เนี่ยเซิงเสี่ยวยังไม่ทันได้เปิดปากพูดก็เห็นชายวัยกลางคนคนนั้นส่งสายตามาให้เธอในมุมที่คนอื่นๆ ไม่ทันได้สังเกต จากนั้นเธอเองก็ไม่รู้ว่าผีเข้าหรือเพราะอะไรที่ทำให้ร่วมเล่นละครกับเขา
“แม่ครับ ที่แท้ผมก็มีลุงด้วยหรือ!” คนที่ดีใจที่สุดกลับเป็เหนี่ยวเหนี่ยวซะแล้ว เพราะั้แ่เกิดมาไม่เพียงแต่จะยังไม่เคยได้เจอพ่อของตัวเอง “แบบเป็ทางการ” แม้แต่ญาติสักคนก็ยังไม่เคยเจอ หลายครั้งที่ได้ยินพวกเพื่อนๆ พูดถึงป้าคนนั้น น้าคนนั้นซื้อเครื่องเขียน ซื้อของของขวัญให้ เขาก็จะอิจฉาไปเสียทุกครั้ง
ตอนนี้จึงมองไปที่ “ลุง” ไม่หยุด หลังจากมองไปที่ลุงแล้วก็พูดออกมา “ทำไมผมไม่เหมือนกับลุงเลยล่ะ?”
ประโยคที่พูดออกมานี้ได้ทำร้ายหยางอวี้อีกครั้ง ถ้าหากพูดถึงความเหมือน ตอนที่เธอเห็นเด็กคนนี้ครั้งแรกก็รู้สึกว่าเขาเหมือนกับประธานเหยียนจิ่งจื้อที่เจอในงานเลี้ยงคืนนั้น แต่ดูแล้วพวกเขาก็เหมือนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน จ้าวหยวนฟางก็ไม่เคยพูดอะไร เธอจึงปล่อยมันไป ตอนนี้มามองดีๆ ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน พลางคิดว่า ตอนที่ไม่มีใครอยู่แล้วสิ่งแรกที่จะถามจ้าวหยวนฟางก็คือเนี่ยเซิงเสี่ยวมีความสัมพันธ์อย่างไรกับเหยียนจิ่งจื้อกันแน่?
“เด็กโง่ นายจะมาเรียกฉันว่าลุงได้ยังไง นายจะต้องเรียกฉันว่าคุณตาสิ หน้าตานายหล่อขนาดนี้ คุณตาเทียบไม่ได้หรอก มันก็เลยไม่เหมือนน่ะสิ” ชายวัยกลางคนชมจนเหนี่ยวเหนี่ยวดีใจเกือบตาย และก็เริ่มเชื่อ “คุณตา” คนนี้แล้ว
เนี่ยเซิงเสี่ยวไม่ได้พูดอะไร ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วเห็นรถของคนที่เรียกตัวเองว่าคุณลุงแล้ว ป้ายทะเบียนรถคือรถคันเดียวกับที่นัดเดตกับเหยียนจิ่งจื้อที่ตีนสะพาน เห็นเลขทะเบียนรถแล้วมันก็ทำให้เธอหน้าแดง
“หยวนฟาง น้าหยางคะ ลุงของฉันเขาจะพาฉันกลับไปอยู่ที่บ้านสักสองสามวันน่ะค่ะ คงจะไม่รบกวนพวกคุณแล้ว” เนี่ยเซิงเสี่ยวพาเหนี่ยวเหนี่ยวเข้าไปนั่งในรถ และขังจ้าวหยวนฟางที่พยายามจะเข้ามาเอาไว้
ความสนใจของเหนี่ยวเหนี่ยวในตอนนี้ถูก “คุณตา” และ “รถบังคับที่คุณตาซื้อมาให้” ดึงดูดไปแล้ว จึงทำได้แค่โบกมือบ๊ายบายลุงจ้าวที่ตัวเองชอบเพียงเท่านั้น
หยางอวี้มองเหตุการณ์ปล้นคนไปต่อหน้าแล้วก็พูดอะไรไม่ออก และมันก็ไม่ใช่เื่ผิดอะไรด้วย ตอนที่กลับบ้านเธออดที่จะถามจ้าวหยวนฟางไม่ได้ “เ้าลูกชาย พูดความจริงกับแม่มาว่าพ่อของเด็กคนนั้นคือใคร?” มันจะไปมีความบังเอิญแบบนั้นได้อย่างไร ที่จะหน้าตาเหมือนกันขนาดนั้น?
