ครั้นฉินหยีหนิงและปิงถางก้าวพ้นประตูเรือนสื่อเซี่ยว พวกนางจึงเห็นแม่นมฉินซึ่งกำลังรออย่างใจจดใจจ่ออยู่บริเวณระเบียงทางเดิน
ฝ่ายนั้นเมื่อเห็นพวกนาง ก็รีบเข้ามาต้อนรับแล้วกระซิบ “ในขณะนี้ล่าวไท่จุนอยู่กับฮูหยินใหญ่ ฮูหยินใหญ่ยังคงไม่ได้สติ ล่าวไท่จุนกังวลอย่างกับอะไรดี เมื่อเห็นว่าท่านไม่อยู่ ก็ยิ่งกังวลมากขึ้นเ้าค่ะ”
ฉินหยีหนิงเข้าใจความหมายของแม่นมฉิน นางอธิบายว่า “ข้ากลัวว่ากว่าหมอจะมา ด้วยระยะทางไกลเกินไปอาจไม่ทันกาล ด้วยความตื่นกลัวและกังวล จึงรีบไปตามปิงถางให้มาที่นี่ เ้ารีบไปดูอาการท่านแม่ของข้าเร็วเข้า”
ปิงถางพยักหน้า เร่งสาวเท้าวิ่งเข้าไปในบ้าน
ฉินหยีหนิงแสดงออกว่าเป็กังวลอย่างมาก แม่นมฉินก็สามารถรู้สึกได้เช่นกัน ใน่เวลาที่สำคัญเช่นนี้ คงมีแต่คนเป็ลูกสาวแท้ๆ ที่คอยช่วยเหลือ
ใน่สองวันที่ผ่านมา มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นในจวนติ้งกั๋วกง นางไม่เห็นคุณหนูฮุ่ยหนิงจะวิตกกังวลเท่าใดนัก อีกทั้งเมื่อสักครู่นี้ นางก็ได้ถามอย่างละเอียดแล้ว รู้ว่าคราวนี้เป็เพราะคุณหนูหกไปแจ้งข่าวถึงห้องโถงบรรพบุรุษ
ไม่ใช่เพียงหนึ่งวันหรือสองวันที่คุณหนูฮุ่ยหนิงกับคุณหนูหกเป็มิตรที่ดีต่อกัน ดังนั้นประเด็นสำคัญของเื่ถึงไม่คิดก็เข้าใจแล้ว
แม่นมฉินถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง
“คุณหนูอย่ากังวลเลยเ้าค่ะ อาจจะเป็เพราะฮูหยินใหญ่เศร้าโศกเสียใจมากเกินไป เกิดมาเป็มนุษย์ ในชีวิตคนเราก็มักจะต้องประสบพบเจอกับสิ่งที่ดีและไม่ดีกันทั้งนั้น เมื่อได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติและความยากลำบากทั้งหมดแล้ว ชีวิตก็จะพบกับความสมบูรณ์พูนสุข ท่านอย่าเสียใจเลย เกลี้ยกล่อมฮูหยินใหญ่ดีๆ ล่ะเ้าคะ”
“แม่นมฉินพูดถูก” ฉินหยีหนิงพยักหน้าพร้อมยิ้มอย่างขมขื่น “ไม่ปิดบังท่านแต่อย่างใด ข้าตื่นตระหนกจริงๆ แม้ว่าข้าเพิ่งจะมาอยู่บ้านนี้ไม่นาน นอกจากคนในครอบครัวของเราแล้ว คนใกล้ชิดอย่างที่สองก็เป็บ้านของท่านตา ด้วยตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาเกิดเื่ใหญ่ ข้ารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ แต่ในฐานะที่เป็ผู้หญิง ข้าไม่มีวิธีใดที่จะทำได้”
ในระหว่างการสนทนา ทั้งสองได้พากันขึ้นบันได ฉินหยีหนิงได้พูดต่ออีกว่า “สิ่งที่ข้าคิดได้ตอนนี้ คือการปลอบท่านแม่ของข้า เพื่อที่นางจะไม่เศร้าใจอีกต่อไป และจะกตัญญูต่อล่าวไท่จุนก็เพียงพอแล้ว”
หลังแม่นมฉินได้ยิน นางก็พยักหน้า “คุณหนูพูดถูกเ้าค่ะ” นางรู้ว่าฉินหยีหนิงเป็เด็กฉลาดและจะไม่ทำอะไรอย่างประมาทอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้ล่าวไท่จุนเคยกังวลว่าฉินหยีหนิงจะทำอะไรรุนแรงเพื่อครอบครัวท่านตาของนาง ดูเหมือนว่าจะคิดมากเกินไป
ในเวลานั้นปิงถางได้วินิจฉัยและรักษาซุนซื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็รายงานให้ล่าวไท่จุนกับฉินหยีหนิงที่เพิ่งเข้ามา “ฮูหยินใหญ่เศร้าเสียใจมากเกินไป จึงเป็ลมไป ดังนั้นให้นางพักสักครู่ ก่อนลองยารักษาโรคนะเ้าคะ”
