กงเซ่าะโสั่ง “คัต” เสียงดัง ส่วนที่เหลือจะต้องอธิบายรายละเอียดก่อน แล้วค่อยถ่ายต่ออีกครั้ง ทว่าอยู่ดีๆ เฉินเจวี๋ยก็ส่งเสียงขัดทุกการเคลื่อนไหวในกองถ่ายไว้ “ฉันได้ยินว่าคุณชายจิ่งเคยถ่ายละครที่นี่ไว้ด้วย เอามาเปิดให้ฉันดูหน่อยได้ไหม? จะได้ให้ท่านประธานจิ่งดูด้วยเลย”
คนในกองถ่ายต่างพากันกลั้นหัวเราะ หยาดเหงื่อบนแผ่นหลังของคุณชายจิ่งไหลลงมาทันที
ทีมงานคนหนึ่งทำตามคำสั่งทันที รีบเปิดวิดีโอที่ถ่ายเอาไว้ให้เฉินเจวี๋ยดู ภายใต้สายตาของทุกคน แม้คุณชายจิ่งจะคิดว่าตัวเองทำดีแค่ไหน ทว่าในตอนนี้ใบหน้าของเขาก็ต้องแดงก่ำขึ้นมาด้วยความรู้สึกอับอาย
“ได้ยินว่าคุณชายจิ่งก็อยากเล่นบทฉินฮ่องเต้นี่ครับ ท่านประธานจิ่งลองดูซิว่าคุณชายจิ่งแสดงเป็ยังไงบ้าง?” เฉินเจวี๋ยถามออกมาอย่างไม่รีบไม่ร้อน
ทางฝั่งฉินซีเกือบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว ครั้งนี้เฉินเจวี๋ยตบหน้าได้ดังมากทีเดียว เขาตั้งใจให้ประธานจิ่งยอมรับว่า ลูกชายของตัวเองแสดงห่วยแตกต่อหน้าทุกคน แม้คุณชายจิ่งจะหน้าหนาแค่ไหน อย่างไรก็ต้องรู้จักอับอายบ้างแหละ
“แสดงได้...” จิ่งฉางเจิงเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็ถูกเฉินเจวี๋ยขัดขึ้นอีก “เทียบกับฉินซีแล้ว เป็ยังไงครับ?”
จิ่งฉางเจิงกลืนคำพูดลงไปอีกครั้ง “...อืม ลูกชายคนนี้มีแต่รู้จักทำตัววุ่นวายไปเรื่อย จะไปแสดงละครอะไรได้ล่ะ? ถ้าจะเปลี่ยนตัวคุณชายฉินซีล่ะก็ ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่เห็นด้วย”
เฉินเจวี๋ยยังตบหน้าอีกฝ่ายไม่เจ็บพอ เขาชี้ไปทางทีมงานพร้อมพูดขึ้น “จะยืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะ? ไปเปิดวิดีโอที่ฉินซีเพิ่งแสดงไปเมื่อสักครู่ให้ท่านประธานจิ่งดูสิ”
ทีมงานรู้สึกยินดีเป็อย่างมาก เขาเปิดย้อนวิดีโอที่ฉินซีเพิ่งจะแสดงไป สายตามากมายต่างจับจ้อง เมื่อจิ่งฉางเจิงดูวิดีโอย้อนหลังนี้แล้ว หยาดเหงื่อบนหน้าผากก็ไหลย้อยอย่างไม่อาจห้าม ถึงอย่างไรเขาก็เป็คนที่ทำงานด้านภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ว่าฉินซีแสดงออกมาเป็อย่างไร ถ้าต้องเปรียบเปรยล่ะก็ ฉินซีก็เป็ดั่งก้อนเมฆบนท้องฟ้า และแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ลูกชายของเขาก็เป็เหมือนอย่างขี้หมาบนพื้นดินจริงๆ
ใบหน้าของจิ่งฉางเจิงกลายเป็ขุ่นมัว เขารีบเอ่ยชม “ฉินซีแสดงได้ไม่เลวเลยนี่ ไม่เลวจริงๆ นะ!”
