ดวงตาของหลิวเซียนกูคล้ายมีแสงเปล่งประกาย เพราะตราบใดที่มีเื่ให้รบกวน ย่อมมีโอกาสได้เห็นเงิน
นางมักคิดว่า ในชีวิตของคนเราควรต้องฝึกฝนให้มีงานอดิเรกเป็ของตนเองบ้าง มีบางคนชอบกิน บางคนชอบความงามและบางคนก็รักเงิน ส่วนนางนั้น ‘รักเงิน’ หากนางไม่รักอะไรเลย มีชีวิตอยู่ก็ไม่มีความสนุกแล้วสิ
“คุณหนูฉิน มีเื่อะไรก็ตาม บอกมาได้เลย”
ฉินหยีหนิงหยิบตั๋วเงินสองพันเหลียงออกมาจากแขนเสื้อ และเดินไปข้างหน้าแล้วใช้สองมือยื่นส่งใส่เข้าไปในมือของหลิวเซียนกู ั์ตามองดูหลิวเซียนกูยิ้มจนคิ้วเป็เส้นโค้ง
“เื่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของท่านตาและท่านยายของข้า กวานจู่ก็รู้ด้วยเช่นกัน วันนี้อยากจะรบกวนกวานจู่ตั้งแท่นบูชาเพื่อสวดอ้อนวอนต่อเทพ ขอพรให้กับคนที่ได้ตายไปแล้วเป็เวลาสี่สิบเก้าวัน นี่คือเงินสองพันเหลียง คงต้องขอรบกวนกวานจู่ดูแลเื่นี้ด้วยนะเ้าคะ”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง” หลิวเซียนกูแสดงความเข้าใจในสิ่งที่ฉินหยีหนิงพูด กะพริบตามองเด็กสาว จากนั้นนับตั๋วเงินในมือแล้วเอ่ยว่า “คุณหนูฉินเป็คนเมตตา แถมการให้เงินก็ใจกว้างเช่นนี้ เ้าวางใจได้เลย เื่ของเ้า ผินเต้าจะทำให้เต็มที่ สมาชิกผู้หญิงในครอบครัวของติ้งกั๋วกงปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ คุณหนูก็วางใจได้เช่นกัน”
“ถ้าเช่นนั้น ทุกอย่างต้องรบกวนกวานจู่แล้วนะเ้าคะ” เมื่อเป้าหมายที่้าบรรลุสำเร็จแล้ว จากนั้นนางก็ยิ้มพร้อมถอยกลับไปอยู่ข้างหลังฮูหยินติ้งกั๋วกง
ท่านยาย้าลดการติดต่อกับนาง นางสามารถเข้าใจได้
เพียงแค่ผู้หญิงอ่อนแอในครอบครัวที่กำลังเสียใจอาศัยอยู่ข้างนอก ถ้านางไม่ใช้เงินเลยสักนิด เพื่อให้หลิวเซียนกูดูแลบรรดาญาติพี่น้อง ที่สุดแล้วนางไม่สามารถวางใจได้
ฮูหยินติ้งกั๋วกงยังเข้าใจถึงความตั้งใจของฉินหยีหนิงอีกด้วย หัวใจราวกับถูกโอบประคองด้วยััที่นุ่มนวล นางตบมือฉินหยีหนิงอย่างซาบซึ้ง
ซุนซื่อประหลาดใจที่ฉินหยีหนิงมีเงินมากมายเช่นนี้ แต่ลูกสาวของนางรู้จักความกตัญญู และเต็มใจที่จะดูแลคนในครอบครัวท่านแม่ ซุนซื่อย่อมดีใจเช่นกัน
ในขณะที่หลิวเซียนกูกำลังยิ้ม พลางนับตั๋วเงินอยู่นั้น ก็มีเสียงต่ำน่าเกรงขามพูดออกมาอย่างช้าๆ “คุณหนูท่านนี้ เป็คุณหนูฉินไท่ซือใช่หรือไม่?”
