“ท่านอ๋องน้อย” คำพูดของผางเซียว ทำให้เจิ้งเผยโกรธจนหน้าแดงไปถึงหู เขากระทืบเท้าพร้อมเอ่ยว่า “ท่านไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้นะ ท่านต้องดูที่ส่วนรวมถึงจะถูก มันไม่ง่ายเลยที่ท่านจะมีตำแหน่งดั่งที่มีอยู่ในทุกวันนี้ อีกอย่างท่านควรที่จะใช้เวลานี้ในการเยียวยาความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับฮ่องเต้ถึงจะถูก
หากท่านไม่ยอมรับฟังพระประสงค์ของฮ่องเต้ ท่านจะต้องรู้ว่าในใจฮ่องเต้จะคิดอย่างไรกับท่าน? อีกทั้งเหล่าขุนนางในราชสำนักจะคิดอย่างไรเล่า? ท่านสู้รบจนเอาชนะแคว้นเป่ยจี้จนพวกนั้นต้องยอมจำนนต่อต้าโจว ขุนนางเก่าๆ ในราชสำนักซึ่งเป็คนเป่ยจี้นั้น ในใจของพวกเขาจดจำและเกลียดท่านนะขอรับ ถ้าพวกเขาฉวยโอกาสนี้ใส่ร้ายท่าน เกรงว่าสถานะของท่านที่มีอยู่ในใจของฮ่องเต้นั้นอาจจะไม่ปลอดภัยก็เป็ได้ ถึงตอนนั้นท่านจะเป็อย่างไรเล่า!?”
ครั้งที่ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจวทำลายแคว้นเป่ยจี้ ผางเซียวได้เป็ทัพหน้าและการไล่สังหารผู้คนเพื่อแก้แค้นให้กับบิดาก็เป็ฝีมือของผางเซียวทั้งหมด วิธีการนั้นช่างดุร้าย ในใจของขุนนางเก่าในราชสำนักเป่ยจี้ มองว่าผางเซียวคือแกนนำที่โจมตีบ้านเมืองของพวกเขาจนแตกสลายไป
แม้ว่าปัจจุบันคนเ่าั้ยอมจำนนต่อฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าโจว รวมถึงบางคนได้เป็ขุนนางในราชสำนักต่อไป อย่างไรก็ตามในใจของพวกเขาทั้งเกลียดชังและเกรงกลัวผางเซียว พวกเขาอาจทำการบางอย่างเพื่อยั่วยุอยู่เื้ั อย่างเช่น คำดุด่ากับอำนาจของผางเซียวที่มีชื่อเสียงอย่างมากพอๆ กัน ส่วนหนึ่งของบทความนั้นคือพวกเขาที่เป็ผู้เขียน
“เปิ่นหวางเข้าใจสิ่งนี้” ผางเซียวสงบลงแล้ว เสียงของเขามีความมั่นคงยามเปล่งวาจาเนิบนาบ “บุรุษคือผู้ที่ต้องตัดสินสถานการณ์ ตัดสินใจเลือกสิ่งสำคัญที่ต้องทำและสิ่งที่ไม่ควรทำ นับประสาอะไร ตอนนี้เปิ่นหวางก็นับว่าเป็มีดคมที่สามารถใช้การได้ ต้องมีสักวันที่คนไม่ชอบใช้มีดคมนี้ในเวลาไม่ช้าก็เร็ว ถึงแม้ว่าตอนนี้เปิ่นหวางจะถอดชุดเกราะ ถอดชุดทหารและกลับบ้านไปทำไร่ทำนา แต่ตำแหน่ง ความสัมพันธ์และผู้คนรอบข้าง อีกทั้งการยั่วยุจากขุนนางที่ยอมจำนนเ่าั้ หรือว่าสิ่งที่ว่าจะหายไปหรืออย่างไร?”
“นี่...” เจิ้งเผยพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง
ผางเซียวรู้อยู่เสมอว่า เจิ้งเผยนั้นไม่ได้โง่เง่า มีหลายสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน แต่เขาจัดการกับมันแตกต่างไปจากสิ่งที่อีกฝ่ายคิด
“ท่านก็คิดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ใช่หรือไม่? ในเมื่อดูจากสถานการณ์แล้วก็ไม่เป็ประโยชน์อันใด เหตุใดเปิ่นหวางจะต้องขี้ขลาดและสงสัยให้มากด้วยเล่า? ‘ความสำเร็จของคนทั่วไปคือค่าแลกมาด้วยชีวิตของคนหนึ่งพันชีวิต’ คำพูดนี้เป็เื่จริง แต่เปิ่นหวางไม่้าเอาชีวิตของผู้หญิง เด็กและผู้อ่อนแอมาเป็เกียรติและความมั่งคั่งของเปิ่นหวาง”
“ท่านอ๋องน้อย ท่านดื้อเกินไปแล้ว!”
