ในขณะที่ลวี่เหลียงเปิดระลอกวังวนหลากสีและย่างกายเข้าไปนั้น เขาก็ปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางท้องทะเลแห่งดวงดาวอันสุดลูกหูลูกตา ความรู้สึกนั้นราวกับตอนที่ตนถูกสวีชงจือโยนเข้ามาเมื่อคราก่อน
แต่หนึ่งสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ ตอนนั้นตนไม่สามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ หากไม่ได้ผู้าุโเฟิงหลียื่นมือเข้ามาช่วย เกรงว่าจนถึงตอนนี้ตนเองคงล่องลอยไปที่แห่งใดก็มิอาจรู้ได้ แต่ในยามนี้ เป็เพราะตนเข้ามาในเส้นทางที่ถูกต้อง อีกทั้งยังมีน้ำพักน้ำแรงจากการช่วยเหลือของราชันย์ศักดิ์สิทธิ์เผ่าอสูร จึงทำให้ไม่เพียงแต่จะสามารถควบคุมร่างกายตัวเองได้ อีกทั้งยังสามารถตระหนักรู้ถึงประตูทางออกอีกด้านได้อย่างชัดเจน
ขณะที่ลวี่เหลียงกำลังรู้สึกใจหายและตื่นเต้น และกำลังเตรียมจะบินถลาไปให้ถึงประตูทางออกในอึดใจเดียว จู่ๆ ก็มีเสียงดัง ‘ตูม’ ดังลอยมาพร้อมกับแรงสั่นะเือย่างรุนแรง
ในใจของลวี่เหลียงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นก็ตาม ทว่าก็รีบปลดปล่อยวิถีกระบี่อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นไม่นานเขาจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทางขวามือ้าห่างจากเบื้องหน้าไปไม่ไกล ปรากฏระลอกวังวนสีดำสนิทออกมากลางอากาศ จากนั้นมีกลุ่มเงาคนทยอยออกมา เมื่อลวี่เหลียงกวาดสายตาแห่งการหยั่งรู้ไปคราหนึ่งก็ถึงกับต้องขมวดคิ้วแน่น ทั้งหมดมีสิบคน ทุกคนล้วนสวมชุดคลุมสีเขียวแบบเดียวกันทั้งหมด ล้วนแต่เป็ผู้ฝึกเซียนขั้นเซียนทมิฬกันทุกคน และยังมีอีกสามคนในนั้นที่บรรลุขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ่สมบูรณ์แล้ว ที่สำคัญที่สุดคือตามร่างกายของพวกเขาล้วนแผ่ลมปราณอสูรอันเข้มข้นออกมา!
“พี่ใหญ่ พวกเราเชื่อมเส้นทางมิติมาที่ไหนกันแน่? ดูไม่เหมือนแดนอสูรในโลกแห่งความโกลาหลเลย!” หญิงสาวร่างเล็กในกลุ่มทั้งสิบคนนั้นถามขึ้นด้วยความสงสัย
ในขณะที่ชายร่างใหญ่คนหนึ่งที่บรรลุขั้นอรหันต์ทองคำ่สมบูรณ์ในกลุ่มนั้นหันมองไปทางลวี่เหลียง ฉับพลันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันเ็าว่า “ไม่คิดว่าตรงนั้นจะมีไพร่พลจากเผ่ามนุษย์อยู่ จับเขาตรวจสอบิญญาก็รู้เื่แล้วมิใช่หรือ?”
ทั้งสองคนพูดคุยกันโดยไม่แยแสลวี่เหลียงแม้แต่น้อย ดังนั้นหลี่เหลี่ยงจึงเข้าใจแผนการของอีกฝ่ายขึ้นมาทันที ดูเหมือนว่าคงจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้อันวุ่นวายในเส้นทางมิตินี้ไม่ได้เสียแล้ว!
ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ลงมือทีหลังย่อมมลายสิ้น ลวี่เหลียงเข้าใจสิ่งนี้เป็อย่างดี!
ยังไม่ทันรอให้ทั้งสิบคนนั้นกรูกันเข้ามา ลวี่เหลียงก็ะเิพลังในการต่อสู้ออกมาอย่างรวดเร็ว เขารู้ตัวดีว่าโอกาสชนะจากการต่อสู้หนึ่งต่อสิบของตนนั้นแทบเป็ไปไม่ได้! แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้คืออาศัยการะเิพลังใน่แรกกำจัดทิ้งสักสองสามคน เพื่อทำให้ฝ่ายศัตรูเกิดความหวาดกลัว จากนั้นก็หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว แบบนี้ถึงจะเป็วิธีที่ดีที่สุด!
