เย่ฝานเดินทางกลับคฤหาสน์ด้วยความดีอกดีใจ พอเขากลับมาถึงคฤหาสน์ก็ออกลีลาเต้นแท็ป ทำให้มู่เหลียนผิงและจางเซวียนใมาก
“คุณชายเย่ ดีใจอะไรเหรอครับ?”
เย่ฝานนั่งลงบนโซฟา แล้วตอบว่า “อวิ๋นซีรับปากหมั้นกับฉันแล้ว!”
มู่เหลียนผิง “…” คุณชายสามตระกูลไป๋ช่างเป็คนดีเสียจริงๆ!
“หมั้นหมายกันก่อน ต่อจากนั้นก็แต่งงานกัน ฉันต้องเตรียมตัวสักหน่อย” เย่ฝานพูดด้วยความเบิกบานใจ
เย่ฝานหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาอู่ซือหาน
“ฮัลโหล พี่ชาย ผมกำลังจะหมั้นแล้วนะครับ?”
“หมั้นกับใคร? ก็ต้องเป็คุณชายสามตระกูลไป๋สิครับ ผมมีใจให้คนเดียวนี่ครับ จะเปลี่ยนใจง่ายๆ ได้ยังไง ทำไมพี่ถึงถามโง่ๆ แบบนี้ล่ะ”
“บังคับ? ผมไม่ได้บังคับเขาเลยครับ! น้องชายของพี่เสน่ห์แรงขนาดนี้ จะบังคับทำไมกัน! การบังคับเป็วิธีที่อ่อนด้อยมาก!
“ผมเปล่าพูดล้อเล่นนะครับ ผมไม่ได้อำด้วย อีกไม่นานผมก็จะกลายเป็บุคคลที่สมรสแล้ว ไม่ใช่คนโสดอีกต่อไป”
……........................................................................................
มู่เหลียนผิง “…”
จางเซวียน “…”
เย่ฝานวางสายด้วยความปีติยินดี จางเซวียนมองเย่ฝานแล้วพูดพร้อมกับยิ้ม “คุณชายเย่ นายจะหมั้นกับคุณชายสามตระกูลไป๋ ฉันยินดีกับนายด้วยจริงๆ!”
เย่ฝานเอามือไขว้หลัง เขาหัวเราะเสียงใสพลางพูด “พูดได้ดีๆ ถึงเวลานั้นนายต้องมานะ! นายจะได้มาัับรรยากาศชื่นมื่นสักหน่อย”
จางเซวียนรีบตอบว่า “แน่นอนอยู่แล้ว”
เย่ฝานหุบรอยยิ้มทันที แล้วพูดด้วยความเคร่งขรึม “อย่าลืมเตรียมของขวัญดีๆ มาให้ฉันด้วยนะ”
จางเซวียน “…” นี่สินะถึงจะเป็สิ่งที่เย่ฝานอยากพูดจริงๆ
จางเซวียนพยักหน้าแล้วตอบกลับไป “ได้ ถึงตอนนั้นฉันจะให้ซองหนาๆ เลยล่ะ!”
เย่ฝานพยักหน้า แล้วเอ่ยว่า “ดีมากๆ”
จางเซวียน “…”
เย่ฝานหันไปอีกฝั่ง แล้วจ้องมู่เหลียนผิง มู่เหลียนผิงหัวเราะอย่างลำบากใจ “ฉันก็จะให้ของขวัญเหมือนกัน”
เย่ฝานพยักหน้า
จางเซวียน “…”
“ขอเพียงพวกนายจำให้ได้ว่าต้องมองของขวัญให้ฉัน ถึงเวลาหากติดธุระไม่มาก็ได้นะ!” เย่ฝานกล่าว
จางเซวียน “…”
มู่เหลียนผิง “…”
…….......................................................................................
ณ บ้านตระกูลไป๋
“อวิ๋นซี พี่ได้ยินคุณชายมู่บอกว่านายตกลงหมั้นกับเย่ฝานแล้ว นายคิดดีแล้วเหรอ?” ไป๋อวิ๋นจิ่นถามพลางมองไป๋อวิ๋นซี
ในใจของไป๋อวิ๋นจิ่นสับสนไม่น้อย ข่าวการหมั้นของไป๋อวิ๋นซีและเย่ฝาน เขากลับได้ยินจากปากของคนอื่น
ไป๋อวิ๋นซีพยักหน้า “ใช่ครับ”
“นายคงจะไม่ทำไปเพราะ้าช่วยนักพรตสวีหรอกนะ?”
