ฉินอิ่งเยว่หันไปมององค์รัชทายาท องค์รัชทายาทพยักหน้ารับ
ขณะฉินอิ่งเยว่ลงรถม้า เฉินอ๋องพยายามสบตานางอีกครั้ง ทว่านางยังคงเอาแต่ก้มหน้าดังเดิม โดยไม่ให้โอกาสเขาได้สบสายตาแม้แต่นิด
เฉินอ๋องขึ้นรถม้า จากนั้นนั่งกอดอกเอนหลังพิงหน้าต่างและหลับตาพักผ่อน
องค์รัชทายาทมองเขา หลายครั้งที่อยากจะปริปากเอ่ย แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เอ่ยถามออกไป เ้าเด็กคนนี้คิดจะทำอะไรกัน?
องค์รัชทายาทซ่อนความกระวนกระวายเล็กน้อยไว้ในใจ เขามักรู้สึกว่าเื่นี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล เ้าสามเคยยอมให้ผู้อื่นสั่งการเช่นนี้เสียเมื่อใดกัน? ถ้าเขาไม่อยากจะไปหาพระพันปี ย่อมมีคำพูดบ่ายเบี่ยงอย่างแน่นอน... แต่...อาจจะมีความเป็ไปได้อีกอย่างหนึ่งคือ เ้าสามรู้ว่าเื่นี้เป็ที่กล่าวขานออกไปแล้ว หากบ่ายเบี่ยงไม่ไปเข้าเฝ้าพระพันปี จะยิ่งทำให้ดูไม่มีความรับผิดชอบ เขาเป็คนที่ไม่อาจเสียหน้า เพราะฉะนั้นจึงทำได้เพียงยอมหน้าด้านไปตำหนักสือหนิงกงกับตน
ไม่ว่าเ้าสามกำลังคิดอะไรในใจกันแน่ แท้จริงแล้วคือข้อใด
เ้าสามไม่พูดไม่จาตลอดทาง ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัดเช่นนี้ เขาจึงไม่อาจถามอะไร และทำได้เพียงพิจารณาอย่างละเอียดอยู่ในใจ
เมื่อมาถึงหน้าประตูทิศเหนือของวังหลวง องค์รัชทายาทมีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่ยังเป็คนแรกที่ลงรถม้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เื่ที่เ้าสามล่วงเกินฉินอิ่งเยว่คือความจริง กระทั่งเ้าสี่ยังเห็นด้วยตาตนเอง เื่นี้ เ้าสามยังจะแก้ตัวได้อีกหรือ?
อย่างมากก็แค่คำพูดแก้ต่างที่พูดต่อหน้าบรรดาขุนนางเท่านั้น แต่คำแก้ต่างเช่นนี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพันปีกับเสด็จพ่อก็คงไม่มีประโยชน์ พระพันปีกับเสด็จพ่อไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และยังไม่รู้ว่าเกิดสถานการณ์อย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าสามไม่ได้แก้ตัว?
เมื่อคิดเช่นนี้ องค์รัชทายาทมั่นใจขึ้นเล็กน้อย ฝีเท้าที่ก้าวเดินยิ่งเริ่มหนักแน่น
เฉินอ๋องเดินตามหลังองค์รัชทายาทปกติ ฉินอิ่งเยว่เดินอยู่ข้างเฟิงเป่ยหนิง ห่างจากเฉินอ๋องที่อยู่ด้านหน้าไม่มากนัก โดยมีจิ้งอ๋องและเฟิงเป่ยอี๋เดินตามหลังพวกเขา ตลอดทางไม่มีบทสนทนา บรรยากาศแสนเบิกบานใจเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ต่อให้เปลี่ยนสถานที่หรือเดินอยู่ท่ามกลางมวลบุปผาของฤดูใบไม้ผลิในอุทยานอวี้ฮวา กลับยังสามารถััได้ถึงบรรยากาศอึดอัดที่ตลบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ
บรรดานางกำนัลของวังหลวงที่เดินผ่านมาต่างพากันย่อกายถอนสายบัว หลังรอให้บรรดาองค์ชายและองค์หญิงเสด็จผ่านไป จึงพากันลอบนึกในใจว่า เหตุใดองค์ชายและองค์หญิงถึงแลดูคล้ายไม่สำราญพระทัยนัก?