จ้าวหยวนฟางมองไปยังใบหน้าที่สงสัยของหยางอวี้ สุดท้ายก็เผยรอยยิ้มออกมา “แม่ ความจริงลูกชายแม่เป็โรครักใครแล้วรักลึกซึ้ง ไม่ว่าพ่อของเด็กคนนั้นเป็ใคร ผมสนใจแค่ผลสุดท้ายเท่านั้นครับ”
หยางอวี้เองก็เป็ผู้หญิงที่เข้าใจเหตุผล อีกทั้งโลกในสมัยนี้ผู้หญิงที่เคยแต่งงานมาก่อนแล้วมีอยู่เยอะแยะ จนมันกลายเป็วัฒนธรรมของคนในสมัยนี้ไปแล้ว ในเมื่อลูกชายปักใจขนาดนี้ แถมเธอก็เห็นความดีและจริงใจที่เป็เสน่ห์ดึงดูดบนตัวของเนี่ยเซิงเสี่ยวแล้ว เธอก็ไม่คิดจะสนใจอีก
“อีกสองวันแม่จะกลับไปที่ปารีสแล้ว ตอนที่กลับมาครั้งหน้าหวังว่าจะได้กินข้าวเป็ครอบครัวนะ”
กินข้าวเป็ครอบครัว? จ้าวหยวนฟางเงยหน้าไปมองแม่ของตัวเองแล้วหัวเราะ แรงกดดันนี้หนักจริงๆ
เนี่ยเซิงเสี่ยวที่นั่งอยู่บนรถจามออกมาอย่างแรง “ลุง” ที่อยู่ด้านหน้ารถส่งกล่องกระดาษทิชชูมาให้ “คุณเนี่ยเป็อะไรครับ? ถ้าหากไม่สบายผมจะจอดรถลงไปซื้อยาให้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ” เนี่ยเซิงเสี่ยวโบกมือ ยังรับไม่ทันกับสถานะที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของคนคนนี้ไม่ได้ “คุณคือ…”
“คุณเหยียนบอกว่าแค่คุณเนี่ยเห็นรถก็จะเข้าใจเองครับ ฮ่าๆๆ ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น ให้ผมแนะนำตัวหน่อยนะครับ ผมคือผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทเฉินตงที่สาขาอเมริกาครับ นามสกุลสวี ครั้งนี้มาทำงานที่นี่ ก็เลย…ช่วยท่านประธานเหยียนทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้น่ะครับ”
งาน “เล็กๆ น้อย” นั่นก็คือให้มารับพวกเธอแม่ลูกออกจากโรงพยาบาล
ทว่าเหนี่ยวเหนี่ยวฟังไม่เข้าใจ เขาปีนอยู่ด้านหลังผู้บริหารสวีก่อนจะจ้องเขาด้วยดวงตากลมโตไร้พิษภัย “คุณตาครับ พวกเราจะไปที่ไหนหรือครับ?”
ว่าไปแล้วก็เป็ที่ที่เธอไม่รู้จักจริงๆ เนี่ยเซิงเสี่ยวมองไปนอกหน้าต่าง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าตามคนแปลกหน้าออกมาเพราะป้ายทะเบียนรถมันก็ดูทะแม่งๆ อยู่
“วางใจเถอะครับ ที่นี่เป็เขตหมู่บ้านเถาฮวาหยวน คุณเหยียนคงเคยพูดกับคุณมาก่อนว่าจะไปซื้อห้องพักอยู่ที่นั่น ใช่ไหมครับคุณเนี่ย?” เขาหันกลับมามองเนี่ยเซิงเสี่ยว
เนี่ยเซิงเสี่ยวคิดดีๆ แล้วก็นึกออกว่าครั้งหนึ่งเหยียนจิ่งจื้อเคยพูดเื่ “เลี้ยงดู” อยู่ จึงกระแอมออกมาเบาๆ “อืม เคยพูดให้ฟังอยู่ค่ะ”
ชายหนุ่มก็พูดต่อ “ห้องที่พวกคุณอยู่แต่ก่อนเล็กเกินไปแล้ว ไม่ดีกับการเติบโตของคุณชาย บ้านใหม่เพิ่งจะตกแต่งเสร็จเมื่อสองวันก่อน ตอนนี้ไม่มีกลิ่นกับและไม่มีฝุ่น ของก็ย้ายเข้ามาแล้ว เหลือแค่พวกคุณสองคนเข้าไปอยู่แล้วครับ”
เร็วมาก! เนี่ยเซิงเสี่ยวอยากจะกรี๊ด “บ้านเก่าของพวกเราพวกคุณเข้าไปได้อย่างไรคะ?” คนที่มีกุญแจมีแค่เธอคนเดียวนี่ หรือว่าคนพวกนี้…
“อ่อ คุณเนี่ยครับ เื่นี้ต้องขอโทษจริงๆ ครับ คุณเหยียนสั่งพวกเราเอาไว้ว่าถ้าหากไม่มีกุญแจก็ให้สะเดาะกลอนประตูเข้าไปเลย พวกเราก็เลยทำตามคำสั่งน่ะครับ แต่ว่าผมเห็นแล้วว่าก็ไม่ได้มีของสำคัญอะไร คงจะไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ?”