ไป๋อวิ๋นซีเงยหน้าขึ้น เขามองเห็นความเย้ยหยันที่ออกมาจากแววตาของไป๋อวิ๋นจิ่น “พี่ใหญ่ ในใจของพี่ น้องชายคนนี้เป็คนที่พร้อมสละความสุขของตนเองเพื่อคนอื่นอย่างนั้นเหรอ?”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…” น้องชายของเขาคนนี้ เหมือนจะไม่ได้เป็คนดีขนาดนั้น
“พี่คิดมากเกินไปแล้ว”
ไป๋อวิ๋นจิ่น “…”
“ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องแต่งกับเย่ฝานอยู่แล้ว จะช้าหรือเร็วมันก็เหมือนกันนั่นแหละ งั้นผมรับปากเร็วหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาคิดอะไรแผลงๆ ด้วย”
ไป๋อวิ๋นจิ่นอดไม่ได้ที่จะนึกถึงนักพรตสวีหยวนชิง หลังจากวันที่มาพูดชื่นชมเย่ฝาน ไป๋อวิ๋นจิ่นได้ไปถามเย่ฝานให้รู้เื่ เย่ฝานเ้าหมอนั่นก็เล่าเื่ให้เขาฟังอย่าง “ตรงไปตรงมา” เย่ฝานยังแสดงความใจกว้างด้วยการให้ไป๋อวิ๋นจิ่นดูบทพูดของเขา แล้วยังโทษสวีหยวนชิงด้วยที่กล่าวชมเขาไม่เป็
.....................................................................................................
ในคฤหาสน์ของเย่ฝาน
“คุณชายเย่ นี้คือสมุนไพรที่คุณบอกว่าจะใช้ทำยาประสานเส้นลมปราณ ผมเอามาแล้ว” มู่เหลียนผิงกล่าว
เย่ฝานตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยความดีใจ “นายนี้ทำงานได้ดีมาก ไม่นึกเลยว่าจะหามาได้ทั้งหมด”
มู่เหลียนผิงขมวดคิ้วเป็ปม สมุนไพรที่เย่ฝานต้องใช้ทำยาประสานเส้นลมปราณ มีเป็ร้อยกว่าชนิด มู่เหลียนผิงรู้อย่างแจ่มแจ้งว่าสมุนไพรเป็ร้อยชนิดนี้ น่าจะมีหลายชนิดที่ไม่ใช่ส่วนผสมสำหรับใช้หลอมยา แต่เย่ฝานสั่งให้จัดเตรียมวัสดุที่ตัวเองอยากได้มาในคราวนี้ด้วย การที่นักปรุงยาจะแอบซุกซ่อนวัสดุบางชนิดไว้กับตัว เป็เื่ที่มีให้เห็นอยู่แล้ว รู้ทั้งรู้ในจุดนี้แต่มู่เหลียนผิงก็แกล้งทำเป็ไม่รู้ เพราะเขายังต้องขอความช่วยเหลือจากเย่ฝาน
“คุณตาของฉันยังพอมีคนให้เกียรติคอยช่วยเหลืออยู่บ้าง!” มู่เหลียนผิงกล่าว
เย่ฝานพยักหน้า “คนสมัยนี้เป็อะไรกันไปหมดนะ เชื่อถือแต่ตาแก่หนวดยาวๆ แต่อัจฉริยะอย่างฉันกลับถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็นักต้มตุ๋นอยู่เรื่อย ช่างน่าขันสิ้นดี!”