ในที่สุดก็ได้เปิดประเด็นเพื่อพูดคุยแล้ว
เสือน้อยมองเ้านายของตนอย่างตื่นเต้น
ฮูหยินติ้งกั๋วกงกับซุนซื่อประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนอกจะคุยกับพวกนางที่เป็ผู้หญิงได้
อันที่จริงแล้ว ถ้าเป็คนที่ยึดมั่นในมารยาทอย่างเคร่งครัด เมื่อเห็นผู้หญิง ย่อมควรหลบเลี่ยง ไม่กระทำตัวดังเช่นคุณชายท่านนี้ ท่าทีของอีกฝ่ายบ่งบอกว่าเขาเป็คนที่ไม่ได้สนใจเื่มารยาทพวกนี้เท่าใดนัก
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพวกนางกำลังสนทนาอยู่ในเรือนของหลิวเซียนกู อีกอย่างหลิวเซียนกูก็ได้อนุญาตให้บุคคลคนนี้อยู่ที่นี่ด้วย แน่นอนว่าพวกนางย่อมไม่มีสิทธิ์ห้ามผู้ใดให้พูดหรือไม่พูด
ฉินหยีหนิงเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปที่ใบหน้าของผางเซียวอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก้มศีรษะคำนับทักทาย
“เป็ข้าน้อยเอง คุณชายท่านนี้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับหลิวกวานจู่ ตอนนี้ก็มีวาสนาได้เจอกันสองหนแล้ว ยังไม่ได้เอ่ยถามแซ่ของคุณชายเลย และบ้านเกิดของคุณชายอยู่ที่ใดเล่า?”
“ข้าน้อยสกุลเหยา เป็ชาวเหนือ มาที่นี่เพื่อทำการค้า” ผางเซียวยืนขึ้น คำนับให้อย่างสุภาพและได้ตอบกลับด้วยชื่อตระกูลฝั่งมารดา
“ที่แท้ก็เป็คุณชายเหยานี่เอง” ฉินหยีหนิงพยักหน้า ทว่าไม่กล่าวคำใดอีกต่อไป
ผางเซียวหย่อนตัวลงนั่งกลับไปที่เดิม เป็เพราะว่าเขาพูดคุยกับฉินหยีหนิงอย่างเป็ทางการครั้งแรก ในใจของเขาจึงเต้นระรัวเล็กน้อย
ในเวลานั้น ซงหลานได้ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง นางส่งรอยยิ้มให้ทุกคนพลางคำนับ และเดินไปกระซิบรายงานเสียงเบาๆ กับฉินหยีหนิง
ใบหน้าของฉินหยีหนิงยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นางพยักหน้าเพื่อแสดงให้รู้ว่าทราบแล้ว ก่อนเอ่ยบอกสักสองสามคำข้างใบหูของซงหลาน จากนั้นปล่อยให้นางกลับออกไป
ทั้งฮูหยินติ้งกั๋วกง ทั้งซุนซื่อต่างเห็น แต่กลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก
ต่อมาหลิวเซียนกูได้พูดคุยกับฮูหยินติ้งกั๋วกงอีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่พูดถึงการทักทายและเื่จิปาถะในชีวิตประจำวันเท่านั้น
ฉินหยีหนิงที่อยู่ข้างๆ แสร้งเป็เข้าร่วมด้วยแต่เห็นได้ชัดว่า นางไม่ได้สนใจบทสนทนาของคนไม่กี่คนนี้ มิหนำซ้ำนางยังคอยมองไปที่หน้าต่างและประตูอยู่หลายครั้ง
ผางเซียวก้มหน้าไม่พูดอะไร ทว่าเขาลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉินหยีหนิงมากขึ้น ชายหนุ่มเดาว่าต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นเป็แน่ นั่นทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มด้วยความสนใจ
