ความเป็จริงแล้วฉินหยีหนิงมีความกังวลอยู่ เพราะนางไม่แน่ใจถึงทัศนคติของบิดาต่อเื่ของจวนติ้งกั๋วกง
ท่านพ่อเป็คนใจเย็นและมีไหวพริบ มีสติปัญญาเกินกว่าขุนนางที่มีอำนาจทั้งหลาย บุคคลเช่นนี้จะต้องไม่เป็คนใจดีและมืออ่อนอย่างแน่นอน
นางจะต้องช่วยเหลือสมาชิกผู้หญิงของครอบครัวซุนให้ได้
นางไม่กลัวคำคัดค้านของล่าวไท่จุน เพราะการทัดทานของล่าวไท่จุนไม่มีอิทธิพลหรือก่อให้เกิดอุปสรรค ต่อการกระทำตามความประสงค์ของนาง
แต่ผู้เป็บิดานั้นไม่เหมือนกัน
หากท่านพ่อตัดสินใจจะต่อต้าน แน่นอนว่าต้องมีวิธีควบคุมการกระทำของนางเป็แน่
นางเดินตามฉี่ไท่ไปที่ห้องหนังสือด้วยอาการเกร็งเครียด และทันทีที่เด็กสาวเข้าไปในลานบ้าน นางเห็นว่ามีหญิงสาวหน้าตางดงามสองคนซึ่งสวมชุดผ้าฝ้ายคุณภาพดีสีฟ้าอ่อน กำลังรออยู่ที่ทางเดิน สองคนนั้นคือหม้อเซียงและตานชิง
เมื่อเห็นฉินหยีหนิงมาแล้ว ทั้งสองก็คุกเข่าเพื่อคำนับ จากนั้นคนหนึ่งเดินผ่านตัวเรือนไป ส่วนอีกคนหนึ่งก้าวเท้าเข้ามาต้อนรับ
“น้อมทักทายคุณหนูสี่ ล่าวแหย่สั่งให้บ่าวมารอท่านที่นี่”
“รบกวนพี่ตานชิง”
ตานชิงยกม่านไม้ไผ่สีเขียวเข้มให้ฉินหยีหนิงอย่างระมัดระวัง นางยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนที่จะเข้าไปในห้องหนังสือ
ฉินหวยหยวนสวมเสื้อยาวสีเทาอ่อน พาดด้วยปลอกคอขนกระรอกสีน้ำเงินเข้มบนลาดไหล่ เขากำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนเตียงหลั่วฮั่นสีดำซึ่งตั้งอยู่ถัดจากหน้าต่าง ขณะอ่านหนังสือไปพลาง
“กลับมาแล้ว? เข้ามาเถิด” ฉินหวยหยวนพลิกหน้าหนังสือไปหน้าถัดไป
ฉินหยีหนิงแสดงความเคารพอย่างมีมารยาท และมานั่งลงบนเตียงหลั่วฮั่นอีกด้านหนึ่ง นางรับชาจากหม้อเซียงก่อนวางไว้บนโต๊ะเล็กๆ
จากนั้นบ่าวทั้งหลายจึงออกไปจากห้องจนหมด
ฉินหวยหยวนยังคงอ่านหนังสือ พลางเอ่ยถามนาง “วันนี้เ้าได้ทำอะไรแล้วบ้างหรือ? ไหนบอกข้าหน่อยซิ”
แม้ว่าฉินหยีหนิงได้เตรียมตัวไว้ แต่ใจของนางยังอดไม่ได้ที่จะกระตุกหนึ่งที นางรีบลุกขึ้นยืน โค้งคำนับพร้อมพูดว่า “รายงานท่านพ่อ วันนี้ข้าได้ยินว่าท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองกลับมาแล้ว ข้าอยากจะไปทักทายท่านลุงทั้งสอง ไม่ได้คาดคิดเลยว่าตอนที่ข้าติดตามท่านแม่ไปที่ประตูหน้าของที่จวนติ้งกั๋วกงนั้น ก็ได้พบกับการทำลายล้างทั้งครอบครัวแล้ว”
“อืม” ฉินหวยหยวนวางหนังสือไว้บนโต๊ะเบาๆ บนหน้าปกมีตัวอักษรว่า ‘จั่วจ้วน’ อยู่สองคำ
“ฉาวกั๋วจ้างพาคนไปทำลายล้าง และประกาศว่าสมาชิกตระกูลซุนไม่ว่าจะอายุเท่าใด สมาชิกชายจะต้องถูกตัดหัวทั้งหมด สมาชิกหญิงจะถูกส่งไปยังที่คุมประพฤติ ส่วนบ่าวรับใช้จะถูกขายในอีกสามวันต่อมา ประชาชนที่ดูอยู่โกรธมาก ฉาวกั๋วจ้างยังฆ่าประชาชนที่วิจารณ์ในที่เกิดเหตุด้วยเ้าค่ะ”
ฉินหวยหยวนเอ่ยขึ้น “หลังจากนั้นล่ะ?”