แผนการการต่อสู้ของลวี่เหลียงนับว่าไม่เลว เพราะอีกฝ่ายถูกเขาโจมตีเข้าอย่างกะทันหันจนงงงัน! ในสายตาพวกเขาก่อนหน้านี้ เห็นลวี่เหลียงเป็เพียงผู้ฝึกเซียนขั้นเซียนนภา่กลางที่มีลมปราณอันแปลกประหลาดเท่านั้น อีกทั้งในบรรดาพวกเขาทั้งสิบคน ผู้ที่มีตบะต่ำที่สุดก็ล้วนแต่เป็เซียนทมิฬ่ปลายกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะคิดเยี่ยงไรก็คิดได้เพียงแค่ว่าเมื่อลวี่เหลียงได้เห็นพวกเขาและได้ยินที่พวกเขาคุยกัน ก็คงจะใจนฉี่ราดและหนีหัวซุกหันซุนไปเป็แน่
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็ว่า ไม่เพียงแต่อีกฝ่ายจะไม่หนีไป อีกทั้งยังพุ่งเข้ามาด้วยพละกำลังอันเต็มพิกัดอย่างรวดเร็ว พลังอันพลุ่งพล่านดีเดือดที่ได้เห็นนั้น ราวกับสัตว์นักล่าอันดุร้ายได้พบกับเหยื่ออันโอชะที่รอคอยมาแสนนานก็มิปาน และที่น่าใยิ่งกว่านั้นก็คือ ลมปราณของลวี่เหลียงที่เดิมทีอยู่แค่ขั้นเซียนนภา่กลาง กลับพุ่งสูงขึ้นจนไปถึงขั้นเซียนอรหันต์ทองคำ่กลางหรือไม่ก็่ปลายใน่พริบตา และเมื่อเริ่มโจมตี ก็ไม่คิดว่าจะทำให้พวกเขาหลายๆ คนคล้ายเกิดความรู้สึกอันสิ้นหวังขึ้น...
ลวี่เหลียงเป็คนฉลาดเฉลียวที่รู้จักใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของตัวเอง ฉะนั้นเมื่อเริ่มเปิดศึก นอกจากจะรวมร่างอสูรมนุษย์ สวมเกราะิญญา และปลดปล่อยหน้ากากเศียรมารแล้ว ก็ยังตวัดปราณกระบี่คุนอู๋ติดต่อกันสามครั้งใน่เวลาเดียวกัน หมีิญญาที่ปรากฏตัวขึ้นก็ยิงลำแสงขนาดใหญ่ออกจากปากในพริบตา
ตอนนี้ลวี่เหลียงก็สุขุมลงมิใช่น้อย ขณะที่ต่อสู้อยู่ก็ไม่ลืมนำหินธาตุคุณภาพสูงทั้งห้าออกมาใช้ฟื้นฟูลมปราณแห่งมารเซียนอย่างเงียบๆ ไปด้วย
เป็ไปตามคาด เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีอันรุนแรงของลวี่เหลียงเช่นนี้ นอกจากชายสามคนที่อยู่ในขั้นอรหันต์ทองคำ่สมบูรณ์ที่สามารถชักศาสตราวุธวิเศษขึ้นมาป้องกันไว้ได้แล้ว คนที่เหลืออีกสองสามคนก็ช่างดวงไม่ดีเอาเสียจริง
เมื่อคราวที่ผ่านาครั้งใหญ่แห่งความตายมาแล้วสองสามครั้ง ทำให้ประสบการณ์การต่อสู้ของลวี่เหลียงสูงขึ้นดั่งเรือที่ลอยสูงขึ้นตามผิวน้ำ สำหรับพลังจากกระบวนท่าในวิถีกระบี่นั้น ก็ถูกเขานำออกมาใช้อย่างต่อเนื่องในหลากหลายรูปแบบ จนค่อยๆ ตวัดพลิ้วไหวดั่งใจปรารถนา