เขารู้ว่าฉินหยีหนิงเป็ผู้หญิงที่เฉลียวฉลาด จึงวาดหวังรอคอยจะได้เห็นสิ่งที่นางคิดกระทำอยู่
ฮูหยินติ้งกั๋วกงเห็นเวลาพอเหมาะแล้ว นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “เวลาก็สายมากแล้ว พวกเรา…”
อย่างไรก็ตามฉินหยีหนิงกลับจับไหล่ของฮูหยินติ้งกั๋วกง เพื่อหยุดคำพูดดังกล่าวพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “แต่ข้ารู้สึกถูกชะตากับกวานจู่มากๆ ข้าอดไม่ได้ที่จะคุยกันสักพักหนึ่ง กวานจู่จะรังเกียจหรือไม่เ้าคะ”
หลิวเซียนกูกะพริบตาเล็กน้อย ดูคล้ายจะไม่เข้าใจว่านางถูกชะตากับคุณหนูลูกผู้ดีคนนี้ได้อย่างไร ถึงกระนั้นก็ตามนางเป็ผู้มั่งคั่งซึ่งได้ให้เงินแก่นางตั้งสี่พันเหลียงแล้ว และในวันข้างหน้าฮูหยินติ้งกั๋วกงอาศัยอยู่ที่เซียนกูกวน คงทำให้ได้รับเงินจากนางอีกเป็แน่
รับเงินมา แน่นอนว่านางจะพูดอะไรก็เป็อะไรแล้วสิ
“ข้าไม่รังเกียจเลย พูดไปตามความเป็จริง ผินเต้าก็รู้สึกว่าถูกชะตากับคุณหนูฉินเช่นกันนะ”
“ใช่เ้าค่ะ ข้าคิดอย่างนี้เช่นกัน เมื่อเห็นกวานจู่แล้ว ข้ารู้สึกใกล้ชิดมาก เห็นได้ชัดว่าพวกเรามีวาสนาต่อกัน” ดวงตาสดใสของฉินหยีหนิงหันมองและหัวเราะขึ้นมา “กวานจู่ อยู่ที่นี่นานแล้วใช่หรือไม่? ข้าเพิ่งกลับมาเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้เอง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่รู้เ้าค่ะ”
ฮูหยินติ้งกั๋วกงรู้สึกว่าฉินหยีหนิงใช้มือสองข้างกดไหล่ด้วยแรงเล็กน้อย แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าทำไมหลานสาวถึงต้องขัดจังหวะการปลีกตัวกลับ แต่นางก็ยังให้ความร่วมมือ รวมถึงเอ่ยออกมา “ข้าจำได้ว่า เซียนกูมาอยู่ที่เซียนกูกวน น่าจะสักสี่ห้าปีแล้วใช่หรือไม่?”
หลิวเซียนกูยิ้มพลางพูดว่า “ใช่ เมื่อพูดถึงเื่นี้แล้ว ผินเต้ารู้สึกว่าตนเองช่างมีโชคชะตากับเมืองหลวงมาก แต่ข้ามีความรู้น้อย และยังมีหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายให้คนที่รู้สึกถูกชะตาด้วยเลย รู้สึกละอายใจจริงๆ เลย”
ฉินหยีหนิงรีบเอ่ยขึ้น “กวานจู่ถ่อมตัวมากเกินไปแล้ว อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง ความสามารถในการทำนายโชคชะตาของกวานจู่นั้น สามารถเปรียบเทียบกับ ‘ผู้รู้ความลับแห่งฟ้า’ ได้เลยนะเ้าคะ”
ตอนที่ฉินหยีหนิงอาศัยอยู่ในชนบท นางยังเคยได้ยินมานานแล้ว เกี่ยวกับบรรพชิตในภาคเหนือของราชวงศ์ต้าโจว ซึ่งมีปากเหล็กที่เก่งกาจในเื่การทำนายและได้รับฉายานามว่า ‘ผู้รู้ความลับแห่งฟ้า’
‘ผู้รู้ความลับแห่งฟ้า’ เชี่ยวชาญในการทำนายโชคชะตา เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก่อนฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจวจะขึ้นครองบัลลังก์ เขาได้ดูดวงชะตาของแม่ทัพต้าโจวที่มีชื่อเสียงเลื่องลือสองคน
ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจวหลีฉิเทียน ติ้งเป่ยโหวจี้เจ๋อหยู และท่านอ๋องผางเซียว ได้ร่วมสาบานว่าจะเป็พี่น้องต่อกัน ก่อตัวขึ้นสร้างสามเหลี่ยมเหล็กเพื่อก่อฏต่อต้านเผด็จการของเป่ยจี้ ทั้งสามคนนี้สำหรับผู้รู้ความลับแห่งฟ้าแล้วคิดเป็ ‘ดวงดาวเจ็ดสังหาร’ และ ‘ดวงดาวกองทัพทำลาย’ จำนวนสองดวงและหนึ่งในนั้นถูกกล่าวว่า ‘สูงศักดิ์จนไม่สามารถพูดได้’
ต่อมา หลีฉิเทียนขึ้นครองบัลลังก์เป็ฮ่องเต้ และผู้ที่ ‘สูงศักดิ์จนไม่สามารถพูดได้’ ย่อมเป็เขาอย่างแน่นอน นอกจากนั้นมีข่าวลือในหมู่ประชาชนทั่วไปว่า ‘ดวงดาวเจ็ดสังหาร’ และ ‘ดวงดาวกองทัพทำลาย’ นั่นคือเป็ท่านอ๋องผางเซียวกับติ้งเป่ยโหวจี้เจ๋อหยู
ฉินหยีหนิงใช้ ‘ผู้รู้ความลับแห่งฟ้า’ เพื่อเปรียบเทียบกับหลิวเซียนกูในเวลานี้ แน่นอนว่าเป็การยกย่องความสามารถของนาง
อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลิวเซียนกูจะยิ้มอยู่บนใบหน้า แต่ในใจของนางนั้นกำลังบ่นพึมไม่หยุด
เสือน้อยซึ่งอยู่ด้านข้างมักจะมองไปที่หลิวเซียนกูอยู่บ่อยครั้ง
ผางเซียวเงยหน้าขึ้นมองดูฉินหยีหนิงอย่างเงียบๆ
นางจงใจหรือไม่ได้จงใจ? เป็เพราะว่านางรู้ตัวตนที่แท้จริงของหลิวเซียนกูแล้ว ถึงได้พูดเช่นนั้นได้?
หลิวเซียนกูหัวเราะและเอ่ยขึ้น “ด้วยพระนามเทพแห่งฟ้าอย่างหาที่สุดมิได้ ข้าย่อมไม่กล้ายอมรับคำสรรเสริญของคุณหนูฉิน ถึงแม้ว่าข้าจะฉลาดเพียงแค่เล็กน้อย แต่ข้าก็ไม่อาจทำลายความหายนะให้กับทุกคนได้ เพียงแค่พูดได้ตรงตามนั้น แล้วจะมีประโยชน์อันใดหรือ?”
“กวานจู่ช่างถ่อมตนมากเกินไปแล้ว การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลยนะเ้าคะ”
ฉินหยีหนิงพูดคุยถึงลัทธิเต๋ากับหลิวเซียนกู และได้พูดคุยเกี่ยวกับสถานที่ที่นางอาศัยอยู่ก่อนหน้าที่จะย้ายมาอยู่ที่เซียนกูกวน ถามในทำนอง นางเคยอาศัยอยู่ที่ใดแล้วบ้าง ผู้คนเป็อย่างไรบ้าง
หลังจากที่ได้คุยกัน เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามโดยไม่รู้ตัว
ทั้งฮูหยินติ้งกั๋วกงและซุนซื่อนั้นรู้สึกเหนื่อยแล้ว
บอกได้ว่า พวกนางนั่งอยู่ในเรือนพักของหลิวเซียนกูเป็เวลาหนึ่งชั่วยามแล้ว ซ้ำร้ายหลังของพวกนางยังเมื่อยขบไปหมด
ฮูหยินติ้งกั๋วกงจะขอตัวลาออกไปอีกครั้ง
แต่ก่อนที่นางจะเปิดปาก ฉินหยีหนิงกลับกดด้วยรอยยิ้ม
“ยากมากที่จะเป็โอกาสได้พูดคุยในวันนี้ ดังนั้นทำไมไม่คุยอีกสักพักล่ะเ้าคะ?”
คราวนี้ทุกคนย่อมสังเกตเห็นความผิดปกติของนาง
ซุนซื่ออดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเอ่ยตำหนิ “หยีเจี่ยร์ เ้าจะทำอะไรหรือ? อย่าลืมว่าวันนี้เรายังมีธุระในบ้านของเราที่จะต้องทำนะ!”