มู่เหลียนผิง “…”
“คุณชายเย่จะเริ่มหลอมยาเมื่อไรครับ!” มู่เหลียนผิงถาม
เย่ฝานกลอกตาไปมาแล้วตอบ “ในเมื่อสมุนไพรทุกตัวเตรียมพร้อมแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มหลอมได้ ฉันจุดเตาหลอมก่อนละกัน อีกสองวันหลังจากนี้ ฉันยังต้องเตรียมงานหมั้นอีก ถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ คงไม่มีเวลาว่างแน่ๆ”
มู่เหลียนผิงพยักหน้า “ใช่ๆๆ จุดเตาหลอมก่อน คุณชายเย่รีบจัดการเื่หยุมหยิมให้เรียบร้อย จากนั้นคุณก็สามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเตรียมงานหมั้นได้แล้ว” มู่เหลียนผิงฝึกฝนวรยุทธ์อย่างยากลำบากมายี่สิบกว่าปี แต่ตอนนี้แม้แต่พลังปราณดั้งเดิมเพียงนิดก็ไม่สามารถใช้ได้ จะไม่ให้กระวนกระวายใจได้ยังไง พอได้ยินว่าเย่ฝานจะจุดเตาหลอมยา ในใจของเขาก็ดีใจอย่างท่วมท้น
จางเซวียน “…”
เย่ฝานใช้เวลาไม่นานก็หลอมยาสำเร็จ เขาโยนยานั่นให้กับให้มู่เหลียนผิง มู่เหลียนผิงรับยามาอย่างลนลานจนทำอะไรแทบไม่ถูก
เย่ฝานเอามือไขว้ได้ด้านหลัง เขาพูดกับมู่เหลียนผิงด้วยท่วงท่าของปรมาจารย์ “ยาที่หลอมได้มีทั้งหมดสามเม็ด จากที่ฉันประเมิน นายกินสองเม็ดก็น่าจะกลับคืนสู่สภาพเดิม ถ้านายกลัวว่าจะมีปัญหา ก็กินอีกเม็ดที่เหลือก็ได้”
มู่เหลียนผิงยังถามด้วยความสงสัย “คุณชายเย่ หากใช้ยาเกินขนาดจะมีปัญหาไหมครับ?”
เย่ฝานส่ายหน้า “ไม่มีปัญหา เพียงแค่สิ้นเปลืองก็เท่านั้นเอง”
มู่เหลียนผิงได้ยินคำตอบอย่างนั้นจึงพยักหน้า
มู่เหลียนผิงออกจากคฤหาสน์ของเย่ฝาน เดินทางกลับไปยังบ้านตระกูลไป๋ พอไปถึงก็พบกับสวีหยวนชิง
“นี้คือยาประสานเส้นลมปราณที่เย่ฝานหลอมให้หลานเหรอ?” สวีหยวนชิงถาม
มู่เหลียนผิงพยักหน้าตอบว่า “ใช่แล้วครับ”
“ยานี้ดูท่าทางไม่เลวเลย” สวีหยวนชิงเอ่ย
มู่เหลียนผิงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้น ผมลองกินดูนะครับ!”
สวีหยวนชิงพยักหน้า แล้วตอบว่า “ก็ดีเหมือนกัน”
มู่เหลียนผิงกลืนยาเข้าไป ฤทธิ์ของยากระจายไปทั่วร่าง ความอ่อนโยนของฤทธิ์ยาแทรกซึมไปทั้งร่างกาย เส้นลมปราณที่เดิมทีขาดเสียหาย ถูกเชื่อมติดกันในชั่วพริบตา
“หลานรู้สึกยังไงบ้าง?” สวีหยวนชิงถาม
มู่เหลียนผิงลองขยับแขนขา แล้วตอบด้วยความตื่นเต้น “ดีมากเลยครับ ผมเหมือนกับจะใช้พลังปราณดั้งเดิมได้อีกครั้ง”
สวีหยวนชิงได้ยินคำพูดของหลานชายก็ปีติยินดีในทันที “หายดีแล้วจริงๆ หายดีแล้วจริงๆ ด้วย”
……........................................................................
ณ บ้านตระกูลไป๋
มู่เหลียนผิงได้รับข่าวจากมู่สืออวี้ก็รตกตะลึงในทันที
“คุณตา คุณ...”
สวีหยวนชิงเห็นอากัปกิริยาของมู่เหลียนผิงก็รีบถาม “เป็อะไรไป?”
มู่เหลียนผิงตอบด้วยความตื่นเต้น “ผู้นำตระกูลจะเดินทางมาด้วยตนเองครับ”
สวีหยวนชิงรู้สึกคาดไม่ถึง คนในตระกูลวิทยายุทธ์โบราณอย่างตระกูลมู่ ตามสถานการณ์ปกติแล้ว ยากมากที่จะเดินทางเข้ามาในเมือง แต่ตอนนี้ผู้นำตระกูลมู่ฟงตัดสินใจออกมาสู่โลกภายนอกด้วยตนเอง
“ประมุขตระกูลมู่ เหตุใดถึงออกมายังภายนอกได้!”