เมื่อใกล้ถึงตำหนักสือหนิงกง องค์รัชทายาทจึงหันกลับไปมองพวกเฟิงเป่ยหนิงและจิ้งอ๋อง “เอาล่ะ ไม่ต้องตามมาแล้ว พวกเ้าไปเที่ยวเล่นกันเถิด ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร พวกเ้าแต่ละคนทำราวกับตัดสินเป็ตาย ไปเถิด แค่เปิ่นกงกับพี่สามของพวกเ้าเข้าไปก็พอแล้ว”
เฟิงเป่ยหนิงชำเลืองมองเฉินอ๋องครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากให้พี่สามของตนเข้าไปกับองค์รัชทายาทเพียงลำพัง หากองค์รัชทายาทกับฮุ้ยเหม่ยเหรินเข้าไปด้วยกัน แน่นอนว่าจะต้องหันปลายหอกคมมาทางพี่สาม ตอนนั้นตนไม่อยู่ในเหตุการณ์ หากพูดแก้ต่างออกไปคงจะไม่เป็ผลดีนัก
หากนางไม่เข้าไปด้วย พี่สามต้องรับมือกับพวกเขาทั้งสองเพียงลำพังและดูเหมือนอ่อนแอ แน่นอนว่าเสด็จย่าจะต้องปวดพระทัย ถ้าฝั่งพี่สามมีคนคอยช่วยเหลือ แต่ผู้ที่คอยช่วยเหลือกลับไม่อาจเล่าสาเหตุความเป็มาของเื่ เช่นนี้จะไม่เป็การยอมรับคำกล่าวหาขององค์รัชทายาท และไร้สิ่งใดจะแก้ตัวหรือ?
เห็นได้ว่าจิ้งอ๋องก็คิดเช่นนี้ จึงดึงเฟิงเป่ยหนิงและเอ่ย “น้องหญิงหก เ้าตามพี่ออกไปเที่ยวเล่นดีหรือไม่?”
เฟิงเป่ยอี๋คิดว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับตนและไม่อยากตามมาั้แ่แรก เมื่อได้ยินองค์รัชทายาทกล่าวเช่นนี้จึงเอ่ยออกไปตามตรงว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกท่านไปสะสางเื่ราว เพราะถึงอย่างไรเื่นี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา!”
กล่าวจบมุ่งหน้ากลับตำหนักของตนโดยไม่หันมองกลุ่มคนที่ยังยุ่งวุ่นวายกันอยู่ ระหว่างทางยังมีกะจิตกะใจเด็ดดอกไม้ ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจความคืบหน้าของเื่นี้แม้แต่นิด
เฟิงเป่ยหนิงยังคงมองเฉินอ๋องด้วยความกังวล ทำได้เพียงกล่าวว่า “ก็ได้เพคะ พี่สี่ไปตำหนักข้ากันเถิด ข้ามีของแปลกประหลาดจะให้พี่สี่ดูเพคะ”
ขณะคนทั้งสองพูดคุยกันก็ได้เดินห่างออกไปแล้ว
ไม่เหมาะสมนักหากจะพูดอะไรกับเฉินอ๋องหรือองค์รัชทายาทในตอนนี้ ดังนั้นควรจะทำเหมือนเฟิงเป่ยอี๋ ไม่ต้องกำชับหรือแสดงความห่วงใยต่อใครทั้งนั้น
เมื่อเหลือพวกเขาแค่สามคน องค์รัชทายาทจึงเอ่ยอย่างจริงใจ “น้องสาม แท้จริงแล้วเื่นี้ไม่จำเป็ต้องวุ่นวายมาถึงเสด็จย่า เพราะหากเื่มาถึงหน้าพระพักตร์เสด็จย่า น้องสามจะต้องได้รับบทลงโทษอย่างแน่นอน หลังมีบทลงโทษนี้ออกมา เื่ที่เ้าล่วงเกินพี่สะใภ้ก็จะเป็ที่ล่วงรู้ไปทั่วหล้า มิสู้เ้ายอมรับผิดอย่างจริงใจสักหน่อย เื่นี้ก็จะจบเพียงเท่านี้”
เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ข้าขอโทษฮุ้ยเหม่ยเหรินไปั้แ่แรกแล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ? มิใช่พี่ใหญ่หรอกหรือที่บอกว่าจะกระตุ้นความจำข้าสักหน่อย ถึงได้ทำให้เป็เื่ใหญ่โตเช่นนี้? หากข้าไม่ไป จะไม่กลายเป็ว่าข้ามีอะไรแอบแฝงในใจและยังเหลือเยื่อใยต่อฮุ้ยเหม่ยเหรินของพี่ใหญ่จนวางแผนการเช่นนี้หรอกหรือ?”
