วินาทีที่แรงกดดันบังเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ จิติญญาของลวี่เหลียงมีปฏิกิริยาต่อต้านในทันที นั่นเป็การกระตุ้นอย่างหนึ่งที่พุ่งเป้าไปยังจิติญญา หากจิติญญาอ่อนแอก็จะถูกทำลายโดยตรง แต่การกระตุ้นในระดับนี้ สำหรับจิติญญาลวี่เหลียงที่เข้าใกล้ขั้นยาทองคำนั้น ก็ไม่ต่างจากอาการคันยิบๆ
ในเวลาเดียวกันกับที่น้ำเสียงอันน่าเกรงขามกล่าวจบลง จู่ๆ ค่ายคุ้มกันตำหนักเซียนยันต์กระบี่ก็เปิดเส้นทางกว้างขวางสายหนึ่งขึ้น ผู้ที่เดินนำออกมาจากด้านในคือผู้ฝึกเซียนที่แผ่ลมปราณแข็งแกร่งทั้งแปดท่าน จากนั้นตรงกลางก็มีผู้เฒ่าคิ้วขาวท่านหนึ่งสวมชุดนักพรตสีทอง สะพายกระบี่ยาวไว้ด้านหลังก้าวเท้าเดินตามออกมา
“แปดเซียนนภาและเซียนกระบี่หุ้นหยวนผู้เป็เ้าสำนัก! ์ ตำหนักเซียนยันต์กระบี่ เหตุใดยอดฝีมือสูงสุดทั้งหมดถึงออกมากันล่ะ! ได้ยินว่าก่อนหน้านี้มีเพียงเซียนนภาท่านเดียวที่มาเข้าร่วมการทดสอบเท่านั้น!” คนที่รู้จักต่างตื่นตระหนกสับสนท่ามกลางฝูงชนในทันที
ลวี่เหลียงตะลึงงัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทว่าไม่ทันรอให้ผู้ฝึกเซียนได้สติคืนมา ฉากที่น่าใพลันบังเกิดขึ้น เห็นเพียงเซียนกระบี่หุ้นหยวนที่ยืนอยู่ด้านข้าง โค้งคำนับไปทางด้านในค่าย จากนั้นก็มีคนสามคนเดินออกมาจากด้านในค่าย ท่านหนึ่งคือบุรุษวัยกลางคน คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาคล้ายพยัคฆ์ สวมชุดนักพรตสีขาว อีกท่านคือสตรีรูปโฉมสะคราญ หน้าตารื่นรมย์ คิ้วบาง ดวงตากลมดุจหงส์ สวมชุดประจำสำนักสีแดง ดูแล้วอายุประมาณสามสิบปี เป็่วัยที่สง่างามที่สุด ข้างหลังนางยังมีสาวน้อยชุดแดงก้มหน้าก้มตาท่าทางเชื่อฟังติดตามมาด้วย ดูแล้วอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี
“์! นะ…นี่…นี่คือบรรพชนยันต์กระบี่! เซียนอรหันต์ทองคำในพันธมิตรเซียน! อะ…อ๊ะ…ข้างๆ คือเซียนเสวียนหนี่ว์! เป็ผู้ก่อตั้งสำนักเสวียนหนี่ว์แห่งพันธมิตรเซียน!” ผู้ฝึกเซียนที่อยู่ที่นี่ต่างสมองตื้อตันอย่างสิ้นเชิง
ยามนี้ ยอดฝีมือเซียนอรหันต์ทองคำทั้งสองท่านทอดมองผู้ฝึกเซียนด้านล่างที่มาเข้าร่วมพิธี ดวงตาเซียนเสวียนหนี่ว์ฉายแววอ่อนละมุน เม้มปากยิ้มแย้มให้กับผู้ที่อยู่ด้านล่าง เปี่ยมด้วยเสน่ห์ไม่มีที่สิ้นสุด
เหล่าผู้ฝึกเซียนที่อยู่เบื้องล่าง ต่างมองดูเคลิบเคลิ้มใจลอย ในสายตานอกจากเซียนโฉมสะคราญท่านนี้แล้ว ดูเหมือนจะมองไม่เห็นอย่างอื่นอีก แม้แต่ลวี่เหลียงก็ยังจับจ้องอย่างหลงใหลไม่วางตา
“เ้าหนู ตื่นได้แล้ว!” ทันใดนั้น อาการปวดแปลบเล็กน้อยบังเกิดขึ้นในห้วงสมอง ลวี่เหลียงได้สติกลับมาในพริบตา ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเฮยดังแว่วมา “พวกเ้าถูกวิชาลวงตาของอีกฝ่ายเล่นงานแล้ว! คนผู้นี้ก็เหลือเกิน เป็ถึงเซียนอรหันต์ทองคำแล้วยังแกล้งเด็กแบบนี้อีก จริงสิ เ้ารีบมองดูรอบๆ ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ถูกวิชาลวงตาเล่นงาน พวกเขาต้องเป็คู่แข่งที่ร้ายกาจของเ้าในอนาคตแน่นอน!”