เฉินเจวี๋ยรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะแสดงท่าทีเป็นัยให้ทีมงานปิดวิดีโอ แล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างกายคุณชายจิ่ง และตบลงบนบ่าของอีกฝ่ายด้วยท่าทางราวกับเป็รุ่นพี่ “ถ้าคุณชายจิ่งอยากถ่ายละครล่ะก็ จะมาที่กองถ่ายทำไมล่ะ? แค่บอกให้ท่านประธานจิ่งทำละครขึ้นมาให้ก็พอแล้วนี่ ถูกไหม? ถ้าไม่ได้จะมาหาฉันก็ได้นะ” แม้เฉินเจวี๋ยจะพูดออกมาอย่างอ่อนโยน แต่สายตาของเขากลับเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด
คุณชายจิ่งสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว เดิมทีก็ไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย ในตอนนั้นเขาเพิ่งจะรู้ตัวว่า ซวยแล้ว เขาล่วงเกินคนรักของเฉินเจวี๋ยเข้าแล้ว! เขาต้องตายแน่… แค่ิัของเขายังไม่พอให้เฉินเจวี๋ยถลกออกมาเลย!
จิ่งฉางเจิงรีบพูดขึ้น “คุณเฉินพูดล้อเล่นแล้ว อย่างเขาจะไปเล่นละครอะไรได้”
เฉินเจวี๋ยไม่คิดจะเปลืองเวลากับพวกเขาอีก เขาหันหน้าไปมองฉินซี ก่อนจะถามอีกฝ่าย “หิวหรือยัง?”
ฉินซีมองนาฬิกาข้อมือ “อ่า ไปหาอะไรทานกันสักหน่อยเถอะครับ” ฉินซีไม่รู้ว่าเฉินเจวี๋ยรีบมาทันทีเลยหรือเปล่า และถ้าเป็แบบนั้น ความจริงคนที่ควรจะหิว ก็ควรเป็เฉินเจวี๋ยถึงจะถูก
เฉินเจวี๋ยกับฉินซีสลัดคนอื่นออกจากหัวสมอง และไม่สนใจว่าพวกเขาจะจิตใจวุ่นวายมากขนาดไหน คนขับรถของเฉินเจวี๋ยพาทั้งสองมายังร้านอาหาร และชาใกล้ๆ เฉินเจวี๋ยทานอาหาร ส่วนฉินซีก็ดื่มเครื่องดื่มและทานของหวานเป็เพื่อน ผ่านไปสักพัก ฉินซีก็ถามเฉินเจวี๋ยเมื่อคิดขึ้นได้ “ทำไมคุณเฉินถึงมาได้ล่ะครับ?”
“ถ้าฉันไม่มา ต่อให้มีหลินซงอยู่ จิ่งฉางเจิงก็ไม่คิดจะสนใจนายหรอก”
เพียงประโยคนี้ ฉินซีก็เข้าใจความหมายของเฉินเจวี๋ยแล้ว แม้สุดท้ายหลินซงจะบอกจิ่งฉางเจิงไม่ได้ว่าเขามีความสัมพันธ์กับเฉินเจวี๋ย แต่เกรงว่าจิ่งฉางเจิงก็จะคิดว่าเขาเป็เพียงพวกลูกหมาลูกแมวที่ไม่ได้สำคัญอะไรข้างกายเฉินเจวี๋ย แต่ถ้าเฉินเจวี๋ยมาด้วยตัวเอง น้ำหนักบนตัวของเขาจะต่างออกไป ต่อให้วันนี้เขาจะว่ากล่าวลูกชายของจิ่งฉางเจิงไปเท่าไร หลังจากนี้จิ่งฉางเจิงก็ไม่มีทางโมโหอะไรเขาแม้แต่น้อยเพราะเฉินเจวี๋ย
ต้องยอมรับว่าวิธีการของเฉินเจวี๋ยเห็นแก่หน้าเขาเป็อย่างมาก
ฉินซีส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ “ยังไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะสามารถตอบแทนบุญคุณของคุณเฉินได้”
“ฉันบอกวิธีนายไปตั้งนานแล้ว แต่นายกลับไม่คิดจะทำนี่” เฉินเจวี๋ยวางตะเกียบลง หลายวันที่ผ่านมานี้เขายุ่งมาก ทำให้ไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไร
ฉินซีทำเป็ไม่รู้เื่ เขาก้มหน้าลงมองแก้วเครื่องดื่มในมือ ในเวลาแบบนี้ยังจะพูดเื่รับเลี้ยงขึ้นมา มันไม่ค่อยดีเท่าไร...