ที่องค์รัชทายาทกล่าวเช่นนี้เพราะ้าหยั่งเชิงเฉินอ๋อง นึกอยากจะลองดูว่าเขามีแผนการอื่นซ่อนอยู่เื้ัหรือไม่
เฉินอ๋องเข้าใจเจตนาขององค์รัชทายาทเป็อย่างดี ด้วยเหตุนี้จึงทำราวกับต่อให้ตายก็ต้องรักษาหน้าเอาไว้ เพราะอยากให้องค์รัชทายาทวางใจ
องค์รัชทายาทพยักหน้า “ก็ดี ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็เข้าไปชี้แจ้งในตำหนักของเสด็จย่าสักตั้ง ครั้งนี้เ้าเล่นสนุกจนเกินไป พี่ใหญ่ทำเช่นนี้ก็เพื่อตัวเ้า หวังว่าหลังจากจบเื่นี้ไปเ้าจะไม่นึกโทษพี่”
เฉินอ๋องเอ่ยทั้งรอยยิ้ม “ไม่เป็เช่นนั้นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ พวกเราแค่อธิบายเื่ราวเท่านั้น เื่แค่นี้จะทำให้...เข้าใจและส่งผลต่อความสัมพันธ์ฉันพี่น้องของพวกเราได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
เฉินอ๋องยังคงยกยิ้มสบายใจดังเดิม น้ำเสียงปราศจากความขุ่นเคือง คล้ายกับเื่ราวใหญ่โตมาถึงขั้นนี้ แต่สำหรับเขาก็ยังไม่ใช่เื่สำคัญแต่อย่างใด
คนทั้งสองไม่พูดคุยอะไรอีกและมุ่งหน้าไปทางตำหนักสือหนิงกง
“หนูปี้ถวายบังคมไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย เฉินอ๋องเตี้ยนเซี่ยเพคะ” จิ้งิ่เห็นคนทั้งสองมาถึงจึงเข้ามาทำความเคารพ
“เสด็จย่าทรงสะดวกหรือไม่? พวกเราสองคนอยากจะมาเข้าเฝ้าฉิ่งอานเสด็จย่า” องค์รัชทายาทเอ่ย
“ฮองเฮาเหนียงเหนียงประทับอยู่กับไทเฮาเพคะ หนูปี้จะเข้าไปกราบทูลประเดี๋ยวนี้เพคะ” จิ้งิ่เอ่ย
แน่นอนว่าองค์รัชทายาทรู้ว่าหมู่โฮ่วประทับอยู่ที่นี่ ถ้าเกิดว่าสร้างวุ่นวายจนมาถึงพระพันปี พระพันปีกลับไม่ลงโทษเฉินอ๋องขึ้นมาจะทำอย่างไร? หากพระพันปีไม่ให้บทลงโทษเ้าสาม จะมีหลักฐานไว้แพร่กระจายเื่นี้ไปทุกทิศทุกทางได้อย่างไรกัน?