“ต่อมา ฉาวกั๋วจ้างสั่งให้พาคนออกไป ท่านตากับท่านยาย ท่านลุงกับท่านป้า ลูกพี่ลูกน้องชายและพี่สะใภ้ต่างก็ถูกแยกออกจากกันด้วยความเป็กับความตาย ฉากนี้เป็...ท่านแม่ร้องไห้อย่างเศร้าโศก และพวกเราถูกฉาวกั๋วจ้างเห็นเข้าแล้วเ้าค่ะ” แม้ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์สำคัญบางอย่างและไม่สนใจสิ่งนี้ แต่นางจำต้องบอกบิดาเื่ที่ฉาวกั๋วจ้างเห็นพวกนางแล้ว เผื่อมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็การดีกว่าถ้าเขาได้เตรียมใจไว้
ฉินหวยหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าแล้วพูดว่า “แล้วเ้าล่ะ? หลังจากนั้นเ้าก็ไม่ได้ทำอะไรหรือ?”
เสียงของฉินหวยหยวนลึกซึ้งและอ่อนโยนราวกับมีรอยยิ้มอยู่ด้วย แต่ฉินหยีหนิงรู้สึกได้ถึงความเย็นะเืที่เพิ่มขึ้นบนแผ่นหลัง นางรีบคุกเข่าคำนับ
“ท่านพ่ออย่าโกรธเลย ในเวลานั้นพี่ชายและพี่สะใภ้เป็สามีภรรยาที่อายุยังน้อย และไม่เต็มใจที่จะแยกจากกัน ฉากนั้นน่าสงสารจริงๆ ระหว่างที่ทหารแยกพวกเขาออกจากกันนั้น พี่สะใภ้ห้าถูกเบียดจนล้มลงและนางก็ใกล้คลอดแล้วด้วย ท่านพ่อก็รู้ว่าตระกูลซุนถูกใส่ร้าย ข้าไม่สามารถทนดูพี่สะใภ้ห้าต้องเสียชีวิตเช่นนั้นจริงๆ ก็เลยขอให้ใครบางคนใช้ความสัมพันธ์ที่มีช่วยพี่สะใภ้ห้า และโชคดีที่นางได้ให้กำเนิดเป็ทารกผู้หญิง...”
ฉินหยีหนิงแอบชำเลืองมองฉินหวยหยวนในพริบตาหนึ่ง เพียงแต่สีหน้าของฉินหวยหยวนั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้คนไม่สามารถมองเห็นอารมณ์ที่แท้จริงได้
ฉินหยีหนิงทำได้เพียงต้องพูดต่อไปอย่างจริงใจ “สำหรับเื่ที่ข้าสั่งให้ทำสัญญาเช่านั้น แต่ข้ากลับรู้สึกว่าไม่เป็ไร ในเมื่อฮ่องเต้มีพระบัญชาปล่อยให้อาชญากรผู้หญิงตระกูลซุนไปที่คุมประพฤติในฐานะทาส และทาสก็รอการเช่าจากจ้าวหยุนซือ ในราชวงศ์นี้ก็ไม่มีจ้าวหยุนซือที่สองที่สามารถเช่าอาชญากรหญิงแล้วใช่หรือไม่? เว้นแต่ว่า...เว้นแต่ว่าหวงช่างไม่ได้ตรวจสอบว่าจ้าวหยุนซือได้มอบให้กับข้าแล้ว”
หวงช่างยังไม่รู้จริงๆ
คาดว่าหวงช่างจะเสียใจมันก็สายเกินไปแล้ว ทำลายล้างจวนติ้งกั๋วกงก็ควรคำนึงถึงการค้าขายของจ้าวหยุนซือสินะ