ในแววตาของเฉินเจวี๋ยปรากฏความเสียดาย แต่กลับไม่ได้พูดอะไรต่อ สำหรับเื่นี้เฉินเจวี๋ยมีความเป็สุภาพบุรุษมาก
หลังจากทานอาหารร่วมกันแล้ว คนขับก็พาทั้งสองกลับมาส่งที่โรงแรมอีกครั้ง เฉินเจวี๋ยยังคงกลับไปที่ห้องสูทกับฉินซีเช่นเดิม และยังบังเอิญเจอคุณชายจิ่งที่โถงทางเดิน คุณชายจิ่งขนลุกขนพองขึ้นมาทันที เขาเพิ่งจะนึกถึงเื่ที่ตนพยายามใช้คีย์การ์ดล่อลวงฉินซีไปที่ห้องของตัวเองขึ้นมาได้...
ฉินซีใช้น้ำเสียงไม่ดังไม่เบาพูดยิ้มๆ “คุณเฉิน ผมมีเื่จะเล่าให้ฟัง...”
คุณชายจิ่งเหงื่อเปียกชุ่มไปทั้งตัว เขาคิดว่าฉินซีกำลังจะฟ้องเื่นั้น จึงรีบเปิดประตูเข้าห้องของตัวเองไป ตอนที่ได้ยินเสียงปิดประตูดังขึ้น เขายังรู้สึกเจ็บจมูกขึ้นมาอยู่เลย...
“เื่อะไร?” เฉินเจวี๋ยถามขึ้นมาอย่างให้ความร่วมมือ
ฉินซีเล่าเื่ที่เขาจัดการคุณชายจิ่งไปพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก มุมปากที่เดิมทีถูกยกขึ้นมาของเฉินเจวี๋ยค่อยๆ ถูกกดลงไป ฉินซีสังเกตได้ถึงความไม่พอใจที่กระจายออกมาจากตัวของเขาอย่างว่องไว ก็คิดขึ้นมาในทันทีว่าเฉินเจวี๋ยกำลังสนใจตัวเองอยู่ ดังนั้น… ตอนนี้เขากำลังหึงเหรอ?
ฉินซีเข้าใจกระจ่างขึ้นมา มันยากที่จะเชื่อมโยงคำนั้นเข้ากับเฉินเจวี๋ย เมื่อชาติก่อนใครๆ ก็พูดว่าเฉินเจวี๋ยเป็คนเ็าไร้หัวใจ
“คิดไม่ถึงว่าลูกชายของจิ่งฉางเจิงจะหาญกล้าขึ้นทุกที” เฉินเจวี๋ยเหยียดยิ้มออกมา ก่อนจะผลักประตูเข้าไป
ฉินซีลูบจมูกพร้อมกับเดินตามเข้าไป
ในคืนนั้นจิ่งฉางเจิงนำลูกชายของตัวเองจัดงานเลี้ยงที่ร้านอาหารใหญ่แถวๆ นั้น เพื่อขอโทษเฉินเจวี๋ย หลังจากเฉินเจวี๋ยได้รับโทรศัพท์แล้ว สีหน้าของเขาก็ไม่ได้มีความอ่อนโยนอยู่แม้แต่น้อย “พวกเขาควรจะขอโทษนาย ไม่ใช่ฉัน”
ฉินซีนั่งท่องบทอยู่บนโซฟาไม่ใกล้ไม่ไกล เมื่อได้ยินก็ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา “เหมือนกันนั่นแหละครับ” เขาจัดการหยอกล้อคุณชายจิ่งไปแล้ว แถมตอนนี้อีกฝ่ายก็ไม่สามารถมาแย่งบทบาทของเขาได้อีก ดังนั้นฉินซีจึงไม่ได้้าคำขอโทษจากพวกเขา คนอย่างสองพ่อลูกตระกูลจิ่งนั่น ต่างก็คุ้นชินกับตำแหน่งสูงๆ และความสุขสบาย แม้จะน่ารังเกียจไปหน่อย แต่ก็ไม่ได้ทำเื่ร้ายแรงอะไร ฉินซีจึงไม่ได้ใส่ใจพวกเขาสักนิด