แต่ถ้าหมู่โฮ่วประทับอยู่ที่นี่ย่อมต่างออกไป ประการแรก หมู่โฮ่วสามารถเป็พยานยืนยันเื่นี้และรับประกันได้ว่าเื่นี้จะไปถึงพระกรรณของเสด็จพ่อ ประการที่สอง การที่หมู่โฮ่วประทับอยู่ที่นี่ พระพันปีย่อมไม่อาจช่วยปกปิดความผิดของเฉินอ๋อง
เขาวางแผนไว้ว่าจะสร้างเื่วุ่นวายจนมาถึงพระพันปี จากนั้นหาวิธีให้พระพันปีเชิญเสด็จพ่อมาตัดสิน แต่คิดว่าการจะให้พระพันปีทำเช่นนี้คงไม่ง่ายนัก หากมีกำลังตนเพียงคนเดียวคงไม่มีทางสำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงเชิญหมู่โฮ่ว
แม้จะรู้สึกอับอายเล็กน้อย ทว่าการทำเื่นี้ให้สำเร็จสำคัญกว่า ต่อให้เ้าสามหัวเราะเยาะที่เขาพึ่งพามารดาก็ไม่เป็อะไร
เมื่อได้ยินว่าฮองเฮาประทับอยู่ที่นี่ สีหน้าของเฉินอ๋องยังคงราบเรียบไร้กังวลดังเดิม
แม้ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วองค์รัชทายาทมีแผนการอะไรถึงได้มาหาพระพันปีเช่นนี้ แต่เขาพอจะเดาได้ว่า องค์รัชทายาทจะต้องจัดการทุกอย่างภายในวังอย่างมั่นใจว่าจะไม่พลาดแน่นอน
ที่แท้สิ่งที่ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดก็คือผู้ช่วยอย่างหมู่โฮ่ว... หึๆ พี่ใหญ่ช่างเป็กุลบุตรที่ดีของตระกูลโจวจริงๆ
“เ้าสาม เ้าอย่าได้เข้าใจผิด” องค์รัชทายาทอธิบาย “ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าหมู่โฮ่วประทับอยู่ที่นี่ นี่คือเื่ระหว่างกับข้าแค่สองคน ข้าไม่ได้หาคนมาช่วย นอกจากนั้นยังเกิดเื่อย่างกะทันหัน ข้าก็ไม่มีเวลาไปทำอะไรเช่นนี้มิใช่หรือ?”
“วันนี้หมู่โฮ่วประทับอยู่ที่นี่ หากเ้าคิดว่าไม่ยุติธรรมกับเ้า จะดีหรือไม่หากพวกเราค่อยมาวันหลัง?”
องค์รัชทายาทพึ่งจะยื่นข้อเสนอจบ พลันได้ยินจิ้งิ่เอ่ยว่า “ไทเฮาเหนียงเหนียงรับสั่งให้เตี้ยนเซี่ยทั้งสองท่านเข้าไปพูดคุยข้างในเพคะ”
เฉินอ๋องไม่สนใจข้อเสนอขององค์รัชทายาทและรีบเดินเข้าไปข้างใน
เมื่อเห็นเฉินอ๋องก้าวเท้าเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว หัวใจขององค์รัชทายาทกลับบีบแน่น รู้สึกว่าเื่นี้...ไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น หรือเขามีช่องโหว่อะไร?
แต่เขามายืนอยู่หน้าตำหนักสือหนิงกงแล้ว หมู่โฮ่วก็อยู่ที่นี่เช่นกัน จึงคิดว่าต่อให้เ้าสามมีวิธีรับมือก็คงไม่สำเร็จอย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น
เมื่อเข้ามาในตำหนักสือหนิงกง ฮองเฮาประทับนั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือของเก้าอี้ประทับหลักและกำลังสนทนากับพระพันปี พระพันปีเอนพระวรกายพิงเก้าอี้ประทับและตรัสพลางแย้มสรวลกับฮองเฮา แม้จะอยู่ในเดือนห้า ทว่าแสงอาทิตย์ในตำหนักสือหนิงกงกำลังพอดี ครั้นเปิดประตูตำหนักในยามบ่าย ภายในห้องถูกแสงอาทิตย์สาดส่องจนรู้สึกอุ่นสบาย ปั๋วหมัวหมั่วยืนอยู่ฝั่งหนึ่งและใช้พัดใบปาล์มพัดวีให้พระพันปี
“เอ๋อร์เฉินถวายบังคมเสด็จย่า ถวายบังคมหมู่โฮ่วพ่ะย่ะค่ะ”
“เอ๋อร์เฉินถวายบังคมเสด็จย่า ถวายบังคมฮองเฮาเหนียงเหนียงพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทและเฉินอ๋องคุกเข่าลงบนพื้นแล้วน้อมคำนับฉิ่งอานพระพันปีและฮองเฮาพร้อมกัน ฉินอิ่งเยว่ที่อยู่ด้านหลังก็คุกเข่าลงทำความเคารพตาม เพียงแต่สภาพจิตใจยังคงเศร้าโศกและไม่เอ่ยสิ่งใด
“รีบลุกขึ้นเถิด” พระพันปีแย้มสรวล “เมื่อครู่พึ่งจะพูดกับฮองเฮาเื่พวกเ้า ช่างบังเอิญที่พวกเ้ามาพอดี... หลินเอ๋อร์ วันนี้คือวันเกิดของเ้ามิใช่หรือ? เหตุใดจึงไม่สนุกสนานอยู่ภายในจวน?”
