หากเอาชนะความว่างเปล่าได้ง่าย ก็คงไม่มีนักฝึกตนคนใดเกรงกลัวมัน
แต่คนที่รู้จักตัวตนของความว่างเปล่านั้นใช้นิ้วมือนับได้เลย ทั่วทั้งดินแดนหลงเสียงคงมีไม่ถึงห้าคน ดังนั้นที่หลิงเซียวเล่ากับขงเหวินเล่ามานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คำพูดของเขาลึกล้ำกว่ามาก
แม้คำพูดขงเหวินจะเข้าถึงคำสาบานก็จริง แต่ไม่ได้กล่าวถึงเื่ความว่างเปล่า ดังนั้นจึงเล่าแค่เื่ผิวเผินที่ตัวเองรู้ และก็เป็ความรู้ทั่วไปที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว
หลิงเซียวจ้องมองเขาครู่หนึ่ง จ้องจนเขาลำบากใจจึงหยุดแกล้ง
“แม้จะมีคนที่เอาชนะความว่างเปล่าได้ แต่คนแบบนี้หาตัวจับได้ยาก พันหมื่นคนก็ใช่ว่าจะมีสักคนนึง ดังนั้นเลิกโอบอุ้มความหวังลมๆ แล้งๆ เื่เอาชนะความว่างเปล่าซะ”
“งั้น…ข้าจะหลบหลีกความว่างเปล่าได้ยังไง?”
“ความว่างเปล่านี้ไม่สามารถหลบหลีกได้” หลิงเซียวเอ่ยเสียงเรียบ
“หลบหลีกไม่ได้? งั้นข้าก็ยังต้องโดนเล่นงานสิ?” โหยวเสี่ยวโม่ชักไม่นิ่งนอนใจ เขารู้สึกว่าหลิงเซียวกำลังแกล้งเขาอยู่ พูดตั้งนานยังพูดไม่ตรงจุดเสียที
หลิงเซียวเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
โหยวเสี่ยวโม่สะดุ้งโหยง ทันใดก็ไม่กล้าบ่นอีก ก้มหน้าคอหด
หลิงเซียวแววตาเ้าเล่ห์ ดึงข้อมือเขาแล้วลากมาใกล้ตัว มือข้างหนึ่งโอบเอวเขา ซอกไซร้แถวลำคอสองครั้ง จากนั้นเอ่ยเสียงแ่เบา “มีข้าอยู่ทั้งคน จะให้เ้าโดนเล่นงานได้ยังไง”
คำพูดนี้ฟังดูเรียบง่าย ไม่ได้โอ้อวดแต่แฝงด้วยความมั่นใจ ทั้งยังมีความแน่วแน่ไร้ซึ่งความสั่นคลอน คำว่า มั่นใจ สองคำก็ไม่อาจครอบคลุมได้หมด
ไม่รู้ว่าทำไม โหยวเสี่ยวโม่ได้ยินเช่นนี้ ก้นบึ้งในใจเกิดความองอาจกล้าหาญที่บรรยายไม่ถูก แม้ความองอาจนี้ไม่ได้มาจากเขาก็ตาม
“งั้น…ต้องทำยังไง?” โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย
หลิงเซียวกอดเขาไว้ สองมือลูบไล้ไปตามร่างกาย พลางยิ้มอิ่มเอิบใจ “งั้นต้องดูว่าเ้าเชื่อใจข้ามากแค่ไหน วิธีนั้นไม่ยาก เพียงแต่เ้ายินยอมให้ข้าปลูกเมล็ดสัญญาเืไว้บนตัวเ้า ให้เมล็ดนี้ปลูกไว้ยังส่วนที่ลึกที่สุดในสมองเ้า สำหรับดวงิญญานั้น เมื่อเ้ากล่าวคำสาบาน จังหวะที่ความว่างเปล่าคืบคลานเข้าสู่ิญญาเ้า เมล็ดสัญญาเืก็จะกลืนกินมันเข้าไปเอง”
โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าวิธีนี้ช่างแปลกพิสดาร จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เมล็ดสัญญาเืคืออะไร?”