ลวี่เหลียงหนาวสะท้าน รีบมองดูโดยรอบ ทันใดนั้นก็พบว่ามีสี่คนที่ไม่ได้รับผลกระทบ หนึ่งในนั้นเป็ชายสวมชุดสีดำ บนศีรษะสวมงอบไว้ ยามนี้ก้มหน้าก้มตาคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่
อีกสามคนที่เหลือยืนอยู่ด้วยกัน ดูท่าทางคงรู้จักกัน คนที่อยู่ทางซ้ายเป็หญิงสาวใบหน้าอมชมพู น่ารักดุจหยกใสบุปผางาม กำลังจับจ้องเซียนเสวียนหนี่ว์ด้วยสีหน้าประหลาดใจ ข้างกายนางคือคุณชายหล่อเหลาสวมชุดเขียว ถือพัดเล็กๆ กำลังยิ้มแย้มพลางกวาดตามองดูฝูงชน สบเข้ากับสายตาของลวี่เหลียงพอดี เขายังพยักหน้าแสดงความเป็มิตรให้ สุดท้ายคือชายผิวดำแข็งแรงบึกบึน ยามนี้กำลังส่งยิ้มซื่อๆ ให้คุณชายชุดเขียว
เวลานี้ บรรพชนยันต์กระบี่ย่นคิ้วเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็ส่ายหน้า ยิ้มเจื่อนๆ พลางกระแอมเบาๆ ‘แค่ก’ ครู่เดียว อักษร ‘แค่ก’ ก็ล่องลอยกลางท้องนภา เหล่าผู้ฝึกเซียนที่ถูกวิชาลวงตาเล่นงานตอนนี้ได้สติกลับคืนในพริบตา จากนั้นใบหน้าทุกคนต่างสับสนประหลาดใจ
“ศิษย์น้อง ไม่เจอกันหลายปี เ้ายังดื้อรั้นเหมือนเคย ไม่มีมาดของผู้ก่อตั้งสำนักเลยสักนิด” บรรพชนยันต์กระบี่แย้มยิ้มพลางจ้องมองเซียนเสวียนหนี่ว์
“ศิษย์พี่ ข้าไม่แข็งกระด้างเหมือนท่านนะ! ข้าอิจฉานิดหน่อย ท่านดูสิ เบื้องล่างมีผู้คนมากมากแค่ไหน! เทียบกับตำหนักเซียนของท่านแล้ว สำนักของข้านั้นช่างกระจอกสิ้นดี!” เซียนเสวียนหนี่ว์จงใจทำหน้ามุ่ย ท่าทางเสียอกเสียใจ
“เฮ้อ เ้านี่นะ! ตอนนี้แม้มีคนมาก แต่ศิษย์ที่รับเข้ามาก็แค่ไม่กี่คน ไหนเลยจะเทียบความสามารถโดยรวมของสำนักเสวียนหนี่ว์ได้ ข้ายอมอยู่อันดับที่สองแล้วไม่ใช่หรือ! ความจริง หากกฎรับศิษย์เ่าั้ของเ้า…” บรรพชนยันต์กระบี่ส่ายหน้าพลางทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง
“ศิษย์พี่! ไม่ต้องพูดแล้ว! ข้าคำนวณดู มีเพียงวิธีนี้จึงจะหาร่องรอยของเขาพบ…” สีหน้ารื่นรมย์เซียนเสวียนหนี่ว์พลันแปรเปลี่ยนไป หน้าผากแฝงร่องรอยความขมขื่นที่ยากจะอธิบายได้
“เฮ้อ เนิ่นนานขนาดนี้ เ้ายัง…ช่างเถอะ เป็ศิษย์พี่เองที่ยุ่งไม่เข้าเื่ จริงสิ คราวนี้เ้าพาศิษย์รักมาด้วย หมายความว่าอะไรกันแน่?” บรรพชนยันต์กระบี่รู้สึกถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
เซียนเสวียนหนี่ว์ที่เหม่อลอยไปครู่ใหญ่พลันได้สติกลับมา ไม่ได้เอ่ยวาจาออกมา ได้แต่ถ่ายทอดเสียงว่า “ท่านก็รู้ อิ่งเอ๋อร์มีกายวิถีแห่งฟ้าเหมือนกับข้า เมื่อครึ่งเดือนก่อน จู่ๆ นางก็บอกข้า ท่ามกลางความมืดสลัว ดาวเนื้อคู่ของนางเคลื่อนไหวแล้ว! คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายว่านี่หมายถึงอะไร?”