เนี่ยเซิงเสี่ยวกุมขมับตัวเอง อะไรกันที่เรียกว่า “ไม่เป็อะไร” ยังไม่ทันได้รับอนุญาตก็แอบเข้าไปย้ายของแถมยังสะเดาะกลอนประตู เธอตัดสินใจแล้วว่าหลังจากเหยียนจิ่งจื้อกลับมาจะต้องลงโทษให้เขาไปนอนโซฟาให้ได้
“แล้วเขาล่ะ?” หลายวันมานี้ไม่ได้เจอเขาเลย เนี่ยเซิงเสี่ยวจึงอดถามไปไม่ได้
“่นี้คุณเหยียนยุ่งมาก ต้องเดินทางไปมาระหว่างอเมริกากับประเทศจีนครับ”
เมื่อได้ยินคำตอบเนี่ยเซิงเสี่ยวก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ตอนที่เหยียนจิ่งจื้องานยุ่งไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเจอมาก่อน มีบางครั้งกลับมาถึงหน้าบ้านก็ลืมเคาะประตูแล้วนอนหลับพิงประตูมันอยู่ตรงนั้น โชคดีที่เธอเปิดประตูออกมาดู เขาถึงได้ถูกเธอแบกเข้าประตูไปพลางบ่นไปพลางที่เขาไม่เคาะประตู เขายังเอาเหตุผลมาพูดว่าอยากจะทดสอบระดับการสื่อสารทางจิตใจ และผลที่ได้ก็คือการสื่อสารของพวกเขาแข็งแกร่งพอตัว เขาไม่ต้องเคาะประตูเธอก็ยังรู้ว่าเขากลับมาบ้านแล้ว
ในตอนนั้นเนี่ยเซิงเสี่ยวมองบนใส่เขา หลังจากนั้นก็นวดหัว นวดมือ นวดขาให้ สุดท้ายก็ง่วงแล้วหลับไปด้วยกันกับเขา
“คุณเนี่ย? คุณเนี่ยครับ…” ผู้บริหารสวีร้องเรียกเนี่ยเซิงเสี่ยวอยู่หลายครั้งเธอถึงจะฝืนดึงตัวเองออกมาจากความทรงจำได้ เขาจึงถามออกมาด้วยความกังวล “ร่างกายของคุณเนี่ย ้าให้เรียกหมอประจำครอบครัวมาตรวจอย่างละเอียดไหมครับ?”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่ต้อง” เพราะคิดถึงเหยียนจิ่งจื้อทำให้ถูกเข้าใจผิดคิดว่าอาการป่วยยังไม่หายดี เนี่ยเซิงเสี่ยวอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองจริงๆ
แต่ในตอนนั้นผู้บริหารสวีก็ได้กดโทรหาหมอประจำตระกูลแล้ว ดูแลผู้หญิงของเ้านาย จะต้องดูแลอย่างใส่ใจและละเอียดครบทุกด้าน
เนี่ยเซิงเสี่ยวห้ามไม่อยู่ จึงปล่อยเขาไป อย่างไรถ้าเป็เหยียนจิ่งจื้อก็คงจะทำเื่แบบนี้เช่นกัน เธอพาเนี่ยเหนี่ยวเหนี่ยวตามคนที่ย้ายของขึ้นไป้า
จนกระทั่งมาถึงชั้นเก้าลิฟต์ถึงหยุดลง เนี่ยเซิงเสี่ยวหันไปถามคนด้านหลัง “พี่สวีคะ ห้องไหนเหรอคะ?” เพราะว่าตอนนั้นเธออยากจะมีชีวิตปกติ ดังนั้นเหยียนจิ่งจื้อจึงเลือกซื้อบ้านในที่พักนี้ แต่ว่าทั้งชั้นนี้มีสามห้อง เธอมองพวกพนักงานเอาของไปวางไว้ทั่วทุกที่แล้วไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องไปอยู่ในห้องไหนระหว่าง 901 902หรือ 903?
