ความรู้สึกของการจิกเล็บลงไปในิัของผู้อื่นทำให้เฟิ่งสือจิ่นสะใจเหลือเกิน นางออกแรงที่ฝ่ามือมากยิ่งขึ้น เฟิ่งสือจาวสั่งให้นางปล่อยมือไม่สำเร็จ จึงเริ่มจิกและกระชากผมของเฟิ่งสือจิ่นอย่างรุนแรง
เฟิ่งสือจาวก่นด่า “นังสารเลว!”
เฟิ่งสือจิ่นหัวเราะ “ข้ามันสารเลว ข้ามันต่ำทราม เมื่อเทียบกับเ้า ข้าไม่มีอะไรสักอย่าง ในเมื่อเป็เช่นนี้ เ้าคิดว่าข้ายังกลัวการสูญเสียอยู่หรือ? ข้าไม่เหมือนเ้า เ้ามีทุกสิ่งทุกอย่าง เ้าแบกรับความสูญเสียไม่ไหวแน่” เฟิ่งสือจาวหน้าถอดสี “ข้ากลับมาแล้ว คนที่ตกต่ำราวกับสุนัขจรจัดอย่างข้าหรือจะกลัวเ้า?” เฟิ่งสือจิ่นขยับเข้าไปใกล้ แล้วจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย “อยากให้ข้าชดใช้เื่การตายของน้องชายเ้า แล้วการตายของแม่ข้าล่ะ ข้าควรตามจองเวรจองกรรมเ้าไปตลอดชีวิต ต่อให้ข้าจะกลายเป็ผีร้าย ก็ต้องตามรังควานเ้าไปทุกชาติภพเลยหรือไม่ถึงจะสาสม?”
แขนของเฟิ่งสือจาวถูกจิกจนเริ่มมีเืไหลออกมา นางใช้ชีวิตอย่างหรูหราและถูกเลี้ยงอย่างตามใจมาั้แ่เด็ก เคยาเ็เช่นนี้เสียที่ไหน นางทั้งโมโหและตื่นตระหนก “ปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ!” นางยกมืออีกข้างขึ้นไปข่วนใบหน้าของเฟิ่งสือจิ่น เล็บคมสร้างรอยแดงประทับติดใบหน้าสีขาวหลายรอย เฟิ่งสือจาวร้องคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว “ข้าจะทำให้เ้าเสียใจไปตลอดชีวิต!”
เฟิ่งสือจิ่นไม่โกรธ แต่กลับหัวเราะออกมาแทน “ถ้ามีปัญญาก็เอาเลย เ้าคิดว่าข้ากลัวหรือไง...”
“ตุ้บ!”
ยังไม่ทันที่เฟิ่งสือจิ่นจะได้พูดจนจบ หลิวอวิ๋นชูก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเฟิ่งสือจาวเหวี่ยงหัวของเฟิ่งสือจิ่นเข้าไปชนกับเสาข้างเฉลียงเต็มแรง ก่อให้เกิดเสียงดังจนน่าใ
เฟิ่งสือจิ่นเบิกตากว้าง เืสดหลายระลอกไหลออกมาจากหน้าผาก เฟิ่งสือจาวฉวยโอกาสนี้ รีบสลัดแขนจนหลุดแล้ววิ่งหนีไป นางถอยออกไปหลายก้าว จากนั้นก็จับข้อมือข้างที่าเ็เอาไว้ แล้วแสดงสีหน้าอำมหิตออกมา
หลิวอวิ๋นชูไม่เคยเห็นผู้หญิงตบตีกันมาก่อน เมื่อครู่เขาจึงได้แต่ยืนมอง ไม่รู้ว่าควรเข้าไปช่วยอย่างไร แต่เมื่อเห็นเฟิ่งสือจิ่นได้รับาเ็ เขาก็ปรี่เข้าไปประคองนางเอาไว้ทันที ขณะที่มืออีกข้างก็ยื่นไปคว้าชายเสื้อของเฟิ่งสือจาวเอาไว้ “คิดไม่ถึงว่าเ้าจะโเี้ได้ถึงเพียงนี้! เ้าคิดจะฆ่านางหรือไง?”
เฟิ่งสือจาวหันกลับไปมอง เพิ่งตระหนักขึ้นมาได้ว่ามีหลิวอวิ๋นชูที่แสนระคายตาอยู่ด้วยอีกคน หลังสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครั้ง ในที่สุดนางก็กลับมามีสีหน้านิ่งเรียบและทะนงเหมือนเดิม เฟิ่งสือจาวยื่นแขนที่เต็มไปด้วยรอยเืสีแดงสดออกไปเบื้องหน้าหลิวอวิ๋นชู หลิวอวิ๋นชูใช้มือที่เคยดึงชายเสื้อของเฟิ่งสือจาวปิดตาตัวเองอย่างทนมองไม่ได้ เฟิ่งสือจาวเห็นดังนั้นก็หัวเราะหยันขึ้น “ปอดแหกเสียจริง เ้าเองก็เห็นแล้วนี่ แผลที่ข้อมือของข้าเป็ฝีมือของนาง ต่อให้เ้าจะเอาเื่นี้ไปพูด คนผิดก็เป็เฟิ่งสือจิ่นอยู่ดี” นางหันไปมองเฟิ่งสือจิ่นที่มีท่าทีสะลึมสะลือ “เฟิ่งสือจิ่น จำไว้ให้ดี ข้ากับเ้า ไม่ขออยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน!”