“สาเหตุน่าจะเกี่ยวกับโอสถที่ส่งไป” เขานำโอสถส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษไปถึงที่นั่น ปรากฏว่ายาใช้ได้ผลดีมาก ถึงแม้ผลอัคคีวิเศษจะล้ำค่าเพียงใด แต่มีแล้วกลับใช้ไม่ได้ ก็เท่ากับไร้ประโยชน์”
เนื่องจากหลายปีมานี้ ตระกูลมู่ไม่มีผู้เหมาะสมที่สามารถกินผลไม้นั้นได้ จึงทำให้ผลอัคคีวิเศษมีเหลืออยู่ไม่น้อย
แทนที่จะเอาผลไม้นั่นเก็บซ่อนไว้จนกลายเป็พิษ สู้เอามันออกมาแลกกับโอสถของเย่ฝานไม่ดีกว่าหรือ
บ้านตระกูลมู่ได้เดินมาถึงสถานการณ์คับขันแล้ว หากยังปล่อยให้ถดถอยอย่างนี้ต่อไป เกรงว่าจะไม่สามารถเก็บรักษาต้นผลอัคคีวิเศษไว้ไม่ได้ ตอนนี้ชื่อเสียงของเย่ฝานยังไม่เป็ที่รู้จักนัก หากรอจนมีคนรู้ถึงความเก่งกาจของเย่ฝานมากไปกว่านี้ รอถึงตอนนั้น บางทีอาจจะยากที่ตระกูลมู่จะได้ร่วมมือกับเย่ฝาน
……...............................................................................
หลังจากมู่เหลียนผิงได้รับข่าวไม่กี่วัน บ้านตระกูลไป๋ก็ได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนหลายท่าน
ไป๋ซื่อหยวนต้อนรับแขกที่มาจากบ้านตระกูลมู่ด้วยความกระตือรือร้น
มู่เคอถูกส่งมาถึงบ้านตระกูลไป๋ไม่นาน อาการก็กำเริบ มู่เหลียนผิงจึงได้แต่รีบเคลื่อนย้ายคนป่วยไปที่คฤหาสน์ของเย่ฝาน
เย่ฝานเอามือเท้าเอว เขาเห็นคนที่ถูกส่งมาที่คฤหาสน์ของตนเองก็ทำหน้ามุ่ย แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “่นี้ฉันวุ่นอยู่กับการเตรียมงานหมั้น นายยังจะส่งคนมาที่นี่อีกเหรอ”
มู่เหลียนผิงมองเย่ฝานแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างเอาใจ “ผมมาในครั้งนี้ก็เพราะสถานการณ์คับขันมาก คุณชายเย่ช่วยยื่นมือมารักษานั้นง่ายเหมือนไม่ได้ออกแรงไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง หากคุณชายเย่ดูดซับฤทธิ์ยาในร่างของคุณอา ก็จะทำให้ระดับพลังปราณสูงขึ้นอีกไม่ใช่หรือ? อย่างนี้คุณก็ไม่เสียเปรียบนี่ครับ!”
เย่ฝานพยักหน้า “มันก็ถูกอย่างที่นายว่ามา ฉันต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นอีกเรื่อยๆ”
เย่ฝานคิดในใจว่า หากร่างของไป๋อวิ๋นซีเกิดปะทุขึ้นมา คนที่อยู่รอบกายเขาจะกลายเป็น้ำแข็งทั้งหมด หากตัวเขาไม่แข็งแกร่งพอ ถึงเวลานั้นจริงๆ อาจจะรับมือไม่ไหวก็เป็ได้
เย่ฝานมองมู่เคอที่นอนอยู่บนเตียงแวบหนึ่ง พลังปราณของมู่เคอบรรลุระดับพลังโฮ่วเทียนประมาณขั้นที่แปดแล้ว หากเป็ตอนที่เขาร่างกายแข็งแกร่งเป็ปกติ เย่ฝานเองก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะประมือกับเขาได้ ทว่าคนผู้นี้ถูกผลอัคคีวิเศษทำลายเส้นพลังปราณจนเสียหายไปมาก จึงไม่มีอะไรที่เย่ฝานต้องกังวล
เย่ฝานยื่นมือออกไปดูดซับฤทธิ์ยาในร่างของมู่เคอออกมา
สถานการณ์ของมู่เคอคล้ายคลึงกับมู่เหลียนผิง แต่ที่แตกต่างคือระยะเวลาที่ป่วยนั้นยาวนานกว่า ทำให้ฤทธิ์ยาในร่างของมู่เคอค่อนข้างซับซ้อน ระดับความเสียหายของเส้นพลังปราณก็มากกว่าของมู่เหลียนผิง แต่ยังดีที่มู่เคอมีพลังปราณดั้งเดิมที่เข้มแข็ง หากเป็คนอื่นมาเจอแบบนี้คงทนไม่ได้แน่
อาการของมู่เคอทุเลาลงอย่างรวดเร็ว มู่เหลียนผิงเห็นมู่เคอสงบลงแล้ว เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
มู่สืออวี้ดึงมู่เหลียนผิงเดินออกมาอีกฝั่งหนึ่ง แล้วถามว่า “ที่แท้เย่ฝานคนนี้เป็ใครกันแน่! ในแวดวงวิทยายุทธ์โบราณมีคนเก่งอย่างนี้โผล่ออกมาั้แ่เมื่อไรกัน?”