ฉินหวยหยวนไอออกมาหนึ่งที ก่อนที่จะพูดเบาๆ “บังอาจนัก”
ถึงแม้ว่าเสียงไม่ดังมาก แต่ในคำพูดนั้นมีความจริงจังไม่น้อย
ฉินหยีหนิงก้มศีรษะ “เ้าค่ะ ลูกสาวรู้ผิดแล้วและไม่ควรวิจารณ์ถึงหวงช่าง”
ฉินหวยหยวนเห็นท่าทีของนางแล้ว รู้สึกขำจนเหมือนจะร้องไห้ เขาพยายามฝืนเก็บอาการไม่ให้หลุดเสียงหัวเราะ “หรือว่าเ้าเพิ่งวิจารณ์ถึงหวงช่างว่ามีความผิดหรือ”
ฉินหยีหนิงเลียริมฝีปาก เมื่อนางเงยหน้าขึ้น ดวงตาใสเป็ประกายเหมือนแหล่งน้ำบริสุทธิ์ สายตามองฉินหวยหยวน เปี่ยมล้นไปด้วยความสงสัย
“ลูกไม่ได้ต่อต้านพระบัญชาของหวงช่าง และไม่ได้ทำอะไรมากเกินไป หวงช่างได้ปกครองแผ่นดินด้วยความเมตตากรุณาและความกตัญญูกตเวที แม้ว่าติ้งกั๋วกงมีความผิด แต่อาชญากรหญิงคลอดลูกนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่สนใจไม่ดูแลั้แ่ไหนแต่ไรแล้วนะเ้าคะ ข้าคิดว่า ถึงแม้ว่าข้าไม่ได้ช่วยจัดการให้ หวงช่างรู้แล้วก็ต้องส่งคนไปช่วยพี่สะใภ้ห้าอยู่ดีเ้าค่ะ แล้วนับประสาอะไรที่แต่เดิมข้าก็เป็ตงเจียของจ้าวหยุนซือ และตอนนี้ที่คุมประพฤติก็มีอาชญากรใหม่ จ้าวหยุนซือของข้ากำลังขาดคนทำงานอยู่พอดี และเช่าคนออกมาก็ไม่มีความผิดใดๆ นี่เ้าคะ กฎระเบียบของจ้าวหยุนซือก็ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยราชวงศ์หรอกหรือเ้าคะ?”
“เ้าเด็กคนนี้นี่!” ฉินหวยหยวนหยิบ ‘จั่วจ้วน’ และตบหน้าผากของฉินหยีหนิงเบาๆ “เหตุผลก็กลายเป็ของเ้าไปเสียทั้งหมดสินะ”
ไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำยังมีความรัก ความเอ็นดูจางๆ ผสมอยู่ด้วย
ฉินหยีหนิงยกมือแตะหน้าผาก แววตาที่ส่งมาเปี่ยมด้วยความชื่นชมซึ่งเกือบจะกลายเป็น้ำพุอุ่นๆ และใกล้จะทำให้ฉินหวยหยวนถูกแทรกซึมเข้าไปแล้ว
หัวใจของฉินหวยหยวนอบอุ่นขึ้นแล้วเอ่ยว่า “เ้าลุกขึ้นเถิด เมื่อสักครู่นี้ตานชิงเพิ่งสั่งให้คนเตรียมขนมหอมหมื่นลี้ เ้าอยู่ทานกับข้าหน่อยนะ”
ฉินหยีหนิงกินไม่เลือกและอะไรๆ ก็ชอบกินทั้งนั้น แต่ขนมหอมหมื่นลี้นั้นนางชอบเป็พิเศษ
ไม่คาดคิดเลยว่าท่านพ่อจะรู้? แถมยังคำนึงถึงเื่ที่นางยุ่งวุ่นวายจนไม่ได้ทานอาหารอะไรมาอีกด้วย?