“ไม่ขออยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน...” เฟิ่งสือจิ่นพึมพำเบาๆ ก่อนจะหมดสติลง
หลิวอวิ๋นชูอุ้มร่างของนางเอาไว้อย่างร้อนรน เขาเขย่าร่างของนางหลายครั้งแต่เฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ตื่นเสียที เขาไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี ได้แค่เรียกชื่อของเฟิ่งสือจิ่นซ้ำๆ อย่างร้อนรนไม่ต่างจากมดบนกระทะร้อน “เฟิ่งสือจิ่น ฟื้นสิ! รีบฟื้นขึ้นมา!”
เฟิ่งสือจิ่นไม่ตอบสิ่งใดกลับมา นางเป็เหมือนดอกไม้ที่ถูกเด็ดออกมาจากต้น ซึ่งหลิวอวิ๋นชูทำได้เพียงมองนางเหี่ยวเฉาลงต่อหน้าต่อตา อืม... นี่เป็การเปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกับนางที่สุดเท่าที่หลิวอวิ๋นชูสามารถคิดได้แล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้า ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ เขาร้อนใจจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาอยู่แล้ว
หลิวอวิ๋นชูลืมไปเสียสนิทว่าตนกับเฟิ่งสือจิ่นเคยเป็คู่อริกันมาก่อน เขาวางเฟิ่งสือจิ่นลงอย่างระมัดระวัง ให้นางนอนพิงเสาเอาไว้ ส่วนตนก็พูดขึ้นด้วยสภาพเหงื่อโชก “อย่ากลัวไปเลย ข้าจะไปเรียกคนมาช่วยเดี๋ยวนี้!”
เมื่อความเ็ปใน่แรกผ่านพ้นไป เฟิ่งสือจิ่นรู้สึกเหมือนสมองกำลังโยกไปมาไม่หยุด แต่ก็ได้สติขึ้นมามากแล้ว นางยังคงหลับตา ทว่ามือกลับเอื้อมไปดึงชายเสื้อของหลิวอวิ๋นชูเอาไว้ก่อนที่เขาจะทันได้ลุกขึ้นยืน หลิวอวิ๋นชูหันมามองนาง ก่อนจะประกายความดีใจออกมาเป็บ้าเป็หลัง เขารีบย่อตัวลงอีกครั้ง “เ้าฟื้นแล้วหรือ ดีจริงๆ... หากรู้เช่นนี้ ข้าคงบอกว่าจะไปตามคนมาช่วยั้แ่เนิ่นๆ แล้ว เ้าไม่รู้หรือไงว่าทำเช่นนี้แล้วคนอื่นจะใแค่ไหน!”
หลิวอวิ๋นชูมองเืจำนวนมากที่ไหลลงมาจากหน้าผากของเฟิ่งสือจิ่น เขาอยากเอื้อมมือเข้าไปแตะ แต่ก็กลัวว่าจะทำให้นางรู้สึกเจ็บ “รู้สึกอย่างไรบ้าง? เ้าต้องรีบไปทำแผลที่หน้าผาก ไม่เช่นนั้นเืต้องไหลไม่หยุดแน่!” พูดจบก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากหน้าอก แล้วใช้มันซับแผลให้เฟิ่งสือจิ่นอย่างเก้ๆ กังๆ “ข้าก็ไม่รู้ว่าทำเช่นนี้จะได้ผลหรือไม่...”
เฟิ่งสือจิ่นขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางยกมือขึ้นไปกดผ้าเช็ดหน้าเอาไว้ แล้วนอนพักเงียบๆ ความเงียบงันเข้าปกคลุมคนทั้งสองเป็เวลานาน
สักพักเฟิ่งสือจิ่นถึงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แล้วหันไปมองหลิวอวิ๋นชู “ทำไมเ้ายังไม่ไปอีก?”
หลิวอวิ๋นชูนิ่งเงียบลงชั่วครู่ ก่อนจะเดินลงไปจากบันได “เฟิ่งสือจาวรังแกกันเกินไปแล้ว ข้าจะนำเื่นี้ไปฟ้องท่านอาจารย์เดี๋ยวนี้เลย ปล่อยนางไปเช่นนี้ไม่ได้!”