ตอนที่มู่สืออวี้ได้รับข่าวจากมู่เหลียนผิง เขายังรู้สึกสงสัย พอได้เห็นเย่ฝานแสดงฝีมือ ั้แ่หลอมยาจนถึงการรักษาอาการป่วย เย่ฝานเก่งกาจจนเหมือนไม่ใช่เื่จริง หากคุณอาได้พบกับคนแบบนี้ั้แ่แรก ก็คงไม่ต้องรับความทุกข์ทรมานเป็เวลาหลายปีเช่นนี้
มู่เหลียนผิงส่ายหน้า แล้วกล่าวว่า “ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เื่ของเย่ฝานมากนัก แต่ว่าเ้าหมอนี่เก่งกาจจริงๆ”
มู่สืออวี้ถามด้วยความสงสัย “งั้นเหรอ?”
มู่เหลียนผิงมองมู่สืออวี้ “พี่ชาย พี่คงไม่ได้คิดจะประมือกับเขาใช่ไหม” มู่สืออวี้เป็ผู้หลงใหลในวิทยายุทธ์ มู่เหลียนผิงยังกังวลว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะอยากประลองยุทธ์กับเย่ฝานขึ้นมา
มู่สืออวี้หัวเราะ แล้วเอ่ยว่า “จะเป็ไปได้ยังไง”
……................................................................................................
“เย่ฝาน วันที่จะจัดงานหมั้นของนายกับอวิ๋นซี พวกนายคิดกันไว้หรือยัง!” ไป๋อวิ๋นจิ่นถาม
เย่ฝานพยักหน้าตอบว่า “ผมคิดไว้แล้วครับ ผมเลือกวันมงคลในระยะใกล้ๆ นี้ครับ เื่แบบนี้ต้องเตรียมความพร้อมไว้ก่อนจะดีที่สุด หากปล่อยให้ยืดเยื้อเกินไปคงไม่ดีแน่ๆ”
ไป๋อวิ๋นจิ่นมองเย่ฝานแล้วพูด “วันมงคลที่ใกล้ที่สุด อีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงแล้วนะ จะเร่งรีบเกินไปหรือเปล่า?”
เย่ฝานส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่หรอก ไม่หรอกครับ! เวลากำลังพอดีแล้ว”
ไป๋อวิ๋นจิ่นมองเย่ฝานแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น นายกับอวิ๋นซีช่วยกันเตรียมความพร้อมไปก่อนนะ หากอยากให้ช่วยอะไรก็บอกฉันได้”
เย่ฝานพยักหน้าพลางตอบ “ได้ครับ ผมเป็คนเก่ง ผมคนเดียวน่าจะเอาอยู่ คงไม่ต้องให้ถึงมือพี่ใหญ่หรอกครับ”
ไป๋อวิ๋นจิ่นหัวเราะก่อนตอบ “นายสามารถจัดการอะไรได้คนเดียว ย่อมดีที่สุดอยู่แล้ว”
……..............................................................................................
ในคฤหาสน์ของเย่ฝาน
“คุณชายเย่ นายอยากพบฉันเหรอ” ไช่เจิ้นจวิ้นมองเย่ฝาน แล้วถามด้วยความสงสัย
เย่ฝานพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่แล้ว ที่ฉันเรียกนายมาก็เพราะมีเื่อยากให้นายช่วยสักหน่อย”
ไช่เจิ้นจวิ้นถามด้วยความประหลาดใจ “เื่อะไรเหรอ!”