ฉินหยีหนิงซาบซึ้งมาก นางแย้มยิ้มเพื่อตอบรับ จากนั้นก็ลุกขึ้นมานั่งในตำแหน่งเดิม
ตานชิงและหม้อเซียงนำขนมพิเศษเข้ามาวางไว้บนโต๊ะเบาๆ
ฉินหวยหยวนบิดขนมชิ้นแรกออกมา
เมื่อฉินหยีหนิงเห็นสิ่งนี้ นางก็บิดขนมหนึ่งชิ้นแล้วกัดหนึ่งคำ
เมื่อทานเข้าไปในปากแล้ว กลิ่นหอมนุ่มและเหนียวกร้าน แต่ไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป ความหวานเล็กน้อยสอดแทรกความอร่อยทำให้อารมณ์ที่รู้สึกแน่นตึงทั้งวันผ่อนคลายลงไม่น้อย นางอดไม่ได้ที่จะขยับนิ้ว ทานขนมเข้าไปสี่ชิ้นติดๆ กันแล้วรินน้ำชาสักถ้วย จากนั้นนางก็รู้สึกว่าในกระเพาะของนางมีของรองท้องแล้ว
ทันใดนั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าฉินหวยหยวนถือขนมชิ้นเดียวและไม่ได้กินเข้าไปอีก แต่ว่าเขาดูนางกินด้วยรอยยิ้ม
ฉินหยีหนิงเข้าใจในทันที ฉินหวยหยวนเกรงว่าถ้าเขาไม่หยิบขนม นางจะไม่กล้าหยิบขนมเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำเหมือนจะทานเข้าไป
“ท่านพ่อ” ฉินหยีหนิงเรียกด้วยความซาบซึ้ง แม้แต่สีหน้ายังปรากฏอารมณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน
ดวงตารูปผลท้อสดใสและเปียกชุ่มน้ำของเด็กสาว ส่งผลให้คนที่เห็นใจอ่อนลงอย่างอดไม่ได้ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคล้ายรู้จักมักคุ้นกันมาก่อน เหมือนกับเขาเห็นตนเองในกระจกเมื่อตอนยังเป็หนุ่ม เด็กที่ฉลาดและน่ารักคนนี้เป็สายเืเดียวซึ่งเป็ผู้สืบทอดชีวิตของเขาต่อไป
มือใหญ่ของฉินหวยหยวนยื่นไปแตะศีรษะของนางอีกครั้ง ดวงตาของนางเปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มแฝงความประหลาดใจ นอกจากนั้นนางยังเป็เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ซึ่งคอยขยับศีรษะถูๆ ไถๆ ที่ใต้ฝ่ามือของเขา จนทำให้ฉินหวยหยวนหัวเราะออกมา
ที่แท้การจัดการกับลูก ก็มีความสนุกสนานเช่นนี้ด้วย
แม้ว่าลูกสาวกลับมาที่บ้านตอนอายุสิบสี่ เป็อายุที่สามารถพูดคุยเื่แต่งงานได้แล้ว
แต่ในสายตาของฉินหวยหยวน นางเป็เพียงเด็กที่ทั้งฉลาดเฉลียวแกมโกงก็เท่านั้น
หากแผ่นดินนี้สงบสันติ ฉินหวยหยวนคงไม่ถือโกรธถ้าทราบว่าลูกสาวของเขามีปัญหาอย่างไร เด็กซนเจอปัญหาข้างนอกแล้วกลับมาที่บ้านเพื่อหาบิดาของนาง เขาสามารถออกแรงกับความสามารถในการช่วยนางแก้ปัญหา จากนั้นก็จะได้รับความชื่นชมและความเคารพนับถือ นี่ดีมากสินะ
น่าเสียดาย ที่โชคไม่ดี
“อิ่มแล้วหรือ?” ฉินหวยหยวนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าฉินหยีหนิงไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ แล้ว
ฉินหยีหนิงพยักหน้าพร้อมข้างแก้มซึ่งแดงเปล่งปลั่ง
ฉินหวยหยวนจึงเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังและเคร่งขรึม “แม้ว่าสิ่งที่เ้าทำในวันนี้มีคุณธรรม ทั้งมีเหตุผลโดยไม่มีข้อบกพร่องเลย แต่เ้าอย่าลืมว่า ตอนนี้เ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสถานการณ์เช่นไร”
ฉินหยีหนิงลดศีรษะลงและพูดอย่างจริงใจ “รายงานท่านพ่อ ข้าไม่ได้ลืมเลย แค่...”
“แค่เ้าอยากทำเช่นนี้ ก็เลยทำสิ่งนี้ใช่หรือไม่?”