ล่าวไท่จุนเห็นว่าซุนซื่อไม่ได้ป่วยหนักอะไร เพียงแต่ว่านางล้มลงที่หน้าประตูเรือนสื่อเซี่ยว แค่นั้นก็อาจเป็ภัยคุกคามต่อตัวเองโดยไม่มีเหตุผลก็เป็ได้ ครั้นได้รับคำยืนยัน นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วเอ่ยขึ้น “เอาเถอะ ให้นางทานยาพักผ่อนเถิด เื่อื่นค่อยมาคุยกันทีหลังเถิด”
ล่าวไท่จุนไม่้าให้ตนเองได้รับการกล่าวขานว่าเป็แม่สามีที่ชั่วร้าย ทว่าเมื่อสักครู่ที่ซุนซื่อกระทบกระเทียบด่าทอนางว่าเป็ยายแก่ใจร้าย ดังนั้นนางจึงไม่สามารถเอาเื่ลูกสะใภ้ได้ในตอนนี้
นางไม่อาจส่งซุนซื่อที่กำลังหมดสติ ไปกักขังที่ศาลบรรพบุรุษอีกครั้งใช่หรือไม่? นอกจากนั้นทุกคนต่างรู้ว่าครอบครัวฝั่งมารดาของซุนซื่อเกิดเื่ใหญ่ขึ้นแล้ว
ซุนซื่อก็เป็ลมเก่งจริงๆ ตอนเช้าไม่เป็ลม ตอนเย็นก็ไม่เป็ลม แต่มาเป็ลมเวลานี้พอดิบพอดี
ล่าวไท่จุนจ้องมองซุนซื่อ ก่อนก้าวเท้าออกไปด้วยใบหน้าเ็าไม่พูดคำใดๆ ไม่แม้กระทั่งจะเอ่ยกับฉินหยีหนิงั้แ่ต้นจนจบ
แม่นมฉินติดตามล่าวไท่จุนออกไปพร้อมกัน พลางกระซิบบอกเล่าถ้อยคำที่ฉินหยีหนิงพูดกับนางเมื่อสักครู่ หลังจากล่าวไท่จุนได้ฟังแล้วใบหน้าฉุนเฉียวของนางก็ได้คลายลงไปเล็กน้อย “ถือว่านางเป็คนฉลาด”
ฉินหยีหนิงอยู่ในห้องนั้นได้ไล่ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เหลือเพียงปิงถางซึ่งเฝ้าอยู่หน้าประตูและเมื่อไม่มีใครแล้ว ถึงได้นั่งยองๆ อยู่ข้างเตียง กระซิบในหูของซุนซื่อ “ท่านแม่”
ซุนซื่อลืมตาขึ้น มองดูซ้ายขวาไม่เห็นคนนอก นางลุกขึ้นนั่งฉับพลัน จับมือของฉินหยีหนิงและพูดอย่างกระวนกระวายว่า “หยีเจี่ยร์ เ้าได้จัดการไปหมดแล้วใช่หรือไม่?”
“อืม เมื่อสักครู่ข้าได้คิดวิธีส่งเื่ออกไปแล้ว ท่านแม่วางใจได้แล้วเ้าค่ะ เพียงแต่ว่าจะต้องทรมานท่านที่ต้องแสร้งเป็ลมเสียก่อน ไม่เช่นนั้นข้ากังวลว่าล่าวไท่จุนจะลงโทษท่านทันทีเ้าค่ะ”
น้ำตาของซุนซื่อร่วงหล่นลงมาทันใด แต่นางไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง นางกลัวว่าจะดึงดูดความสนใจจากคนของล่าวไท่จุน ดังนั้นนางจึงต้องปิดปากและกระซิบกระซาบเสียงเบาอย่างเศร้าโศก “ครอบครัวท่านตาของเ้าทั้งครอบครัว จากไปอย่างน่าสังเวชเกินไปแล้ว ข้าเห็นท่านย่าของเ้าเป็เช่นนั้น ก็คือจะให้ข้าตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวของท่านยายของเ้าอย่างสิ้นเชิง กระดูกของท่านตาของเ้ายังไม่เย็นลงเลย ท่านย่าของเ้าก็้าที่จะหย่าข้าแล้ว เหตุใดโชคชะตาของข้าถึงได้ต้องทนทุกข์ยากเช่นนี้ และเหตุใดถึงให้ข้าได้แต่งงานกับครอบครัวเช่นนี้ด้วย…”
ยิ่งนางพูดมากเท่าไร นางก็ยิ่งร้องไห้เสียใจมากขึ้น ฉินหยีหนิงต้องกุมมือและพูดเพื่อปลอบใจ “ท่านแม่ ไม่ว่าล่าวไท่จุนจะเป็อย่างไร อย่างน้อยท่านพ่อก็เป็คนดี ข้าไม่ปิดบังและพูดด้วยความจริง เื่ที่ข้าเช่าสมาชิกในครอบครัวของท่านยายอยู่เื้ั อีกทั้งเื่วางแผนที่จะจัดให้ใครบางคนเก็บศพของครอบครัวท่านตานั้น ท่านพ่อรู้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น เป็ท่านพ่อเองที่อนุญาตให้ข้าแอบกระทำอย่างลับๆ นะเ้าคะ”