เจิ้งเผยตบหน้าอกของตัวเอง เขาเดินไปมาอย่างกระวนกระวาย ใบหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความวิตกกังวล ปากของเขาพูดออกมาด้วยเนื้อหาที่หนักหน่วง “ท่านกำลังเจริญรอยตามเส้นทางของท่านอ๋องในตอนนั้น ข้ารู้ว่าท่านเป็คนใจดีและไม่้าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ แต่บางครั้งก็ไม่อาจขึ้นอยู่กับความประสงค์ของท่าน แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บังคับ ถ้าท่านต่อต้านพระประสงค์ของฮ่องเต้ในครั้งนี้ ก็เท่ากับว่าท่านกำลังทำลายแผนการของฮ่องเต้ และฮ่องเต้จะต้องจดจำท่านอีกครั้งนะขอรับ”
“ปล่อยเขาไปเถิด เปิ่นหวางไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ เพราะความขี้ขลาด และทำในสิ่งที่ทำให้ต้องเสียใจไปชั่วชีวิต ชีวิตนี้สั้นมากนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนอย่างข้าที่มักจะทำในสิ่งที่เป็อันตราย แต่เดิมชีวิตนั้นก็สั้นอยู่แล้ว หากไม่สามารถใช้ชีวิตตามความ้าของตนเองได้อีก มันจะแตกต่างอะไรกับสัตว์ร้ายที่ถูกจับอยู่ในกรงเล่า?”
ผางเซียวหยิบพู่กันขนหมาป่าขึ้นมา แล้วทำท่าทางเพื่อบอกเสือน้อยให้ฝนหมึกดำให้
หลังจากฟังคำพูดของผางเซียวเมื่อครู่นี้แล้ว เสือน้อยเห็นด้วยกับความคิดของเ้านายอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจคำคัดค้านของเจิ้งเผย และเดินเข้าไปฝนหมึกให้กับผางเซียว
ผางเซียวคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้ละเลงพู่กันบนกระดาษอย่างลื่นไหลเพื่อเขียนจดหมายลับ และแล้วไม่ช้าไม่นานก็เขียนเสร็จเรียบร้อย
เจิ้งเผยกำลังมองไปที่เนื้อหาของจดหมาย จากนั้นเกาหัวอย่างแรงด้วยความกังวล “ท่านยังจะ้าตำแหน่งนี้ในอนาคตอีกหรือไม่? โทษของการต่อต้านพระราชบัญชาของฮ่องเต้นั้นคือโทษใหญ่ นั่นคือตัดหัวเลยนะขอรับ”
“วางใจเถิด ข้ามีขอบเขตอยู่ การตักเตือนนั้นจะต้องมีอย่างแน่นอน ความเกลียดชังและการคาดเดานั้นก็ไม่ใช่แค่เป็เื่ของหนึ่งวันสองวัน ถึงจะเสียชีวิต แต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้นอย่างแน่นอน เ้าจงออกไปข้างนอก ไปถามทหารม้าของต้าโจวและกองทัพเสือว่าพวกเขายอมรับใครกันแน่?”
“ท่านอ๋องน้อย เพราะท่านมีอำนาจทางทหารจึงไม่มีอะไรต้องกลัวหรือ!”