จากกระบวนท่าเพียงไม่กี่ห้วงลมหายใจ ก็ทำให้ชายสองคนที่เป็ผู้ฝึกเซียนอยู่ในขั้นเซียนทมิฬ่ปลายในกลุ่มนั้นล้มลงจากกลืนกินของแสนยานุภาพอันไร้เทียมทานจากปราณกระบี่ ต่อมาหลังจากนั้น อีกหนึ่งคนที่อยู่ในขั้นเซียนทมิฬ่ปลายและอีกสองคนที่อยู่ในขั้นอรหันต์ทองคำ่กลางต่างก็ถูกปราณกระบี่คุนอู๋พุ่งเข้าโจมตี พวกเขาดันทุรังอยู่สักพักก่อนจะสิ้นชีพ
“หัวหน้า! ไม่ดีแน่! ตบะและเคล็ดวิชาของเ้านี่แปลกประหลาดและพิสดารยิ่งนัก! จะต้องไม่ใช่เซียนนภาธรรมดาๆ เป็แน่! พวกเราทั้งห้าคนอาศัย่จังหวะนี้ประสานตราเวทเถิด! ถึงจะสูญเสียตบะไปบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าตกเป็ฝ่ายถูกโจมตีเช่นนี้!” เสียงของหญิงสาวร่างเล็กะโดังขึ้น พร้อมหยิบธงเล็กๆ สีทองสำริดออกมาจากหน้าอก
“ประสานตราเวท!” ชายร่างใหญ่เผยสีหน้าอันแน่วแน่ออกมา หลังจากกัดฟันะโออกไปก็นำธงเล็กๆ สีแดงออกมา และในเวลาเดียวกัน คนที่เหลืออีกสามคนต่างก็หยิบธงเล็กๆ สีดำ สีขาว และสีเหลือออกมาเช่นกัน
หลังจากนั้น ทั้งห้าคนก็ล้อมตัวกันเป็วง และยกธงเล็กๆ ในมือขึ้นมาเบื้องหน้า จากนั้นก็เกิดประกายแสงสีขาวสว่างขึ้นมา พร้อมกับเสียงคำรามดังกึกก้อง ะเืไปทั่วท้องนภา!
หลังจากประกายแสงสีขาวหายไป ก็ไม่เห็นร่องรอยของทั้งห้าคนนั้นเลยแม้แต่เงา แต่กลับถูกแทนที่ไปด้วยอสูรั์ขนาดใหญ่ที่มีลำตัวยาวสามจั้งและสูงแปดจั้ง!
รูปร่างของเ้าอสูรตัวนี้เหมือนกับพยัคฆ์ดุร้ายที่ยืนตระหง่าน ด้านหลังลำตัวมีหางหลากสีสันแวววาวอยู่เก้าหาง ในมือถือดาบหยักคู่เขี้ยวอสูรอยู่หนึ่งคู่ และเสียงคำรามอันดุดันเมื่อครู่ก็เป็เสียงที่ออกมาจากปากของมันนั่นเอง!
เสียงคำรามนั้นตามมาด้วยแรงะเิลมปราณอันบ้าคลั่งอย่างรวดเร็วและรุนแรง ชั่วพริบตาเดียวก็สลายคลื่นพลังของกฎแห่งผลกรรมดับสูญที่รายล้อมอยู่รอบตัวจนหมดสิ้น!
เมื่อลวี่เหลียงเห็นพวกเขาควักธงออกมา เดิมทีก็รู้สึกระรื่นชื่นใจขึ้นมา เพราะหากอีกฝ่ายประสานตราเวท ก็คงจะไม่สามารถเคลื่อนย้ายตามอำเภอใจได้ในทันทีเป็แน่ และเขาคิดว่าจะอาศัย่จังหวะนั้นรีบหนีไป แต่กลับไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายประสานตราเวทตามที่ตนเข้าใจเสียที่ไหน ทว่ากลับรวมร่างประสานกลายเป็หนึ่งเดียวกัน!
ถึงแม้จะดูตบะของเ้าอสูรเศียรพยัคฆ์ประหลาดนี้ไม่ออก แต่การที่สามารถทลายพลังจากวิชาได้ ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่ใช่สิ่งที่ตนเองสามารถต้านทานได้! เห็นทีความคิดที่ตนจะหลบหนีไปอย่างราบรื่นก่อนหน้านี้จะเป็ไปไม่ได้เสียแล้ว!