“หือ? เด็กผู้หญิงข้างหลังเ้าคือผู้ใดกัน?” ประโยคแรกของพระพันปีพึ่งจะสิ้นสุดลง ทันใดนั้นหันไปพบกับฉินอิ่งเยว่ที่อยู่ด้านหลังองค์รัชทายาท
ฉินอิ่งเยว่ถวายบังคมพระพันปีและฮองเฮาอีกครั้ง “หม่อมฉันคือฮุ้ยเหม่ยเหริน อนุชายาขององค์รัชทายาทเพคะ ถวายบังคมไทเฮาเหนียงเหนียง ถวายบังคมฮองเฮาเหนียงเหนียงเพคะ”
“เกิดอะไรขึ้น? อายเจียเห็นเ้าแลดูไม่ค่อยเบิกบานนัก? ราวกับพึ่งจะร้องไห้”
“ใช่แล้ว หญิงงามเพียบพร้อม เหตุใดจึงร้องห่มร้องไห้จนตาบวมแดงเป็ลูกท้อเสียแล้ว?” ฮองเฮาตรัสพลางแย้มสรวล
เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ ฉินอิ่งเยว่จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาและทำราวกับพยายามกลั้นเสียงสะอื้น
องค์รัชทายาทเห็นเช่นนี้จึงไม่รีรอให้นางกล่าวว่า “ขอไทเฮาโปรดให้ความเป็ธรรมกับหม่อมฉัน” ที่ไม่มีทางเป็ไปได้ ด้วยเหตุนี้ตนจึงรีบคุกเข่าลงบนพื้น ค้อมคำนับเต็มพิธีโดยการแนบศีรษะลงกับพื้นและเอ่ย “ซุนเอ๋อร์มีหนึ่งเื่อยากจะวิงวอนให้เสด็จย่าช่วยตัดสินและแยกแยะถูกผิดด้วยเหตุผลพ่ะย่ะค่ะ”
“เื่อะไรกัน?” ไทเฮาตรัส “วันนี้คือวันเกิดของเ้า เดิมทีควรจะเป็วันดี เหตุใดอายเจียดูแล้ว เหมือนเื่ที่เ้าพูดไม่น่าเกี่ยวกับเื่น่ายินดีเล่า”
“เสด็จย่า วันนี้คือวันเกิดของเอ๋อร์เฉิน เอ๋อร์เฉินจึงจัดเตรียมงานเลี้ยงฉลอง เชื้อเชิญเหล่าคุณชายที่สนิทชิดเชื้อกันให้มาร่วมสังสรรค์ในจวน เอ๋อร์เฉินมีความสัมพันธ์อันดีกับน้องๆ มาโดยตลอด วันนี้น้องสามกับน้องสี่อยู่ในเมืองหลวง โดยปกติพวกเรามักเที่ยวเล่นด้วยกันเสมอ ย่อมต้องเชิญบรรดาน้องชายและน้องสาวให้มาร่วมฉลองในจวนพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่หลังจากสุราถูกเวียนดื่มไม่น้อยจอก น้องสะใภ้สามปวดท้อง น้องสามจึงพานางไปพักผ่อนในเรือนชิ่นฟางเก๋อ ผ่านไปครู่หนึ่ง เอ๋อร์เฉินไม่วางใจ จึงบอกให้ฮุ้ยเหม่ยเหรินไปดูอาการน้องสะใภ้ แต่นึกไม่ถึงว่าน้องสะใภ้สามจะไม่อยู่ในห้อง กลับกลายเป็น้องสามเสียอย่างนั้น อาจเพราะเมาสุรา คาดไม่ถึงว่าจะฉวยโอกาสขณะเมามายทำเื่ผิดทำนองคลองธรรมกับฮุ้ยเหม่ยเหรินพ่ะย่ะค่ะ”