“ใช่หรือ?” ซุนซื่อถามทั้งที่น้ำตายังนองบนใบหน้า นางมองดูฉินหยีหนิงด้วยความหวัง
ฉินหยีหนิงพยักหน้าและบอกอีกว่า “เพียงแต่ว่าตำแหน่งของท่านพ่อค่อนข้างพิเศษ แม้ว่าเขาจะมีหัวใจ แต่เขาก็ไม่สามารถทำมันเองได้ เขาเพียงแต่ให้คำแนะนำกับข้าอย่างลับๆ ได้เท่านั้น ท่านแม่ควรจะเข้าใจความยากลำบากของท่านพ่อนะเ้าคะ”
ใจของซุนซื่อสงบลงอยู่หลายส่วนและพยักหน้า “แน่นอนว่า ข้าสามารถเข้าใจได้”
“ดังนั้นท่านแม่จะต้องแข็งแกร่งขึ้น ใช้ชีวิตอยู่กับท่านพ่อต่อไป พวกท่านตาอยู่ในสวน์ จะได้เห็นท่านมีชีวิตที่ดี พวกเขาก็จะโล่งใจ นอกจากนี้ถ้าท่านดูแลชีวิตตนเองไม่ดี จะมีความสามารถในการดูแลท่านยายและญาติที่เหลือได้อย่างไรเ้าคะ? คนที่ข้าได้นัดไว้ ตอนนี้ได้พาพวกท่านยายไปยังสถานที่ที่ข้าจัดเตรียมไว้แล้ว ในอนาคตพวกท่านตาไม่อยู่แล้ว ครอบครัวของเรายังมีความสามารถอยู่บ้าง เราควรดูแลพวกเขาให้มากๆ ไม่ใช่หรือเ้าคะ”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น ซุนซื่อก็พยักหน้าพร้อมมีความมั่นคงเข้มแข็งปรากฏขึ้นในสายตา
ปฏิกิริยาของมารดาส่งผลให้ใจของฉินหยีหนิงสงบลงอยู่หลายส่วน
“ยิ่งเรามีความยากลำบากมากเท่าไร เรายิ่งต้องแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น คนตายก็ต้องตายและคนที่มีชีวิตจำต้องแบกรับความรับผิดชอบนะเ้าคะ”
คำพูดของฉินหยีหนิงทำให้ซุนซื่อรู้สึกซาบซึ้ง น้ำตารื้นเอ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉินหยีหนิงพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่านแม่อย่าเศร้าเลยนะเ้าคะ ใช้โอกาสนี้นอนหลับไปก่อน ข้าจะอยู่กับท่านที่นี่”
ฉินหยีหนิงประคองให้ซุนซื่อนอนราบ มองคิ้วที่หล่อเหลาและอ่อนโยนของบุตรสาวพลอยให้นางรู้สึกประทับใจ แต่เมื่อนึกถึงฉินฮุ่ยหนิงซึ่งไม่แวะเวียนมาหานางเลยสักครั้ง นางรู้สึกผิดหวังอย่างมากอีกหน
ในอารมณ์โศกเศร้า ซาบซึ้ง ผิดหวัง วิตกกังวลและโกรธแค้น ทว่านางก็หลับสนิทไปโดยไม่รู้ตัว
ฉินหยีหนิงนั่งอยู่บนทางขึ้นเตียงและงีบหลับอยู่บนขอบเตียง
มีความเงียบสงบในบ้าน แสงเทียนส่องสว่างและมีเงาฉายอยู่ที่หน้าต่าง
คนที่อยู่ข้างนอกหน้าต่างถอนหายใจก่อนะโไปข้างหน้า ไต่ขึ้นหลังคา เพียงไม่กี่ก้าวก็ลงไปและก้าวพ้นอาณาเขตของจวนฉิน
เสือน้อยซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ มองเห็นเ้านายออกมาแล้วจึงกวาดสายตาไปรอบๆ และทักทายเขาเสียงเบา “นายท่าน ท่านกลับมาแล้วหรือ? ทุกอย่างได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม เพียงแต่ว่าคนของเราช้าไปเล็กน้อย ศพนั้นถูกคนหลายกลุ่มมาเก็บไปและตอนนี้กำลังวางแผนที่จะจัดคนให้ตรวจสอบว่าใครเป็คนทำกันแน่”
ผางเซียวรับเสื้อคลุมที่เสือน้อยส่งมาให้ ขณะสวมใส่ก็พูดตอบกลับไปว่า “ไม่จำเป็ต้องตรวจสอบแล้ว นางทำเอง”
เสือน้อยเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ “นายท่านกำลังพูดถึงคุณหนูสี่แห่งตระกูลฉินหรือ?”
มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของผางเซียว ั์ตาคมกริบของเขาอ่อนโยนลงมาก “นางเป็คนฉลาดและรู้วิธีหาคนหลายกลุ่มแบ่งงานไปทำหลายรอบ”