ลวี่เหลียงชักกระบี่คุนอู๋ออกมากวัดแกว่งใส่อย่างไม่ลังเล เ้าอสูรพยัคฆ์นั่นไม่ได้หลบแต่อย่างใด อีกทั้งยังยกดาบหยักคู่เขี้ยวอสูรขึ้นมาไขว้กันที่หน้าอก และรับการโจมตีจากคมดาบเสือโคร่งั์สองหัวที่พุ่งเข้าใส่อย่างจัง
ในพริบตาที่ทั้งสองฝ่ายปะทะกัน อยู่ๆ คำเตือนก็พลันแล่นเข้ามาสายหนึ่ง และมีเสียงจากจิติญญาของเสี่ยวจินดังขึ้น “รีบฟันเข้าที่หางของมันเสีย!”
ลวี่เหลียงตกตะลึง จากนั้นปีกมารสายฟ้าขั้นสมบูรณ์ก็พลันตั้งท่าเตรียมพร้อมจะปลดปล่อยอย่างทันท่วงที ไม่นานก็ปลดปล่อยออกไปไกลหลายสิบจั้ง แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังถูกปัดออกด้วยมวลพลังอันมหาศาลที่ทำให้ดวงิญญาสั่นคลอน อีกทั้งตัวยังถูกกระแทกพัดลอยออกไป
หลังจากลอยออกไปไกลหลายสิบจั้ง ลวี่เหลียงถึงจะกลับมาตั้งหลักและประคองร่างของตนได้ เมื่อมองออกไปไกลๆ ก็เห็นหางแวววาวหลากสีลอยตวัดอยู่หนึ่งหาง ในใจก็รู้สึกนึกกลัวตามหลังขึ้นมา แค่การโจมตีจากปลายหางยังเป็เช่นนี้ ถ้าหากรับการโจมตีเข้าไปเต็มๆ ต่อให้จะมีเกราะิญญาและใช้เคล็ดชุบกายมารฟ้า ก็คาดว่าน่าจะอยู่ห่างจากาแห่งการสูญเปล่าอีกไม่ไกลกระมัง!
อีกด้านหนึ่ง ขณะที่อสูรเศียรพยัคฆ์ส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง คมดาบรุนแรงจากดาบคู่ก็ถูกฟาดฟันออกไป ปราณกระบี่คุนอู๋ที่แปรเปลี่ยนเป็เสือโคร่งั์ก่อนหน้าถูกทำให้สลายกลายเป็ควันในทันที
ครั้นเมื่อมองดูแววตาอันเหี้ยมโหดของอสูรเศียรพยัคฆ์ขนาดใหญ่ ในใจของลวี่เหลียงก็แน่นิ่งลงชั่วขณะ เคล็ดทักษะการต่อสู้ลับเฉพาะตน ดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายระคายเคืองไม่ได้แม้แต่น้อย จะทำเยี่ยงไรดี? หรือจะหนีไปทั้งๆ อย่างนี้?
อสูรเศียรพยัคฆ์ไม่ให้โอกาสลวี่เหลียงได้ครุ่นคิดมากนัก หลังจากส่งเสียงคำรามเต็มลำคอ มันก็ตวัดแสงแห่งคมดาบสีเืออกมาสองสาย ชั่วพริบตาก็กลายเป็ระลอกคมดาบสีเืที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าดินพร้อมกับพุ่งเข้ามา
ลวี่เหลียงกัดฟันกรอดในทันที สายฟ้าแห่งมารปะทุออกมาเป็สายฟ้าสีม่วงประกายทองสองสาย เขายกกระบี่คุนอู๋ของตนขึ้นมาป้องกันเหนืออก หลังจากเสียงะเิสั่นสะท้านสงบลงแม้ลวี่เหลียงจะไม่ได้ขยับไปจากที่เดิม แต่กลับมีเืสดไหลออกมาจากมุมปาก
และในตอนนั้นเอง ไม่ต้องมีคนเอ่ยเตือน หลี่เหลี่ยงก็สามารถััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่รุกรานเข้ามาทางด้านหลังของตน จากนั้นก็เห็นหางหลากสีแวววาวหนึ่งเส้นพุ่งเข้ามาหาตน