มีเพียงเฉินเจวี๋ยที่ยังคิดมากกับการหยอกล้อฉินซีอย่างกล้าหาญของคุณชายจิ่ง
แม้ฉินซีจะไม่ได้ตอบรับเขา แต่เฉินเจวี๋ยก็ไม่อนุญาตให้ใครมาล่วงเกินคนที่เขาถูกใจ
“เอาล่ะ ไปเถอะ ผมเริ่มจะหิวขึ้นมาแล้วสิ” ฉินซีปิดบทในมือ ก่อนจะเดินออกไปด้านนอกพร้อมกับเฉินเจวี๋ย
บนโต๊ะอาหาร ความไม่สนใจของฉินซีถูกจิ่งฉางเจิงมองเป็ความไม่พอใจ หลังจากจบเื่แล้ว แม้จิ่งฉางเจิงจะพาตัวลูกชายออกไปจากเมืองที่ใช้ถ่ายทำ เขาก็ยังจำฝังใจว่าฉินซีเป็คนที่ไม่ควรเข้าไปหาเื่ คนเรามักจะจำได้ชัดหลังจากผ่านความเ็ปไป หลังจากนี้เมื่อคุณชายจิ่งเจอฉินซี เขาก็จะเคารพให้เกียรติเป็อย่างมาก ทำให้ผู้คนมากมายสงสัยถึงสาเหตุเื้ั แต่แน่นอนว่านี่เป็เื่ราวหลังจากนี้ต่อไปแล้ว
หลังจากจัดการเื่ที่กองถ่ายเสร็จ เฉินเจวี๋ยก็รีบร้อนจากไป เดิมทีเขาก็ยุ่งอยู่แล้ว การหาเวลาออกมาที่นี่ได้สักวันก็ไม่ใช่เื่ง่าย ฉินซีกลับไปถ่ายทำส่วนที่เหลือ เมื่อฉากสุดท้ายจบลง ซีนของฉินซีในกองถ่ายก็ถูกถ่ายจนเสร็จสิ้นแล้ว เขาออกจากกองถ่ายก่อน และกลับไปยังเมืองหนิงชื่อเพื่อเตรียมตัวรับละครเื่ใหม่ ตอนนี้เขาเป็คนที่มีบริษัทเป็กำลังสนับสนุนแล้ว แน่นอนว่าเขาจะไม่ต้องลำบากไปสอบถามว่ากองถ่ายไหนกำลังรับนักแสดงอยู่บ้างอย่างแต่ก่อน หลังจากที่เขากลับไป สิ่งแรกที่น่าขบขันก็คือการติดต่อผู้จัดการของตัวเองอย่างหยางจื้อ
และในตอนนั้นฉินซีก็เพิ่งได้รู้ว่า ที่แท้ผู้จัดการของตัวเองก็ติดต่อยากแบบนี้เอง เขาโทรหาหยางจื้อไม่ติดเลย และเป็อย่างนี้ไปเป็อาทิตย์ ฉินซีอยู่บ้านจนเบื่อแทบแย่ ตามหลักการทั่วไปแล้ว ก่อนหน้านี้ฉินซีมีกระแสในอินเทอร์เน็ตมากขนาดนั้น บริษัทควรจะให้หยางจื้อวางแผนโปรโมตเขาโดยอาศัยความร้อนแรงใน่นั้นถึงจะถูก ทางที่ดีก็ควรอาศัยโอกาสนี้รับงานเปิดตัว รักษาอัตราการออกสื่อต่อหน้าผู้ชมเอาไว้ หลังจากนั้นตอนที่ละครทั้งสองเื่ของฉินซีออกอากาศ เขาก็ย่อมต้องมีชื่อเสียงขึ้นมาตามปัจจัยที่เอื้ออำนวยแล้ว!
ฉินซีรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมา ประเสริฐเหลือเกิน แค่อยากพบหน้าผู้จัดการของตัวเองสักครั้งยังไม่ง่ายเลย
ฉินซีอดทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงทำได้เพียงเรียกรถเข้าไปที่บริษัท ในบริษัทนี้นอกจากหยางจื้อแล้ว เขาก็รู้จักเพียงหวังตันที่พาเขาเข้ามาเซ็นสัญญา ฉินซีโทรศัพท์เข้ามาแจ้งหวังตันก่อน หลังจากนั้นก็ไปหาเธอที่ห้องทำงาน เขารับได้ถ้าผู้จัดการของเขาจะดูแลนักแสดงหลายคน แต่เขาไม่สามารถรับการที่ผู้จัดการของตัวเองกระทำราวกับเขาไร้ตัวตน หากเป็แบบนี้ต่อไป ที่เขาเซ็นสัญญากับที่นี่จะมีความหมายอะไร? ผู้จัดการของเขาจะมีประโยชน์อะไร?
ฉินซีเคาะประตูห้องทำงานตรงหน้า แต่แม้เขาจะเคาะอยู่นานแล้วก็ไม่มีใครออกมาเปิด ฉินซีอดขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้ เขาเตรียมหยิบโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรออกไป ทว่าคนที่เดินผ่านบริเวณโถงทางเดินเห็นเขายืนอยู่หน้าประตูจึงเรียกเอาไว้ “เอ๋ นายเป็ใครน่ะ? มายืนอยู่ตรงนี้ทำไม?”
“ผมมาหาอาจารย์หวังครับ”
“อ้อ นายหมายถึงพี่หวังตันใช่ไหม พี่หวังตันออกไปตั้งนานแล้ว”
สีหน้าของฉินซีมืดมัวขึ้นมา แต่กลับยังคงกล่าว “ขอบคุณ” อีกฝ่ายกลับไป ทำไมออกไปเร็วขนาดนี้? ฉินซีถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้เขาเป็เพียงคนหน้าใหม่ที่ไม่ได้มีชื่อเสียง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทุกคนถึงไม่สนใจ แม้ตอนแรกหวังตันจะพาเขามาเซ็นสัญญากับที่นี่ แต่หลังจากเข้ามาแล้ว เขาก็เพิ่งได้รู้ว่าว่าตนไม่ได้มีความพิเศษใดๆ เลย ดูเหมือนว่าเดิมทีหวังตันก็ไม่ได้สนใจอะไรเขาอยู่แล้ว อย่างไรการลากคนหน้าใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาในบริษัทได้ก็เป็เื่ที่ดีที่สุด ถึงอย่างไรก็ไม่ต้องยกให้บริษัทอื่น ส่วนหลังจากเข้ามาแล้วจะมีเวลาสนใจไหม นั่นก็อีกเื่...
ฉินซีทำได้เพียงส่งข้อความหาหวังตันเพื่อบอกว่า เขาหาเธอไม่เจอก็เลยขอตัวกลับบ้านก่อน
หลังจากส่งข้อความเสร็จและกำลังเดินออกไปด้านนอก เขาก็ได้พบกับหยางจื้อที่พาเด็กสาวฝาแฝดสองคนเดินออกมาจากลิฟต์ รูปลักษณ์ของเขาโดดเด่น ตอนที่หยางจื้อกำลังสั่งสอนเด็กสาวทั้งสองอย่างไม่หยุดพัก เด็กสาวทั้งสองก็สังเกตเห็นเขาแล้ว ทั้งในแววตายังปรากฏความตกตะลึงในความงามออกมาด้วย
ในตอนนั้นหยางจื้อเพิ่งจะเห็นฉินซี เขาขมวดคิ้วขึ้น “ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่?” ในใจของหยางจื้อคิดขึ้น คงไม่ได้ถูกกองถ่ายตำนานยุคฉินไล่ออกมาหรอกใช่ไหม?
“พี่หยาง ผมถ่ายเสร็จแล้วครับ ก็เลยกลับมาที่บริษัท อยากจะถามพี่ว่าหลังจากนี้วางแผนอะไรเอาไว้ให้ผมบ้าง?” ฉินซีพยายามกดความไม่พอใจเอาไว้ และเผยยิ้มออกมา
แต่หยางจื่อกลับพูดอย่างรำคาญใจ “ฉันจะไปมีแผนอะไรให้นายเล่า? ไม่เห็นเหรอว่าฉันกำลังยุ่ง? เดี๋ยวต้องไปส่งพวกเธอไปร่วมถ่ายรายการนอกสถานที่ จะเอาเวลาที่ไหนมาพานายไป?” เมื่อพูดถึงตรงนี้ หยางจื้อก็ส่งเสียงในลำคอ และพูดจาเสียดสี “ไม่ใช่ว่านายอดทนเก่งหรอกเหรอ? ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีผู้จัดการก็ยังไปเซ็นสัญญากับกองถ่ายตำนานยุคฉินได้นี่ ฉันได้ยินว่า่นี้ผู้กำกับหลี่ซิ่วกำลังรับนักแสดงอยู่ นายไม่ลองไปติดต่อเองล่ะ!