“ใช่แล้ว อย่างไรก็ตามในมือของข้ามีอำนาจทางทหาร แม้ว่าข้าจะไม่มีความคิดใดๆ ก็ถูกคนอื่นสงสัยและเกลียดชังอยู่ดี ข้ามีอำนาจนี้ เหตุใดข้าไม่ใช้มันเล่า?” ผางเซียวโยนพู่กันออกไป พลางเอ่ยปากสั่งเสือน้อย “เ้าไปเรียกคนขี่ม้าเร็วและนำจดหมายนี้ส่งไปให้ถึงมือของฮ่องเต้ให้ได้”
เสือน้อยพยักหน้าตอบรับและออกไปข้างนอกอย่างว่องไว
เจิ้งเผยตบต้นขาตนเอง “ท่านอ๋องน้อย ท่านไม่สนใจตำแหน่งของท่านโดยสิ้นเชิง”
“แน่นอน ข้าไม่สนใจ” คราวนี้ ผางเซียวไม่ได้เรียกตนเองว่าเปิ่นหวาง แต่พูดด้วยความจริงใจว่า “ข้าจะไม่ทำในสิ่งที่เป็อันตรายต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่เช่นนั้นวันที่ข้าขึ้นไปพบท่านพ่อ ข้าจะเงยหน้าไม่ขึ้นอย่างแน่นอน ท่านแม่ ท่านตาและท่านยายของข้า เกลียดมือเปื้อนเืของข้าตลอดทั้งวัน ในครั้งนี้ถือว่าทำเพื่อพวกเขาก็แล้วกัน ข้าไม่ตอบรับการสังหารคนทั้งเมืองเป็แน่”
ริมฝีปากของเจิ้งเผยกระตุกเป็เวลานาน จากนั้นเขาก็ถอนหายใจยาวออกมา “ท่านอ๋องน้อย ที่ท่านเดินอยู่นี้ไม่ใช่ว่าเจริญรอยตามท่านอ๋องในตอนนั้นหรอกหรือ ท่านจะต้องจำได้ว่าในอดีตตอนนั้นเป็เพราะท่านอ๋องเป็ผู้ที่ถูกคนอื่นจดจำและถูกเกลียดชังนะ อย่าลืมอดีต เราต้องเก็บไว้เป็บทเรียนสำหรับการทำงานในอนาคตนะขอรับ”
“เกิดมาเป็มนุษย์ ก็ควรทำในสิ่งที่มนุษย์ทำ ถ้าเป็สิ่งไม่คู่ควรกับชีวิตมนุษย์แล้ว แม้ว่ามีผู้ถือมีดจ่ออยู่ที่คอของข้า ข้าก็จะไม่ทำ”
เจิ้งเผยมองดูสายตาหงส์ไฟที่เปล่งประกายนั้น ในที่สุดเขาก็พยักหน้าและถอนหายใจยาวอีกครั้ง
**
ในเวลานั้นฉินหยีหนิงและซุนซื่อกำลังเตรียมตัวไปยังจวนติ้งกั๋วกง
ฮ่องเต้ทรงเรียกให้ลุงใหญ่ ลุงรอง ลูกพี่ลูกน้องสองคน และสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดกลับเข้ามายังเมืองหลวง ซุนซื่อคิดว่าดีหรือไม่ดีก็สามารถเจอพี่ชายสองคนของนาง แล้วก็คิดว่าจะพาฉินหยีหนิงไปให้พวกเขาพบด้วย
ฉินหยีหนิงแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นางกับแม่นมจินสวมหมวกขนสุนัขจิ้งจอกที่อบอุ่นให้ซุนซื่อ เมื่อเห็นหน้าตาของซุนซื่อเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข นางอดไม่ได้ที่จะตักเตือนล่วงหน้า
“ท่านแม่ สถานการณ์ในจวนติ้งกั๋วกงตอนนี้กำลังตึงเครียด อีกสักครู่พวกเราไปหาลุงใหญ่กับลุงรอง จะต้องใช้สมองของเราให้มากๆ และสังเกตสถานการณ์ให้มากนะเ้าคะ คำพูดคำจาต้องมีกลยุทธ์มากขึ้น เพราะพี่ชายใหญ่เพิ่งจากไป ตอนนี้ลุงใหญ่ยังคงเศร้าเสียใจอยู่นะเ้าคะ”
คำพูดของฉินหยีหนิงดูเหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ไม่ได้เข้าไปในหัวของซุนซื่อแต่อย่างใด ถึงมีหัวใจก็ไม่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งดังกล่าวจึงพูดว่า “ข้ารู้แล้ว ข้าก็ไม่ได้เจอลุงใหญ่และลุงรองของเ้ามาหลายปีแล้ว ข้าก็คิดถึงมากด้วย และไม่รู้ว่าหลังจากที่พวกเขารู้ว่าิเกอร์จากไปแล้ว จะเศร้าโศกเสียใจเพียงใด”