“ฉันกับอวิ๋นซีจะจัดงานหมั้น ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้ว่าจะต้องจัดงานหมั้นยังไง นายช่วยวางแผนให้ฉันหน่อยได้ไหม” เย่ฝานเอ่ย
“จัดงานหมั้นเหรอ! ต้องเช่าสถานที่ใหญ่ๆ แห่งหนึ่ง จากนั้นก็เชิญผู้คนมาเยอะๆ มากิน ดื่ม และอวยพรก็ได้แล้ว”
“เช่าสถานที่ใหญ่ๆ แล้วฉันจะไปเช่าที่ไหนดี? นายคิดว่าจะมีสถานที่ไหนที่ทั้งสูงทั้งใหญ่ และราคาถูกด้วย!” เย่ฝานถาม
ไช่เจิ้นจวิ้นถามด้วยความไม่เข้าใจ “คุณชายเย่ นายเงินไม่พอเหรอ?”
เย่ฝานเ้าหมอนี่หาเงินเก่งที่สุด จะไม่มีเงินไม่ยังไง?
เย่ฝานขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า “ไอ้พิธีหมั้นเนี่ย ต้องจ่ายค่าสินสอด ค่าสินสอดจ่ายออกไปแล้ว เงินก็หมดแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
ไช่เจิ้นจวิ้นกลอกตาไปมาสักครู่ แล้วพูดว่า “ถ้าเป็อย่างนี้ คุณโทรไปหาหวังจิ่งสือ ที่เป็เถ้าแก่ของบริษัทติ่งฟงดูสิ! เขามีธุรกิจโรงแรมด้วย ให้เขาหาสถานที่ให้นายก็ได้นี่ เขาเองก็ดีกับนายมากไม่ใช่เหรอ?”
เย่ฝานคิดในใจครู่หนึ่ง “อืม! มีเหตุผล! เ้าหมอนั้นเชื่อถือในตัวฉันอยู่เหมือนกัน ถึงตอนนั้นฉันค่อยมอบหยกคุ้มภัยให้เขาเป็การตอบแทนก็คงได้”
ไช่เจิ้นจวิ้น “…”
“คุณชายเย่ หลายวันมานี้บ้านนายเหมือนมีบุคคลแปลกๆ เข้าออกอยู่ตลอดเวลาเลยใช่ไหม?” ไช่เจิ้นจวิ้นถาม
“ก็ใช่น่ะสิ! เป็คนจากเขาหลงหู่และคนบ้านตระกูลมู่ชอบแวะมาอยู่ที่บ้านฉัน คนพวกนั้นะโกำแพงเข้ามา! เ้าหน้าที่หมู่บ้านพวกนั้นก็จัดการพวกเขาไม่ได้ เพราะว่าฉันจะต้องเตรียมงานหมั้น ก็เลยไม่มีเวลาสนใจพวกเขา ดังนั้นก็ได้แต่ไล่พวกเขากลับไป” เย่ฝานบ่นพึมพำ
ไช่เจิ้นจวิ้นพูดด้วยความประหลาดใจ “ะโกำแพงเข้ามา? แล้วเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพวกนั้นไม่เห็นหรือไง? พวกเราจ่ายค่าดูแลมากมายขนาดนั้นเพื่ออะไรกัน ฉันจะต้องไปร้องเรียนสักหน่อย...”
เย่ฝานโบกปฏิเสธ “จะโทษพวกเ้าหน้าที่พวกนั้นไม่ได้หรอก พวกเขาเป็คนธรรมดา แต่เ้าพวกที่ะโกำแพงเข้ามาล้วนแต่เป็ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณทั้งนั้น”
ไช่เจิ้นจวิ้นตกตะลึงไปชั่วขณะ “ผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณ งั้นก็ต้องเก่งมากน่ะสิ!”
เย่ฝานเบะปาก แล้วตอบว่า “ก็งั้นๆ แหละ!”
…….......................................................................