เป็ครั้งแรกที่ในหัวใจของลวี่เหลียงตกอยู่ในภวังค์แห่งความสิ้นหวัง ทันใดนั้นเอง หอกยาวสีทองสำริดเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหลังของเขา และสกัดกั้นการโจมตีที่แสนรุนแรงของหางนั้น
บนหอกยาวเล่มนั้นมีหยาดโลหิตสีแดงหม่นไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง และร่วงหล่นลงบนหางยาวๆ นั่น พริบตาที่หยาดโลหิตหยดกระทบลงบนหาง อยู่ๆ เ้าอสูรเศียรพยัคฆ์ที่อยู่ไม่ไกลก็แหกปากร้องคร่ำครวญออกมาอย่างเ็ปแสนสาหัส จากนั้นหางนั้นก็สั่นอย่างรุนแรงและสลายหายไป
หลังจากนั้นก็มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นเบาๆ “โถๆ ไม่คิดว่าจะเป็ ‘ตราเวทพยัคฆ์เก้าหาง’ จาก ‘ตราเวทสัตว์เทพศักดิ์สิทธิ์แห่งา’! ทว่า มหาตราเวทอสูรที่ต้องใช้ทั้งหมดเก้าคน ถูกผู้ไม่สมประกอบห้าคนที่จะเป็ไม่มนุษย์ก็ไม่ใช่อสูรก็ไม่เชิง จำใจปลดปล่อยออกมาเช่นนี้ คงแบกรับภาระมิใช่น้อยเป็แน่?”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ทั้งๆ ที่ตัวหลี่เหลี่ยงเองรู้ดีว่าเ้าของน้ำเสียงนั้นไม่ใช่คนดีอะไร แต่ในใจกลับสงบลงอย่างไม่มีสาเหตุ เพียงแค่อีกฝ่ายยื่นมือเข้ามา สิ่งที่คิดก่อนหน้านี้ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ปัญหา
“เอ๋! นี่คือโลหิตวิเศษของิญญาแท้! ใครกัน!” หนึ่งในเสือโคร่งหัวคู่เอ่ยปากพูดขึ้นเป็ตนแรก ทว่าในน้ำเสียงกลับแฝงไปด้วยความหวาดหวั่นอยู่ลึกๆ
“เดิมทีข้าแค่จะดูละคร แต่ถึงอย่างนั้น แม้พื้นฐานของเ้าหนูนี่จะดี ทว่าแก่นแท้ของกระบวนท่าและโพธิจิตนิรันดร์กาลกลับไม่มีเลยสักอย่าง ยิ่งข้าไม่อยากให้เขาตาย ก็ทำได้แค่จำใจช่วยเขาสักหน่อย จริงสิ พวกเ้ายังจะฝืนดันทุรังได้อีกนานเท่าไรกัน? สักหนึ่งก้านธูปหรือสองก้านธูปหรือ?” สิ้นเสียง เงาร่างของจู้อวี้ก็ปรากฏขึ้น ทั้งร่างแผ่ลมปราณของเซียนอรหันต์ทองคำ่สมบูรณ์ออกมา ตัวหลี่เหลี่ยงที่เชื่อมั่นว่าต่อให้เป็ตัวเองในสภาพที่แข็งแกร่งที่สุด ก็มิอาจทัดเทียมแม้เศษเสี้ยวของอีกฝ่ายได้เลย!
เมื่ออสูรเศียรพยัคฆ์ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งตัว ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ออกมา ก่อนจะกัดฟันพูดขึ้น “พอแค่นี้! ดูเหมือนว่าพลาดแค่ก้าวเดียวก็แพ้กันทั้งหมดแน่! ในวันนี้พวกเรากลุ่มย่อยที่สองต้องมาพบกับคนชั่วช้าบาปหนาอย่างพวกเ้าทั้งสอง คงถึงคราที่ชีวิตเดินมาได้ถึงเพียงแค่ตรงนี้! ทว่าไหนๆ ก็ได้มาเจอในที่แห่งนี้แล้ว พวกเ้าอย่าหวังได้คิดทำลายแผนการอันใหญ่หลวงของพวกเราเลย! พวกเ้าทั้งสองคงจะไม่ใช่ผู้ฝึกเซียนธรรมดาๆ เป็แน่ หากสามารถกำจัดพวกเ้าจากนอกสนามรบได้ โอกาสที่พวกเราจะได้รับชัยชนะก็มีมากขึ้นเป็แน่!”