ฉินหยีหนิงเห็นว่าซุนซื่อไม่ได้จับประเด็นสำคัญเลย ทว่ามันก็ไม่ดีที่จะพูดมากกว่านี้
นางมีความรู้สึกว่าลุงใหญ่และลุงรองถูกเรียกให้กลับมาที่เมืองหลวงอย่างเร่งด่วนหนนี้ เื่มันดูไม่ดีนัก นางเตือนซุนซื่อว่าต้องใส่ใจกับสถานการณ์ที่ผิดปกติ เพราะหากมีสถานการณ์เกิดขึ้น ก็สามารถคิดวิธีได้ทันที
รถม้าถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ฉินหยีหนิงและซุนซื่อพาแม่นมจินกับปิงถางออกไปด้วยกัน พวกนางไปที่เรือนสื่อเซี่ยวก่อนเพื่อรายงานล่าวไท่จุน หลังจากเพิ่งผ่านปีใหม่เล็ก คนในบ้านต่างก็กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมปีใหม่ใหญ่
ฉินหยีหนิงยิ้มและอธิบายว่าพวกเขาไปแล้วจะรีบกลับมา เมื่อล่าวไท่จุนเห็นฉินหยีหนิงรับรองหนักแน่นเช่นนั้น จึงยอมพยักหน้าอนุญาต
รถม้าขับออกไปจนถึงจวนติ้งกั๋วกง
ทว่าใครจะรู้ ขณะที่พวกเขาเพิ่งเลี้ยวไปทางถนนยาวในทิศทางที่ตั้งของจวนติ้งกั๋วกง ได้มองผ่านทางหน้าต่างกลับเห็นประตูใหญ่ของจวนถูกเปิดกว้าง ทหารในชุดเกราะและขันทีในชุดเสื้อคลุมสีเทาล้อมรอบชายสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่สีน้ำตาลเข้มคนหนึ่ง ชายชราในวัยห้าสิบปี มีรูปร่างใหญ่ปานกลางออกมาจากประตูหลัก
ฉินหยีหนิงเห็นว่าสถานการณ์ผิดปกติแล้ว จึงรีบสั่งให้หยุด “อย่าเข้าใกล้ รีบกลับไปที่ซอยเล็ก เร็วเข้า!”
หลังคนขับได้ยินคำสั่งของนาง ก็รีบทำตามในทันที
ซุนซื่อพูดอย่างกระวนกระวาย “นี่มันเกิดอะไรขึ้น! ใครกล้าบุกเข้าไปในจวนติ้งกั๋วกงหรือ!?”
“ท่านแม่ พวกเราลองดูจากระยะไกลก่อน ท่านอย่าส่งเสียงดังนะเ้าคะ”
ซุนซื่อเองก็รู้ว่าเื่นี้ร้ายแรง นางพยักหน้าตอบรับ
หลังจากนั้นไม่นานนัก เหล่าทหารในชุดเกราะเต็มตัวพร้อมอาวุธครบมือได้จับคนจำนวนมากและเดินออกมา
คนแรกที่จะมุ่งหน้าออกมาก็คือ ติ้งกั๋วกงที่สวมชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม ชายสองคนที่อยู่ด้านหลังนั้น นางไม่คุ้นหน้าเลย แต่สามารถบอกได้ว่าทั้งสองคนนั้นเป็ท่านลุงใหญ่ซุนไห่เฉินและท่านลุงสองซุนไห่จิง ส่วนที่ตามหลังมาติดๆ นั้น คือชายหนุ่มผู้ซึ่งเป็ลูกพี่ลูกน้องจำนวนสี่คน ในจำนวนนั้นฉินหยีหนิงรู้จักพี่ชายห้าและพี่ชายแปด และยังมีชายหนุ่มอีกสองคนที่อายุมากกว่าดูจากหน้าตาแล้ว น่าจะเป็พี่ชายสองกับพี่ชายสี่ ถัดมายังมีเด็กผู้ชายหลายคน โตขึ้นหน่อยก็อายุเจ็ดแปดขวบ ส่วนอายุน้อยที่สุดกำลังถูกอุ้มอยู่ น่าจะมีอายุประมาณสี่ห้าขวบ
สมาชิกผู้ชายทั้งหมดถูกมัดด้วยเชือกขนาดใหญ่ และผูกเข้าด้วยกันเป็พวงราวกับบ๊ะจ่าง
ด้านหลังสมาชิกผู้ชายนั้น คือสมาชิกผู้หญิงและบ่าวรับใช้ถูกมัดด้วยเชือกเดินเรียงกันเป็แถว
“นี่มัน...นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือ!” ซุนซื่อตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัว
“จวนติ้งกั๋วกงถูกทำลายล้างแล้ว ท่านแม่ พวกเรารีบกลับไปเถิด ไปหาท่านพ่อเพื่อสอบถามสถานการณ์” ฉินหยีหนิงกดซุนซื่อไม่ให้ลุกขึ้นและรีบสั่งคนขับรถม้าในทันที