“เอ๋? น่าสนใจจริงๆ!” แววตาของบรรพชนยันต์กระบี่เป็ประกาย ถ่ายทอดเสียงตอบกลับไป
“เพียงแต่ อิ่งเอ๋อร์บอกว่า รูปแบบตรีลักษณ์รางเลือน ไม่อาจคาดเดาเฉพาะเจาะจง แต่ดูจากสถานการณ์ คงอยู่ในพิธีรับศิษย์ของท่านแน่นอน ดังนั้นข้าจึงพานางมาด้วย ข้าต้องเพ่งพินิจให้ดี! เหล่าชายหนุ่มขั้นหลอมปราณที่อยู่เบื้องล่างนี้มีอะไรที่ฝืนลิขิต์ซ่อนเร้นอยู่! ล่อลวงได้แม้แต่ศิษย์ข้าที่มีกายพิเศษแบบนี้!” เซียนเสวียนหนี่ว์ถ่ายทอดเสียงด้วยความชิงชัง จากนั้นยังเสริมอีกประโยคว่า “หากมีวันนั้นจริงๆ ศิษย์พี่ต้องมอบสินสอดทองหมั้นให้ข้า! อันที่จริงเสี่ยวเทียนก็ไม่เลวทีเดียว ถึงเวลาท่านรีบยกเลิกพันธะสัญญาแล้วค่อยมอบมันให้ข้าก็ได้!”
“ศิษย์น้อง เ้า้าเอาชีวิตของข้าหรือไง! เสี่ยวเทียนกับข้าเป็เหมือนพี่น้องกัน ข้าจะทำเื่แบบนี้ได้อย่างไร! ช่างเถอะ หากมีวันนั้นจริง เ้าไปที่หอเก็บสมบัติของตำหนักเซียนยันต์กระบี่ เลือกสมบัติหนึ่งชิ้นได้ตามใจ อะไรก็ได้!” บรรพชนยันต์กระบี่จะแย้มยิ้มก็ไม่ใช่ร้องไห้ก็ไม่เชิง ได้แต่กัดฟันให้คำมั่นสัญญา
“ศิษย์พี่ยังคงเอาเปรียบกันเช่นเคย! ความสำเร็จของศิษย์ข้าในอนาคตต้องเหนือกว่าข้าแน่นอน! เฮ้อ เป็เ้าหนูคนไหนกันนะ! จริงสิ รีบเริ่มกันเถอะ ให้ข้าได้ชมดูหน่อย!” เซียนเสวียนหนี่ว์เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น
ใน่เวลานี้ลวี่เหลียงจ้องมอง้าอย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษ นอกจากแรงกดดันมหาศาลของเซียนนภาเ่าั้ก็ไม่รู้สึกถึงอย่างอื่นอีก เพราะระดับของตนต่างกับพวกเขาราวฟ้ากับเหว!
