับของในกล่องนี้” เย่ฝานเอ่ย
“แลกเปลี่ยน? จะแลกเปลี่ยนกับอะไรเหรอ!” มู่เหลียนผิงถามด้วยความแปลกใจ
การฝึกฝนวิทยายุทธ์โบราณนับวันยิ่งจะลำบากขึ้น ของโบราณบางส่วนผู้ฝึกฝนจะจัดให้มีการชุมนุมกันเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของ มู่เหลียนผิงและจางเซวียนเองก็เคยเข้าร่วมอยู่หลายครั้ง
“ก็ไม่ใช่ของดีอะไรหรอก” จางเซวียนพูดอย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ผู้อื่นรู้เื่นี้มากนัก
ของที่เย่ฝานทำขึ้นล้วนเป็สินค้าชั้นเลิศ ระยะนี้จางเซวียนนำของมาแลกเปลี่ยนกับสินค้าดีๆ จากเย่ฝานไปไม่น้อย ยันต์ และเครื่องรางที่เย่ฝานทำ เขานำกลับไปที่เขาหลงหู่ ผู้าุโในสำนักต่างพากันแย่งชิงไป ส่วนของที่เหลือบางส่วนก็เอาไปขายในราคาสูง
ลึกๆ ในใจของจางเซวียนไม่หวังให้ความสามารถของเย่ฝานถูกเปิดเผยไปมากกว่านี้ แต่จางเซวียนก็เข้าใจดีว่า เย่ฝานเป็บุคคลที่ “ส่องแสงเจิดจรัส” ขนาดนั้น ก็คงปิดบังไว้ได้ไม่นาน
เย่ฝานเงยหน้าขึ้นกะทันหัน แล้วพูดว่า “จางเซวียน นายพูดแบบนี้ได้ไง ของของฉันมีที่ไม่ดีด้วยเหรอ? ”
จางเซวียนรีบพูดว่า “ใช่ๆๆ ของของนาย ดีหมดทุกอย่าง...” พลาดไปแล้วจริงๆ ลืมเลยว่าเย่ฝานเ้าหมอนั่นก็อยู่ด้วย
เย่ฝานได้ยินแล้วก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
มู่เหลียนผิง “...”
“ทำไมคุณชายมู่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” จางเซวียนถาม
เย่ฝานกะพริบตา แล้วตอบว่า “เขาไม่สบายน่ะ ก็เลยมาให้ฉันช่วยรักษา”
จางเซวียนพยักหน้าแล้วพูดว่า “อ่อ เป็อย่างนี้นี่เอง”
“มาขอความช่วยเหลือจากคุณชายเย่ คุณชายมู่คุณช่าง...” จางเซวียนส่งสายตาแห่งความเห็นใจให้มู่เหลียนผิง
มู่เหลียนผิง “...”
……...............................................................................
เย่ฝานนำหินหยกเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้น ฝาผนังเต็มไปด้วยยันต์ บนพื้นสลักค่ายกลขนาดใหญ่
เย่ฝานดีดนิ้ว ในชั่วพริบตาเดียว ห้องนั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็เตาหลอม
เวลาผ่านไปเพียงครู่ จางเซวียนก็ร้อนจนเหงื่อโซมกาย แต่มู่เหลียนผิงกลับปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิในห้องได้ดี วรยุทธ์ของบ้านตระกูลมู่มีความพิเศษมาก หากพวกเขาฝึกวรยุทธ์ในที่ที่อากาศร้อน ระดับวรยุทธ์จะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าปกติ บ้านตระกูลมู่ ตั้งอยู่ใกล้กับูเาไฟลูกหนึ่ง มู่เหลียนผิงมองเย่ฝานด้วยความอิจฉา หากคนบ้านตระกูลมู่สามารถฝึกฝนในที่แบบนี้ ระดับวรยุทธ์คงก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเป็แน่
“คุณชายเย่ นายจะทำอะไรกันแน่? ทำไมถึงทำให้ห้องนี้เหมือนกับเป็เตาหลอมอย่างนั้นแหละ”
เย่ฝานกวาดตามองจางเซวียนแล้วตอบว่า “นายไม่เข้าใจหรอก”
จางเซวียน “...”
เย่ฝานเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดต่อว่า “ที่นี่ฉันทำขึ้นเพื่ออวิ๋นซี”
“นายจะย่างสดคุณชายสามตระกูลไป๋หรือไง?! จางเซวียนถามอย่างไม่เข้าใจ
เย่ฝานมองจางเซวียนด้วยสายตาเ็า แล้วพูดว่า “ปัญญาอ่อน”
มู่เหลียนผิงอยู่ในห้องนั้นสักครู่ แล้วจึงเดินออกมา เขาพูดด้วยความชื่นชมว่า “คุณชายเย่ ห้องนั้นคุณจัดได้ไม่เลวเลยนะครับ!"
จางเซวียนกวาดตามองมู่เหลียนผิงแวบหนึ่ง แล้วคิดในใจว่า มู่เหลียนผิงเ้าหมอนี่ช่างเ้าเล่ห์นัก ประจบสอพลอเก่งจริง
เย่ฝานพยักหน้า เขามองมู่เหลียนผิงด้วยสายตาชื่นชมพร้อมพูดว่า “นายสายตาเฉียบแหลมกว่าเ้าหมอนั่นเยอะเลย”