“อืม เมล็ดสัญญาเืเปรียบเสมือนเมล็ดเส้นประสาทของข้า ดังนั้นคนที่ข้าปลูกเมล็ดนี้เข้าไปบนตัว ก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า” หลิงเซียวอมยิ้มค่อยๆ เอ่ย รับรู้ถึงคนที่อยู่ในอ้อมกอดนั้นตัวแข็ง จึงหลุดขำ “แต่ว่าต่างจากหุ่นเชิดตรงที่ ขอเพียงไม่ทรยศข้า เมล็ดสัญญาเืของข้าก็จะไม่กลืนกินดวงิญญาของเ้า”
“กะ…กลืนกินดวงิญญา?” โหยวเสี่ยวโม่เบิกตาโต นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
“ศิษย์น้องเล็ก นี่ไม่ใช่แค่เื่การขู่ใคร” หลิงเซียวกระซิบข้างหูเขา
โหยวเสี่ยวโม่ปากเหวอ นี่มันเรียกว่าวิธีได้อย่างไร เห็นอยู่ว่าเป็การให้เขาหนีเสือปะจระเข้ชัดๆ เพียงแค่คนควบคุมต่างออกไป แต่คนที่ตกอยู่ในการควบคุมก็เป็เขาอยู่ดี
หลิงเซียวหัวเราะ “ว่าไงล่ะ คิดได้รึยังว่าเลือกแบบไหน?”
โหยวเสี่ยวโม่สายตาไม่แน่ใจ จู่ๆ ก็ตาสว่าง พลันหันมาคว้าเสื้อหลิงเซียว หน้าตาตื่นเอ่ยถาม “ศิษย์พี่หลิง เมล็ดสัญญาเืนั่นเรียกกลับคืนได้ใช่มั้ย หากท่านเป็คนปลูก ท่านก็เรียกกลับคืนได้สิ ถูกรึเปล่า?”
หลิงเซียวเห็นท่าทีจริงจังของเขาที่คว้าคอเสื้อตัวเอง มุมปากยิ้มโค้งขึ้น รอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “ศิษย์น้องเล็ก ไม่เจอกันเพียงสามวัน ดูไม่ออกเลยว่าเ้าฉลาดขึ้น”
คำพูดนี้ คือเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาสื่อใช่หรือไม่?
โหยวเสี่ยวโม่ขำขัน แค่ฉุกคิดขึ้นมาได้ ในหนังก็แสดงกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ อีกอย่าง เขาฉลาดมาตั้งนานแล้วต่างหาก!
หลิงเซียวก็หัวเราะด้วย แต่แววตากลับฉายความเ้าเล่ห์ออกมา เขาไม่มีทางบอกเขาหรอก ว่าอันที่จริงเขาไม่ตั้งใจจะเอามันกลับคืนมาหลังเื่จบ
แม้เื่นี้จะจริงอย่างที่เขาว่า เขาสามารถควบคุมคนที่เขาปลูกเมล็ดสัญญาเืไว้เมื่อใดก็ได้ แต่หากเขาไม่ได้กระตุ้นเมล็ดสัญญาเื ไม่มีผลอะไรอีกฝ่าย นอกจากนี้ เมล็ดสัญญาเืนั้นไม่ได้มีแค่ที่เขากล่าวมา เพราะอย่างน้อยมันยังมีประโยชน์ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือ การปกป้องโหยวเสี่ยวโม่
โหยวเสี่ยวโม่อ่อนแอเกินไป เขาไม่อาจอยู่ข้างกายได้ตลอดเวลา
ดังนั้นหากวันหนึ่งเกิดเื่อะไรกับเขา แล้วหลิงเซียวไม่ได้อยู่ข้างๆ เมล็ดสัญญาเืนี่ก็จะช่วยเขาได้ ทั้งยังสามารถเรียกเขาได้ตลอด ให้เขารับรู้ว่าโหยวเสี่ยวโม่ตกอยู่ในอันตราย
ส่วนเื่ที่ทำไมเขาต้องห่วงใยโหยวเสี่ยวโม่ขนาดนี้ ถึงขั้นปลูกเมล็ดสัญญาเืไว้บนตัวเขา นั่นก็เพราะแผนการส่วนตัว