ทว่าสาวน้อยที่อยู่เยื้องด้านหลังเซียนเสวียนหนี่ว์คนนั้น กลับทำให้ลวี่เหลียงตกอยู่ในความลุ่มหลงอีกครา นางสวมชุดประจำสำนักสีแดง คิ้วดุจขนนกกระเต็น ผิวพรรณขาวราวกับหิมะ เอวบางอรชร สีหน้าสงบเยือกเย็น ดวงตาใสดุจน้ำบริสุทธิ์ งามจนไม่มีอะไรเทียบได้! คราวนี้ไม่ใช่วิชาลวงตา แต่ลวี่เหลียงยังคงตกอยู่ในภวังค์!
ดูเหมือนจะรับรู้ได้ในใจ สาวน้อยชุดแดงเงยหน้าขึ้นฉับพลัน สบเข้ากับสายตาที่จ้องมองอย่างซื่อๆ ของลวี่เหลียงพอดี! เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น นางรีบก้มหน้าลงอีกครา
“ปะ…เป็เขาหรือ? ไฉนท่าทางถึงได้ซื่อบื้อขนาดนี้? หรือว่าปฏิกิริยาของข้าจะผิดพลาดไป? อาจเป็ไปได้! ถึงอย่างไรกายวิถีแห่งฟ้าของข้าก็เพิ่งตื่นขึ้นไม่นาน ใช่ ต้องเป็เช่นนี้แน่!” สาวน้อยชุดแดงขบคิดด้วยความกังวลใจ ขณะเดียวกัน ก็ยืนยันความคิดของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่รู้ตัวว่า เซียนเสวียนหนี่ว์นั้นสังเกตเห็นแล้ว ได้แต่ยิ้มน้อยๆ ไม่เอ่ยวาจาอะไร
“จากนี้ จะเริ่มตรวจสอบรากจิตอย่างเป็ทางการ!” คนที่พูดคราวนี้เป็บุรุษหนึ่งในแปดเซียนนภาที่มีร่างผอมสูงสวมเสื้อคลุมสีเขียว ลวี่เหลียงละความสนใจจากสาวน้อยชุดแดงในทันที “เสี่ยวเฮย เ้าว่าข้าจะถูกจับได้ไหม?” สุดท้าย ลวี่เหลียงก็ยังคงไม่มั่นใจนัก ถึงอย่างไรั้แ่เล็กจนโต ท่านพ่อสอนว่าต้องซื่อสัตย์รักษาคำพูด แต่การกระทำในตอนนี้ตรงกันข้ามอย่างชัดเจน
“เอ๋?” ลวี่เหลียงพบว่า เสี่ยวเฮยไม่พูดไม่จากับเขาั้แ่เมื่อครู่นี้แล้ว ปฏิกิริยาในจิติญญาดูเหมือนกำลังสื่อสารกับใครบางคนอยู่ ถึงกับไม่รับฟังสิ่งที่เขาพูดสักนิด ได้ จะล่อหรือม้า ก็วัดกันให้รู้ไปเลย!
สิ้นเสียงของเซียนร่างผอมสูง จู่ๆ จุดแสงสว่างนับไม่ถ้วนก็ร่วงหล่นมาจากฟากฟ้า สุดท้ายตกอยู่เบื้องหน้าของผู้ฝึกเซียนที่เข้าร่วมพิธีทุกคน กลายเป็แผ่นป้ายไม้ที่เขียนตัวเลขกำกับ ลวี่เหลียงจ้องมองอย่างชัดเจน หมายเลขของเขาคือหกหกหก!
“นี่คือแผ่นป้ายหมายเลขของพวกเ้าทุกคน ั้แ่นี้ไป พวกเ้าต้องเก็บรักษาให้ดี! อีกสักครู่พวกเ้าต้องเรียงลำดับตามหมายเลข รวมกลุ่มห้าสิบคนเรียงแถวเป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เข้ามาตรวจสอบตามลำดับ ขณะเดียวกัน แผ่นป้ายไม้นี้ก็เป็สิ่งจำเป็สำหรับการทดสอบในขั้นตอนที่สองของพวกเ้า” เซียนร่างผอมสูงกล่าวต่อเนื่อง “ในหมู่พวกเ้าคงมีไม่น้อยที่ซื้อตำราลับการทดสอบเข้าสำนักของหอเทียนสุ่ย เสียใจจริงๆ ที่ต้องบอกพวกเ้าว่า กฎการทดสอบปีนี้เปลี่ยนแปลงไปจากปีก่อนๆ มาก ต่อไปนี้ ข้าจะเริ่มประกาศกฎการตรวจสอบรากจิต”
“เอ๋? เปลี่ยนแปลง?”