เย่ฝานไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคนจากตระกูลมู่สักเท่าไร แต่ว่าพวกเถ้าแก่มีชื่อต่างๆ กลับไม่ใช่อย่างนั้น
สองวันมานี้บ้านตระกูลไป๋มีผู้คนมาเยือนกันขวักไขว่ราวกับตลาดนัด คนบ้านตระกูลมู่รับของกำนัลจนมือไม้เมื่อยไปหมด
เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น เย่ฝานย่นคิ้วพลางลุกไปเปิดประตูบ้าน แล้วเชิญแขกเข้ามา
“มาหาผม! มีธุระอะไรเหรอครับ? เมื่อกี้ผมเพิ่งดูดฤทธิ์ยาออกจากร่างของคุณ ครั้งต่อไปคงต้องรออีกสามวัน คุณกลับไปก่อนเถอะครับ”
เย่ฝานพูดกับมู่เคออย่างี้เี
“คุณชายเย่ ฉันอยากคุยกับเธอเื่ยาประสานเส้นลมปราณสักหน่อย”
มู่เคอถูกผลอัคคีวิเศษทรมานนานหลายปี เส้นลมปราณถูกทำลายเสียหายหนัก ระดับพลังปราณถดถอยลงไปมาก เดิมทีเขาคิดว่าหากรักษาชีวิตเอาไว้ได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว แต่พอเขาเห็นมู่เหลียนผิงสามารถกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง มู่เคอก็มีความหวังเพิ่มขึ้นอีก
ถึงแม้มู่เหลียนผิงจะกินผลอัคคีวิเศษเหมือนกับเขา แต่หมอนั่นโชคดีกว่าเขาที่กินเข้าไปไม่นานก็ได้เย่ฝานช่วยชีวิต อีกอย่างสวีหยวนชิงก็อาศัยความสัมพันธ์กับไป๋ซื่อหยวน ช่วยหาสมุนไพรที่มีผลดีต่อการฝึกยุทธ์มาใช้ในการปรุงยา เพื่อใช้รักษาร่างกาย ดังนั้นระดับวิทยายุทธ์โบราณของมู่เหลียนผิงไม่ได้ลดลงเลย แต่กลับเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ
“ยาประสานเล้นลมปราณ? เื่นี้จัดการเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เหรอครับ! ส่วนยาผมก็มอบให้มู่เหลียนผิงไปแล้ว เงินค่าจ้างก็โอนมาแล้วด้วย” เย่ฝานกล่าว
มู่เคอขมวดคิ้ว “ฉันอยากให้เธอช่วยปรุงยาประสานเส้นลมปราณให้ฉันอีกเตาหนึ่ง!”
เย่ฝานพยักหน้าแล้วพูด “ได้ สมุนไพรจัดเตรียมเอง ค่าจ้างหนึ่งร้อยล้านหยวน”
มู่เคอมองเย่ฝาน แล้วพูดด้วยความประหม่า “ค่าจ้างคิดถูกลงกว่านี้หน่อยจะได้ไหม!”
ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป มีตระกูลผู้ฝึกตนที่รักสันโดษมากมาย เลือกเดินเข้าสู่กระแสสังคม ริเริ่มและพัฒนาธุรกิจของตระกูลขึ้นมา สร้างรายได้ไปไม่น้อย
แต่ก็มีผู้ฝึกตนบางส่วนที่ยังเลือกอยู่อย่างสงบ ตัดขาดจากโลกภายนอก ทุ่มเทกับการฝึกวิชาเท่านั้น
บ้านตระกูลมู่ตัดขาดจากโลกภายนอกเป็เวลาหลายปี จึงไม่ได้ใช้เงินในการดำรงชีวิต ดังนั้นทรัพย์สินของตระกูลมู่จึงมีจำกัด
ที่มู่เหลียนผิงจ่ายค่าจ้างให้เย่ฝานได้ ก็เพราะอาศัยสวีหยวนชิงออกหน้าให้ทั้งหมด
เย่ฝานขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ล้อเล่นหรือเปล่า หนึ่งร้อยล้านหยวนนี่คือราคาเป็มิตรแล้วนะ ผมใกล้จะหมั้นกับไป๋อวิ๋นซีแล้ว ถึงเวลานั้นค่าตัวของผมอาจจะสูงขึ้นก็ได้”
มู่เคอ “…”
เย่ฝานดูมู่เคอแล้วครุ่นคิดสักครู่ “มู่เหลียนผิงมียาหลายเม็ดไม่ใช่เหรอ? ครั้งก่อนปรุงยาออกมาได้สามเม็ดนี่ จากอาการของเขากินแค่สองเม็ดก็น่าจะเพียงพอแล้ว”
“เขา… กินเข้าไปหมดแล้ว” มู่เคอพูดด้วยสีหน้าขมขื่น
เย่ฝานส่ายหน้า แล้วพูดอย่างจนปัญญา “งั้นก็หมดหนทางแล้วล่ะ”
มู่เคอตรึกตรองแล้วพูด “หากเธอยอมปรุงยาประสานเส้นลมปราณให้ฉัน ฉันจะเป็บอดี้การ์ดให้เธอสามปีดีไหม?”