“เ้าค่ะ” ฉินหยีหนิงพยักหน้าแล้วเอ่ยพูดว่า “ข้าแค่ไม่อยากทำสิ่งที่ละเมิดมโนธรรมของข้า ไม่อยากที่จะเสียใจ ไม่อยากรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ข้ารู้ว่า ข้ามีความเสี่ยงอยู่หลายส่วน แต่ข้าเชื่อว่าหวงช่างก็เป็คนที่ทะนุถนอมชื่อเสียงของเขา เมื่อมองหาต้นตอความผิด ก็ต้องหาเหตุผลที่ดี ที่จะให้เขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของคุณธรรม ข้าคิดมาแล้ว ข้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรไม่เหมาะสมกับเื่นี้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ของครอบครัวของเรานะเ้าคะ”
นางมองฉินหวยหยวนแว็บหนึ่ง และเห็นว่าสีหน้าของเขายังคงเหมือนเดิม ถึงได้กล่าวต่ออีกประโยค “ยิ่งกว่านั้นข้าเป็ลูกสาวของท่านพ่อ และตอนนี้ท่านพ่อก็เป็ไท่ซือขององค์ชายรัชทายาทด้วย ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับครอบครัวของท่านยายและลูกสาวยังคงมองดูโดยไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่แม้จะไยดีทั้งๆ ที่มีความสามารถในการช่วยเหลือพี่สะใภ้ห้าได้ ถ้าเช่นนั้นคนทั่วแผ่นดินจะวิจารณ์ครอบครัวของเราอย่างไรเ้าคะ? จะวิจารณ์ท่านพ่ออย่างไร? พวกเราจะไม่กลายเป็หมาป่าขี้ขลาดตาขาวที่รักตัวกลัวตายไปแล้วหรือ? ลูกไม่อยากให้ความกลัวที่ว่านั้นทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์โดยตลอดมาของท่านพ่อต้องมาเสื่อมเสียเพราะเื่นี้เ้าค่ะ”
ฉินหวยหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่เอ่ยปากพูดคำใด อีกทั้งไม่ได้ดุฉินหยีหนิงและไม่กล่าวหาว่านางทำผิดด้วย สักครู่หนึ่งก็ถามว่า “หลังจากนี้เ้าเตรียมตัวจะทำอะไรต่อไป”
เมื่อฉินหยีหนิงเห็นว่าฉินหวยหยวนไม่มีการคัดค้าน หัวใจที่ถูกแขวนอยู่ก็ได้ผ่อนคลายลง ในใจของนางยิ่งรู้สึกมีความมั่นใจและเคารพนับถือต่ออุปนิสัยของบิดามากยิ่งขึ้น
นางรู้ว่า ถ้าฉินหวยหยวนไม่้าให้นางช่วยชีวิตผู้คน เขาย่อมมีวิธีการเป็พันเป็หมื่นในการลบสิ่งที่นางเคยกระทำมาก่อนนี้ ทำให้ใครก็ตามไม่สามารถจับพวกเขาได้
ในเมื่อท่านพ่อไม่ได้บอกให้หยุด ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่าเขายอมรับในวิธีการของนางแล้ว รวมทั้งยังคิดช่วยนางในภายหลัง
เพียงแต่ว่ามีบางอย่างที่นางสามารถทำได้ แต่ตำแหน่งของฉินหวยหยวนกลับไม่สะดวกที่จะทำมัน
ฉินหยีหนิงมีความตื่นเต้นอยู่หลายส่วน สมองของนางกระตือรือร้นขึ้นมา คิดแล้วคิดอีกก็ได้เอ่ยขึ้น “รายงานท่านพ่อ สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือท่านแม่ และอีกสามวันต่อมาก็คือการตัดศีรษะ การตัดศีรษะปะาในครั้งนี้ หวงช่างไม่ได้มีรับสั่ง ซึ่งปกติแล้วก็จะทิ้งศพระเนระนาด และไม่ได้บอกด้วยว่าไม่อนุญาตให้คนช่วยเก็บศพให้”
ฉินหวยหยวนพูดแทรกว่า “ข้าคิดว่าเ้าจะให้ข้าไปขอให้หวงช่างเมตตา และให้ปล่อยสมาชิกผู้ชายของครอบครัวท่านตาของเ้าเสียอีก”
ฉินหยีหนิงยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าขอให้ท่านเมตตานั้นง่ายมาก แต่มันไม่ใช่เื่ง่ายสำหรับท่านที่จะขอความเมตตาจากหวงช่างเ้าค่ะ”
หวงช่างใกับจดหมายราชทูตของต้าโจว เขาต้องพยายามสงบสติอารมณ์ของต้าโจวด้วยการหาคนมารับผิดชอบ และโชคไม่ดีที่มีดนั้นถูกนำมาโจมตีใส่ครอบครัวซุน ซ้ำร้ายฮ่องเต้ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะปะาพวกเขา
เมื่อบุคคลหนึ่งที่อยู่ในภาวะความกลัว ด้านหนึ่งของความสมดุลคือชีวิตของเขาเองและอีกด้านหนึ่งคือชีวิตของผู้อื่น แน่นอนว่าเขาจะเลือกที่จะช่วยชีวิตของตัวเองให้รอด ถึงฉินหวยหยวนไปขอร้องจนปากแตก มันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี ไม่แน่ว่าจะยิ่งเป็การเผาร่างกายของตนเข้าไปด้วย ถ้าฉินหวยหยวนทำไม่ดีขึ้นมา มันจะทำร้ายทั้งครอบครัวฉินเพิ่มเข้าไปอีก
ฉินหยีหนิงไม่ใช่คนโง่ นางรู้สึกซาบซึ้งเป็อย่างยิ่ง ที่ท่านพ่อยินยอมให้นางได้กระทำการช่วยเหลือครอบครัวตระกูลซุนอยู่เื้ั