“อ๊า ข้าใช้หินธาตุแปดร้อยก้อนเชียวนะ!” เสียงจอแจดังขึ้นจากเบื้องล่าง
“เงียบ!” บังเกิดเป็แรงคุกคามขุมหนึ่งที่ใหญ่กว่าตอนแรก มีหลายคนที่ยังไม่ทันตั้งตัวก็ล้มลงอีกครา สถานที่ทดสอบพลันเงียบกริบในทันที เห็นเพียงเงาร่างสีเหลืองกลุ่มหนึ่งเหาะเหินออกมาจากทางตำหนักเซียน หิ้วคนที่ล้มลงออกไปเช่นเคย
ผู้ฝึกเซียนเข้าร่วมตรวจสอบที่เหลือ ไม่กล้าแม้แต่จะสูดหายใจแรงๆ กลัวว่าเหล่ายอดฝีมือ้าจะลงมืออีกครั้ง
“การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ใช่ลูบแผ่นศิลาอีกแล้ว แต่จะเชิญอสูรหยั่งฟ้า หนึ่งในสิบสัตว์เทพแห่งความโกลาหลมาตรวจสอบ พลังความสามารถของอสูรหยั่งฟ้าคือวิชามองทะลุปรุโปร่ง ไม่ว่าเ้าจะมีตบะอะไร เผ่าพันธุ์ใด ร่างกายและรากจิตระดับใด เมื่ออยู่ต่อหน้ามันก็ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นได้ เงื่อนไขการตรวจสอบเหมือนปีก่อนๆ ต้องอยู่ในขั้นหลอมปราณจึงจะเข้าร่วมได้!” เซียนร่างผอมสูงกล่าวถึงตรงนี้ พลางกวาดตามองผู้คนที่อยู่ด้านล่างหนึ่งครา “ดังนั้น หากมีใครคิดฉกฉวยโอกาสตอนนี้ จงก้าวออกมาแล้วไปจากที่นี่ พวกเราจะไม่เอาผิด! ถ้าหากถูกอสูรหยั่งฟ้าค้นพบอย่าหาว่าข้าลงมือไร้ปราณี! สถานเบาคือทำลายตบะทั้งหมด สถานหนักมีอันตรายถึงชีวิต พวกเ้าต้องใคร่ครวญให้ดี!”
ลวี่เหลียงตะลึงไปชั่วขณะ! หากลูบแผ่นศิลา เขายังเชื่อมั่นว่าพอควบคุมได้ แต่ถ้าเป็สัตว์เทพแห่งความโกลาหล…เขาไม่กล้าคิด! นี่มันไม่ใช่เื่ล้อเล่นแล้ว! หากถูกทำลายตบะ หรือแม้กระทั่งต้องทิ้งชีวิตเพราะเื่แบบนี้ นั่นเป็การสูญเสียที่มากมายเกินไป! ลวี่เหลียงยังมีเื่ต้องทำอีกมาก ไม่มีทางยอมให้ตัวเองตายในที่ที่ไร้ค่าแบบนี้แน่นอน!
เป็ไปตามคาด พอเซียนร่างผอมสูงกล่าวจบ ก็มีผู้ฝึกเซียนเริ่มทยอยเดินถอยออกไป เห็นได้ชัดว่าชื่อเสียงของสัตว์เทพแห่งความโกลาหลนั้นโด่งดังเป็อย่างยิ่ง! ไม่มีใครคิดว่า ตำหนักเซียนยันต์กระบี่จะล้อเล่นกับเื่แบบนี้!
ลวี่เหลียงพลันคิดได้ ช่างเถอะ ถอยออกไปเสีย อย่าเสี่ยงชีวิตเลย ใต้หล้ายังมีสำนักอื่นที่เหมาะกับตัวเอง ค่อยๆ หาดีกว่า! ขณะที่เขาคิดจะเดินถอยออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ เสี่ยวเฮยที่ไม่สนใจเขามาตลอดก็เอ่ยปากขึ้นว่า “เสี่ยวเหลียง ช้าก่อน!”