“ห้องอะไรล่ะครับ ทั้งหมดนี้เป็ของพวกคุณ” ผู้บริหารสวีเขย่ากุญแจในมือ จากนั้นก็เปิดประตูให้พวกเขาทีละห้อง
เนี่ยเซิงเสี่ยวรู้จักเหยียนจิ่งจื้อเพิ่มขึ้นอีกไประดับแล้ว ที่แท้บ้านที่คนรวยอยู่เป็แบบนี้นี่เอง ซื้อมันทีเดียวทั้งชั้นนี่มันเกินไปจริงๆ
ผู้บริหารสวีออกคำสั่งคนย้ายของ หลังจากจัดบ้านกันอยู่นานถึงจะขอตัวกลับไป ก่อนจะไปเขายังให้กระดาษแบบแปลนตกแต่งแผ่นหนึ่งกับเนี่ยเซิงเสี่ยว ้านั้นเขียนถึงการใช้งานของทุกๆ อย่างและทุกที่ในบ้าน
เนี่ยเซิงเสี่ยวแค่มองก็รู้ว่านี่เป็ความคิดการตกแต่งบ้านของเหยียนจิ่งจื้อเอง
มีครั้งหนึ่งที่เหยียนจิ่งจื้อเปิดหนังสือเฟรนด์ชิปของเธอตอนมัธยม ตัวหนังสือสวยงามเขียนถึงรายละเอียดที่ชอบเอาไว้
ตัวเลขที่เนี่ยเซิงเสี่ยวชอบที่สุดก็คือเลข 9 ตอนนั้นเหยียนจิ่งจื้อถามเธอว่าทำไมต้องเป็เลข 9? เธอก็หัวเราะอย่างหยุดไม่ได้ เพราะว่าเป็ตัวเลขเดี่ยวที่มีค่ามากที่สุดอย่างไรล่ะ จากนั้นเขาก็ซื้อชั้น 9 ทั้งชั้นให้เธอ
ในส่วนที่ชอบที่สุดในบ้าน เนี่ยเซิงเสี่ยวเขียนเอาไว้ว่าอยากจะให้ในห้องมีแค่เตียงอย่างเดียว ในตอนที่หงุดหงิดใจหรือดีใจจะได้มีที่ว่างพอที่จะกลิ้งไปมาได้ ดังนั้นในห้อง 901 จึงเป็ห้องนอนใหญ่ห้องหนึ่ง ด้านในมีเตียงเพียงเตียงเดียว
ในส่วนกิจกรรมที่ชอบที่สุด เนี่ยเซิงเสี่ยวเขียนเอาไว้ว่าชอบดูหนังกับคนที่ชอบเงียบๆ อาทิตย์ละครั้ง ดังนั้นในห้อง 902 ก็มีห้องที่เอาไว้ดูหนังอยู่ห้องหนึ่ง เป็ห้องที่หรูหราจนน่าใ
สุดท้ายเหนี่ยวเหนี่ยวเข้าไปในห้อง 903 แล้วก็ไม่ได้ออกมาอีก เพราะว่านั่นเป็ห้องที่มีเอาไว้ให้เด็ก ข้างในมีทุกอย่างที่เด็กชอบ
จู่ๆ เนี่ยเซิงเสี่ยวก็อยากจะโทรไปหาเหยียนจิ่งจื้อ แล้วบอกเขาว่าเธอชอบมากๆ หลังจากนั้นก็จะบอกเขาว่ารีบกลับมาได้แล้ว