เย่ฝานหัวเราะด้วยความเ็า “คุณพูดเล่นหรือเปล่า ยอดฝีมือผู้ไร้เทียมทานอย่างผม้าบอดี้การ์ดที่ไหนกันเล่า! เอาเข้าจริงๆ ใครจะคุ้มครองใครก็ยังไม่รู้เลย”
มู่เคอพูดอย่างไม่พอใจ “สหาย นายอายุยังน้อยแท้ๆ แต่การพูดจาเกินอายุไม่มากจริงๆ!”
เย่ฝานหัวเราะ แล้วตอบกลับไป “ก็ผมเป็ปรมาจารย์ที่มีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวน่ะสิ!”
มู่เคอ “…”
……..........................................................................................
มู่สืออวี้เดินเข้าไปในห้องของมู่เหลียนผิง “คุณอามู่เคอกลับมาแล้ว เขาเหมือนกับจะไม่พอใจบางอย่าง”
มู่เหลียนผิงกล่าวด้วยความไม่เข้าใจ “ไม่พอใจ? อาการของคุณอาได้รับการรักษาแล้วนี่ครับ ทำไมจึงยังไม่พอใจอีก”
“เหมือนกับว่าเขาจะไปหาเย่ฝานเพื่อขอยาประสานเส้นลมปราณ แต่คิดว่าคงไม่สำเร็จ” มู่สืออวี้เล่า
มู่เหลียนผิงย่นคิ้วเข้าหากัน แล้วเอ่ยว่า “อยากได้ของจากมือเย่ฝาน ต้องใช้เงินไปแลกเท่านั้น!”
เย่ฝานเ้าหมอนี่ ถ้าไม่มีเงินไม่จำคน ซึ่งแน่นอนว่าบางทีก็ต้องดูว่าคนคนนั้นเป็ใคร มีความสำคัญแค่ไหน แต่ถ้าเป็ไป๋อวิ๋นซีเขาจำได้แน่นอน
“เื่นี้ต้องโทษนายด้วย ทำไมนายถึงกินยาประสานเส้นลมปราณเข้าไปจนหมดล่ะ? นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่ากินสองเม็ดกับสามเม็ดความรู้สึกไม่แตกต่างกันเท่าไร?” มู่สืออวี้พูด
มู่เหลียนผิงพูดด้วยความลำบากใจ “ถ้าฉันไม่กินเข้าไป แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าความรู้สึกมันเหมือนกัน!”
มู่สืออวี้ส่ายหน้า “ช่างเถอะ ยังไงก็ต้องคิดวิธีหาเงินให้ได้หนึ่งร้อยล้านหยวน เหลียนผิงนายพอจะมีวิธีที่สามารถได้เงินมาอย่างรวดเร็วไหม?”
“เื่นี้น่ะเหรอ? ฉันได้ยินว่ามีผู้ฝึกวิทยายุทธ์โบราณบางคนรับจ้างฆ่าคน คนพวกนั้นได้เงินมาเร็วมาก อีกอย่างก็คือเปิดบริษัท แต่ว่าตระกูลมู่ของเราเกรงว่าจะไม่มีหัวด้านธุรกิจ แล้วก็ยังมีธุรกิจขายของเก่า! ก็ได้เงินเร็วเหมือนกัน”
มู่สืออวี้ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “บ้านตระกูลมู่ของเราก็มีของเก่าอยู่บ้าง แต่ว่าของเ่าั้เป็ของรักของหวงของผู้าุโในตระกูล คงเอาไปขายไม่ได้หรอก”
มู่เหลียนผิงขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นผมขอปรึกษากับคุณตาดูก่อน บางทีอาจจะยืมเงินเขาก่อนได้”
มู่สืออวี้ขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยความลำบากใจ “เกรงใจท่านบ้างสิ! คุณตาเองก็ช่วยเรามาหลายเื่แล้วนะ”
“คุณชายเย่สนใจในผลอัคคีวิเศษ แต่ไม่รู้ว่าท่านผู้นำตระกูลจะยอมสละไหม” มู่เหลียนผิงกล่าว
มู่สืออวี้หรี่ตาลง “ฉันจะลองปรึกษาท่านผู้นำตระกูลดู”