สิ่งที่หยางจื้อไม่ชอบที่สุดก็คือ การที่นักแสดงภายใต้การดูแลหลุดออกจากการควบคุม เขาดิ้นรนทำงานในกวงิฟิล์มมาหลายปี แต่ยังเป็ผู้จัดการระดับล่างอยู่ เขาปั้นดาราสาวที่ค่อนข้างดังขึ้นมาอย่างยากลำบาก แต่ก็ถูกผู้จัดการคนอื่นแย่งตัวไป หลังจากนั้นเขาก็ไม่สบายใจ ดังนั้นจึงใช้วิธีการของตัวเองตามหานักแสดงดีๆ หลายคนมาเอง พี่น้องฝาแฝดสาวด้านหลังเขาในตอนนี้ ก็คือหมากตัวสำคัญที่สุดของเขา ส่วนฉินซี… แม้จะมีหน้าตาโดดเด่น แต่เพียงพริบตาเดียวหยางจื้อก็ดูออกแล้วว่าเด็กคนนี้ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรถ้าไม่สามารถควบคุมได้ หลังจากนี้ต่อให้โด่งดังขึ้นมา ไม่แน่ว่าก็อาจจะหนีไปกับผู้จัดการคนอื่นอีก และหากเป็แบบนั้น เขาจะสนใจไปทำไม?
หยางจื้อเหยียดยิ้มในใจ
สีหน้าของฉินซีค่อยๆ กลายเป็เ็า คิดไม่ถึงว่าผู้จัดการคนนี้จะมีเจตนาไม่ดีกับเขา แต่เขาก็ยังยอมถอยให้ เขาถามหยางจื้อขึ้น “ผมรู้ว่าพี่หยางลำบากมากนะครับ แต่ผมก็เป็นักแสดงภายใต้การดูแลของพี่เหมือนกัน ทำไมแม้แต่การพบหน้าพี่สักครั้งมันยังเป็เื่ยากเลยล่ะครับ? พอพี่หยางยุ่งขึ้นมา แม้แต่ผู้ช่วยสักคนก็ยังให้ผมไม่ได้เหรอครับ?”
หยางจื้อไม่คิดว่าฉินซีจะเป็คนที่รับมือยากขนาดนี้ ความรำคาญใจบนใบหน้าของเขายิ่งชัดเจน ก็ลอบด่าอีกฝ่าย เด็กอย่างนายแค่ได้เซ็นสัญญาเข้ามาในกวงิฟิล์มก็ควรดีใจแล้ว คนหน้าใหม่อย่างนาย จะมีใครสนใจว่าจะมีหรือไม่มีผู้ช่วยกันเล่า?
เพราะว่าฉินซีถามขึ้นตอนที่ยืนอยู่ที่โถงทางเดินของตึกใหญ่ ซึ่งมีพนักงานเดินผ่านไปมาไม่น้อย พวกเขาอดส่งสายตาพิจารณาเข้ามาไม่ได้ และสายตาเ่าั้ก็ทำให้หยางจื้อยิ่งโมโหโทโส หยางจื้อรีบลากเด็กสาวฝาแฝดเดินออกไปพร้อมกับพูดทิ้งท้าย “นั่นเป็เื่ของบริษัท ฉันจะไปรู้ได้ยังไง?”
ฉินซีเหยียดยิ้ม ทว่าตอนที่ผู้คนโดยรอบพิจารณาเขา ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจและผิดหวังจากการถูกผู้จัดการละเลย ทุกคนต่างส่ายหน้า ก่อนจะเดินจากมาไกล ในบริษัทใหญ่อย่างกวงิฟิล์ม มีเส้นทางอยู่เพียง 2 ทาง คือโด่งดัง หรือ หายเงียบ เห็นได้ชัดว่าในสายตาของพวกเขา ฉินซีกำลังก้าวเข้าสู่หนทางที่สองแล้ว