เขาไม่อาจอยู่ที่สำนักเทียนซินนี่ไปได้ตลอด หากมีวันใดที่ต้องจากไป เขาก็จะพาโหยวเสี่ยวโม่ไปด้วย ดังนั้นหากวันข้างหน้าจะทรยศสำนักเทียนซิน เขาก็ไม่อยากให้โหยวเสี่ยวโม่ต้องติดอยู่กับการควบคุมของที่นี่ ดังนั้นถึงโหยวเสี่ยวโม่ไม่มาหาเขา เขาก็ต้องมาหาเองอยู่ดี
“ศิษย์พี่หลิง งั้นเราจะเริ่มตอนไหน?” โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยอย่างมีความหวัง
เขาไม่รู้ว่าอาจารย์จะเรียกไปเมื่อไร ดังนั้นรีบจัดการให้เสร็จเป็การดีกว่า
เมื่อฟังเช่นนี้ หลิงเซียวเผยรอยยิ้มชัดแจ้ง แอบแฝงความคาดหวังไว้นิดๆ เลียริมฝีปากแล้วเอ่ย “เริ่ม…ตอนนี้เลย เ้าหลับตาลงก่อน”
โหยวเสี่ยวโม่แปลกใจ แต่ก็หลับตาอย่างว่าง่าย
หลิงเซียวยื่นมือเรียวยาวขึ้นมา จากนั้นลูบไล้แก้มขาวนวลราวหยกจากบนลงล่าง ใบหน้าเ้าเล่ห์ เ้าหมอนี่ ถึงกับทำให้ข้าต้องใช้พลังหนึ่งในสิบเพื่อมอบเมล็ดสัญญาเืให้เ้า ตกลงว่าเป็โชคของเ้า หรือโชคของข้ากันแน่ หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง หึๆ…
หลิงเซียวผายมือร่ายม่านกำบังด้านนอก เมื่อเสร็จสิ้น เขาก็หลับตาลง ตรงกลางระหว่างหัวคิ้วปรากฏตราลูกไฟแดงฉานขึ้นมา ใหญ่ประมาณนิ้วมือ กะพริบอยู่ตรงหว่างคิ้ว ช่างดูพิสดาร
ผ่านไปชั่วครู่ หลิงเซียวก็ลืมตาขึ้น
ดวงตาดำขลับตอนแรกนั้นทันใดก็เปลี่ยนเป็สีแดงสดราวกับอัญมณี แดงสีเืดูมีเสน่ห์ มีประกายสีทองสว่างวาบขึ้นเนืองๆ ริมฝีปากสวยโค้งขึ้นอย่างร้ายลึก นิ้วมือเรียวสวยค่อยๆ เชยคางคนในอ้อมกอดขั้น ค่อยๆ โน้มหัวลง…
โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออก ครั้งนี้คือของจริง ไม่ใช่แกล้งหายใจไม่ออก
ในจังหวะที่เขากำลังทุรนทุรายนั้น จู่ๆ หลิงเซียวก็หยุดการจูบอันร้อนแรงดูดดื่ม จากนั้นก็มีของเย็นๆ บางอย่างส่งผ่านจากปากเขาไหลผ่านปากตัวเองเข้าไป ไม่ทันได้รู้สึกตัว ของนั่นก็ไหลลื่นลงลำคอไป
ความรู้สึกเย็นวาบทำเอาโหยวเสี่ยวโม่ตัวสั่น ดึงดันจะลุกขึ้น…
ขณะที่เขาจะลุกขึ้น หลิงเซียวก็กดตัวเขาลงไปอีกครั้ง พลันหัวเราะเ้าเล่ห์
“ศิษย์น้องเล็ก คิดจะได้แล้วหนีงั้นสิ?”
โหยวเสี่ยวโม่ “…”
โธ่เว้ย ตกลงใครได้กันแน่ เห็นชัดอยู่ว่าเขาเอาแต่ได้ ยังไม่อนุญาตให้หนีอีกหรือ?
หลิงเซียวปัดผมที่ปรกตรงหน้าอกออก เลียริมฝีปากด้วยความอยากไม่มีที่สิ้นสุด ยิ้มเบาๆ “ศิษย์น้องเล็ก เมล็ดสัญญาเือยู่ในสมองเ้าแล้วตอนนี้ หากขงเหวินตามตัวเ้า เ้าก็สาบานตนได้อย่างสบายใจ”
ก็ดี อย่างน้อยถูกเอาเปรียบ แต่ปัญหายุ่งยากที่สุดก็จัดการได้แล้ว
จูบนั้นก็ถือว่าเป็การตอบแทนก็แล้วกัน โหยวเสี่ยวโม่คิดอย่างคนไม่ได้ความ…