“เอ๋? เสี่ยวเฮย เ้าไม่ได้ยินหรือ? นั่นคืออสูรหยั่งฟ้า หนึ่งในสัตว์เทพแห่งความโกลาหล! ผู้บำเพ็ญเพียรตัวเล็กๆ อย่างข้า คาดว่าคงไม่พอให้ติดอยู่ในซอกฟันของเขา!” ลวี่เหลียงอับจนหนทาง
“ไม่เป็ไร ฟังข้า นั่นคือน้องห้าของข้า! ข้าสื่อสารกับเขาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครผ่านการตรวจสอบได้สบายไปกว่าเ้าอีกแล้ว!” น้ำเสียงของเสี่ยวเฮยเชื่อมั่นและเปี่ยมด้วยการหยอกล้อดังขึ้นในสมองของลวี่เหลียง
“อ้อ ใช่แล้ว!” สบายใจ! สบายใจมาก! ทันใดนั้นลวี่เหลียงรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้ากว้างใหญ่และราบเรียบ ความกังวลใจไม่เพียงหมดสิ้นไป เขาเริ่มสนใจมองดูท่าทีของคนอื่นๆ “เอ่อ จริงสิ เ้าว่าเซียนนภา้าเ่าั้จะดูออกไหม?”
“ฮึ ตัวข้าก็คือผู้ชำนาญในเขตแดน ขอเพียงข้า้า พวกเขาจะมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น! นอกจากพวกเขาจะค้นหาจิติญญาของเ้า” คำพูดของเสี่ยวเฮยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว! ถ้ายังมีคนที่ไม่สมควรอยู่ที่นี่อีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจล่ะ!” เซียนร่างผอมสูงสะบัดมือคราหนึ่ง บังเกิดม่านแสงสาดส่องลงมายังลานกว้าง ปกคลุมเหล่าผู้ฝึกเซียนที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ “อีกอย่าง หากตรวจพบกายพิเศษ ก็ไปยืนข้างหลังกลุ่มศิษย์ตำหนักเซียนได้เลย ไม่ต้องเข้าร่วมการสดสอบอย่างที่สอง เป็ศิษย์ตำหนักเซียนได้โดยตรง ถัดไป หมายเลขห้าสิบคนแรกขึ้นมาได้!”
เริ่มการตรวจสอบอย่างเป็ทางการ! ยามนี้ เห็นเพียงเหนือศีรษะของบรรพชนยันต์กระบี่ จู่ๆ ก็มีเงาร่างเล็กๆ สีเงินโผล่ออกมา มันคือสัตว์เทพร่างอาชาเขาเดียวตัวหนึ่ง มันค่อยๆ เหาะลงมาด้านหน้า พลางพยักหน้าให้กับเซียนร่างผอมสูง
เห็นเพียงเขาบนหัวของอสูรหยั่งฟ้า บังเกิดแสงสว่างเจิดจ้าวาบผ่าน จากนั้นผู้ถูกตรวจสอบเบื้องหน้าเขาก็ถูกวงแหวนแสงประหลาดห่อหุ้ม ทันใดนั้นตบะและลมปราณของทุกคนล้วนทะลักออกมาโดยไม่อาจเก็บรักษาไว้ได้
“ร้ายกาจ! หมายเลขสาม หมายเลขแปด หมายเลขยี่สิบหกอยู่ขั้นสร้างฐาน่ต้น! เอ่อ หมายเลขสามสิบห้าเป็เผ่ามาร?” ลวี่เหลียงรับรู้ถึงลมปราณของทั้งห้าสิบคนได้อย่างชัดเจนั้แ่แรก คนอื่นๆ รอบตัวต่างจ้องมอง้าพลางครุ่นคิด
ในเวลาเดียวกันนี้เอง เซียนร่างผอมสูงเบิกตากว้าง ผู้ทดสอบที่ฝ่าฝืนกฎทั้งสี่ ล้วนกระเด็นลอยไกลออกไป ตกอยู่ภายนอกม่านแสง มีเพียงคนเดียวที่กระอักเืฝืนยันกายลุกขึ้นยืนได้ ที่เหลือสามคนนอนแน่นิ่งไม่รู้ว่าเป็หรือตาย!