“งั้นเ้ารีบกลับมาดีกว่า” เฟิ่งสือจิ่นพูดด้วยเสียงเรียบเฉย
หลิวอวิ๋นชูยืนอยู่ริมชายคา แสงแดดเจิดจ้า เมื่อเขาหันหน้ากลับมา ดวงตาก็สะท้อนกับแสงแดดจนกลายเป็สีดำวาว “เ้าไม่อยากให้ข้าเอาเื่นี้ไปบอกอาจารย์หรือ? แต่นางมารังแกเ้าถึงวิทยาลัยหลวงเชียวนะ”
เฟิ่งสือจิ่นกวักมือเรียกหลิวอวิ๋นชู หลิวอวิ๋นชูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวยาวๆ เข้าไปหานาง เฟิ่งสือจิ่นมองเล็บที่ยังมีรอยเืติดอยู่ของตนเองแวบหนึ่ง จากนั้นก็เช็ดมือลงบนเสื้อของหลิวอวิ๋นชูอย่างไม่เกรงใจ เมื่อทำเสร็จก็พูดราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เ้าเตรียมตัวมาทั้งเช้าแล้วไม่ใช่หรือ? การสอบกำลังจะเริ่มแล้ว วันนี้ถือว่าเ้าโชคดีที่ได้มาเจอข้า เ้าต้องชนะข้าแน่ๆ”
เฟิ่งสือจิ่นใบหน้าซีดเผือด นางประกายรอยยิ้มที่บางจนแทบจะมองไม่เห็นออกมา อีกด้าน หลิวอวิ๋นชูได้ยินดังนั้นกลับยิ่งรู้สึกอึดอัดและกลุ้มใจ “ทำไมถึงไม่ยอมให้ข้าบอกเื่นี้กับคนอื่น?”
เฟิ่งสือจิ่นเวียนหัวอย่างหนัก นางฝืนตั้งสติ “นั่นมันเป็เื่ของข้า” นางพิงเสาข้างกายแล้วดึงปิ่นปักผมออกมาเบาๆ เส้นผมยาวสลวยร่วงสยายลงมาด้านล่าง ก่อนจะถูกนางดึงกลับไปเกล้าทีละปอยจนหมด
หลิวอวิ๋นชูมีคำถามมากมาย ทั้งคำถามเกี่ยวกับฐานะของนาง คำถามเกี่ยวกับข่าวลือและชีวิตที่ผ่านมาของนาง แต่เขาไม่กล้าถาม หรือต่อให้จะถามออกไป เฟิ่งสือจิ่นก็ไม่ตอบอยู่ดี
กระทั่งการสอบเริ่มขึ้น เพราะมีหลิวอวิ๋นชูเป็ผู้เห็นเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบ เฟิ่งสือจาวจึงไม่กล้านำเื่นี้ไปป่าวประกาศให้เป็เื่ใหญ่ เพียงแต่ ในตอนที่เฟิ่งสือจิ่นกับหลิวอวิ๋นชูเข้ารับการสอบวัดผล จู่ๆ นางก็ดัดเสียงพูด “ได้ยินมาว่าท่านราชครูโปรดปรานศิษย์เอกคนนี้มาก ทำไมวันนี้ท่านราชครูถึงไม่มาร่วมงานกันหนอ จะได้เห็นว่าศิษย์รักของตนอยู่ขั้นไหนระดับไหนกันแน่ วิทยาลัยหลวงเป็วิทยาลัยระดับสูงสุดของแคว้นจิ้น ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่มีสิทธิ์เข้ามาศึกษาที่นี่ ที่ท่านราชครูไม่ได้มาร่วมงาน คงเพราะรู้อยู่แล้วว่าศิษย์ของตนไม่มีความสามารถเลยสักนิด เลยไม่อยากมาขายหน้าเพราะนางกระมัง”
หลิวอวิ๋นชูตอกกลับ “ที่ว่าขายหน้า มันหน้าของเ้าหรืออย่างไร ทำไมต้องร้อนรนแทนคนอื่นด้วย? ถึงจะบอกว่าที่นี่เป็วิทยาลัยระดับสูงสุดของแคว้นก็เถอะ แต่ทั้งเ้าและข้าต่างก็รู้ดีว่าแท้จริงแล้ว นี่ก็เป็แค่สถานศึกษาสำหรับลูกหลานของขุนนางชั้นสูงอย่างเราๆ เท่านั้น ที่นี่มีเด็กเกเรที่ไม่เอาไหนด้านการเรียนเยอะแยะไป พูดเหมือนเ้าเก่งกาจนักแหละ ถ้าเก่งจริง ทำไมตอนนั้นเ้าถึงสอบวัดผลได้อันดับรองโหล่ล่ะ?”
แน่นอน คนที่ได้อันดับสุดท้ายก็คือหลิวอวิ๋นชูนั่นเอง
แต่เมื่อหลิวอวิ๋นชูพูดเช่นนี้ เฟิ่งสือจาวก็ขายหน้าเป็อย่างมาก นางอ้าปาก เตรียมจะพูดบางอย่างขึ้นอีก แต่ซูกู้เหยียนก็พูดขัดขึ้นก่อน “พวกเ้าสองคน หากพร้อมแล้วก็เริ่มสอบกันเถอะ ส่วนคนอื่นๆ อยู่เงียบๆ จะดีกว่า”