หลังจากอสูรเศียรพยัคฆ์พูดจบ ยังไม่ทันรอดูปฏิกิริยาของจู้อวี้กับลวี่เหลียง จู่ๆ ก็รีบหันหัวหนีหัวซุกหัวซุนอย่างทันควัน
ขณะที่ลวี่เหลียงรู้สึกแปลกใจว่าทำไมอสูรเศียรพยัคฆ์ถึงได้หนีไป เขาก็พลันเห็นสีหน้าของจู้อวี้ที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไป จากนั้นก็ฝืนยิ้มแล้วพูดขึ้น “โถ่เอ๊ย! เ้าพวกนี้มันร้ายกาจกว่าพลทหารท้าตายเสียอีก! ไอ้หนู เกรงว่าพวกเราจะไปที่โลกแห่งความโกลาหลลำบากเสียแล้ว!”
เมื่อเสียงของจู้อวี้สิ้นสุดลง เสียงะโวาระสุดท้ายของอสูรเศียรพยัคฆ์ก็ดังขึ้น “เพื่อชัยชนะจากาของโลกปรภพ ข้าตายตาหลับแล้ว!”
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงดังกึกก้องกัมปนาท คราวนี้ไม่เพียงแต่จะมีแรงสั่นะเืไปทั่วพื้นนภา ลวี่เหลียงยังััถึงระลอกลมปราณทำลายล้างที่ลอยมาทางเบื้องหน้าของตัวเอง ตัวเขาถูกสายลมพัดใส่จนโงนเงน
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป ทุกอย่างภายในเส้นทางมิติถึงจะสงบลง ลวี่เหลียงเพิ่งกำหนดจิตให้สงบลงได้ไม่นาน ก็ต้องใอย่างหนักเมื่อพบว่าทางเข้าออกสลายหายไปอย่างไม่ทันคาดคิด!
ในตอนนั้นเอง จู้อวี้ก็เดินเข้ามาหาเขา พูดขึ้นพร้อมยักไหล่อย่างจำใจ “หากก่อนหน้านี้รู้ว่าเ้าพวกนี้บ้าระห่ำขนาดนี้ ข้าน่าจะฆ่าทิ้งเสีย! เฮ้อ ผิดแผนไปหมด! ครั้นจะออกไปตอนนี้ก็ต้องเปลืองแรงกันอีกรอบ”
ทว่าลวี่เหลียงกลับประสานมือโค้งคารวะให้จู้อวี้อย่างอัดอั้นไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “ขอบคุณผู้าุโที่ช่วยชีวิตข้าไว้อย่างมาก! แต่ทำไมท่านถึง...”
ตอนนี้ลวี่เหลียงรู้สึกสับสนเล็กน้อย เพราะตนเองเคยถูกจู้อวี้ทำร้าย นั่นคงไม่เรียกว่าเพื่อนเป็แน่ แต่ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายได้ช่วยตนเองให้เข้ามาในเส้นทางมิติ อีกทั้งยังช่วยชีวิตตนไว้อีกครั้ง แท้ที่จริงแล้วเป็คนประเภทไหนกันแน่?
จู้อวี้ปัดมือ และยิ้มเล็กน้อย “ข้ารู้ว่าเ้าอยากถามว่าเหตุใดข้าถึงอยู่ที่นี่ เหตุใดต้องช่วยเ้าอีก ไม่มีปัญหา ข้าจะบอกเ้าทั้งหมดเอง! นั่นก็เพราะว่าข้าก็จะกลับไปที่โลกแห่งความโกลาหลเช่นกัน สำหรับเื่ที่ช่วยเ้านั้น ฮึๆ ข้าพูดได้เพียงแค่ว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน ข้าไม่อยากให้เ้าตายเร็วขนาดนี้!”
“แล้วเหตุใดผู้าุโถึงได้ทำร้ายข้าเล่า?” การอัดอั้นเอาไว้เห็นทีจะไม่ใช่นิสัยของลวี่เหลียง ถึงอย่างไรตนเองก็ไม่ใช่คู่ปรับของจู้อวี้อยู่แล้ว อย่างไรเสีย ถามไปั้แ่เนิ่นๆ เห็นทีจะดีกว่า
ชั่วขณะนั้น จู้อวี้กลับเผยให้เห็นสีหน้าอันเคร่งขรึม พร้อมกับเอ่ยขึ้น “ที่ข้าทำร้ายเ้า ประการแรก เป็เพราะเ้ามีความสามารถและสามารถช่วยข้าได้ ส่วนประการที่สอง ใครใช้ให้เ้าเป็ทายาทของเสวียนหลีเจิ้นกันเล่า!”
